ซอยนี้มีรถเยอะ

ซอยนี้มีรถเยอะ – อุทธาหรณ์สอนใจให้คลายความหงุดหงิดตั้งมั่นในสมาธิ

ซอยนี้มีรถเยอะ
ซอยนี้มีรถเยอะ

ซอยนี้มีรถเยอะ – อุทธาหรณ์สอนใจให้คลายความหงุดหงิดตั้งมั่นในสมาธิ

บ้านผมเป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว ตั้งอยู่ในซอยที่มีรถราวิ่งแล่นเข้าออกบ่อยครั้ง เสียงรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รบกวนโสตประสาทเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลาหลับกับเวลาดูโทรทัศน์ เสียงที่ได้ยินทำให้ผมตัดขาดจากกิจกรรมที่กระทำอยู่ เพราะความรู้สึกโกรธแล่นเข้าสู่จิตใจจนผมรำคาญ นอนต่อไม่ได้ รวมทั้งฟังเสียงโทรทัศน์ได้ไม่ต่อเนื่อง ทำให้พลาดส่วนสำคัญไป

ไม่ใช่เพียงผมที่รู้สึกเช่นนี้ คนรอบข้างเป็นเหมือนกันหมด แต่อาจร้ายแรงกว่าคือ มีถ้อยคำด่าพ่วงมาด้วย หลายๆ ครั้งที่รู้สึกโมโหกับเสียงกวนประสาทที่ดูเหมือนว่าจะเข้ามาก่อกวนหัวใจถี่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมก็คิดได้ว่า เจ้าของรถยนต์รวมทั้งจักรยานยนต์คงไม่มีใครตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราหรอก ทุกคนหวังเพียงต้องการใช้เส้นทางไปสู่จุดหมายก็แค่นั้น แล้วไยผมต้องรู้สึกเจ็บปวดทุรนทุรายเมื่อมีเสียงรบกวนโสตประสาททุกครั้งไป

จากนั้นผมก็ตั้งสติใหม่ โดยมีคนรอบข้างเป็นกระจกส่องให้มองเห็นความจริง พอมีเสียงรถยนต์มาขณะดูโทรทัศน์ เสียงด่าของคนใกล้ตัวดังขึ้นพร้อมกดปุ่มเร่งเสียงโทรทัศน์ดังแข่งกับเสียงรถ สรุปแล้วไม่มีใครฟังรู้เรื่อง เพราะมัวไปรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นชั่วขณะหนึ่ง และกดปุ่มเร่งเสียงอีกขณะหนึ่ง ส่งผลให้ช่วงเวลานั้นไม้ได้จดจ่อกับโทรทัศน์ตรงหน้า ในขณะที่รายการที่สนใจก็เคลื่อนผ่านไปไม่หวนมาอีก

ครั้งต่อมาผมพยายามเตือนสติตัวเองให้รู้ตัวว่า หากมีเสียงดังรบกวนจะไม่อารมณ์เสีย ปรากฏว่าผมทำได้ดีขึ้น ตอนแรกอาจจะหันไปจดจ่อกับเสียงภายนอก แต่พอรู้ตัวก็ถอนตัวกลับมาจดจ่อจอโทรทัศน์ ผมสามารถรับรู้เรื่องราวจากโทรทัศน์ปะติดปะต่อได้บ้าง ดีกว่าขาดช่วงไม่รู้เรื่องแบบครั้งก่อน

หลายเดือนผ่านไป ผมมีเรื่องให้สนใจครุ่นคิดเยอะแยะ จึงไม่ได้ใส่ใจประเด็นเสียงรบกวนโสตประสาทเหล่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีแบบทดสอบเข้ามาสู่ชีวิต ในขณะที่ผมกำลังชมฉากสำคัญของละครนั่นเอง ผมก็รู้สึกมีสมาธิมากจนปล่อยให้เสียงดังจากรถบรรทุกหายไป ไม่ได้รบกวนหรือดึงความสนใจจากผมไปจนไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของตัวละครในโทรทัศน์เหมือนที่ผ่านๆ มา

ความประหลาดเกิดขึ้นกับผม รู้สึกราวกับว่ามองเห็นตัวเองในทุกขณะ ตั้งแต่เสียงดังนั้นเข้ามาในระยะที่ได้ยิน จิตใจรับรู้ว่ากำลังมีบางสิ่งรบกวน เสียงดังใกล้เข้ามาชัดขึ้นๆๆ หูได้ยิน แต่ไม่ได้สนใจฟังรับรู้ว่าจะดังรบกวนไม่นานแล้วก็แล่นผ่านไป ชั่วขณะที่เสียงดังยังได้ยินชัดอยู่ ภายนอกกำลังมีอะไร ก็ปล่อยไป จิตใจรับรู ้ ไม่สงสัย…เข้าใจ…รับรู้แต่ภาพที่มองเห็นและเสียงที่อยากได้ยินตรงหน้า

ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนคนที่สงบอยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกแวดล้อม จึงได้ยินเสียงที่ดังอยู่ในห้อง รับรู้เสียงที่อยู่ใกล้ตัวได้ชัดกว่าเสียงที่อยู่ไกลตัว แท้จริงแล้วน่าจะเป็นการมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ต้องการได้ดีมากกว่าคราวก่อน ยิ่งมีอุปสรรคก็ยิ่งทำให้ฝึกฝนสมาธิได้ดีขึ้น

นับจากนั้นสิ่งที่ผมรับรู้เกี่ยวกับเสียงดังจากภายนอกก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่คุ้นเคย ไม่ได้นำความรำคาญมาให้แต่อย่างใดและตระหนักได้ว่า เหตุที่ซอยบ้านผมมีรถวิ่งไปมาบ่อยเป็นเพราะไม่มีใครจอดรถขวางล้ำหน้าบ้าน และแต่ละบ้านดูแลพื้นที่หน้าบ้านอย่างดีทำให้รถราแล่นสัญจรสะดวก อีกทั้งคนแปลกหน้าก็ชอบเดินเข้าออกซอยนี้ด้วย

ถึงกระนั้นจิตใจของผู้คนแม้จะเพียรทำความสงบให้ก่อเกิด หมั่นปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดสะอ้าน ไร้ฝุ่นละออง แต่ไม่นานก็ย่อมมีหยากไย่ เศษใบไม ้ มีสิ่งต่างๆ เข้ามาปกคลุมอยู่ดี นั่นอาจเป็นลักษณะธรรมชาติของจิตใจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่แม้ยามว่างปลอดโปร่งแต่ไม่นานก็หาสิ่งมาหมกมุ่นครุ่นคิด ในขณะที่ยามสับสนมีหลายเรื่องประดังเข้ามา กลับสามารถปัดกวาดชำระล้างภายในให้สะอาด ผ่องใส สงบ เพื่อเริ่มจัดการทุกอย่างอย่างมีสติ

เปรียบเหมือนดั่งจานชามที่เป็นภาชนะใส่อาหาร เป็นประโยชน์สำหรับผู้คนในแต่ละมื้อ เรานำจานชามสะอาดมาใส่อาหาร พอกินอาหารหมดจานก็นำไปล้างให้สะอาด ถ้าจิตใจได้ชำระล้างปัดกวาดทุกเช้าก่อนออกไปทำงานก็จะพร้อมรับสิ่งดีงามต่อไป และพอทำงานจบในแต่ละวันก็นำจิตใจนั้นมาล้างให้สะอาดอีกครั้ง เพื่อจิตใจจะได้สงบ มีความสุข พร้อมสำหรับการนอนหลับพักผ่อน

ชีวิตคนเรามีไว้เพื่อแก้ปัญหา ทุกปัญหาย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ หากจิตใจใสสะอาด ก็เท่ากับเป็นภาชนะที่พร้อมเผชิญกับปัญหา ปัญหาเปรียบได้กับอาหาร เป็นสิ่งกระตุ้นจิตใจและสมองให้ขบเคี้ยวครุ่นคิดรวมทั้งเติมพลังแก่ชีวิต แต่ในบางครั้งจิตใจอาจสกปรกจากฝุ่นละอองที่จับเกาะในแต่ละวันโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่ามันฝังเกาะอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ปัญหาเพื่อนร่วมงาน หรือปัญหาการเมืองในที่ทำงาน เป็นต้น

เรามักจะคอยสุมเก็บปัญหาเหล่านี้มาเป็นฝุ่นขยะในใจ ส่งผลให้รู้สึกไม่สบาย หงุดหงิด ยิ่งไปทำงานทุกวัน เจอทุกอย่างในสภาพเดิม ยิ่งมีกองขยะสุมเพิ่มคั่งค้างอยู่ภายใน แถมบางครั้งยังอาจขาดสติ ขุดคุ้ยกองขยะเพื่อมาเล่นงานคนที่เราไม่พอใจ ทั้งที่ควรลืมหรือมองข้ามไป เท่ากับกำลังเพ่งความสนใจไปกับสิ่งที่ไม่สมควรโดยไม่รู้ตัว เมื่อมีสมาธิกับสิ่งที่ไม่สมควร ความทุกข์ความเจ็บปวดย่อมติดตามอย่างไม่รู้จบ

ถ้ารู้ตัวว่าบางสิ่งนำความทุกข์มาให้ ก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนเสมอไป เพราะเมื่อเท่าทันความรู้สึกของตนแล้ว จะมัวเฝ้าทุกข์เฝ้าเจ็บปวดอยู่ไย เอาเวลาทุกข์ไปใส่ใจแก้ปัญหาต่อไปให้ก้าวหน้าดีกว่า

ซอยบ้านที่มีรถเข้าออกเยอะๆ…ที่ทำงานที่มีปัญหามากมาย….สิ่งเหล่านี้คือบททดสอบสติและสมาธิ ถ้ามองเห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ลองมองดูอย่างเข้าใจ ทุกสิ่งจะชัดขึ้น แล้ว ความสุขจะอยู่เคียงข้างเราไปทุกขณะ

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  คมสัน วิเศษธร

keyboard_arrow_up