นางขุชชุตตรา

นางขุชชุตตรา หญิงค่อมผู้เรืองปัญญา เอตทัคคะผู้เป็นเลิศในทางสดับตรับฟัง

นางขุชชุตตรา
นางขุชชุตตรา

นางขุชชุตตรา หญิงค่อมผู้เรืองปัญญา – “มีปัญญาอยู่กับตัวไม่ต้องกลัวอะไร” เป็นความจริงที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีรูปลักษณ์เช่นใด เพราะปัญญาย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และความสำเร็จในชีวิต

ธรรมเนียมหนึ่งในการขนานนามของชาวอินเดีย มักจะถือเอาจากรูปลักษณ์บุคคลนั้นเป็นสำคัญ กรณีของ นางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของ พระนางสามาวดี พระอัครมเหสีแห่งนครโกสัมพี ก็เช่นกัน แม้นางจะมีชื่อเดิมว่า อุตตรา แต่ด้วยความพิการหลังค่อมที่มีมาแต่กำเนิด ชาวบ้านจึงนิยมเรียกนางว่า ขุชชุตตรา เพราะเพิ่มคำว่า ขุชชา ที่แปลว่า ค่อม ลงไปหน้านาม

นอกจากถวายการรับใช้พระนางสามาวดีแล้ว นางขุชชุตตรายังมีหน้าที่พิเศษคือเป็นผู้ซื้อดอกไม้ประจำตำหนัก ทว่าด้วยความละโมบ อยากได้อยากมี นางขุชชุตตราจึงแอบยักยอกเงินค่าดอกไม้เก็บไว้เองเสียครึ่งหนึ่งทุก ๆ วัน การณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยมาโดยที่ไม่มีใครระแคะระคายแต่อย่างใด จนกระทั่งวันหนึ่ง…

นางขุชชุตตราออกจากตำหนักแต่เช้าตรู่เพื่อไปซื้อดอกไม้จากบ้าน นายสุมนมาลาการ เจ้าของสวนดอกไม้ตามปกติ แต่ในวันนั้นนายสุมนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมภัตตาหารถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงไม่มีเวลาปลีกตัวมาจัดดอกไม้ให้นางขุชชุตตราเช่นเคย ยิ่งไปกว่านั้นนายสุมนยังต้องร้องขอให้นางขุชชุตตราช่วยงานอีกแรงด้วย

เมื่อเห็นความชุลมุนวุ่นวายภายในบ้านนายสุมน นางขุชชุตตราจึงไม่อิดออดใด ๆ รีบช่วยเหลืออย่างเต็มใจ และแม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายชั่วโมง นางขุชชุตตราก็ไม่เร่งเร้าเรื่องดอกไม้กับนายสุมน

หากนางกลับตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาในเรื่อง อนุปุพพิกถา อันหมายถึง ข้อธรรมห้าประการเพื่อเตรียมจิตให้หมดจด ได้แก่ ทานกถา (การให้) สีลกถา (ความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม) สัคคกถา (ความสุข ความเจริญ) กามาทีนวกถา (โทษแห่งกาม) และ เนกขัมมานิสังสกถา (ผลดีของการไม่หมกมุ่นในกาม)

ระหว่างที่ฟังพระธรรมเทศนานั้น นางขุชชุตตราพบว่า ยิ่งได้ฟังข้อธรรมมากเท่าไร นางก็ยิ่งศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นเท่านั้น

ครั้นจบอนุปุพพิกถา พระพุทธองค์จึงตรัสแสดงอริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ซึ่งเมื่อพระธรรมเทศนาจบลง นางขุชชุตตราก็ได้บรรลุโสดาบัน

ในวันนั้นนางขุชชุตตรารู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยไม่มีเหตุจากทรัพย์หรือจากชัยชนะในการโกหกมาเกี่ยวข้องเช่นทุก ๆ วัน และได้ดอกไม้กลับตำหนักไปด้วยเงินเต็มจำนวน

เมื่อถึงตำหนัก พระนางสามาวดีสังเกตเห็นจำนวนดอกไม้ที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว จึงไต่ถามด้วยความสงสัย นางขุชชุตตราจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้พระนางฟังโดยไม่ปิดบังใด ๆ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจิตใจของนางโดยฉับพลัน…เพียงแค่ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ในวันนี้

พระนางสามาวดีแม้จะโกรธนางขุชชุตตราอยู่บ้าง ใจหนึ่งคิดจะต่อว่า ลงโทษให้หลาบขำ แต่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่มีมากกว่า พระนางจึงขอให้นางขุชชุตตราแสดงธรรมที่ได้ฟังมาในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้พระนางและหญิงบริวารทั้งหมดในตำหนักได้ฟังบ้าง

นางขุชชุตตราไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ร้องขอกลับไปเพียงว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้ชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสียใหม่ก่อน” พร้อมกับขอให้พระนางสามาวดีช่วยอนุเคราะห์จัดที่นั่งเพื่อใช้ในการแสดงธรรม

ด้วยความสามารถของนางขุชชุตตราในการจดจำพระธรรมคำสอนได้แม่นยำและตีความได้ลึกซึ้ง เมื่อนางแสดงพระธรรมจบลง…พระนางสามาวดีและหญิงบริวารทั้งหมดก็บรรลุโสดาบันพร้อมกัน

อนึ่ง เรื่องราวผลกรรมแต่อดีตชาติของนางขุชชุตตรานั้นมีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะผลกรรมที่นางก่อไว้ได้ส่งผลมายังชาตินี้ ทั้ง ความพิการหลังค่อม ซึ่งเป็นผลจากการล้อเลียนความพิการของพระปัจเจกพุทธะพระองค์หนึ่งต่อหน้าเพื่อน ๆ การเกิดเป็นหญิงรับใช้ ซึ่งเป็นผลจากการที่นางเคยเอ่ยปากขอให้พระเถรีหยิบกระเช้าเครื่องประดับส่งให้ ส่วน การมีสติปัญญาล้ำเลิศ เป็นผลจากการที่นางได้ถอดกำไลข้อมืองาช้างถึง 8 วงถวายพระปัจเจกพุทธะเพื่อรองก้นบาตรที่ร้อนระอุ มิให้ความร้อนสัมผัสมือของท่านโดยตรง

นับแต่วันนั้นมา นางขุชชุตตรา หญิงค่อมผู้เรืองปัญญาก็ได้รับยกย่องสูงสุดในฐานะมารดาและพระอาจารย์ มีหน้าที่ตั้งปัญหาธรรมเพื่อไปขอคำสั่งสอนต่าง ๆ จากพระพุทธองค์ แล้วจึงนำกลับมาถ่ายทอดให้พระนางสามาวดีและหญิงบริวารทั้งหลายฟังอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความขยัน ฝักใฝ่ในพระธรรมอย่างแท้จริง ในไม่ช้า นางขุชชุตตราจึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฏก อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความสามารถในการแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟังด้วย…นางจึงได้รับยกย่องให้เป็น เอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศในทางสดับตรับฟัง

 

ที่มา : นิตยสาร Secret

เรื่อง : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์

Photo by rawpixel on Unsplash

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up