วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง ประสบการณ์เฉียดตายที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิต

วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง
วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง

วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง – “จงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท” ประโยคนี้ได้ยินมาบ่อยมาก คิดว่าเข้าใจแต่ก็ไม่ลึกซึ้งสักที จนเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้มุมมองชีวิตของเราเปลี่ยนไป และเริ่มตระหนักถึงความหมายของประโยคดังกล่าวขึ้นอย่างมาก

วันนั้นพวกเรา 4 คน ตั้ม นันท์ ติ๊ก และฉันตื่นเต้นกันใหญ่สำหรับการขึ้นไปพักบนดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก เพราะข่าวว่ามีแม่คะนิ้งบนดอยด้วย

หลังจากเก็บสัมภาระบนที่พัก พวกเราก็เดินลงมาทานข้าวเย็นที่ร้านค้า เสร็จแล้วจึงเดินกลับที่พัก กว่าจะถึงก็ค่ำพอดี อากาศหนาวมาก แม้ว่าห้องพักจะปิดหมดทุกด้าน

ฉันตั้งใจว่าจะไม่อาบน้ำ แต่ตั้มบอกว่าจะอาบ ตั้มก็เลยอาบน้ำเป็นคนแรก โดยห้องน้ำที่อยู่ในห้องเรามีขนาดเล็กมาก ไม่มีช่องระบายอากาศ นอกจากพัดลมดูดอากาศตัวเดียว

พอตั้มอาบน้ำได้สักพักก็ตะโกนออกมาให้ฉันเปิดสวิตช์พัดลมดูดอากาศที่หน้าห้องน้ำให้หน่อย ฉันก็เดินไปเปิดให้ แล้วกลับมาดูทีวีต่อ ยังไม่ถึง 5 นาที ตั้มเปิดห้องน้ำออกมาปิดสวิตช์พัดลมดูดอากาศพร้อมกับบ่นว่าหนาวมาก ก่อนที่จะกลับเข้าไปอาบน้ำใหม่ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรหล่นในห้องน้ำ ฉันเลยตะโกนไปว่า “ทำอะไรหล่นอีกล่ะ” คิดในใจว่าคงหนาวจนสั่นแล้วไปปัดของใช้ตกลงมา

แต่อีกสักพักก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังเหมือนคนกรนออกมาจากห้องน้ำ ทั้งๆ ที่พวกเราเปิดทีวีเสียงค่อนข้างดัง นันท์บอกฉันว่า “ไปดูมันหน่อยซิ” ฉันก็เลยเดินไปเรียกหน้าห้องน้ำ “ตั้มๆ” เงียบ…ไม่มีเสียงตอบ

ฉันตบประตูห้องน้ำร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบอีก มีแต่เสียงกรนที่ดังอยู่ตลอดเวลา “เฮ้ย! แกเป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูหน่อย” ปรากฏว่าเงียบ นันท์เลยบอกว่า ท่าจะไม่ปกติแล้ว รีบไปขอกุญแจเปิดห้องน้ำกับตี๋เล็กเจ้าของบ้านพักมาเปิดประตูเถอะ วินาทีนั้นรู้เลยว่าเวลาตกใจแล้วควบคุมสติไม่ได้เป็นยังไง เคยคิดว่าปฏิบัติธรรมฝึกสติมามาก แต่พอเจอบททดสอบจริงจึงรู้ว่าเอาตัวไม่รอด ไม่มีสติเลย ลนลานมาก

ฉันวิ่งไปที่ระเบียงหน้าห้องแล้วตะโกนเรียกตี๋เล็กที่ร้านขายของด้านล่างให้เอากุญแจมาเปิดห้องน้ำ ตี๋เล็กบอกว่าไม่มีกุญแจ เพราะห้องน้ำล็อกจากข้างใน ต้องพังเข้าไป พูดจบเขาพร้อมกับผู้ชายอีก 3 คนก็กระโดดถีบห้องน้ำ เมื่อประตูหลุดออกไป…

