อุปกาชีวก

ความหมายของการส่ายหน้าของ อุปกาชีวก

อุปกาชีวก
อุปกาชีวก

ความหมายของการส่ายหน้าของ อุปกาชีวก

มีนักบวช (ในคัมภีร์เรียกว่า “อาชีวก” (อา-ชี-วะ-กะ หรือ อา-ชี-วก) หมายถึงนักบวชนอกพุทธศาสนา) มีชื่อว่า “อุปกะ” แต่นิยมเรียกว่า “ อุปกาชีวก ” ( อุ-ปะ-กา-ชี-วะ-กะ หรือ อุ-ปะ-กา-ชี-วก) ได้พบพระพุทธเจ้า อุปกาชีวกทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

“ข้าแต่ผู้มีอายุ (อาวุโส) ร่างกายของท่านผ่องใสมาก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก ท่านบวชเพื่ออุทิศบุญให้ใครกัน และใครเป็นพระศาสดาของท่าน แล้วท่านชอบธรรมะของใครโปรดบอกแก่ข้าด้วย”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบอุปกาชีวกว่า

“เราเป็นผู้รู้ธรรม (ความจริง) ทั้งปวง (ที่เป็นปรมัตถ์) เราไม่แปดเปื้อนในธรรม (วัตถุ) ทั้งปวง เราละธรรมทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง หลุดพ้นเพราะเราไม่มีตัณหา ตรัสรู้ด้วยตัวเราเอง เราจะกล่าวอ้างว่ารู้ธรรมนี้จากใครได้ เราไม่มีอาจารย์ ในมนุษยโลกและเทวโลกไม่มีใครเสมอเหมือนเรา เราเป็นอรหันต์ เราเป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยม เราเป็นผู้ที่เยือกเย็นดับกิเลสแล้วจากโลกนี้ เรากำลังไปเมืองพาราณสี เพื่อประกาศธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ประกาศชัยของอมตธรรมไปในโลกที่มืดมนนี้”

จากนั้นอุปกาชีวกกล่าวขึ้นว่า “ผู้มีอายุ (อาวุโส) ท่านสมควรอย่างยิ่งแล้ว ที่เป็นตามที่ท่านกล่าว”

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า

“ชนใดสิ้นกิเลสแล้ว ชนนั้นย่อมเป็นผู้ชนะเช่นเดียวกับเรา อุปกะ เราชนะความชั่วได้แล้ว เพราะเช่นนั้น เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ”

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสจบ อุปกาชีวกกล่าวขึ้นว่า

“ผู้มีอายุ ท่านสมควรแล้ว ท่านสมควรแล้ว” กล่าวจบก็ส่ายหน้าไปมา เหมือนท่าปฏิเสธอแล้วเดินจากไป

ในพระสูตรที่มีชื่อว่า โพธิราชกุมารสูตร

พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวการเสด็จออกผนวชของพระองค์จนมาถึงเหตุการณ์หลังจากท้าวสหัสบดีพรหม ทรงขอร้องให้พระองค์เสด็จออกโปรดสรรพสัตว์ ให้โลกที่มืดมนอนธการนี้ สว่างไสวด้วยธรรมะที่ค้นพบของพระองค์ ขณะที่พระองค์กำลังไปเมืองพาราณสี หรือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้พบกับอุปกาชีวก หลังจากสนทนากันเสร็จ อุปกาชีวกกลับแสดงอาการส่ายหน้าและแลบลิ้นแล้วเดินจากไป

หลังจากอุปกาชีวกแยกทางจากพระพุทธเจ้า ก็แต่งงานกับลูกสาวของพรานนกชื่อว่า “นางปาจา” จึงละชีวิตทางธรรมมาเป็นฆราวาส แล้วถูกภรรยาพูดดูถูกต่าง ๆ นานาจึงได้มีสติแล้วบอกภรรยาว่าจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอบวช อุปกาชีวกได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็บรรลุเป็นพระอนาคามีทันที จากนั้นก็บวชเป็นพระภิกษุ ส่วนนางปาจาก็ออกบวชเป็นภิกษุณีได้บรรลุอรหัตตผลในที่สุด

ย้อนกลับไปเรื่องอุปกาชีวกที่แสดงอาการไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้สำเร็จ จึงไม่ทูลขอธรรมะจากพระองค์ หรือบวชติดตามพระองค์เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น แถมยังส่ายหน้า แสดงถึงความไม่เชื่อซ้ำเข้าไปอีก

เสฐียรพงษ์ วรรณปก อธิบายความหมายการส่ายหน้าของอุปกาชีวกไว้ว่า การส่ายหน้ามีความหมายเท่ากับว่า “ใช่” หรือหมายถึงว่าฉันเข้าใจแล้ว ฉันเชื่อแล้ว ตรงกับประโยคภาษาอังกฤษว่า “I see” แต่เมื่ออุปกาชีวกเชื่อว่าบุรุษที่ตนสนทนาด้วยเป็นพระพุทธเจ้า ทำไมไม่ขอบวชติดตามพระพุทธเจ้าตามอย่างปัญจวัคคีย์ เหตุการณ์นี้พอจะอธิบายได้ด้วยเรื่องของผลบุญว่า ต้องย้อนกลับไปถึงอดีตชาติของอัญญาโกณฑัญญะ ที่เคยตั้งอธิษฐานไว้ว่าขอเป็นคนแรกที่ได้เข้าถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าอุปกาชีวกขอธรรมะจากพระพุทธเจ้าในตอนนั้น แถมยังขอบวชด้วย สิ่งที่อัญญาโกณฑัญญะปรารถนามาตั้งแต่อดีตชาติก็จะไม่สำเร็จ

จึงตอบได้ว่า การส่ายหน้าของอุปกาชีวกบ่งบอกได้ว่าอุปกาชีวกเชื่อว่าพระองค์คือพระพุทธเจ้า แต่เหตุที่ไม่ขอธรรมะหรือบวชกับพระพุทธเจ้าในตอนนั้น เพราะธรรมะและการเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนาเป็นโอกาสของอัญญาโกณฑัญญะนั่นเอง

 

ที่มา :

อุปกาชีวกในพระวินัยปิฎก

โพธิราชกุมารสูตร

ปาจาเถรีคาถา

สวนทางนิพพาน โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


บทความน่าสนใจ

อัญญาโกณฑัญญะ มหัศจรรย์ วันอาสาฬหบูชา

เอตทัคคะ หมวดภิกษุ ตอน พระอัญญาโกณฑัญญะ

ธนญชัยเศรษฐีสอนลูกสาวก่อนแต่งงาน คำสอนในพิธีแต่งงาน สมัยพุทธกาล

รอยยิ้มพระอรหันต์ เพราะเห็นอชครเปรต ผีเปรต โจรเผาวัด

นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

keyboard_arrow_up