อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต

นักบินผู้ช่วย
นักบินผู้ช่วย

อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต

หลายคนที่เห็นนักบินหรือ นักบินผู้ช่วย สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะมีโอกาสได้ใส่บ้าง เพราะเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน สำหรับ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ ก็เช่นกัน แต่กว่าที่เขาจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้นต้องเสียน้ำตาและแลกมาด้วยพลังชีวิตทั้งหมดอย่างแท้จริง

เบสท์เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กว่า

“คุณพ่อคุณแม่ของผมแยกทางกันตั้งแต่เด็ก ๆ คุณแม่เลี้ยงดูผมมาตลอด ท่านไม่ได้มีฐานะดีอะไรมากมาย ผมรู้จักว่าความจนเป็นอย่างไร และมีทุกอย่างเป็นอย่างไรในเวลาเดียวกัน ถึงขั้นเคยกินข้าวเหนียวกับปลาเค็มเป็นอาทิตย์ เพราะว่าเราต้องประหยัด

“จนกระทั่งประถมศึกษาปีที่ 3 ผมได้ไปหาคุณพ่อบ้างช่วงปิดเทอม คุณพ่อของผมมีฐานะดีพอสมควร เวลาไปหาคุณพ่อผมอยากได้อะไรก็ได้หมดทุกอย่าง พอเปิดเทอมกลับมาที่บ้าน ผมอยากได้ของเล่นแล้วบอกคุณแม่ แต่ไม่ได้ ผมก็ซึม สิ่งแรกที่คุณแม่พูดซึ่งติดใจผมมาตลอดคือ ‘แม่เอาลูกมาลำบากหรือเปล่า’ วินาทีนั้นทำให้ผมฝังใจมาจนถึงตอนนี้ว่า ผมจะไม่ทำให้คุณแม่ลำบาก เพราะคุณแม่เลี้ยงทั้งผมและน้องชาย ท่านเหนื่อยมากเวลาเลี้ยงดูเรา 2 คน

“โชคดีที่สามีใหม่ของคุณแม่ท่านเป็นคนดี แต่ผมก็ยังยึดถือความตั้งใจเดิมคือ จะต้องทำให้คุณแม่สบายด้วยตัวผมเองให้ได้ ช่วงมัธยมต้นมีพี่ ๆ ที่รู้จักแนะนำงานเดินแบบให้ที่เชียงใหม่ ผมก็ทำ และเริ่มคิดว่าจะทำงานในวงการบันเทิงดีไหม เพราะจริง ๆ แล้วความฝันของผมคืออยากเป็นทหาร พ่อเลี้ยงของผมท่านก็เป็นข้าราชการ

“แต่พอผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะศิลปศาสตร์ ภาษาอังกฤษธุรกิจ แล้วก็เปลี่ยนความคิดว่าควรมาทางสายการบินดีกว่า พอเรียนจบจึงตั้งใจจะไปสอบเป็นนักเรียนเตรียมการบิน แต่ก็ทะเลาะกับครอบครัว เพราะเขามองว่าอะไรที่อยู่บนฟ้าจะทำให้ผมไม่ปลอดภัย และที่บ้านยึดถือเรื่องความเป็นข้าราชการ ท่านบอกว่างานราชการมั่นคงในระยะยาว เราทะเลาะกันหลายเรื่อง จนสุดท้ายผมจึงต้องแอบไปสอบโดยไม่บอกใครทั้งนั้น

“ผมต้องสอบ 3 วัน วันแรกคือตรวจร่างกาย วันที่สองทำข้อสอบ วันที่สามสอบจิตวิทยาด้านการบิน หลังจากนั้นเป็นสอบสัมภาษณ์กับคุณหมอ เขาว่า ‘ครอบครัวไม่ได้เป็นนักบินมาก่อน ไม่มีใครเป็นสจ๊วร์ดหรือแอร์โฮสเตส คุณเป็นแค่เด็กเชียงใหม่คนหนึ่ง และไม่ได้เรียนวิศวะ คุณคิดจะเป็นนักบินหรือ ดูหน้าแล้วยังไงคุณก็ไม่ได้ ดาราบางคนเขาก็นั่งที่เดียวกับคุณตอนนี้ ผมเป็นคนสัมภาษณ์เขายังไม่ได้เลย แล้วคุณจะมีปัญญาหรือ’

“ตอนสอบเขาดูทุกอย่าง ดูอาการเราหมด ตอนนั้นผมบีบมือตัวเอง ไม่ไหวแล้ว ทำไมโหดแบบนี้ เขาถามต่อไปว่า ‘คุณจะเป็นนักบิน รู้หรือต้องทำอะไรบ้าง’ ผมก็ตอบเท่าที่รู้ว่า ผมรู้มาว่าต้องเก่งคำนวณ เก่งภาษา เครื่องยนต์ แต่ผมไม่เก่งคำนวณ ไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์ แต่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ หาข้อมูลได้ แต่ไม่ว่าผมจะตอบอย่างไรประโยคสุดท้ายของคุณหมอคือ คุณเป็นไม่ได้ และให้กลับบ้าน ผมช็อกไปเลย เพราะเขาว่าผมไม่ยั้งอยู่สี่สิบนาที แล้วปิดท้ายแค่นี้ หลังออกจากห้องสัมภาษณ์ผมร้องไห้ คิดว่าอย่างไรก็จะกลับมาอีก แต่ก็น่าชื่นใจที่เมื่อประกาศผลคือผมผ่านคนเดียวจากสี่สิบกว่าคน”