ภาพที่เห็นคือ ทั้งห้องมีแต่ควันไอน้ำแบบในห้องสตีมที่อบไอน้ำ ตั้มนอนคว่ำหน้าหมดสติอยู่บนพื้นในสภาพไม่ได้ใส่เสื้อผ้า พวกเราตกใจกันมาก เพราะสภาพตั้มตอนนั้นร่างขาวโพลน ไม่รู้สึกตัว หน้าซีดขาว ปากเขียว และธาตุแตก สภาพเหมือนคนใกล้จะตาย

เวลานั้นมีเพียงนันท์เท่านั้นที่ดูเหมือนจะมีสติดีที่สุด ด้วยความที่เคยเป็นพยาบาลห้องไอซียูมาก่อนจึงบัญชาการให้ใครทำอะไรได้อย่างมีสติ โดยให้ฉันโทร.เช็ก 191 ขอรถขึ้นมารับ และให้ติ๊กสวมเสื้อผ้าให้ตั้ม ส่วนตัวนันท์กับพยาบาลอีกคนที่มาเที่ยวและพักอยู่ตึกข้างๆ ก็ช่วยกันมาดูตั้ม โดยตรวจชีพจร ม่านตา ลมหายใจ เคลียร์ทางเดินหายใจ ขณะเดียวกันติ๊กก็ขอกระโปรงของฉันเพื่อมาใส่ให้ตั้ม

ระหว่างนั้นฉันติดต่อ 191 ได้ แต่ตำรวจบอกว่าไม่มีรถมารับ ต้องลงมาจากดอยเอง สุดท้ายก็เลยขอเบอร์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ได้เบอร์โรงพยาบาลมา พอโทร.ไปแจ้งห้องฉุกเฉิน บอกว่ามีคนไข้หมดสติในห้องน้ำ เขาก็บอกว่าให้มาได้เลยจะเตรียมห้องไว้รับ

ถึงตอนนี้คนที่มาช่วยตรวจร่างกายบอกว่าคนไข้ยังหายใจปกติแต่ไม่ยอมฟื้น ต้องรีบส่งโรงพยาบาลแล้ว เขากลัวว่าตั้มจะกัดลิ้นตัวเองเพราะกัดฟันแน่นมาก สุดท้ายต้องเอาด้ามแปรงสีฟันมาให้ตั้มกัด

พอคนขับรถตู้ของเรามาถึง ผู้ชายทั้งหมดก็ช่วยกันยกตั้มใส่ผ้าห่ม แล้วช่วยกันยกมุมผ้า 4 มุม หามตั้มด้วยความทุลักทุเลลงมาจากชั้น 2 ไปใส่ในรถตู้ พอเก็บของที่จำเป็นของเรา 4 คนเรียบร้อยแล้ว คนขับก็ขับรถตู้ลงมาจากดอยอ่างขาง นันท์นั่งประกบตั้มไว้ ติ๊กนั่งข้างหลัง ส่วนฉันนั่งหน้าคู่กับคนขับ ซึ่งขับรถเร็วมาก ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็ถึงโรงพยาบาล

ในระหว่างทางตอนลงจากดอย ฉันหันไปดูตั้มว่าเป็นไงบ้าง นันท์บอกตั้มไม่รู้สึกตัว แต่หายใจปกติ ส่วนฉันก็กลัวไปสารพัด คิดแต่ว่าถ้าตั้มเป็นอะไรไปจะบอกแม่ตั้มยังไง แล้วหัวอกคนเป็นแม่จะทำยังไง ณ ขณะนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนที่ฉันระลึกนึกได้ฉันก็อธิษฐานถึงตลอด ขอให้ช่วยตั้มด้วย ตั้งแต่หลวงพ่อโสธร พระแก้วมรกต สมเด็จพระนเรศวร เทพเทวดาอารักษ์ เจ้าป่าเจ้าเขา ฯลฯ

ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกเลย คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดีให้ตั้มรอด ฉันอธิษฐานบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ด้วยบุญบารมีที่ข้าพเจ้าเคยสั่งสมมาทั้งหมด ไม่ว่าชาติไหน ภพไหน ทุกภพชาติ จงมารวมกัน ข้าพเจ้าขออุทิศความดีให้กับตั้มทั้งหมด ด้วยกุศลผลบุญนี้ ขอให้ตั้มรอดเถอะ

