สำเร็จได้ด้วยใจ – บทความดี ๆ ให้กำลังใจรับมืออุปสรรคชีวิต

สำเร็จได้ด้วยใจ
สำเร็จได้ด้วยใจ

สำเร็จได้ด้วยใจ – บทความดี ๆ ให้กำลังใจรับมืออุปสรรคชีวิต

หลังจากที่ฝนตกติดต‹่อกันมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็ถึงวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นอีกครั้ง นาฬิกาขŒ้อมือบอกให้Œรู้Œว่‹าขณะนี้เป็šนเวลาใกล้Œเที่ยงแล้วŒ แต‹่ผูŒ้เขียนกลับไม่‹รู้Œสึกหิวเลยแม้Œแต‹่นŒ้อย และเดินไปที่ชั้นหนังสือ (เก่‹า) เลือกหยิบนิตยสาร Secret ฉบับที่ 21 เล่‹มวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มาอ่า นเพื่อเรียกน้ำย่‹อย หลังจากเปิดดูสารบัญก็พลิกหนŒ้ากระดาษอย่างรวดเร็วไปที่หน้าŒ 68 หัวข้อŒเรื่องคือ “รสชาติของชีวิต” ขึ้นอ่านเป็นลำดับแรก

หลังจากอ่านจบ ผู้เขียนเกิดแรงจูงใจอย่างหนึ่งทำให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องหยิบปากกาและกระดาษมาวาดเป็นตัวหนังสือเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในสมัยวัยรุ่นที่สอบเอนทรานซ์ไม่ติดมาเล่าสู่กันฟัง เพราะผู้เขียนเชื่อว่า หลังจากการประกาศผลการสอบเอนทรานซ์ในแต่ละปีจบลง ย่อมต้องมีผู้ผิดหวังเสียใจมากกว่าผู้ดีใจอย่างแน่นอน และเพื่อเป็นการสนับสนุนหัวข้อดังกล่าวที่ท่านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ ท่านได้เขียนไว้ มีความตอนหนึ่งว่า “ความอดทนแม้จักขมขื่น แต่รสชาติมักจะหวานชื่นเสมอ” ว่าเป็นเรื่องจริงที่มีตัวเราเป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จนั้นๆ

ย้อนไปเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ผู้เขียนทั้งนั่งและนอนร้องไห้อยู่กับความเสียใจ หลังจากที่มองไม่เห็นรายชื่อตัวเองติดอยู่ที่บอร์ดในฐานะผู้สอบเอนทรานซ์ติด ในช่วงเวลานั้นนอกจากความเสียใจแล้วยังมีความรู้สึกเคว้งคว้างเข้ามาปะปนอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาว่าจะไปเรียนต่อที่ไหนดี พอเรียนจบมาแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะในสมัยนั้นผู้เขียนมีความเชื่อว่า ถ้าเราจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เราถึงจะมีงานดีๆ ทำ

เพื่อนๆ หลายคนที่สอบไม่ติดต่างพากันไปซื้อใบสมัครของมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และด้วยความมีน้ำใจจึงไม่ลืมที่จะซื้อมาฝากผู้เขียนด้วยชุดหนึ่ง ผู้เขียนนั่งมองแบบฟอร์มการสมัครสอบและระเบียบการ ตลอดจนหลักสูตรต่างๆ อย่างไม่เข้าหัวเอาเสียเลย จนกระทั่งถึงกำหนดวันรับสมัคร เพื่อนโทรศัพท์มาตาม ผู้เขียนจึงตอบไปตามสายว่า

“พวกแกไปเถอะ ฉันจะไปลงเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

แล้วชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเปิดก็เริ่มต้นขึ้น…

การเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเปิดนั้นจำเป็นต้องสร้างวินัยให้แก่ตนเองประกอบกับความอดทนขยันหมั่นเพียรอย่างสม่ำเสมอ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้เขียนต้องทำตัวเสมือนหนึ่งว่ากำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยปิด นั่นหมายถึง ต้องเข้าเรียนตามตารางที่มีการเรียนการสอน ต้องสอบให้ผ่านทุกรายวิชาในแต่ละเทอม ช่วงปิดเทอมต้องขยันลงเรียนซัมเมอร์ทุกครั้ง จะมาปิดเทอมเป็นเดือนๆ ไม่ได้ถ้าอยากเรียนจบให้ทันตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

