คำสาปจากความฝัน

คำสาปจากความฝัน

คำสาปจากความฝัน
คำสาปจากความฝัน

คำสาปจากความฝัน“เมื่อไหร่จะมารับลูกไปเสียที  ฝากฉันไว้นานแล้วนะ”

หญิงผิวคล้ำร่างผอมเกร็งตวาดใส่หน้าฉัน สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งมองตรงมา แต่นั่นก็ไม่น่าหวาดหวั่นเท่าสายตาของเด็กน้อยที่หญิงคนนั้นอุ้มอยู่ สายตาคู่นั้นทำให้ฉันสาวเท้าออกวิ่ง วิ่ง วิ่ง…อย่างไม่คิดชีวิต

แต่สายตาไร้เดียงสาคู่นั้นก็ยังตามติดฉันมาไม่ห่าง นึกถึงครั้งใดก็ให้เสียวสันหลัง

หลายคืนมาแล้วที่ฉันฝันเป็นซีรี่ส์แบบนี้…ฝันว่าท้อง ฝันว่ามีลูก ฝันว่าจูงมือเด็กผู้ชาย ฝันว่ามีเด็กมาดึงมือ ผลัก กระชากมือฉันออกจากมือของคนรัก แล้วสักพักก็สะบัดมือวิ่งหนีไป ในความฝัน เรามีความสัมพันธ์คล้ายแม่ลูก แต่ติดที่ว่าเด็กคนนี้มักมองฉันด้วยแววตาอาฆาต เจ็บปวด เกลียดชัง นี่ถ้าฉันเคยทำแท้งแม้สักครั้ง ฉันคงคิดว่าเด็กคนนี้เป็นลูกที่ฉันตัดสินใจฆ่าไปแล้วแน่ ๆ

แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคย…

ฉันทนความพิศวงในใจไม่ไหว และที่พึ่งของฉันก็คงไม่พ้นวัด ฉันกราบพระประธานในโบสถ์แล้วถวายสังฆทานให้หลวงพ่อรูปหนึ่ง หลวงพ่อถามฉันว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ประโยคเปี่ยมเมตตานั้นเอง ที่ทำให้ฉันเล่าความฝันให้ท่านฟัง และท่านก็ให้สติฉันว่า

“คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ยังไม่เลิกแล้วต่อกัน เวลาทำบุญทำกุศล โยมอย่าลืมส่งบุญให้เขาบ้าง แล้วก็คิดดี ทำดี พูดดี เท่านั้นละลูก พระคุ้มครอง”

เรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่ทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาพอสมควร ฉันกราบลาพระประธานด้วยจิตใจที่สงบ ไม่กลัวที่จะต้องฝันอะไรแบบนั้นอีก แต่เงื่อนงำของความฝันยังคงค้างคาอยู่ในใจฉันเรื่อยมา

กระทั่งวันหนึ่ง โทรศัพท์สายหนึ่งที่เข้ามาก็เหมือนจะช่วยคลี่คลายความฝันของฉัน เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเงินห้าพันบาทที่ฉันให้เพื่อนยืมไปโดยไม่ถามไถ่ว่า ทำไมนักศึกษาปีหนึ่งอย่างเขาถึงได้มีเรื่องร้อนเงินขึ้นมากะทันหัน

ฉันจำได้เพียงว่า จู่ ๆ เพื่อนที่เคยร่าเริงก็มีอาการเงียบ ซึม เหม่อ เรื่องสวีทหวานระหว่างเขากับแฟนสาวที่เคยเล่าให้ฟังทุกวันก็หายไป ก่อนจะตามด้วยการโทรศัพท์มาขอยืมเงิน

“เธอมีเงินให้เรายืมสักห้าพันไหม เราจำเป็นจริง ๆ ช่วยเราหน่อยนะ”

ฉันขอผัดผ่อนไปเป็นเดือนหน้า เพราะเป็นเวลาที่เงินทุนจะออก แต่เพื่อนก็ร้อนรนทนไม่ไหว บอกว่านานเกินไป เดี๋ยวจะไม่ทัน แม้จะสงสัยว่าเขาจะเอาเงินไปทำอะไร แต่พอเห็นสีหน้าอมทุกข์ของเพื่อนแล้วก็ไม่อยากถาม คิดว่าปัญหาอะไรก็ตามที่เพื่อนแบกรับอยู่ มันคงจะหนักหนาสำหรับเขามากแล้วจริง ๆ

กระทั่งวันหนึ่ง ก่อนที่เขาจะบวชทดแทนคุณพ่อแม่ และวางแผนจะแต่งงานกับแฟนสาวคนใหม่ที่คบหากันมาได้สองสามปีหลังจากที่เรียนจบ เพื่อนโทร.มานัดเจอฉันด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเย็นผิดปกติ ส่วนสถานที่นัดหมายก็ไม่ปกติเช่นกัน เขานัดฉันไปเจอที่วัดแห่งหนึ่ง

และเล่าเรื่องราวความผิดพลาดในอดีตให้ฉันฟังว่า…

“ตอนนั้นเราไม่พร้อม และเรากับแฟนก็พลาด เราไม่มีทางออกจริง ๆ ก็เลยต้องให้แฟนเอาเด็กออก”

