บิ๊ก - ศรุต วิจิตรานนท์

“ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง” บิ๊ก – ศรุต วิจิตรานนท์

บิ๊ก - ศรุต วิจิตรานนท์
บิ๊ก - ศรุต วิจิตรานนท์

ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง” บิ๊ก – ศรุต วิจิตรานนท์

หลายคนรู้จัก บิ๊ก – ศรุต วิจิตรานนท์ ในฐานะดาราเจ้าบทบาท ที่ฝากผลงานละครไว้หลายเรื่อง และเขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในบทบาทของพระเพทราชา จากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เขายอมรับว่าชีวิตที่ผ่านมา สร้างวีรกรรมไว้มาก เพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา แต่เมื่อเขาได้มาพบธรรมะ ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป

 

 

ย้อนวันวานของเด็กเลือดร้อน

ตอนนั้นผมเป็นเด็กเกเรมาก สร้างวีรกรรมไว้เยอะ ทั้งโดดเรียน ต่อยครู ต่อยกับเพื่อน และขโมยรถพ่อไปซิ่ง ถือว่าเป็นคนที่ขึ้นชื่อลือชาในโรงเรียนเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ) มีเรื่องกับคนอื่นไปทั่ว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องของเรานะ เป็นเรื่องของเพื่อนทั้งนั้น เพราะในช่วงเวลานั้นคำว่า “เพื่อน” มันสำคัญมาก ถ้าเพื่อนลำบากเราต้องช่วย ถ้าเพื่อนมีเรื่อง เราต้องมีเรื่องด้วย ผมเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทที่สีลมซอย 2 จนร้านพัง และที่ลานจอดรถใต้ดินของโนโวเทลที่สยามแสควร์ ต่อยกันถึงขั้นจมูกแตกก็เคยมาแล้ว

คุณพ่อปวดหัวมากกับวีรกรรมของผม ท่านทราบเรื่องผมแอบสูบบุหรี่ตอนอายุยังไม่ถึง 15 ปี เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการเซนเซอร์บุหรี่เหมือนอย่างในสมัยนี้ เห็นดาราเขาสูบ เขาถือบุหรี่ถ่ายรูป ตอนนั้นรู้สึกว่า ‘เท่ห์ชะมัด’ ก็เลยสูบบุหรี่ตามดาราตั้งแต่นั้นมา แต่พอระยะหลังมาพยายามสูบบุหรี่ให้น้อยลง จากเมื่อก่อนสูบวันละสองซอง ตอนนี้เหลือวันละซอง และเป้าหมายต่อไปคือการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผมเป็นมือเบสของวงโซลอาฟเตอร์ซิกซ์ ออกอัลบั้มแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ตอนนั้นยังไปเที่ยวและดื่มกับเพื่อนบ้าง พอผมอายุ 29 ปี ฉุกคิดได้ว่าความรุนแรงที่ผ่านมาเกิดขึ้นเพราะเหล้า เลยตัดสินใจเลิกเหล้าและหยุดเที่ยวกลางคืน เพื่อนพยายามชวนไปเที่ยว เราก็ปฏิเสธมาตลอดเป็นเวลาเกือบสองปี เพื่อนถึงกับคุยกันเองว่า “บิ๊กไม่ไปแล้ว บิ๊กเฝ้าถ้ำ” คือผมไม่อยากไปเที่ยวไหนแล้ว อยู่บ้านดีกว่า (หัวเราะ)

 

https://www.instagram.com/p/Bnk6LAiHuPn/?hl=th&taken-by=bigibig28

 

มีวิญญาณนักดนตรีมาตั้งแต่เด็ก     

ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่สมัยนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นนักเล่นเปียโนของโรงเรียน ตั้งวงดนตรีร่วมกับเพื่อนด้วย และมาสนใจเล่นเบสตอนมีอายุ 11-12 ปี หลังจากสอบติดที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา น้อมเกล้าฯแล้ว ได้ตั้งวงดนตรีร่วมกับเพื่อนวัยมัธยมปลายด้วยกัน พอเรียนจบต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยคนละแห่ง ผมเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และใจยังชอบเล่นดนตรีอยู่จึงสมัครเข้าชมรมดนตรี เล่นดนตรีกับเพื่อนในมหาวิทยาลัยบ้าง ผมเรียนที่นี้ได้เพียงปีกว่า ก็ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเพราะสอบติดที่นั่น หลังจากย้ายมาเรียนที่นี่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่รักการเล่นดนตรีเหมือนกัน จึงเล่นดนตรีด้วยกันมาเรื่อย ๆ และตั้งเป็นวงโซลอาฟเตอร์ซิกซ์มาจนถึงทุกวันนี้