บางวันผู้เขียนมีเรียนสี่คาบวิชาติดต่อกัน จะมีเวลาพักระหว่างชั่วโมงเรียนแค่ 15 – 20 นาทีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องซื้อขนมปังและนมกล่องมาทานในช่วงที่อาจารย์ยังไม่เข้าสอน และผู้เขียนจะไม่ขาดเรียนโดยไม่จำเป็น อีกทั้งบ้านกับมหาวิทยาลัยก็อยู่ไกลกันมาก ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งชั่วโมง กล่าวได้ว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องอดทนมากๆ และถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาทั่วประเทศ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนทางโทรทัศน์ตามวันและเวลาที่กำหนดก็ตาม แต่ผู้เขียนก็ยังคงเดินทางไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยตามปกติ ขณะที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันเกิดอาการขี้เกียจจึงเปลี่ยนไปใช้วิธีนั่งเรียนอยู่ที่บ้านแทนกันหมด แถมยังให้ฉายาผู้เขียนอีกว่า “จอมอึด” เนื่องจากแทบไม่เคยเห็นเราขาดเรียนเลย หรือบางคนก็ปนความหมั่นไส้เข้าไปด้วยจึงเรียกเราเช่นนั้น

สมัยนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าสะดวกสบายเหมือนในสมัยนี้ การลงทะเบียนเรียนในแต่ละครั้งผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะมายืนรอต่อแถวยาวเหยียดจนมีคนเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง เวลาพักเที่ยงก็หาที่นั่งรับประทานอาหารลำบากหน่อยเพราะคนค่อนข้างเยอะมาก เวลายืนรอรถเมล์ทั้งไปและกลับถ้าผู้โดยสารที่นั่งอยู่เป็นนักศึกษารามฯด้วยกันละก็…เตรียมทำใจได้เลยว่าอาจต้องยืนขาแข็งไปตลอดทาง

คนส่วนใหญ่มักพูดกันว่า รามคำแหงนั้นเข้าเรียนง่าย แต่จบยาก ความจริงแล้วทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งนั้น ใช่ว่าผู้เขียนไม่กังวลกับคำกล่าวเช่นนี้ เพียงแต่ผู้เขียนได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ก่อนเข้าเรียนแล้วว่าจะเรียนจบโดยใช้เวลากี่ปี และจะต้องทำให้ได้ ประกอบกับผู้เขียนได้ยึดถือคำพูดของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งที่มักจะพูดในชั้นเรียนอยู่บ่อยครั้งว่า “ไม่มีอะไรที่เราตั้งใจจริงแล้วเราจะทำไม่ได้” ไว้เตือนใจในยามที่เหนื่อยล้าจากการเรียน ผู้เขียนจัดระเบียบตัวเองด้วยการจัดตารางอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนสอบประมาณสองเดือน และพอถึงวันสอบจริงจะไม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลยเพราะถือว่าเราได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว และมันก็ได้ผลจริงๆ

จากความพยายามอุตสาหะที่ปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอในการเรียน ในที่สุดผู้เขียนก็สามารถเรียนจบได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 3 ปี ณ เวลานั้นผู้เขียนรู้สึกหัวใจพองโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุดเมื่อทราบผลการสอบวิชาสุดท้ายว่าผ่าน อีกทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เพื่อนๆ ที่เคยเรียกเราว่าจอมอึดเห็นว่าผลแห่งความอึดสุดท้ายแล้วมันน่าปลื้มปีติขนาดไหน และยังเป็นการยืนยันในสุภาษิตไทยแต่โบราณที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หรือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ว่าถูกต้องที่สุด

หลังจากนั้นผู้เขียนจึงได้รู้ว่า ความเสียใจจากการเอนทรานซ์ไม่ติดในอดีตเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และรู้จักจัดการกับความรู้สึกภายในจิตใจให้เป็นระเบียบเพื่อมองหาแนวทางใหม่ โดยไม่ต้องอยู่กับความเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และไม่ต้องไปกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ความสำเร็จเกิดจากความสามารถ ความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร และความสม่ำเสมอเป็นสำคัญ

โลกใบนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ลองสังเกตดูสิว่า ถ้าวันนี้เรามีความสุข อีกไม่นานความทุกข์ก็จะมาเยือน แต่พอทุกข์มากๆ เข้า ความสุขก็จะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ยิ้มได้ พรุ่งนี้ก็ร้องไห้ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่เข้ามากระทบจิตใจของเราโดยไม่ประมาทอยู่เสมอ

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ทาทิม ประกิตนนทการ

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up