ณ วินาทีนั้นเหมือนมีคำถามจากตัวเองอีกคนถามว่า “ทั้งหมดเลยเหรอ” แต่ก็เหมือนมีอีกคนในตัวเราตอบว่า “ใช่ ทั้งหมด ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ในชาตินี้ สะสมบุญกุศลใหม่”

พออธิษฐานเสร็จก็มาคิดอีกว่า “จะพอไหมที่จะช่วยตั้ม” คิดเอาเองว่าเจ้าตัวควรจะอธิษฐานเองด้วยจึงจะมีน้ำหนัก ฉันก็เลยอธิษฐานแทนตั้มเสร็จสรรพว่า “ถ้าตั้มฟื้นขึ้นมา ตั้มจะต้องเป็นคนดีกว่านี้ จะทำแต่ความดียิ่งๆ ขึ้นไป ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำความดีเพิ่มขึ้นเป็นคนดีมากขึ้นทุกวัน”

พอรถลงมาถึงหน้าแผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็เข็นเตียงมารับ ทันทีที่เอาตั้มลงบนเตียง ตั้มลืมตาขึ้นมา แล้วถามว่า “นี่ฉันอยู่ที่ไหน” พอบอกว่าอยู่โรงพยาบาล ตั้มก็ถามว่า “ทำไม” แบบว่าไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

เมื่อไปถึงห้องฉุกเฉิน ตอนนั้นไม่มีหมอ มีแต่พยาบาลและบุรุษพยาบาล ส่วนตั้มยังคงหนาวมากจนสั่นไปทั้งตัว ปากและฟันกระทบกัน ต้องไปหากระเป๋าน้ำร้อนมาให้ความอบอุ่นนอกเหนือจากผ้าห่ม พวกเราก็ไปช่วยกันนวดเท้าให้ความร้อน ตรวจอาการเสร็จบุรุษพยาบาลก็พาไปที่ห้องคนไข้ห้องพิเศษที่เตรียมไว้ให้

ระหว่างนั้นบุรุษพยาบาลถามว่า “มาจากดอยอ่างขางเหรอ” พวกเราก็บอก “ใช่” เขาบอก “อาทิตย์ที่แล้วก็ตายไป 2 คน อาการแบบนี้เลย เป็นผู้ชาย เห็นบอกว่าอาบน้ำอุ่นตอนอากาศเย็นจัด” พวกเราก็อุทาน “อ้าว เหรอ” แบบว่าอึ้งไปเล็กน้อย เขาบอกว่าถ้าออกจากห้องน้ำช้าไปอีกนิดโอกาสฟื้นอาจไม่มี เพราะสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป

พอพยาบาลเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้ตั้มเสร็จก็ให้นอนและให้น้ำเกลือ ส่วนพวกเราไม่มีที่นอน คนขับรถตู้เลยไปเอาเสื่อในรถมาให้ 1 ผืน ฉันก็นอนบนพื้นห้องกับนันท์ ส่วนติ๊กซึ่งเป็นเด็กสุดในกลุ่มนอนบนโซฟาของคนเฝ้าไข้

พวกเรานอนหนาวมาก พื้นปูนก็เย็นเจี๊ยบเลย ประมาณตีสองตีสาม ฉันเห็นหมอหน้าตาหล่อมากเดินเข้ามาพร้อมพยาบาล ฉันก็ตะแคงเขยิบออกจากทางเดินจะได้ไม่เกะกะบริเวณเตียงคนไข้ แล้วนอนต่อ แบบว่ารู้สึกสบายใจที่หมอมาดูตั้มแล้ว

ฉันตื่นมาอีกทีตอนใกล้ๆ หกโมงเช้า ทุกคนตื่นหมดแล้ว กำลังคุยกันอยู่ ฉันจะพูดว่าเห็นหมอมา แต่ก็เอะใจเพราะเมื่อคืนหมอเดินออกมาจากห้องพักข้างๆ แต่จริงๆ แล้วไม่มี เพราะมันเป็นผนัง ก็เลยงงว่าเมื่อคืนเห็นหมอจริงๆ หรือฝันไป พอสว่างถามพยาบาลว่าเมื่อคืนมีหมอมาดูหรือเปล่า พยาบาลบอกว่าไม่มี คุณหมอจะมาแปดโมงเช้า