 

 

พลิกชีวิตเข้าสู่เส้นทางบันเทิง

หลังจากเรียนจบก็มุ่งมั่นเป็นนักดนตรี ไม่เคยคิดอยากเป็นนักแสดง อยากเล่นดนตรีที่ผมรัก อยากมีคอนเสิร์ต อยากออกอัลบั้ม แต่การมาเป็นนักแสดง เป็นเรื่องของความบังเอิญ ตอนวงของผมออกอัลบั้มชุดแรก ได้มีโอกาสออกรายการวิทยุรายการหนึ่ง แล้วบังเอิญว่าดีเจของรายการนี้เป็นนักข่าวบันเทิงอยู่ช่อง 7 เขาเลยชวนผมมาเล่นละครกับช่อง 7 ผมเลยมาเทสละคร แล้วก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในชีวิตคือเรื่อง “กุหลาบไร้หนาม” ตอนนั้นผมไม่ชอบแสดงละครเลย รู้สึกเหมือนตัวเองมาอยู่ผิดที่ เหมือนมันไม่ใช่ที่ของผม ไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้ ผมจึงพักสัญญากับบริษัทที่เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงไว้สามปี ตอนนั้นงานดนตรีก็ไม่ประสบผลสำเร็จนัก เลยคิดจะไปเรียนหลักสูตรเป็นโปรกอล์ฟที่สหรัฐอเมริกา เพราะเป็นความชอบส่วนตัว พอกำลังจะติดต่อกับทางโรงเรียนที่นั่น ธุรกิจกองถ่ายฯของพี่ ตู่ -นพพล โกมารชุน โทรมาชวนไปเล่นละครเรื่อง “เก็บแผ่นดิน” ผมรับเล่นทันทีแล้วพักเรื่องเรียนกอล์ฟไป

เก็บแผ่นดินเป็นเรื่องที่เล่นยากพอสมควร เป็นละครเรื่องแรกที่มีความท้าทายในการแสดงมาก แต่เนื้อเรื่องดีมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผมเล่นเป็นนักศึกษาชาวเมียนมาที่ได้รับทุนของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาศึกษาต่อที่ประเทศไทย

ผมประทับใจพี่ตู่มาก พี่ตู่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับผม ตอนผมเล่นละครเรื่องแรก (กุหลาบไร้หนาม) เป็นลูกน้องพี่ตู่ พี่เขาบอกให้ผมไปฟิตหุ่นเตรียมไว้ เพราะอีกสอง-สามปีจะให้มาเล่นละครด้วยกัน ซึ่งพี่เขาก็ติดต่อกลับมาจริง ๆ จากตอนแรกที่ไม่อยากเป็นนักแสดง ไม่ชอบอาชีพนี้เลย แต่พอกลับมาเล่นละครอีกครั้ง มันทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนไป พอผมได้มาเจอนักแสดงฝีมือดี ๆ ทำให้ได้ซึมซับจิตวิญญาณของความเป็นนักแสดง เข้าใจการเล่นละครมากขึ้น เลยเริ่มจะสนุกกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ตอนแรกผมแสดงไม่ดีเลย พี่ตู่จึงสอนวิธีการแสดงให้บ้าง ให้ผมไปเรียนการแสดง เรียนอ่านบทบ้าง จากนั้นเริ่มมีเพื่อนสนิทในวงการบันเทิง อย่าง คุณกัปตัน – ภูธเนศ หงษ์มานพ คุณหนุ่ม – อรรถพร ธีมากร คุณป๋อ – ณัฐวุฒิ สกิดใจ คุณฮาน่า- ทัศนาวลัย จักรพงษ์ คุณต๋อม – พลวัต มนูประเสริฐ คุณหนึ่ง – วรเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ ผมจึงได้เรียนรู้การแสดงจากนักแสดงที่มีฝีมือ

หลังจากละครเรื่อง ‘เก็บแผ่นดิน’ ก็แสดงละครเรื่องอื่นต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงตอนนี้ เลยไม่ได้ไปเรียนกอล์ฟตามอย่างที่ตั้งใจไว้อีกเลย

