True Story : ประชดชีวิตแทบพัง เพราะติดเชื้อ HIV จากสามี

ประชดชีวิตแทบพัง
ประชดชีวิตแทบพัง

ประชดชีวิตแทบพัง เพราะติดเชื้อ HIV จากสามี – ฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนี่งที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตที่ดีและสุขสบาย แต่ไม่เคยคิดเลยว่า การไล่ตามความฝันเล็กๆ ของฉันกลับเป็นต้นเหตุความทุกข์ที่ไม่มีวันลบเลือน

ฉันเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้สุขสบายนัก พ่อแม่มีลูกหลายคน จึงต้องทำงานหามรุ่ง- หามค่ำ แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงดูให้ทุกคนสุขสบายได้ โตขึ้นมาหน่อย ฉันก็ทำงานพิเศษและส่งตัวเองเรียนได้จนจบ ปวช. แล้วออกมาหางานประจำทำ โชคดีที่ได้ทำงานเป็นเสมียนในบริษัทเล็ก ๆ ต่อมาก็ขยับขยายมาทำงานบริษัทที่มั่นคงขึ้น และส่งตัวเองเรียนให้สูงขึ้นในระดับอนุปริญญา เพราะฉันฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากมีชีวิตที่ดี และสุขสบายเหมือนคนอื่นเขาบ้าง

ไม่น่าเชื่อว่า  วันหนึ่งหนทางแห่งความฝันจะปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว

แม้บ้านของฉันจะอยู่ท้ายซอยลึก แต่ฉันก็เดินเข้าออกซอยเป็นประจำทุกวันโดยไม่นั่งมอเตอร์ไซค์ เพราะต้องการประหยัดเงิน อีกทั้งคนในซอยนี้ก็รู้จักันหมดว่าใครเป็นใคร อยู่บ้านไหน ฉันจึงเดินได้อย่างสบายใจ ไม่กลัวเรื่องอันตราย แม้ระยะหลัง ๆ ฉันรู้สึกว่า มีใครคนหนึ่งแอบมองทุกวัน แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งมีเพื่อนบ้านเข้ามาทักทาย ทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชัก โดยบอกว่า

“ลูกชายของบ้านหลังใหญ่นั่นแหละ    เขาชอบเธอนะ”

ฉันรู้ทันทีว่าเขาเป็นใครและอยู่บ้านหลังไหน เพราะในซอยนี้มีบ้านใหญ่ที่ร่ำรวยกว่าใครอยู่เพียงหลังเดียว สมัยเด็ก ๆ ฉันจำได้ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่มีรถยนต์ใช้ ลูกแต่ละคนของบ้านนี้ก็ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาทั้งนั้น

ถ้าได้คบกับเขาก็คงดีนะ  อย่างน้อยชีวิตคงไม่ลำบากแน่ ๆ  ความคิดนี้ดังกึกก้องอยู่ในใจ ฉันจึงตกลงใจว่าจะลองคุยกับเขาดู เมื่อได้คุยกันเราก็เข้ากันได้ดี เขาเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อม การศึกษาดี จบจากเมืองนอก มีธุรกิจที่ทำร่วมกับเพื่อน ๆ เราคบกันโดยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ ไม่ถึงปีเขาก็ขอฉันแต่งงาน ทางบ้านฉันก็ไม่ขัดข้อง เพราะฉันก็อายุ 28 ปี สมควรมีครอบครัวได้แล้ว

การแต่งงานของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย จัดแค่พิธีเล็ก ๆ เท่านั้น การเข้ามาอยู่ในครอบครัวของเขาใช่ว่าจะสุขสบายอย่างที่สร้างวิมานเอาไว้ เพราะพี่น้องของเขาแสดงท่าทีระแวงว่าฉันหวังรวยทางลัดจึงมาจับคนของเขา ฉันต้องสู้พิสูจน์ตัวอยู่สักพักจนเป็นที่ยอมรับ และได้เข้ามาดูแลงานที่เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่สามีกลับจับจด ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และออกมาอยู่กับบ้านเฉย ๆ

