โรคซึมเศร้า

กำจัด โรคซึมเศร้า ด้วยพุทธธรรมกันเถอะ

โรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า

กำจัด โรคซึมเศร้า ด้วยพุทธธรรมกันเถอะ

โรคซึมเศร้า เป็นอีกโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับมนุษย์ และยังฆาตชีวิตของผู้คน พระพุทธเจ้าประทานคำสอนของพระองค์ให้เป็นที่พึ่งของมนุษย์ จึงหวังว่าคงมีธรรมะของพระองค์บ้างที่พอจะบรรเทาช่วยเหลือได้

มีเพื่อนคนหนึ่งเศร้าสร้อยมากหลังจากดาราเกาหลีคนโปรด ด่วนจากโลกนี้เพราะโรคซึมเศร้า เธอเสียใจเหมือนพรากจากของรัก เราในฐานะเพื่อนจึงได้แค่ปลอบใจ และอธิบายให้เธอรู้สึกดีและยอมรับความจริงนี้ได้

เธอขอร้องเราว่า อยากให้นำเรื่องที่บอกกับเธอในวันนั้นมาเขียนเป็นบทความให้คนอื่นได้อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจถึงผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น

จากวันนั้นที่รับปาก ก็ไม่มีเวลาเลยที่จะได้กดแป้นพิมพ์ กลั่นกรองเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นมาเขียน จนมาถึงวันนี้ พอมีเวลาว่างที่จะบรรจงกดแป้นเล่าเรื่องราวของโรคนี้ และเรื่องพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบรมครูแห่งเทวดาและมนุษย์ ซึ่งเคยช่วยเหลือสตรีสองนางให้หายจากโรคนี้มาแล้ว

แต่ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องพระเมตตาของพระองค์ คงต้องเกริ่นลากเข้าศาสตร์ทางแพทย์ ให้รู้จักอาการและลักษณะของโรคนี้เสียก่อน

 

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าคืออะไร

อาการของโรคนี้เป็นภาวะจิตใจที่หม่นหมองหดหู่ ร่วมกับความรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง มองโลกในแง่ร้าย มีความรู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าต่ำ ตำหนิตนเอง ความรู้สึกเหล่านี้คงอยู่เป็นระยะเวลานาน และเกี่ยวพันกับการสูญเสีย

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบใดระบบหนึ่งในร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะเคมีในสมองและฮอร์โมนบางส่วนในร่างกายขาดความสมดุล

 

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเกิดจากความทุกข์ 3 ประการ  

อาการของโรคซึมเศร้าหากจะเทียบกับองค์ธรรมในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นคือ โสกะ (หรือโศกในภาษาไทย) ความเศร้าโศกเสียใจ เสียดาย อาลัย  ปริเทวะ ก็เป็นองค์ธรรมอีกอัน คือ ความคร่ำครวญหรือร่ำไห้ เพราะยึดมั่นถือมั่น และอุปายาส คือความคับแค้นใจ หรือความสิ้นหวังเป็นทุกข์

 

โรคซึมเศร้า

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคที่มีมาแต่สมัยพุทธกาล แต่พอมีอาการของบุคคลในสมัยพุทธกาลที่คล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า ได้แก่ นางปฏาจารา และนางกีสาโคตมี ซึ่งบุคคลทั้งสองได้รับพระเมตตาจากพระพุทธเจ้าจนหายจากอาการนี้ได้

 

โรคซึมเศร้า
สามีของนางปฏาจาราตายระหว่างทาง

 

นางปฏาจารา ป่วยเพราะนางยอมรับไม่ได้ที่ครอบครัวของนางด่วนจากไปจนหมดสิ้น บิดา มารดา และพี่ชายตายในกองไฟ เพราะบ้านของนางเกิดไฟไหม้ สามีตายเพราะถูกงูกัดระหว่างเดินทาง ลูกชายคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานกลายเป็นอาหารของเหยี่ยว

นางจึงกลายเป็นคนบ้า ร่างกายเปลือยปราศจากผ้านุ่งห่ม วิ่งเข้าไปกลางฝูงชน ไม่มีใครจำนางได้ว่า นางคือ ปฎาจารา ธิดาเศรษฐี นางเข้าไปในพระวิหารที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่

พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาตรัสเรียกด้วยพระทัยที่มีความเมตตาว่า “จงได้สติเถิดน้องหญิง” หลังจากนั้น นางจึงได้สติ

 

โรคซึมเศร้า
ลูกชายจมหายไปในกระแสน้ำ ส่วนลูกคนเล็กกลายเป็นอาหารของเหยี่ยว

 

สังเกตว่าพระพุทธเจ้าทรงไม่ได้ทำอะไรมาก เนื่องจากตรัสต่อนางด้วยปิยวาจา (หนึ่งในหลักธรรมของหลักกัลยาณมิตรธรรม) คือทรงตรัสด้วยคำพูดเพราะ ๆ ต่อนางด้วยพระเมตตา

นางสัมผัสได้ถึงความเมตตานั้น นางรับรู้ว่ามหาบุรุษผู้นี้จะเป็นที่พึงพิงของนางได้ หลังจากนางไร้ที่พึงทุกทาง สามีก็ด่วนตายจาก ลูกทั้งสองที่นางพอจะยึดเหนี่ยวใจได้ก็ตายจากนางไป ครอบครัวที่นางหวังกลับมาพึงก็ตายยกครัวในกองไฟ