ฉันลูบต้นแขนเพื่อนรักด้วยความเห็นใจ เข้าใจว่าเขาคงอยากระบายเรื่องราวที่รู้สึกผิดในใจให้ใครสักคนฟังก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แต่ฉันก็ต้องสะดุดตอนที่เพื่อนเอ่ยขึ้นมาว่า

“เราอยากให้เธออโหสิกรรมให้เราด้วย…”

ฉันมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาที่จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก ก่อนที่ประโยคถัดไปจะทำให้ทุกอย่างกระจ่าง แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกมืดมิดลง เมื่อเพื่อนพูดว่า

“ที่เราเคยยืมเงินเธอไปห้าพัน…ตอนนั้นแหละ”

วินาทีนั้นฉันคิดถึงแม่ ฉันคิดถึงพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะให้ท่านเป็นที่พึ่ง จู่ ๆ ก็มีคนมาบอกว่าฉันเคยมีส่วนในการทำลายชีวิตเด็กคนหนึ่ง มันเลวร้ายเกินไป และวันนี้ฉันก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาได้ยินได้ฟังเรื่องที่สะเทือนความรู้สึกถึงเพียงนี้

ฉันจำไม่ได้ว่าวันนั้นแยกกับเพื่อนตอนไหน และฉันเดินทางกลับถึงบ้านได้อย่างไร รู้แต่ว่าขณะที่กำลังสวดมนต์ก่อนนอน เรื่องราวที่เพื่อนเล่าให้ฟังวันนั้น กับเร่ื่องราวประหลาดในความฝัน มันก็เคลื่อนมาซ้อนทับกัน

เด็กคนนั้น สายตาคู่นั้น ที่มองฉันด้วยความอาฆาตพยาบาท

เด็กคนนั้นที่วิ่งเข้ามาเรียกฉันว่า “แม่” ก่อนจะกระชากมือฉันออกจากมือของคนรัก

แต่หากเด็กผู้ชายในฝันคือวิญญาณ ของเด็กในท้องของอดีตแฟนเพื่อน และฉันเคยมีส่วนในการทำลายชีวิตของเขาจริง แล้วทำไมในฝันเขาถึงเรียกฉันว่าแม่ แล้วทำไมบางคืนฉันถึงฝันว่าเขาอยู่ในอ้อมแขนของผู้หญิงผอม ๆ คนหนึ่ง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นมักจะเร่งเร้าให้ฉันมารับลูกไปเสียที ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ทำไม “ลูกฉัน” ถึงไปอยู่กับเธอ

เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา และหนักหนาเกินไปที่ฉันจะค้นหาคำตอบ

ฉันรู้แต่ว่า ฉันทำผิดอย่างเลวร้ายต่อชีวิตบริสุทธิ์ชีวิตหนึ่ง แม้จะโดยไม่ตั้งใจ แต่ฉันรู้ดีว่า ผลกรรมนั้นจะไม่หายไปไหน ความรู้สึกผิดยังคงตามติดวนเวียน ทั้งในความฝัน และที่น่ากลัวที่สุดคือในชีวิตจริง

ตอนนี้ฉันอายุ 36 ปีแล้ว มีคนรักที่ดี มีชีวิตที่มั่นคง เราสองคนควรจะลงหลักปักฐานชีวิตร่วมกัน และให้กำเนิดชีวิตใหม่ ให้เขาได้เป็นพ่อ และให้ฉันได้เป็นแม่

แต่ฉันไม่กล้า…ฉันกลัวว่าเรื่องราวในความฝันจะตามมาหลอกหลอนฉันในชีวิตจริง ฉันกลัวว่าวินาทีแรกที่ฉันสบตาลูกฉันจะได้เห็นแววตาของเด็กผู้ชายคนนั้นที่มองฉันอย่างเกลียดชัง อาฆาตแค้น

คนรักของฉันบอกว่า ฉันเหมือนคนที่ถูกสาปจากความฝัน และฉันก็เห็นด้วยกับเขา เพราะฝันนั้นคอยหลอกหลอนฉันเรื่อยมา

ทุกวันนี้ฉันใช้ชีวิตเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ฉันบริจาคเงินให้กับองค์กรเกี่ยวกับเด็กกำพร้าอย่างสม่ำเสมอ เห็นเด็กขอทานที่ไหนก็จะให้เงินทุกครั้ง (ครั้งละมาก ๆ เสียด้วย) แม้รู้ว่าอาจเป็นการส่งเสริมขบวนการค้ามนุษย์หรือธุรกิจผิดกฎหมาย แต่เมื่อเห็นสายตาของเด็กเหล่านั้น ฉันก็ทนไม่ได้สักที และทุกครั้งที่สวดมนต์ไหว้พระ ฉันจะอุทิศส่วนกุศลให้เด็ก ๆ ที่โชคร้ายทุกคนบนโลกใบนี้ แม้บางคืนที่เหนื่อยล้าจนเผลอนอนหลับไปโดยไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระ ฉันจะยังฝันแปลก ๆ แบบนั้นอยู่บ้าง แต่ฉันจะลืมตาตื่นด้วยสติรับรู้ว่า ทั้งหมดคือความฝัน

ฉันได้แต่หวังว่า สักวัน…ฉันจะหลุดพ้นจากคำสาปในความฝันนั้นเสียที

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  บุษบากร

ภาพ  ตั๋ง ตั๋ง

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

 

 

keyboard_arrow_up