ขนมครก

ส่วนผสมตัวขนม
  • ข้าวสารหอมมะลิเก่า ½; กิโลกรัม
  • น้ำต้มสุก 10 ถ้วย
  • ข้าวหอมมะลิต้มสุก (ลักษณะคล้ายข้าวต้มแห้งๆ) 1 ถ้วย
  • น้ำเดือด 1½; ถ้วย
  • กะทิ 1½; ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ¼; ช้อนชา
วิธีทำ
แช่ข้าวสารกับน้ำต้มสุกทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นนำมาผสมกับข้าวต้มสุก น้ำเดือด กะทิ น้ำตาล และเกลือ
แล้วนำไปโม่จนละเอียด พักไว้
ส่วนผสมหน้าขนม
  • หัวกะทิ 1½; ถ้วย
  • น้ำตาลทราย ½; ถ้วย
  • เกลือ 1½; ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟกลางพอเดือดปิดไฟ ยกลง พักไว้
วิธีการหยอดขนม
1. นำเบ้าขนมตั้งไฟอ่อนให้ร้อน จากนั้นเช็ดเบ้าโดยนำลูกประคบ (ชนิดที่ไส้เป็นผงชัน) แตะชันเล็กน้อย
เช็ดลงไปที่เบ้าจนครบ ตั้งไฟต่อสักครู่จนเกิดควัน
2. นำลูกประคบ (ชนิดที่ไส้เป็นผ้าหรือกากมะพร้าว) จุ่มน้ำมันเล็กน้อยเช็ดเบ้าอีกครั้ง จึงหยอดส่วนผสมของ
ตัวขนมลงประมาณ 2 ใน 3 ของเบ้าจนครบทุกเบ้า ตามด้วยส่วนผสมหน้าขนมจนเต็ม ปิดฝา รอให้ขนมสุก
สักครู่ประมาณ 5 นาที เปิดฝาออกสังเกตดูขอบของขนมจะเหลือง
3. ใช้ช้อนค่อยๆ แคะขนม โดยเริ่มแคะจากรอบๆ ขอบเบ้าลงไปถึงก้นเบ้า ตักขนมขึ้นมาจัดใส่ภาชนะเสิร์ฟ
Tips
-ถ้าซื้อเบ้าขนมครกแบบเหล็กมาใหม่จะต้องนำไปตั้งไฟเพื่อเผาเบ้าให้ร้อนก่อน จากนั้นใช้ชันเช็ดเบ้าสลับกับ
น้ำมันไปเรื่อยๆ จนเบ้าไหม้มีควันขึ้น แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบเขม่าสีดำออกขณะร้อน ถ้าเขม่าไหม้ติดแน่น
อาจใช้ช้อนแคะออกแล้วจึงนำไปใช้แต่ถ้าใช้เป็นเบ้าดินให้นำกากมะพร้าว (ที่เหลือจากการคั้นกะทิ)
ใส่ในหลุมแล้วนำไปตั้งไฟจนไหม้และมีน้ำมันไหลออกมาเคลือบทั่วหลุม ตักออก เช็ดหลุมให้สะอาด
ทั้งสองวิธีจะช่วยให้ขนมไม่ติดเบ้า
-ใช้น้ำต้มสุกผสมตัวขนมจะช่วยให้แป้งขนมเก็บได้นานและไม่เน่าเสียได้ง่ายระหว่างกระบวนการทำขนม
-ถ้าไม่มีโม่ให้ใช้เครื่องปั่นแทนได้ แต่ลักษณะของเนื้อสัมผัสเมื่อขนมสุกอาจจะต่างจากการใช้โม่
เพราะเนื้อจะเนียนละเอียดกว่า ซึ่งเนื้อขนมครกโบราณจะไม่ละเอียดมาก
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 141.67 กิโลแคลอรี
โปรตีน 2.00 กรัม ไขมัน 6.53 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.95 กรัม ไฟเบอร์ 0.11 กรัม
เรื่องและสูตร : ผศ.สุดาพร ทิมฤกษ์, เป็นเอก ทรัพย์สิน
keyboard_arrow_up