 

โรคซึมเศร้า
นางคลั่งหลังจากทราบว่า พ่อ แม่ และพี่ชายตายในกองไฟ

 

เมื่อนางไร้ที่พึงเช่นนี้จึงกลับกลายเป็นคนบ้า แล้วด้วยสภาพที่นางเป็น ใคร ๆ ก็รังเกลียดนาง ไม่มีใครเข้าใจนาง ไม่มีใครปลอบใจ นางจึงยังคงเป็นหญิงบ้าล่องจ่องมาจนถึงพระเชตวัน

พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณ จึงเป็นบุคคลแรกที่ปลอบนาง นางจึงได้สติและหายจากอาการคลั่ง หลังจากนั้น นางปฏาจาราจึงบวชเป็นภิกษุณี และบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

 

โรคซึมเศร้า
นางกีสาโคตมีอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของบุตรชาย

 

นางกีสาโคตมี เป็นภรรยาบุตรชายเศรษฐีที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า นางเป็นโรคซึมเศร้าเพราะบุตรชายที่เป็นความหวังเดียวของนางตายจากไป

นางพยายามทำให้บุตรชายฟื้น เพราะเท่ากับว่านางจะไม่เป็นที่ยอมรับของสามีและญาติของสามี น่าเห็นใจนาง เพราะอินเดียสมัยพุทธกาล สะใภ้ที่มีบุตรชายให้ครอบครัวของสามีได้ ย่อมเป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวของสามี

นางอุ้มร่างไร้วิญญาณของบุตรชายมาจนจะถึงพระเชตวัน ร้องเรียกถามว่า “มีผู้ใดรักษาลูกชายข้าให้ฟื้นขึ้นมาได้ไหม” ชายคนหนึ่งได้แนะนำให้นางทูลขอให้พระพุทธเจ้าช่วยรักษา

นางเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงให้นางไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกในครอบครัวตายมาให้พระองค์ แล้วพระองค์จะทรงช่วยรักษา

นางไปขอตามบ้านเรือนต่าง ๆ ล้วนมีแต่คนตาย นางเข้าใจแล้วจึงทิ้งร่างของบุตรชายไป แล้วละอัตตาในความโลภที่อยากเป็นสะใภ้ที่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวของสามีไปจากใจของนาง นางไม่สนใจเรื่องนี้อีกต่อไป นางสนใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากกว่า นางจึงบวชเป็นภิกษุณี และบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุดเช่นกัน

 

กัลยาณมิตรธรรมคือวิธีการรักษาของพระพุทธเจ้า

 

หลักการบำบัดโรคซึมเศร้าของพระพุทธเจ้าเท่าที่สังเกตจากสองกรณีที่ยกมานี้ พบว่าพระองค์ทรงยึดหลักกัลยาณมิตรธรรม 2 ประการด้วยกันคือ ปิโย เพราะท่านเป็นผู้มีเมตตา จึงทำให้นางปฏาจาราเข้าหาพระองค์ และด้วยความเป็นปิโย (ผู้น่ารัก ผู้น่าเข้าหา) ทำให้นางมีที่พึงพิง และภาวนีโย (ผู้ทรงความรู้และภูมิ) ข้อนี้เป็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว แต่ถ้าพระองค์ไม่มีพระปัญญา จะทรงแนะนำให้นางกีสาโคตมีทำเช่นนั้น พระองค์เข้าพระทัยว่านางต้องเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้นางรู้คือ การยอมรับความจริงว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดหนีความตายไปได้พ้น และการละจากอัตตาที่นางต้องการยึดตำแหน่งสะใภ้ใหญ่ในบ้านของสามีด้วย

 

ไม่มีวิธีการที่ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคนี้ด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่มีคำชี้แนะที่ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ แต่หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น เขาเพียงปล่อยใจไปตามแรงของอัตตามากเกินไป ยึดว่าเราเป็นเรามากจนเกินไป อย่างกรณีของนางกีสาโคตมีเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยสามารถกระทำเองได้คือการยอมรับความจริง อย่าเศร้าโศกกับสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สตรีสองนางละความโศก เพราะยอมรับความจริง

 

คนรอบข้างคือหมอที่ดีสำหรับเขา เข้าใจเขา และมีเมตตาต่อเขา เฉกเช่นพระพุทธองค์

 

สำหรับบุคคลรอบข้างก็สามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยได้อีกแรงคือการยึดพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ต้องเป็นที่พึงให้กับเขา ทำตัวเป็น ปิโย คนน่ารัก น่าเข้าใกล้ และภาวนีโย คือทรงภูมิ ต้องศึกษาและเข้าใจพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อให้เราเข้าถึงผู้ป่วยได้นั่นเอง

 

ผู้เขียน/ผู้แต่ง : ฟ้าเขียว

ที่มา :

www.dmh.go.th

ปฏาจาราเถรี ในอรรถกถาธรรมบท

กีสาโคตมีเถรี ในอรรถกถาธรรมบท

ภาพ :

ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์


บทความน่าสนใจ

แก้โรคทุกข์ด้วย ธรรมโอสถ ของพระพุทธเจ้า  พระกรภพ กิตติปญฺโญ

ธรรมโอสถ ช่วยคลายความผิดหวัง

ธรรมโอสถสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้องพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

5 ภิกษุณี ผู้ประเสริฐ แห่งพุทธกาล

 

keyboard_arrow_up