หลังจากอยู่กินกันได้สักพัก ฉันก็คิดอยากจะมีลูก แต่รู้ว่าสามีไม่อยากมี เพราะเขาเคยผ่านการแต่งงานและมีลูกมาแล้ว ฉันจึงทำใจ ไม่ได้รบเร้าอะไรเขา จนวันหนึ่ง เขาเอ่ยปากเองว่า

“เรามีลูกด้วยกันสักคนก็ได้นะ”

ฉันดีใจมากที่เขาใส่ใจความรู้สึกของฉัน เราตกลงกันว่าจะไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมในการมีลูก โดยสามีจะไปตรวจกับหมอประจำครอบครัวของเขา แต่ฉันเป็นห่วงงานจึงคิดว่าไปตรวจกับคลินิกแถวบ้าน ที่รู้จักกันดีกว่า ไม่ต้องลางานด้วย เราสองคนจึงแยกกันไปตรวจคนละที่

หลังตรวจร่างกาย ทางคลินิกแจ้งว่า ต้องรอผลเลือดสองวัน วันที่มาฟังผล นางพยาบาลก็ขอเจาะเลือดใหม่ เพราะคิดว่าผลเลือดน่าจะผิดพลาด ฉันนึกเอะใจ แต่ก็ยอมให้เขาเจาะเลือดไปตรวจอีกครั้ง และขอโทร.มาเช็กผลเลือดแทน โดยไม่คาดคิดเลยว่า อีกสองวันต่อมาเสียงจากปลายสาย จะเป็นเหตุให้ชีวิตของฉันพังทลาย

“ผลเลือดระบุว่าน้องติดเชื้อ HIV”

“เป็นไปไม่ได้” ในหัวของฉันสับสนไปหมด คำถามมากมายผุดขึ้นมาไม่รู้จบ ฉันจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะตลอดชีวิตของฉันไม่เคยยุ่งกับใครและไม่เคยใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยง ฉันบอกได้ทันทีว่า ฉันติดเชื้อนี้จากสามีแน่นอน

ฉันกลับบ้านไปด้วยความโกรธแค้น สามีต้องรู้ผลเลือดก่อนแน่ ๆ  ทำไมถึงไม่เอ่ยปากพูดกับฉัน พอเจอหน้ากัน ฉันก็ไม่พูดจากับเขา ฉันเดาว่าเขาคงรู้อยู่ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่ก็ทำเป็นเฉย ๆ ฉันจึงเริ่มสืบประวัติเขาจากคนรอบข้าง จนได้รู้ว่า เมื่อก่อนสามีเคยพาผู้หญิงตามบ้านเช่าเข้ามานอนที่บ้านบ่อย ๆ ช่วงหนึ่งเขายังเคยออฟเด็กเสิร์ฟจากผับบาร์มานอนที่บ้านด้วย

เมื่อได้รู้ความจริง ฉันได้แต่โกรธตัวเองที่ไม่ใส่ใจเอ่ยถามคนรอบตัวตั้งแต่ที่คบกันจนตอนนี้ทุกอย่างมันสายไปแล้ว เวลานั้น ในใจมีแต่ความโกรธเกลียดและคิดเพียงว่า ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว

ฉันเก็บงำเรื่องติดเชื้อ HIV ไว้คนเดียว และพยายามซ่อนมันไว้ให้ลึกในใจ ไม่อยากคดิ หรือยอมรับว่าในตัวมีเชื้อร้ายนี้อยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ยินเรื่องโรคที่ว่านี้จากวิทยุหรือโทรทัศน์ ฉันจะปิดทันที ทั้งไม่รับสื่อใด ๆ และปิดตัวเองจากเรื่องนี้ เพราะในยุคนั้นความเข้าใจในโรคนี้ยังมีไม่มากนัก สังคมมักมองว่าคนติดเชื้อ HIV เป็นคนน่ารังเกียจและไม่มีทางรักษาหาย มีแต่รอความตายเท่านั้น ฉันจึงทนรับฟังเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้

