ธรรมทายาทรุ่นเยาว์

“ผมถวายตัวเป็น ศิษย์พระพุทธเจ้า” ธรรมทายาทรุ่นเยาว์ ณัฐวัตร ครองชนม์

ธรรมทายาทรุ่นเยาว์
ธรรมทายาทรุ่นเยาว์

“ผมถวายตัวเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า” ธรรมทายาทรุ่นเยาว์ ณัฐวัตร ครองชนม์

ปี พ.ศ. 2555 น้องเบสท์ – ณัฐวัตร ครองชนม์ ธรรมทายาทรุ่นเยาว์ วัย 9 ขวบ คว้ารางวัลรองชนะเลิศแฟนพันธุ์แท้ ตอนศิษยานุศิษย์พุทธทาสภิกขุ ปีต่อมาคว้ารางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตอนทศชาติชาดก วัยเพียงเท่านี้แต่ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง สร้างความตะลึงให้ผู้ชมเป็นอย่างมาก

น้องเบสท์สนใจธรรมะมาตั้งแต่ 4 ขวบ เริ่มจากเห็นหนังสือการ์ตูนพุทธประวัติในร้านหนังสือ กระทั่งอ่านหนังสือธรรมะเพื่อศึกษาทุกอย่างด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ปัจจุบันน้องเบสท์อายุ 15 ปี ก้าวสู่ช่วงวัยรุ่น แต่หัวใจใฝ่ธรรมไม่ได้น้อยลงเลย

“ผมโตขึ้น แต่ยังศึกษาธรรมะเหมือนเดิมนะครับ เพราะผมได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าแล้ว ฉะนั้นอะไรที่เป็นกิจเพื่อพระองค์ เพื่อศาสนา ผมจะทำให้ได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นเรื่องวัยไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้าเรายังมั่นคงต่อพระรัตนตรัย ใจมั่นคงในศาสนา อายุแค่ไหนก็คงไม่เปลี่ยน ยิ่งเราโตขึ้น มีวุฒิภาวะ มีความคิดที่กว้างขึ้น ก็ยิ่งเอื้ออำนวยต่อการศึกษาธรรมะมากขึ้นไปอีก”

ปัจจุบันน้องเบสท์ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเด็กชายทั่วไป ไปเรียนหนังสือ เล่นสนุกกับเพื่อน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ แต่เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจเท่านั้น คือหนังสือเรียนและหนังสือธรรมะ นอกจากพุทธประวัติที่สนใจอยู่เดิม ยังเน้นศึกษาเพิ่มเติมเรื่องประวัติและธรรมเทศนาของอริยสงฆ์ที่คนไทยให้ความเคารพนับถือเพื่อนำมาปรับใช้และบอกต่อ

“หลายคนบอกว่าผมต้องเป็นคนที่เคร่งมาก ต้องเป็นเหมือนหลวงพ่อประจำโรงเรียน แต่ผมไม่ได้เป็นบุคคลที่พิเศษกว่าใคร เป็นแค่เด็กมัธยมที่สนใจธรรมะ ผมไม่ชอบไปไหน เลิกเรียนก็กลับ เพราะบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียน 86 กิโลเมตร ต้องนั่งรถประจำ ตื่นเช้า กลับเย็น ไม่มีเวลาเที่ยวเล่น

“เสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอม ส่วนใหญ่ผมก็ทำการบ้านอ่านหนังสือ ผมมองว่าชีวิตจะเที่ยวเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรื่องการเรียน ถ้าเราผ่านช่วงนี้ไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย ผมไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ถนัดวิชาคำนวณ จึงต้องพยายามมากขึ้น”

ไม่เพียงศึกษาธรรมจากการอ่านหนังสือเท่านั้น แต่เขายังปฏิบัติธรรมเป็นประจำอีกด้วย

“วันหนึ่ง ขณะกำลังนั่งสมาธิฝึกอานาปานสติก็คิดขึ้นมาได้ว่า ปัญหาคือประตู สติคือกุญแจ ปัญหาที่เราเจอคือห้องที่กำลังขังเราไม่ให้เราออกไปสู่อะไรที่ดีขึ้น ถ้าเราหาหนทางออกด้วยสติ จะผลักดันให้เราสามารถออกไปจากห้องแห่งความทุกข์หรือวังวนความทุกข์ที่เรามีได้”

ปัจจุบันน้องเบสท์เป็นประธานชมรมพระพุทธศาสนาของโรงเรียนสฤษดิเดช จังหวัดจันทบุรี และเป็นที่ปรึกษาของเพื่อน ๆ และผู้ที่สงสัยเรื่องธรรมะ