 

https://www.instagram.com/p/BgDO0FwAR63/?hl=th&taken-by=bigibig28

0

ความสำเร็จจากการเป็นนักแสดงมืออาชีพ  

ความสำเร็จสำหรับผม ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่การที่ผมสามารถทำอะไรได้ดีกว่าเดิม ทำได้ดีกว่าเมื่อวาน มันคือความสำเร็จสำหรับผมแล้ว อย่างเมื่อก่อนผมสูบบุหรี่วันละ 2 ซอง แต่มาตอนนี้ผมสูบวันละไม่ถึงซอง ผมถือว่านี่คือความสำเร็จของผมแล้ว แต่อาจจะยังไม่ใช่ความสำเร็จที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเราตัดขาดจากมันได้แล้ว

ถ้าถามว่าการรับบทแสดงเป็นพระเพทราชาจากละครบุพเพสันนิวาสเป็นความสำเร็จไหม ตอนที่แสดงผมก็ไม่ได้คิดนะว่าผมจะกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากบทนี้ ไม่รู้เลยว่าผู้ชมจะรู้สึกอย่างไรด้วยซ้ำ ผมต้องตอบตามตรงว่าทั้งนักแสดงและผู้กำกับเองก็ไม่รู้เลยว่าละครเรื่องนี้จะสร้างกระแสได้ดีถึงขนาดนี้ การที่ผมกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากบทนี้ถือว่าเป็นรางวัลมากกว่า เป็นบทที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ ผมเคยแสดงบทอื่นที่ต้องแสดงอารมณ์ ต้องร้องไห้จนตาบวมแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นกระแสเท่าบทพระเพทราชา คือบทของบารมีจากละครเรื่องสุภาพบุรุษลูกผู้ชายของพี่ตั้ว – ศรัณยู วงศ์กระจ่างที่นำกลับมาสร้างใหม่ มันคงเป็นเรื่องของวาระและเวลามากกว่า

ผมนำธรรมะมาใช้บ้างในการวางใจ ไม่ให้หลงไปกับกระแสชื่อเสียง คิดว่าเดี๋ยวมันก็ไป ไม่มีอะไรยั่งยืน มันเกิดเดี๋ยวมันก็ต้องดับ อย่างยอดไลก์ในอินสตาแกรมจากสองหมื่นกว่า เหลือหมื่นบ้าง เหลือพันบ้าง คือ ‘มันไปแล้ว’ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงมีความรู้สึกบ้าง แล้วพยายามหาวิธีทำให้มันกลับมา แต่ตอนนี้ผมกลับเฉยกับมัน แล้วมองเป็นเรื่องธรรมดา การคิดแบบนี้ทำให้ผมไม่คาดหวังอะไร ผมคิดเพียงว่าขออยู่กับตรงนี้ให้ดีที่สุด ทำงานก็ทำให้ดีที่สุด แค่นั้นพอ รู้สึกว่าถ้าคนที่เข้ามาสนใจผมแล้วได้รู้จักตัวผมมากขึ้น ให้เขาจำผมในความเป็นผมจะดีกว่าการที่เขาจำผมที่เป็นตัวละครตัวนั้น

ความซื่อสัตย์กับความดีมันคือตัวผม ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนสมบูรณ์แบบ ผมเพียงแต่คิดไปในทางซื่อสัตย์ ไม่สร้างภาพเพื่อให้คนอื่นมามองว่าผมเป็นคนดี เป็นผู้ชายอบอุ่น อะไรแบบนี้

 

บิ๊ก - ศรุต วิจิตรานนท์

0

การจัดการกับอุปสรรคในชีวิต

ตั้งแต่เด็กผมจะจัดการกับปัญหาทุกอย่างตามอารมณ์ของผมเสมอ คือ ไม่สนใจว่าเป็นคนหัวหงอกหรือหัวดำ พอใช้ชีวิตแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันกลายปัญหาใหญ่ในชีวิต ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ตอนนั้นผมรู้สึกอ่อนแอมาก ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ขอเพียงใครก็ได้ที่สามารถช่วยผมออกจากปัญหานี้ได้ ระหว่างที่กำลังหาทางออกก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับคน ๆ หนึ่ง เขาเรียกว่า “ซ้อ” ซ้อเป็นคนสมถะ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นั่งกรรมฐาน ชอบไปวัด ไปปฏิบัติธรรม ใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา แต่เป็นวันที่ผมไปพบซ้อ ซ้อไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากบอกว่า “สวดมนต์สิ” ซ้อบอกแค่นั้นแล้วให้หนังสือสวดมนต์มาเล่มหนึ่ง และบอกว่า กลับบ้านไปแล้วก็สวดมนต์ดูสักเดือน ดูสิว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ผมก็ว่า “สวดก็สวด” จึงเริ่มสวดมนต์นับแต่นั้นมา สวดมนต์ทุกวัน สวดจนคล่อง ไม่ต้องดูหนังสือก็สวดได้ จากนั้นชีวิตเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ปัญหายังคงวนเวียนอยู่ในหัว มีคนทักว่าให้ลองไปบวช ซ้อก็แนะนำให้บวชเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจบวช พอบวชแล้วสิ่งที่อยู่ภายในใจ เช่น ปัญหาต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ คลายลงไป