เมื่อสิ้นหวังในชีวิต ฉันกลายเป็นคนขี้โมโห สูบบุหรี่ กินเหล้า หาเรื่องทะเลาะกับสามีทุกวัน ในใจก็คิดอยากหนีไปให้ไกล แต่ยังหาลู่ทางไปไม่ได้ จึงต้องทนทุกข์อยู่บ้านสามีอีกถึงสองปี พอสบโอกาสว่าพี่น้องจะหุ้นกันเปิดร้านขายของเล็ก ๆ ฉันจึงลงทุนด้วยและหนีออกมาจากบ้านทันที โดยมาเช่าห้องอยู่คนเดียวใกล้ ๆ ร้านและไม่ได้เอาสมบัติของเขาติดตัวมาแม้แต่ชิ้นเดียว

นับวันสภาพจิตใจของฉันยิ่งย่ำแย่ลง ต้องทนทุกข์กับความลับที่บอกใครไม่ได้ มันเป็นบาดแผลลึกที่กรีดลงกลางใจ นึกถึงเมื่อไหร่ก็เจ็บปวดจนต้องแอบร้องไห้คนเดียวเสมอ ฉันเริ่มหลีกหนีจากสังคมและเพื่อนฝูง กลายเป็นคนเก็บตัวไม่พูดไม่จากับใคร ซ้ำยังพยายามทำร้ายจิตใจพี่น้องด้วยคำพูดแรง ๆ จะได้ไม่มีใครเข้าใกล้ เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองน่ารังเกียจ

จนวันหนึ่งฉันก็คิดที่จะหนีไปให้ไกลจากพ่อแม่พี่น้อง

ประจวบเหมาะพอดีกับในเวลานั้น เพื่อนสนิทที่ห่างหายกันไปนานโทร.มาหา ฉันดีใจมากที่เพื่อนติดต่อมา เมื่อได้พูดคุยกัน ฉันจึงยอมปริปากระบายเรื่องที่อยู่ในใจ เธอเป็นคนแรกที่รู้ว่าฉันติดเชื้อ HIV ซึ่งเธอก็เข้าใจ เธอแต่งงานกับคนต่างชาติ และเปิดบาร์อยู่ที่พัทยา เธอเล่าว่ารู้จักคนที่ติดเชื้อเหมือนฉัน และไม่ได้รังเกียจฉันเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังชวนให้ไปช่วยทำงานดูแลบาร์ ฉันจึงตอบตกลงและเตรียมตัวไปพัทยาทันที

ก่อนไปอยู่พัทยา ฉันบอกกับพี่น้องทุกคนว่าฉันติดเชื้อ HIV แต่ทุกคนไม่เชื่อ ฉันจึงไปเจาะเลือดและทิ้งผลเลือดล่าสุดให้พวกเขาดู แล้วแอบหนีไปอย่างเงียบ ๆ ไม่บอกกล่าวว่าจะไปที่ไหน เพราะไม่อยากให้ใครติดต่อได้

พอมาทำงานกับเพื่อนที่พัทยา ฉันก็ทำงานใช้ชีวิตไปวัน ๆ และจมอยู่กับความทุกข์ ไม่ยอมรับข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่และไม่ไปรักษา ได้แต่เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้สักพักก็ได้ข่าวว่า สามีเสียชีวิต ตอนนั้นฉันได้แต่คิดในใจว่า ขอให้จบเวรจบกรรมกันเสียที

