มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต

มาติกมารดา
มาติกมารดา

มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต – ครั้งหนึ่งในอดีต ใกล้เชิงเขาในแคว้นโกศล มีหมู่บ้านชื่อ มาติกคาม วันหนึ่งมีภิกษุประมาณ 60 รูป เรียนกรรมฐานจากพระศาสดาแล้วจึงได้จาริกมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีอุบาสิกาซึ่งเป็นมารดาของผู้ใหญ่บ้าน อุปถัมภ์ให้บำเพ็ญธรรมโดยสะดวก

ครั้งนั้น ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าประชุมกับเพื่อนภิกษุว่า

“ท่านทั้งหลาย พวกเราไม่ควรประมาท ไม่อย่างนั้นคงได้ตกนรกกันแน่ เราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธองค์แล้วพระองค์ไม่โปรดคนโอ้อวด มีมายา เกียจคร้าน แต่โปรดผู้มีอัธยาศัยงาม ขอให้พวกเราอยู่ด้วยความไม่ประมาท พวกเราไม่ควรอยู่ร่วมกัน 2 รูป นอกจากเวลาที่มาบำรุงพระเถระตอนเย็นและเวลาบิณฑบาตตอนเช้า ถ้าภิกษุรูปใดป่วย ให้มาตีระฆัง พวกเราจักช่วยกันทำยาให้”

ได้ยินดังนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ทำตามกติกากันอย่างสม่ำเสมอ วันหนึ่งอุบาสิกามาหาภิกษุ นางให้คนรับใช้ถือเนยใสกับน้ำอ้อยมาด้วย ครั้นมาถึง นางไม่เห็นภิกษุเลยจึงถามคนที่นั่น และได้ทราบว่าภิกษุทั้งหลายอยู่ในที่พัก จะไม่ออกมาพลุกพล่าน นางจึงปรารภว่า “ทำอย่างไรหนอจึงจะพบพระคุณเจ้าได้”

คนผู้นั้นบอกว่า ถ้าตีระฆัง พระภิกษุจะออกมา นางจึงตีระฆัง

เพียงชั่วครู่ ภิกษุต่างเดินมาลำพัง ไม่มาเป็น 2 รูป เห็นดังนั้น อุบาสิกาก็เข้าใจว่าพระทะเลาะกันจึงไม่เดินมาด้วยกัน เมื่อกราบเรียนถาม พระก็ตอบว่าได้ทำกติกากันไว้ว่า เวลาปฏิบัติธรรมให้แยกกันอยู่

“ปฏิบัติธรรมคืออะไรเล่าพระคุณเจ้า” อุบาสิกาถาม

พระตอบว่า “พวกอาตมาสาธยายอาการ 32 มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ว่าเป็นของไม่สะอาด และพิจารณาความเสื่อมไปของร่างกาย”

“การพิจารณาอย่างนั้น สมควรแก่ภิกษุเท่านั้นหรือ ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้าหรือ”

“อุบาสิกา ธรรมนี้พระศาสดาไม่ได้ทรงห้ามผู้ใด ใครจะสาธยายก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นโปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วย”

หลังจากนั้น ภิกษุจึงสอนอาการ 32 แก่นาง

อุบาสิกาสาธยายอยู่ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามีก่อนภิกษุเหล่านั้น

หลังเสวยสุขจากมรรคผลแล้ว นางตรวจดูด้วยตาทิพย์แล้วรำพึงออกมาว่า “เมื่อไรหนอพระคุณเจ้าทั้งหลายจะบรรลุธรรมนี้ พระคุณเจ้าทั้งหมดยังเป็นปุถุชน มีความโลภ โกรธ หลงอยู่ ท่านจะมีบุญได้บรรลุหรือไม่หนอ”

เมื่อตรวจดูต่อไป นางก็รู้ว่า “ภิกษุทั้งหมดจะได้บรรลุธรรม” จึงรำพึงต่อไปว่า “อะไรเป็นอุปสรรคอยู่” นางได้เห็นว่าภิกษุยังขาดอาหารอันสมควรแก่การทำความเพียร ตั้งแต่วันนั้นมา นางจึงสั่งให้จัดอาหารอันประณีตหลายอย่างไปถวายแล้วแต่จะเลือกฉัน

เมื่อภิกษุได้ฉันอาหารที่เหมาะสม ร่างกายกระปรี้กระเปร่า จิตก็ดิ่งลงสู่อารมณ์เดียว เจริญวิปัสสนาไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์ ภิกษุทั้งหลายระลึกถึงอุปการะของอุบาสิกาเป็นอันมาก

เมื่อออกพรรษาแล้ว ภิกษุได้ลาอุบาสิกาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่เชตวันมหาวิหาร เมื่อไปถึงได้เข้าเฝ้าแล้ว พระศาสดาก็ตรัสถามเรื่องต่างๆ ภิกษุทูลเล่าถึงอุปการะของอุบาสิกาว่าเป็นผู้ถวายอาหารอันประณีตและสามารถรู้วาระจิตของพวกตนว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร เป็นต้น

ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่เฝ้า ได้ฟังคำบอกเล่าเหล่านั้นด้วยมีความประสงค์จะไปอยู่ที่บ้านนั้น จึงเรียนกรรมฐานจากพระศาสดาแล้วทูลลาไป เมื่อไปถึงวิหารในป่าก็คิดว่า “เขาเล่าลือกันว่าอุบาสิการู้วาระจิตของผู้อื่น ตอนนี้เราเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย นางจะให้คนมาปัดกวาดวิหารให้เราได้ไหมหนอ”

ส่วนอุบาสิกานั่งอยู่ในบ้าน ทราบความแล้วก็ส่งคนไปปัดกวาดวิหาร

ต่อจากนั้น ภิกษุคิดอยากดื่มน้ำหวาน วันรุ่งขึ้นอยากฉันข้าวต้มและแกงอย่างใด อุบาสิกาก็จัดมาถวายทุกอย่าง ที่สำคัญ เมื่อภิกษุคิดว่าอยากพบอุบาสิกา นางก็มาหา

เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว ภิกษุถามว่า

“อุบาสิกา ท่านหรือชื่อ มาติกมารดา”

“ถูกแล้วท่าน” อุบาสิกาตอบ

“ท่านทราบวาระจิตของคนอื่นหรือ”

“ทำไมท่านจึงถามอย่างนั้น”

“ท่านทำทุกอย่างที่อาตมาคิด”

“ภิกษุที่รู้จิตคนอื่นก็มีอยู่มาก” อุบาสิกาตอบเลี่ยง

“อาตมาไม่ได้ถามถึงคนอื่น อาตมาถามถึงท่าน”

แต่กระนั้นอุบาสิกาก็ไม่ได้ตอบตรงๆ กลับพูดว่า

“ธรรมดาคนที่สามารถรู้วาระจิตของคนอื่นได้ ย่อมทำอย่างนั้น”

หลังจากพูดคุยกันวันนั้นแล้ว ภิกษุเกิดความคิดว่า “เราทำกรรมหนักเสียแล้ว ธรรมดาปุถุชนย่อมคิดสิ่งที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ชั่วบ้าง ถ้าเราคิดสิ่งที่ไม่สมควร อุบาสิกาจะพึงตำหนิเรา ทำให้เราละอาย อย่ากระนั้นเลย เราหนีไปจากที่นี่เสียดีกว่า” เมื่อคิดดังนี้แล้วจึงไปลาอุบาสิกา แล้วเดินทางกลับไปยังสำนักของพระศาสดา

เมื่อไปถึง พระศาสดาตรัสถามว่า ทำไมจึงรีบกลับมา ภิกษุทูลว่า อุบาสิการู้วาระจิตทุกอย่าง ธรรมดาปุถุชนย่อมคิดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

“เธอควรอยู่ที่นั่นแหละภิกษุ” พระศาสดาตรัสบอก

“ข้าพระองค์อยู่ไม่ได้แน่พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า

“รักษาจิตของเธอที่ข่มได้ยาก จงข่มจิตไว้ให้ได้ อย่าให้คิดถึงอะไรอื่น ให้ดิ่งลงในอารมณ์อันควรแก่สมณะ จิตนี้ข่มได้ยากเกิดดับเร็ว มักตกไปในอารมณ์อันน่าใคร่ การฝึกจิตนั้นเป็นการดี เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมนำความสุขมาให้”

เมื่อภิกษุรับคำแนะนำของพระพุทธองค์แล้ว ก็เดินทางกลับไปมาติกคาม อุบาสิการู้พฤติการณ์ทั้งปวง จัดหาอาหารประณีตมาถวาย จนสองสามวันผ่านไป ภิกษุนั้นได้บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์ ภิกษุรำพึงถึงอุปการะของอุบาสิกา และระลึกชาติในอดีตย้อนหลังไปถึง 99 ชาติ ได้เห็นว่าอุบาสิกานั้นเคยเป็นภรรยาของท่านมา 99 ชาติ แต่นางมีใจให้ชายอื่น จึงได้ฆ่าท่านเสียถึง 99 ชาติมาแล้ว รู้อย่างนั้นท่านก็ปลงธรรมสังเวชว่า

“น่าสังเวชจริงหนอ อุบาสิกาทำกรรมหนักมาแล้วเหลือหลาย”

มหาอุบาสิกานั่งอยู่ในบ้าน รู้เหตุการณ์ทั้งปวงแล้ว นางจึงพิจารณาชาติที่ 100 ได้เห็นว่าในชาตินั้นตนได้สละชีวิตคือตายแทนภิกษุนั้น จึงส่งกระแสจิตไปยังภิกษุ เตือนว่า

“ขอท่านได้โปรดพิจารณาต่อไปถึงชาติที่ 100 เถิด”

ภิกษุได้ยินเสียงนางด้วยหูทิพย์จึงระลึกถึงชาติที่ 100 ได้เห็นความเสียสละของอุบาสิกาแล้วก็มีจิตเบิกบาน เข้าสู่ปรินิพพาน ณ ที่นั้นเอง

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  เก็บมาเล่าโดย ขวัญ เพียงหทัย

photo by DEZALB on pixabay

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up