 

บิ๊ก - ศรุต วิจิตรานนท์

0

ชีวิตตอนบวช พบกับความสงบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ตอนแรกใจก็หวั่น ๆ เกรงว่าถ้าบวชแล้วจะอยู่ได้ไหม เพราะปรกติเป็นคนไม่ศรัทธา ไม่เคารพในพระสงฆ์เลย ได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับพระสงฆ์มาบ้าง ทราบพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดีของพระมาบ้าง แต่กลับต้องมาเป็นพระเสียเอง (หัวเราะ) เราจะปฏิบัติตามพระวินัยได้ไหม แต่สุดท้ายก็จบด้วยการตัดสินบวช ผมเลือกบวชที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) บวชด้วยความรู้สึกว่าอยากหลุดพ้นจากปัญหานี้เสียที หวังว่าบวชแล้วทุกปัญหามันจะจบ แล้วชีวิตจะดีขึ้น พอบวชได้สักพักพระอาจารย์แนะนำให้ย้ายไปจำวัดที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี จะได้ปฏิบัติธรรมสะดวก ถ้าอยู่วัดโพธิ์จะไม่มีเวลาว่างปฏิบัติ เพราะคนโน้นคนนี้มาหา

ตอนนั้นผมติดบุหรี่มาก เหลือเวลาอีก 21 วัน ต้องย้ายไปจำวัดที่ต่างจังหวัด ผมซื้อบุหรี่มา 20 ซอง แต่ขอให้เพื่อนเป็นคนถวายให้ กะว่าจะสูบวันละซอง แต่พอไปถึงวัด เห็นป้ายห้ามสูบบุหรี่ ก็อุทานในใจว่า “บรรลัยแล้ว” (หัวเราะ) ตอนนั้นรู้สึกว่ามันไม่โอเค จึงบอกพระอาจารย์ว่าทำอย่างไรดีวัดนี้ไม่ให้สูบบุหรี่ พระอาจารย์ท่านก็ช่วยขออนุญาตเจ้าอาวาสให้พระใหม่สูบบุหรี่ได้ เจ้าอาวาสท่านอนุญาตแต่ห้ามสูบภายในบริเวณวัด ต้องหลบไปไกล ๆ เพื่อไม่ให้ใครเห็น คือต้องเดินเข้าไปสูบบุหรี่ในป่าโน่นเลย ก่อนพระอาจารย์จะกลับ ผมรู้สึกเหมือนถูกนำมาปล่อยไว้ เพราะวัดแห่งนี้ผมไม่คุ้นเคย ให้มาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ผมพยายามดึงจีวรพระอาจารย์ไว้ขอท่านกลับกรุงเทพฯด้วย จำได้ว่าดึงจีวรท่านจนจีวรขาด แล้วบอกท่านว่า ถ้าพระอาจารย์ไม่ให้ผมกลับด้วย พรุ่งนี้ผมจะโบกรถโยมกลับกรุงเทพฯ พระรูปอื่นเห็นอาการของผมแล้วก็พากันคิดว่า ผมคงอยู่ที่นี้ไม่ได้แน่ ๆ เพื่อนผมขอให้ซ้อโทรศัพท์มาปลอบผมให้อยู่ ผมเชื่อซ้อจึงยอมอยู่ แต่ระหว่างที่อยู่วัด ผมข่มใจไม่บุหรี่ตลอด 21 วันจนสำเร็จ คงเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของผ้าเหลืองด้วย รู้สึกทรมานบ้างแต่ก็อดทนได้ เพราะคิดว่าบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว เป็นผู้มีศีลถึง 227 ข้อ ต้องวางตัวดี ๆ ไม่ควรทำอะไรให้โยมเสื่อมศรัทธา จึงพยายามไม่สูบบุหรี่

