ธรรมะกับวัยทอง

ธรรมะกับวัยทอง

ธรรมะกับวัยทอง
ธรรมะกับวัยทอง

ธรรมะกับวัยทองเคยได้ยินว่า ผู้หญิงช่วงวัยทองนอกจากจะมีอาการทางกายแล้ว อาการทางอารมณ์ก็จะแปรปรวนเป็นที่สุด บางคนเป็นมากจนไม่มีใครอยากอยู่ใกล้

อาการทางกายยังหาหมอรักษาได้ แต่อาการทางใจต้องรักษาเอง

เคยเจอคนวัยทองที่มีอาการทางใจ ฉันจึงกลัวว่าตัวเองจะเป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อก่อนเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ โกรธง่าย ถึงจะหายเร็ว แต่เวลาโกรธจะปึงปังมาก เหมือนความโกรธติดอยู่ปลายจมูก พร้อมที่จะหลุดออกมากับลมหายใจได้เสมอ โกรธเป็นโกรธ โกรธเป็นลุย ดำเนินชีวิตโดยยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำอะไรก็คิดแต่ว่าตัวเองทำถูก ทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่า ดีที่สุดของเราอาจจะไม่ดีที่สุดสำหรับคนอื่น จะตั้งความหวังไว้สูงทุกเรื่อง เวลาผิดหวังก็จะผิดหวังมาก ไม่ค่อยมีใครโดยเฉพาะลูกน้องกล้าพูดอะไรตรงๆ ด้วย กลัวเราจะโกรธ ถ้าอยากได้ อยากทำอะไร ต้องทำให้ได ้ ถ้าไม่ได้จะกระวนกระวายจนต้องหาทางทำให้สำเร็จ ทั้งๆ ที่บางครั้งสิ่งที่ได้มาไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือมีความสุขขึ้น บางครั้งเป็นทั้งภาระและความทุกข์ด้วยซ้ำ ชีวิตจะรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาไม่กายก็ใจ ดิ้นรนหาทุกข์ใส่ตัวอยู่เรื่อยๆ

หลังจากได้ไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถึงจะเป็นเวลาแค่ 3 วัน แต่ทำให้ฉันได้รู้จักความสงบ อารมณ์ที่เคยร้อนอยู่เสมอก็เย็นลงบ้าง ยอมรับความจริง ยอมรับฟังมากขึ้น ลูกน้องสามารถพูดหรือเตือนฉันได้ตรงๆ โดยไม่มีระเบิดตามมา

ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ชีวิตสับสนวุ่นวาย มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ฉันได้ไปปฏิบัติธรรมอีกครั้งเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน ในหลักสูตรพัฒนาจิตฯ ของคุณแม่สิริ กรินชัย ทำให้รับมือกับปัญหาและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน ฉันได้ไปปฏิบัติธรรมหลักสูตรนี้อีกหลายครั้ง แต่ละครั้งทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สติมาปัญญาเกิดจริงๆ

ธรรมะกับวัยทอง
@photo by Huskyherz on pixabay

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันไปปฏิบัติ แต่ไม่มีสมาธิเลย หลับตาเฉยๆ แต่ใจมัวไปห่วงกังวลกับน้องที่มาด้วย เพราะเขาไม่ตั้งใจปฏิบัติ ออกนอกห้องตลอดเวลา ฉันทั้งห่วงทั้งหงุดหงิด จนวันที่สามของการปฏิบัติจึงดึงสติมาอยู่กับตัว มองแต่ตัวเราเอง เลิกใส่ใจเขา พอทำได้ก็รู้สึกโล่งเบาเป็นอย่างมาก ปฏิบัติได้โดยไม่วอกแวกอีกเลย ตลอดเวลาที่เหลือก็นึกขอบคุณเขาอยู่มากที่ทำให้ฉันได้รู้จักการปล่อยวางเป็นครั้งแรก แล้วครั้งต่อๆ ไปก็ตามมา

เมื่อครั้งที่ต้องเสียของที่รัก สองวันแรกฉันจะเสียดาย เครียด คิดหาทางที่จะไม่ให้เสียของสิ่งนั้นไป ตามวิสัยมนุษย์ที่ยังมีกิเลส แต่พอคิดได ้ มีสติ ก็ปล่อยวาง ไม่ยึดติด รู้สึกเบา โล่ง สบายใจ อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมถึงปล่อยวางได้ ความโกรธที่เหมือนติดอยู่ปลายจมูกก็ไปอยู่ที่สมอง ไม่โกรธแบบไร้สติ ไม่ปึงปังเหมือนก่อน เวลาโกรธก็จะรู้ว่าโกรธ แล้วตามดูใจตัวเองจนกว่าความโกรธจะหายไป แต่ถ้าบางครั้งหลุดโกรธปึงปังออกมาก็รู้นะว่าไม่มีสติ สติไม่ทันอารมณ์ แต่พอสติกลับมาก็จะมานั่งคิดว่า ทำไมถึงโกรธขนาดนี้ บ้าอีกแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยที่จะกลับมาทบทวนอารมณ์ตัวเอง โกรธแล้วโกรธเลย ง้อกันทีหลังเมื่อต่างอารมณ์เย็นลงแล้ว แต่ก็เหมือนมีจุดดำๆ อยู่ในใจ

การมีสติทำให้มองเห็นปัญหาและสาเหตุที่บางครั้งฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น แทนที่จะโกรธมากขึ้น ฉันคิดว่านี่คงเป็นแบบทดสอบ หลายครั้งที่ยอมรับว่าเป็นคนผิด หลายครั้งที่นึกขอบคุณคนที่ทำให้โกรธ ทำให้อภัยเขาได้ มองด้วยความเข้าใจ เห็นใจ นึกเสมอว่าเหตุผลแต่ละคนไม่เหมือนกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักกลับมามองตัวเอง มองบวกมากขึ้น ถึงฉันจะยังทำได้ไม่บ่อย แต่การเริ่มต้นมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจนหลายคนบอก ชีวิตมีความสงบ มีความพอเพียง ความกระวนกระวาย ความร้อนทั้งหลายลดลง จนบางครั้งหายไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งฉันเองก็ยังแปลกใจตัวเองและดีใจที่ทำได้ ยิ่งได้ยินน้องชายพูดกับคุณแม่ว่า “”จะหาทุกข์ใส่ตัวไปทำไม วางเสียบ้างก็ได้ไม่เมื่อย”” ทำให้ได้คิด เราทุกข์ร้อนไป บางทีคนที่ทำให้เราเป็นทุกข์ กลับไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ

ฉันเชื่อในการคิดดี ทำดี ให้ในสิ่งดีๆ จะทำให้ได้รับสิ่งดีๆ กลับมา การปฏิบัติธรรมเป็นการให้สิ่งที่ดีแก่ชีวิต ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ถึงจะเจออุปสรรคบ้างก็ถือเป็นการทดสอบจิต ถ้าไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมฉันคงคิดไม่ได้ ทำไม่ได้อย่างนี้ เมื่ออายุก้าวมาถึงวัยทอง การได้ปฏิบัติธรรมช่วยให้ฉันมีสติ ไม่ไปปรี๊ดแตกใส่คนอื่น วัยทองของฉันเลยไม่เป็นอย่างที่กลัว

ธรรมะช่วยให้ฉันก้าวสู่วัยทองอย่างมีสติและปัญญาที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

 

ที่มา : นิตยสาร Secret

เรื่อง : วิภาดา บูรณะนนท์ (ผู้อ่าน )

 

keyboard_arrow_up