หลังจากนั้นฉันก็เล่าเรื่องเห็นหมอที่เจอเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง ปรากฏว่าติ๊กก็มีเรื่องเหมือนกัน นอนไม่ค่อยหลับ เพราะหลับตาทีไรก็เห็นผู้หญิงมานอนลอยซ้อนอยู่ตรงหน้า ทำให้กลัวมาก ไม่กล้านอนหงายต้องนอนตะแคง หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ส่วนฉันกับนันท์นอนบนพื้น คงไม่ได้ไปทับที่ของใคร ก็หลับสบายดี

ถึงตอนสาย ฉันกับนันท์กลับไปที่ดอยอ่างขาง ไปเก็บสัมภาระชำระเงินค่าห้องที่เหลือ (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนก็ตาม) และจ่ายเงินค่าผ้าห่มที่แบกตั้มลงมา

พอเจอหน้าตี๋เล็กก็บอกเขาว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะอากาศหนาวจัด แต่เป็นเพราะในห้องน้ำไม่มีที่ระบายอากาศต่างหาก พอปิดพัดลมดูดอากาศ อากาศในห้องน้ำจะไม่มีการถ่ายเทเลย เมื่อใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้แก๊สจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากทำให้หมดสติได้ แต่เจ้าของบ้านพักไม่เชื่อ ยังคงยืนกรานว่าเป็นเพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน พวกเราก็ไม่อยากไปเถียงกับเขา แต่ก็บอกเขาไปว่าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เพิ่มที่ระบายอากาศภายในห้องน้ำให้มีการถ่ายเท มิฉะนั้นอาจจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกก็ได้

ก่อนกลับกรุงเทพฯตั้มก็ทำบุญผ้าห่มให้โรงพยาบาลไปหลายผืนโดยฝากคนขับรถไปซื้อ หลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำให้พวกเรา 4 คนรอบคอบมากขึ้น ก่อนใช้อุปกรณ์อะไรต้องตรวจดูการใช้งานก่อนเสมอ โดยเฉพาะเครื่องทำน้ำอุ่นแบบแก๊ส หากไม่มีที่ระบายอากาศเราจะไม่ใช้น้ำอุ่นเด็ดขาด อาบน้ำเย็นสบายใจกว่าเยอะ อีกทั้งสิ่งที่ซึ้งใจไม่รู้ลืมคือได้เห็นความมีน้ำใจของคนเมืองพุทธ ในยามที่พบเห็นเหตุการณ์วิกฤติเกิดกับคนอื่นแม้ไม่รู้จักกันมาก่อนก็รีบมาช่วย ไม่ดูดาย ก็ได้แต่อนุโมทนาในคุณความดีของทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเรา เพราะไม่มีโอกาสถามไถ่แม้แต่ชื่อ

และสิ่งสำคัญที่สุดคือเราพบว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในทุกเสี้ยววินาที เวลาเราพูดถึงอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ส่วนใหญ่มักคิดถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ค่อยได้คิดถึงชีวิตประจำวัน แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็อย่าประมาท วันพรุ่งนี้อาจไม่มี อาจไม่มาถึง ฉะนั้นทำวันนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ให้ดีที่สุด

ภาพของเพื่อนที่หมดสติอยู่บนพื้นห้องน้ำ เหมือนคนตายไปแล้ว เหมือนซากอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำให้เราได้คิดว่า สุดท้ายเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ ลาภ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สินเงินทอง และแม้แต่ร่างกายของเรา และวันนี้เราจะทำอะไรกับชีวิตที่ยังเหลืออยู่

สำหรับพวกเราแล้ว เราได้มุมมองและเป้าหมายในการดำเนินชีวิตว่า เราจะมีชีวิตอย่างมีคุณค่า ชีวิตที่เหลืออยู่จะใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อทำความดีตลอดไป…

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Patty

photo by Hans on pixabay

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up