ชะตากรรมของคนฆ่าหมู บทความธรรมะสอนใจโดย ท่าน ส.ชิโนรส

ชะตากรรมของคนฆ่าหมู
ชะตากรรมของคนฆ่าหมู

ชะตากรรมของคนฆ่าหมู – ในสมัยพุทธกาล ชายคนหนึ่งชื่อ “จุนทสูกริก” มีอาชีพนำข้าวไปแลกลูกหมูตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อนำมาเลี้ยงแล้วฆ่าขายท้องตลาด ปีใดเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลจุนทสูกริกจะรู้ว่า คนในหมู่บ้านต่าง ๆ มีข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เขาจะซื้อข้าวเปลือกแล้วบรรทุกจนเต็มเกวียน เดินทางไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อแลกลูกหมู พอได้หมูน้อยจนเต็มเกวียนแล้ว เขาได้นำมันกลับมาที่บ้าน ใส่ไว้ในคอกที่ทำไว้หลังบ้าน เขายังปลูกผักชนิดต่าง ๆ ใกล้กับคอกหมูเพื่อใช้เป็นอาหารของมัน เมื่อลูกหมูเติบใหญ่จนอ้วนพี จุนทสูกริกก็จะเลือกเอาตัวที่ต้องการนำไปฆ่าเอาเนื้อไปขายในท้องตลาด อาชีพนี้สร้างรายได้แก่จุนทสูกริกไม่น้อย

วิธีฆ่าหมูอันทารุณ

วิธีฆ่าหมูแต่ละครั้งของจุนทสูกริกช่างโหดร้ายและทารุณผิดมนุษย์มนา เมื่อเขาต้องการฆ่าหมูตัวใด เขาจะจับมันมัดไว้ที่ต้นเสา ขณะที่มันร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว เขาจะใช้ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ทุบไปทั่วตัว จนกระทั่งเนื้อมันพองขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าด้วยลม แม้มันจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดสงสารและเอ็นดูมันแม้แต่น้อย จิตใจเขาช่างเหี้ยมโหดเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาสามัญเสียแล้ว

พอรู้ว่าเนื้อพองขึ้น เขาอ้าปากหมูที่กำลังขาดใจตาย สอดไม้เข้าไปค้ำไว้ที่ปากมัน เทน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านเข้าปากหมูที่กำลังอ้า น้ำร้อนที่เดือดพล่านไหลทะลักเข้าลวกปาก คอ ลำไส้ แล้วขับสิ่งสกปรกโสโครกต่าง ๆ ออกทางทวารหนักของมัน เขายังไม่หยุดยั้งแค่นั้น เขาได้กรอกน้ำร้อนเข้าปากหมูระลอกแล้วระลอกเล่า จนแน่ใจว่าสิ่งโสโครกต่าง ๆ ภายในตัวมันได้ไหลออกจนหมดสิ้น เขาได้เทน้ำร้อนราดทั่วตัวหมูอีกครั้งเพื่อล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ตามลำตัว พอรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาใช้มีดที่คมกริบฟันฉับเข้าที่ต้นคอของมัน นำถาดใบใหญ่มารองเลือดที่กำลังไหลกระฉูดออกมา หั่นเนื้อหมูออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ เก็บเนื้อหมูบางส่วนไว้กิน ส่งเนื้อส่วนใหญ่ไปขายที่ตลาด

จุนทนสูกริกฆ่าหมูอย่างนี้ถึง 55 ปี เขาไม่เคยมีความเมตตาปราณีต่อหมูที่ถูกฆ่าแม้แต่น้อย นอกจากจะเป็นคนมีนิสัยใจคอโหดเหี้ยมหยาบช้าเกินมนุษย์ธรรมดาแล้ว เขายังเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยทำบุญสุนทานแก่พระพุทธองค์และพระสงฆ์เลย แม้ว่าท่านจะอยู่ในวัดใกล้บ้านเขาก็ตาม กรรมชั่วที่เขาทำมานานวันหนึ่งก็ได้เวลาที่จะตามสนองการกระทำของเขา กรรมชั่วที่ฆ่าหมูมาอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาที่จะคิดบัญชีกับเขาแล้ว

กรรมตามสนองทันตาเห็น

วันหนึ่งจุนทสูกริกล้มป่วยลงด้วยโรคประหลาดที่ไม่ทราบสาเหตุ เขามีความรู้สึกร้อนตามเนื้อตามตัวเหมือนถูกไฟเผาทั้งเป็น ร้องดิ้นทุรนทุรายเหมือนกับหมูที่ตนเคยฆ่า ภรรยาและบุตรเห็นเหตุการณ์ประหลาดเช่นนั้น ต่างก็พยายามเข้าช่วยเหลือเขา แต่ไม่มีใครช่วยอะไรได้ เพราะกรรมชั่วที่เขาทำหนักหนาเป็นยิ่งนัก

2 -3 วันต่อมา อาการโรคประหลาดของจุนทสูกริกยิ่งกำเริบหนักขึ้น ไม่มีใครในบ้านหยุดยั้งอาการดิ้นทุรนทุรายและส่งเสียงร้องเหมือนหมูของเขาได้ เสียงร้องของเขาดังลั่นอยู่ตลอดเวลา จนชาวบ้านใกล้เคียงไม่สามารถข่มตาหลับได้ เมียและลูกของเขาเห็นท่าไม่ดี จึงจับเขามัดไว้ที่ต้นเสาภายในบ้าน เอาผ้าปิดปากเขาไว้อย่างหนาแน่นเหมือนกับเขาเคยมัดหมู แต่อาการของเขาก็ไม่ดีขึ้น เขาส่งเสียงร้องและดิ้นทุรนทุรายเหมือนเดิม บุตรและภรรยาทนเห็นเหตุการณ์นั้นต่อไปไม่ได้ จึงปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด หนีไปอยู่นอกบ้าน ชะตากรรมของจุนทสูกริกตอนนี้ช่างเป็นเหมือนกับหมูที่ถูกเขาฆ่าอย่างไม่ผิดเพี้ยน ไม่นานหลังจากนั้นเขาได้สิ้นใจตายลงอย่างน่าสมเพชเวทนาแล้วเกิดในอเวจีมหานรก

ชีวิตของจุนทสูกริกคือชีวิตสีดำ ทำแต่ความชั่วช้า ไม่เคยทำกรรมดีอะไรเลย ชีวิตคนเช่นนี้มักจะได้รับผลกรรมทันตาเห็นอยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องรอให้เห็นถึงชาติหน้า เหมือนชีวิตพระเทวทัต ที่จ้องแต่ทำร้ายพระพุทธองค์อยู่เสมอ ผลสุดท้ายก็ต้องถูกแผ่นดินสูบตกอเวจีมหานรก

ชีวิตมนุษย์จำนวนไม่น้อยในปัจจุบันกำลังเป็นเหมือนจุนทสูกริก คนเหล่านี้ไม่เคยเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เคยเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ไม่เคยทำบุญให้ทาน ใช้ชีวิตไปกับการก่อกรรมทำเข็ญต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว คงไม่นานเกินรอ คนมีชีวิตสีดำจะต้องได้รับผลกรรมชั่วที่ตนทำไว้อย่างแน่นอน ไม่มีใครช่วยอะไรเขาได้ เพราะเป็นกรรมที่เขาทำเอง

 

ที่มา  ฉลาดคิด ชีวิตเป็นสุข – ส.ชิโนรส สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

บทความน่าสนใจ
keyboard_arrow_up