แม้จะสอบผ่านแล้ว แต่หนทางสู่ความฝันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

“พอสอบผ่าน ผมยังไม่ได้บอกใคร ผมเครียดว่าจะเอาเงินที่ไหนเรียน โชคดีที่ผมเรียนจบเกียรตินิยม และได้รถเป็นของขวัญมาคันหนึ่ง ผมขายรถเป็นค่าเรียน พอที่บ้านรู้ เราไม่คุยกันสองเดือน

“ช่วงแรกผมเรียนภาคพื้นที่ดอนเมือง เรียนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ เครื่องสูบ ผมไม่เคยเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนจึงต้องปรับตัว ทำความเข้าใจให้ได้มากท่สี ุด เม่อื ต้องทดลองขับ มีการขับท่าหนึ่งที่นักบินต้องแก้ปัญหาเวลาเครื่องตก ซึ่งครูฝึกจะทำเป็นเครื่องตกจริง ๆ ให้เราแก้ไข ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เคยเจอเครื่องบินตกเลยสักครั้ง ผมเครียดมาก จนกลับมาร้องไห้ที่โรงแรมคนเดียว คิดว่าไม่ใช่แนวเราหรือเปล่า ใจก็กลัว แต่บอกใครไม่ได้ เพราะทะเลาะกับแม่อยู่ ผมร้องไห้จนหลับ ตื่นมาก็ไปฝึกต่อ ให้กำลังใจตัวเอง เอาให้สุด ผ่านช่วงที่คิดว่า ไม่ยอม เอาใหม่ กลัวจนขาสั่น พักแล้วเอาใหม่ เครื่องบินตก เอาอีก แก้อีก เราต้องพาเครื่องแลนดิ้งให้ดีที่สุด ในที่สุดก็ผ่านไปได้

“แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากผมเรียนที่ดอนเมือง ผมต้องเรียนเรื่องเครื่องบินสองเครื่องยนต์ที่เป็นหนึ่งในหลักสูตร ไม่เช่นนั้นผมจะเรียนไม่จบ แต่ผมไม่สามารถเรียนได้เพราะปัญหาภายใน ทางออกเดียวคือ ผมต้องย้ายโรงเรียนและจ่ายเงินเพิ่ม แต่ผมไม่มีเงินแล้ว ผมเครียดมาก สุดท้ายแม่ซึ่งเฝ้าดูผมผ่านเฟซบุ๊กโทร.มาบอกว่า ไม่เป็นไร แม่จะขายบ้านในเมืองมาส่งเราเรียน

“เวลานั้นผมต้องย้ายที่เรียน ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเขาทำกัน เพราะแต่ละที่สอนไม่เหมือนกัน และผมย้ายจากสถาบันเอกชนไปรัฐบาล เอกสารและการนับหน่วยกิตก็ต่างกัน ผมต้องสอบใหม่ทั้งหมดที่นครพนม ไปเรียนยืดเวลาการจบไปเกือบปี ผมจิตตก ต้องหาทางระบายความเครียดด้วยการขับรถไปต่างจังหวัด กินข้าวข้างทางแล้วกลับ ไม่อยากเอาเรื่องเครียดไปให้ใคร ผมพยายามบอกตัวเองว่าเรามาขนาดนี้ คุณแม่ก็ขายบ้านให้เราต้องไปต่อทั้งที่มีปัญหาเยอะมาก ทั้งโรงเรียน กรมการบิน เอกสารไม่ครบก็ไม่ได้ใบอนุญาตขับขี่ จบไม่ได้เพราะเอกสารโรงเรียนเดิมกับโรงเรียนใหม่ไม่เท่ากัน ผมเหนื่อยและเครียดมาก”

แต่สุดท้ายเหตุการณ์ก็คลี่คลายเพราะความไม่ยอมแพ้

“สุดท้ายแล้วกรมการบินยื่นมือเข้ามาช่วย ผมเป็นเคสแรก ๆ ที่ต้องย้ายโรงเรียนจึงต้องทำงานร่วมกันว่า ถ้ามีย้ายโรงเรียนแบบนี้ต่อไปต้องทำอย่างไร พอได้ใบอนุญาตขับขี่มาผมนั่งกอดทั้งคืน ร้องไห้ด้วยความภูมิใจที่ในที่สุดผมก็ทำได้ แล้วผมก็ไปสอบทุกสายการบินที่เปิดสอบ จบมา5 เดือน ผมได้งานเป็นนักบินผู้ช่วยสายการบินนกสกู๊ตแล้ว

“เรื่องทั้งหมดนี้ผมพิสูจน์แล้วว่า ถ้าจะพูดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องลองทำแล้วว่ามันไม่ได้จริง ๆ เพราะถ้าเรายังไม่ได้ลองทำหรือทำไม่สุด เราอาจต้องเสียใจไปชั่วชีวิต”

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 231

ผู้เขียน : อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ : วรวุฒิ วิชาธร

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up