สตีเฟน วิลต์เชียร์

สตีเฟน วิลต์เชียร์ “มนุษย์กล้องถ่ายรูป” ศิลปินออทิสติกสุดยอดอัจฉริยะ

สตีเฟน วิลต์เชียร์
สตีเฟน วิลต์เชียร์

บางสิ่งที่เรียกว่าความมหัศจรรย์นั้นบางครั้งก็อยู่ใกล้ตัวเราอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเรื่องของ สตีเฟน วิลต์เชียร์ (Stephen Wiltshire) ชายผู้ได้รับสมญานามว่า มนุษย์กล้องถ่ายรูป (The Human Camera) ผู้นี้

สตีเฟน วิลต์เชียร์ เกิดในปี 1974 แม่ของเขาเป็นชาวอินเดีย ส่วนพ่อเป็นชาวบาร์เบโดส เขามีพี่สาวอายุมากกว่าเขาสองปีหนึ่งคน ทั้งหมดอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าหนูสตีเฟนไม่ยอมพูดจากับใคร มีพัฒนาการช้าและแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตลอดเวลา เมื่ออายุ 3 ขวบสตีเฟนก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กออทิสติก หลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สตีเฟนจึงกลายเป็นเด็กเก็บตัวมากยิ่งขึ้น

สิ่งเดียวที่สตีเฟนชอบทำก็คือการวาดรูป แม้จะเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษเมื่ออายุ 4 ขวบ เขาก็ยังคงอยู่ในโลกที่มีแต่กระดาษและดินสอตามลำพัง สตีเฟนเล่าว่า สมัยนั้นเขาวาดรูปโดยอัตโนมัติ วาดแล้วก็แล้วกัน ไม่ได้รู้สึกชื่นชมผลงานของตัวเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือภาพของเขามีมิติ แสงเงา และความสมจริง

 

anitaghamal1212265year2.wordpress.com

 

https://twitter.com/stwiltshire

 

อย่างไรก็ดี เมื่ออายุ 5 ขวบ ครูสังเกตเห็นพรสวรรค์ของสตีเฟน และกระตุ้นให้เขาถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการวาดภาพเพื่อสื่อสารกับคนรอบข้าง สตีเฟนจึงวาดรูปสัตว์ รถยนต์ ตึกรามบ้านช่อง และผู้คนในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วนำไปให้ใครต่อใครดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกพิศวงอย่างยิ่ง เพราะ สตีเฟนวาดภาพได้เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย ทั้งที่มองเห็นเพียงแวบเดียว เขาจะหัวเราะชอบใจที่ทำให้คนรอบข้างประหลาดใจได้ และแล้วความรู้สึกหวาดระแวงซึ่งเป็นอาการปกติของเด็กออทิสติกก็ค่อย ๆ หายไป เขาฝึกพูดอย่างจริงจังเมื่ออายุ 9 ขวบ

ปี 1987 รายการของบีบีซีรายการหนึ่งนำเรื่องราวของสตีเฟนไปออกอากาศ ทำให้เขากลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน และในปีเดียวกันนั้นเองสตีเฟนก็เปิดตัวหนังสือรวมภาพวาดเล่มแรกที่ติดอันดับหนังสือขายดี

 

goodreads.com

 

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สตีเฟนเป็นอัจฉริยะในกลุ่มซาวองต์ (savant) คือมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ในทางใดทางหนึ่ง และมีเด็กออทิสติกเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีความสามารถเช่นนี้

ปี 2005 สตีเฟนในวัย 31 ปีได้รับเชิญให้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อวาดภาพทัศนียภาพทั้งหมดของโตเกียวลงบนผืนผ้าแคนวาสขนาด 10 เมตร

หลังจากขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมเมืองเพียง 1 – 2 ชั่วโมง และสำรวจตามท้องถนนอีกเล็กน้อย เขาก็กลับมาวาดรูปอย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ต้องร่าง ไม่ต้องลบ และไม่ต้องอาศัยรูปถ่ายประกอบใดๆ ทั้งสิ้น อีกเจ็ดวันถัดมาภาพก็เสร็จสมบูรณ์ สตีเฟนเก็บรายละเอียดทัศนียภาพของโตเกียวได้ครบถ้วน องค์ประกอบต่างๆ มีอัตราส่วนเท่ากันไม่ผิดเพี้ยน หลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปยังเมืองสำคัญทั่วโลก เช่น โรม ฮ่องกง นิวยอร์ก แฟรงก์เฟิร์ต และเยรูซาเลม ฯลฯ เพื่อรับงานวาดภาพ

 

stephenwiltshire.co.uk
stephenwiltshire.co.uk
stephenwiltshire.co.uk
stephenwiltshire.co.uk
stephenwiltshire.co.uk

 

ภาพของสตีเฟนเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนมากมาย ที่สำคัญคือ พรสวรรค์ของเขาเปลี่ยนความเชื่อที่ว่า ออทิสติกเป็นสิ่งที่น่าอับอาย ไปตลอดกาล

ปี 2006 สตีเฟนได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทเพื่อรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE (Members of the Order of the British Empire) และเปิดแกลเลอรี่ของตัวเองที่ ศูนย์การค้าแกรนด์โอเปร่า ซึ่งเขาจะมาพบปะแฟนๆ อย่างเป็นกันเองสัปดาห์ละสองวัน และเขายังได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในพลเมืองผิวสีที่มีอิทธิพลสูงสุดในอังกฤษ ประจำปี 2008 อีกด้วย

 

dailymail.co.uk

 

telegraph.co.uk

 

ณ วันนี้ แม้สตีเฟนจะประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาก็ยังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับมารดา เขาชอบร้องเพลงและเล่นเปียโนในยามว่าง และกำลังฝึกใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อโต้ตอบกับแฟนคลับ สตีเฟนยังสนิทสนมกับพี่สาวและพี่เขยอย่างยิ่ง พี่สาวของเขาเล่าว่า ““แม้จะช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่และชอบเข้าสังคม แต่เขาก็ยังต้องการความมั่นใจว่ามีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ””

เรื่องของสตีเฟน วิลต์เชียร ์ เป็นตัวอย่างที่ดีของความมหัศจรรย์ของสมองซึ่งยังคงมีความลี้ลับรอให้พิสูจน์ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ต่อให้เป็นอัจฉริยะแค่ไหน ถ้าปราศจากความรักของคนในครอบครัวเสียแล้ว ความเป็นอัจฉริยะก็ไร้ความหมาย

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Violet

ภาพ  slidecamp.io, stephenwiltshire.co.uk

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up