ฉันใช้ชีวิตแบบทำร้ายตัวเองมากว่า 8 ปี ในที่สุดร่างกายก็เริ่มทรุดโทรม เจ็บป่วยบ่อย ทั้งยังมีแผลขึ้นตามผิวหนัง จนเพื่อนของฉันขอร้องให้ไปหาหมอ ฉันจำยอมต้องไป จึงได้รู้ว่าภูมิต้านทานของตัวเองต่ำมาก ที่เจ็บออด ๆ แอด ๆ เพราะเป็นโรคปอดอักเสบ ซึ่งเป็น “โรคฉวยโอกาส” ที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ

เวลานั้นฉันรู้แล้วว่าตัวเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน ชีวิตดูมืดมัวสิ้นหวังลงไปอีก แต่เพื่อนหลายคนที่เริ่มรู้ข่าวต่างก็ขอร้องให้รักษาตัวอย่างจริงจัง ประจวบกับที่น้องสาวหาทางติดต่อฉันได้และขอร้องให้กลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ โดยจะดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้เอง ขอเพียงฉันกลับมาอยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวเท่านั้น ฉันจึงยอมตกลงและมารักษาตัวที่บ้านพักฉุกเฉิน ซึ่งเป็นที่พักพิงดูแลผู้หญิงที่ประสบปัญหาครอบครัวต่าง ๆ รวมทั้งที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

การก้าวเข้ามาอยู่ที่นี่ฉันต้องปรับตัวปรับใจอยู่นาน เพราะต้องทิ้งชีวิตที่เคยอิสระ และเริ่มรับการรักษาอย่างเข้มงวด โดยเริ่มจากศูนย์ เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงต่อสู้กับโรคภัย ฉันเริ่มกินยาต้านไวรัสและรักษาโรคฉวยโอกาสอีกหลายโรค

แม้สุขภาพร่างกายจะดีขึ้นตามลำดับ    แต่สภาพจิตใจกลับยังจมอยู่กับความทุกข์   ที่เป็นเหมือนบาดแผลกรีดลึกในใจ

ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาและทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจอยู่ตลอด แต่ความเศร้าหมองที่มีมานาน ทำให้ฉันปิดตัวเองและมองไม่เห็นคุณค่าชีวิต จนต่อมาทางบ้านพักฉุกเฉินเห็นปัญหานี้จึงส่งเสริมให้ทุกคนทำกิจกรรมฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและได้ทักษะอาชีพติดตัวไปใช้ในภายภาคหน้า

ตอนแรกฉันก็ต่อต้าน ไม่อยากทำไม่อยากร่วมกิจกรรมใด ๆ และที่สำคัญคือ ไม่รู้ว่าตัวเองสนใจอะไรด้วย จนได้ลองมาฝึกการตัดเย็บ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ และได้ย้อนนึกถึงความหลังว่า ตอนเด็ก ๆ เคยสนุกกับวิชาตัดเย็บที่โรงเรียน ฝีมือการตัดเย็บของฉันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า หมอน หรือตุ๊กตา ฉันตัดเย็บได้สวยงามประณีต จนในที่สุดก็กลายมาเป็นมือขวาของครูผู้สอน

ต่อมาฉันได้เข้ามาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยงานกิจกรรมงานออกร้านของบ้านพักฉุกเฉิน เพราะฉันสามารถทำบัญชี ทำสต๊อกสินค้า ดูแลหน้าร้านได้ ซึ่งเป็นงานที่ชำนาญตั้งแต่ก่อนเข้ามาที่นี่ ดังนั้นฉันจึงได้ไปออกร้านนอกสถานที่กับเจ้าหน้าที่เสมอ และได้รับค่าจ้างด้วย

นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าฉันมีความพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้แล้ว จึงอยากให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ใจของฉันยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอก จึงขอผัดผ่อนอยู่เสมอ จนภายหลังน้องสาวขอให้ฉันไปช่วยทำงานที่บริษัทของเขาเพราะอยากได้คนที่ไว้ใจได้มาช่วยกันดูแล ฉันเห็นใจน้องจึงค่อย ๆ คิดทบทวนถามใจตัวเองอยู่สักพัก จนคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับความจริง จึงตัดสินใจออกจากบ้านพักฉุกเฉินท่ามกลางความยินดีของทุกคน

ฉันออกมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้งด้วยใจที่แข็งแรง ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามีความหมาย เพราะฉันมีงานทำ มีรายได้ มีโอกาสไปท่องเที่ยว ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ท่ามกลางคนที่เข้าใจ แม้ว่ากว่าจะมีสภาพจิตใจที่ดีอย่างนี้ต้องใช้เวลานานนับสิบปีก็ตาม

ทุกวันนี้บาดแผลลึกในใจยังคงอยู่ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ไม่คิดย้อนกลับไปเสียใจ และเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เพราะชีวิตมีแต่คำว่า “วันนี้” ที่ฉันต้องทำให้ดีที่สุด

 

แง่คิดจากพระพรพล ปสันโน วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ชีวิตคือต้นทุน  สิ่งที่ได้มาหลังจากนั้นคือกำไร  ตราบใดที่เรายังมีชีวิต ยังมีลมหายใจ  เท่ากับเรายังมีโอกาสได้สร้างกำไร  ได้สร้างชีวิต

ชีวิตแต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน บางคนเกิดมาเพียบพร้อมแต่ต้น บางคนเกิดมาลำบากแสนลำบาก บางคนชีวิตยิ่งกว่านิยาย ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย บางคนโชคร้ายมืดมนไร้แสงแห่งความสุข บางคนโชคดีมีบุญได้ธรรมะเป็นแสงสว่าง ส่องนำทางเดิน ชีวิตจึงมีความสุขความเจริญ

รอยแผลลึกในใจนั้นเกิดขึ้นจากการเจอเหตุการณ์ที่เราไม่ต้องการให้เกิด จึงปิดประตูขังความทุกข์ไว้ในใจ และรอให้ใครที่เข้าใจและยอมรับมาเปิดประตูใจ แต่ที่จริงแล้ว คนที่สามารถเปิดประตูใจได้ดีที่สุด คือตัวเราเอง ความทุกข์ที่แท้จริง แล้วเริ่มต้นที่ตัวเรา และสามารถจบลงได้ที่ตัวเรา เพียงเราเข้าใจและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นว่านี่คือความจริงของโลก

นี่คือสัจธรรม เพราะมีเหตุนี้จึงมีผลนี้เกิดขึ้น การหนีปัญหา การหนีผู้คนไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป แต่ปัญหากลับติดตามไปทุกที่ แม้ว่าเราจะหนีไปไหน เพราะปัญหาถูกผูกติดไว้ในใจ ใจติดตามกายเราไปทุกแห่งจนลมหายใจสุดท้าย การเสพสิ่งเสพติด การทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วยกาย วาจา ใจ ที่ก้าวร้าว ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กลับทำให้เสียเวลา และทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม

ตราบใดเรายังมีลีมหายใจ ตราบนั้นเรายังมีโอกาสได้ทำความดี การเจ็บป่วย ไม่ว่าโรคใดก็ตามเป็นเพียงบททดสอบ หนึ่งในทุกชีวิต อย่าให้บททดสอบเดียวมาทำลายชีวิตทั้งชีวิต เหมือนเราเรียนหนังสือ ต้องทดสอบหลายวิชากว่าจะ เรียนจบได้รับปริญญา การใช้ธรรมะรักษากายและใจจะทำให้เราสอบผ่านบทเรียนชีวิตและได้เดินทางไปสู่ปริญญาชีวิต คือมรรคผลนิพานได้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านได้ใช้หลักธรรม เพื่อนำชีวิตเดินสู่มรรคผลนิพพาน

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ดาริณี

เรียบเรียง  เชิญพร คงมา

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up