“เพื่อนบางคนมีเรื่องทุกข์ทางใจมาปรึกษาผมว่ามีอดีตที่เลวร้ายต้องการจะหนีจากมัน ไม่อยากเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ ทำอย่างไรดี ผมก็เลยยกคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ ‘อย่ากังวลถึงอดีต อย่าห่วงหาถึงอนาคต’ เพราะอดีตมันผ่านไปแล้วแก้ไม่ได้ อนาคตก็ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร ทั้งสองอย่างนี้ไม่เกิดผลอะไรกับเรา แต่ปัจจุบันกำลังส่งผลกับเราโดยตรง

“บางคนถามผมว่าจะรู้ได้อย่างไรว่านรกหรือสวรรค์มีจริงหรือเปล่า ผมจึงถามเขาว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลงของมนุษย์เรามีไหม เขาตอบว่ามี แต่ถามว่าจับมาเข้าห้องแล็บได้ไหม ก็เหมือนกับนรกสวรรค์ เพราะฉะนั้นทุกสรรพสิ่งบนโลกไม่จำเป็นต้องเข้าห้องแล็บหรือต้องพิสูจน์ได้เสมอไป ของแบบนี้ต้องรู้ได้ด้วยตนเอง

“เขาถามต่อว่า เราจำเป็นต้องกลัวนรกไหม ผมบอกว่าไม่ต้องกลัวหรอก ผมยังไม่เคยตกเลยจะไปรู้ได้อย่างไร บางทีนรกอาจสบายกว่าที่เราคิดก็ได้ ที่บอกอย่างนี้เพราะไม่อยากให้ยึดติดกับเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องนี้เหมือนแค่จุดหนึ่งของกราฟในวิชาคณิตศาสตร์ แก่นของพุทธศาสนามีอยู่แค่สองอย่างเท่านั้น คือ การรู้จักทุกข์กับการดับทุกข์ มนุษย์ถ้าไม่เคยทุกข์ อย่าเรียกว่าเป็นมนุษย์

น้องเบสท์เล่าต่อว่า ตนเองก็ทุกข์ เช่น สอบคณิตศาสตร์ได้เกรดไม่ดี จึงต้องหาหนทางดับทุกข์ บันไดขั้นแรกคือ ไปขออาจารย์สอบซ่อมแล้วไปที่ตัวแก้ทุกข์ คือการอ่านหนังสือเพิ่มเติม เด็กหนุ่มวัย 15 บอกว่า สิ่งที่ทำนี้คือ “สัมมากัมมันตะ” เป็นหนทางที่ชอบ แล้วเขาก็ทำได้ ในที่สุดผลการเรียนเลขจากเกรด 1 ก็ดีขึ้นเป็นเกรด 3

“มีคนถามเรื่องธรรมะผมบ่อย พระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ถามกันอย่างนี้ก็มี ผมก็ต้องตอบ ถ้าสมมุติเราตอบไม่ได้ มีผลเสียกับตัวผมไม่เป็นไร เพราะผมไม่มีอะไรมาก แต่อาจมีผลเสียถึงพระศาสนา ผมก็ต้องตอบให้ได้ ถ้าเขาเข้าใจก็ถือเป็นผลดีต่อพระศาสนา ผมไม่รู้สึกเหนื่อยล้ากับการรับใช้พระพุทธศาสนา ผมต้องทำเพื่อตอบแทนพระพุทธศาสนา คำนี้อยู่ในใจมาตลอด”

น้องเบสท์มีเป้าหมายว่าอยากเป็นผู้พิพากษา เพราะได้อาศัยธรรมและการปฏิบัติชอบให้อยู่ในกรอบแห่งความถูกต้อง แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือ “ผู้พิพากษาได้ใช้อำนาจในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผมอยากทำงานรับใช้ในหลวง ช่วยแบ่งเบาภาระของพระองค์ท่าน”

แม้ว่าเมื่อเติบโตขึ้นจะมีภารกิจอื่น ๆ ที่ต้องทำมากขึ้น แต่เขายืนยันว่า

“พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ผมตั้งใจว่าจะศึกษาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย”

นี่คือคำกล่าวของศิษย์พระพุทธเจ้าวัย 15 ปี

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 232

เรื่อง : อุราณี ทับทอง  ภาพ : วรวุฒิ วิชาธร

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

เรียนรู้ธรรมเพื่อพ้นทุกข์ ธรรมทายาทรุ่นเยาว์ ด.ญ.สามินี ยศชัย  ( น้องแก้ม )

เจาะชีวิตสามเณรกร วัดป่ามณีกาญจน์ ศาสนทายาทขวัญใจชาวเน็ต

keyboard_arrow_up