พอถึงวันที่ 20 ต้องกลับไปสึกที่กรุงเทพฯ ผมบอกกับพระอาจารย์รูปหนึ่งที่วัดว่า ผมไม่อยากสึกเลย ด้วยระหว่างที่บวชอยู่ที่นี่มันเกิดความสงบ และมีสภาวะบางอย่างที่ดีเกิดขึ้นในหัว จากตอนที่เป็นฆราวาสเคยแค่สวดมนต์ นั่งกรรมฐานตามหลักของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมบ้างเล็กน้อย แต่พอเป็นพระมีโอกาสได้นั่งกรรมฐานนาน ๆ มันก็เกิดความสงบดี และด้วยความเป็นวัดต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือธรรมะ จึงไม่ได้รับรู้สิ่งอื่นเลยนอกจากธรรมะ และมีโอกาสได้เรียนพระปริยัติธรรม ช่วยกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด ทั้งหมดนี้คือความสุขที่เกิดจากความสงบ แต่สุดท้ายก็ต้องสึกเพื่อกลับมาจัดการปัญหาที่ยังติดค้างอยู่ ถึงการบวชจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไป แต่อย่างน้อยมันทำให้เรามีสติมากขึ้น แล้วใช้สติที่ได้จากการบวช ทำให้ใช้อารมณ์น้อยลง ไม่ทำอะไรตามใจตนเอง อะไรมากระทบก็พยายามรู้ให้ทันอารมณ์ จากแต่ก่อนไม่ว่าอะไรเข้ามากระทบก็ต้องตะบี้ตะบันเอาคืนให้ได้ เดี๋ยวนี้กลับไม่ทำอย่างนั้นแล้ว เลยรู้สึกว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง พอคิดได้แบบนี้แล้วมันรู้สึกสบายจัง ไม่ต้องหัวร้อนเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต้องเผาตัวเองด้วยอารมณ์อีกต่อไป

 

https://www.instagram.com/p/BiL_6x9HLCG/?hl=th&taken-by=bigibig28

 

การนำธรรมะมาเป็นตัวตั้งในชีวิตประจำวัน ทำให้มองเรื่องของความสำเร็จในมุมที่ต่างออกไปจากเมื่อก่อน ทำให้ไม่พยายามคิดคาดหวังสิ่งใด เข้าใจว่า ‘มันก็เป็นแบบนี้แหละ มันก็แค่นั้นเอง’ ผมเคยเจอกับความผิดหวังมามาก อย่างตอนทำอัลบั้มเคยคาดหวังว่า อัลบั้มแรกในชีวิตต้องขายได้เป็นล้านตลับ แต่สรุปว่าปีครึ่งขายได้แค่สามหมื่นตลับเอง ชีวิตที่ผ่านมามีทั้งความคาดหวัง และความผิดหวัง มีช่วงขึ้นไปจนถึงจุดที่ตนเองอยู่สูง เกิดความหลงระเริงกับชื่อเสียง ใช้ชีวิตตามใจ ใช้หน้าตา ใช้ความเป็นตัวเราไปกับเรื่องที่มันไม่ดีต่าง ๆ นานา พอถึงวันหนึ่งมันก็หมดไป แต่ผมกลับมองว่า มันคงเป็นเพราะวาระของมันด้วย เป็นวาระที่ทำให้เราได้คิดและปลงเป็น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าชีวิตจะไม่มีความทุกข์เลย ความทุกข์และความสุขมันก็มีอยู่ทุกวัน แต่การที่ผมมีธรรมะทำให้รู้จักวิธีการจัดการความทุกข์และความสุขต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

เรื่อง : ศรุต วิจิตรานนท์

เรียบเรียง : ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์

ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี

https://www.instagram.com/bigibig28

ขอบคุณโรงแรมแอมบาสเดอร์ที่เอื้อเฟื้อสถานที่


บทความน่าสนใจ

โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พร้อมทีมผู้จัด นักแสดง ละครบุพเพสันนิวาส ทำบุญเททองหล่อระฆัง มหาชัยยะมงคล ไร่เชิญตะวัน

หลุยส์ สก๊อต ผู้ชายที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก ทั้งในจอและนอกจอ

เปิดความลับ!!! ช่วงชีวิตที่เคยศึกษาธรรมะ อาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา

ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

เส้นทางสู่ “ความว่าง” ของอ้อม - สุนิสา สุขบุญสังข์

keyboard_arrow_up