หวานเป็นลมขมเป็นยา เมนูต้านไข้ ฉบับแพทย์แผนไทย

 

หวานเป็นลมขมเป็นยา เมนูต้าน “ไข้” ฉบับแพทย์แผนไทย

โดย อ.วันทนี ธัญญา เจตนธรรมจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์

ไวรัส MERS( Middle  East  Respiratory  Syndrome ) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ 2012 โดยระบาดหนักในประเทศเกาหลีใต้ และในประเทศทางตะวันออกกลาง  ซึ่งเป็นโรคระบาดของระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงจนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต อาการที่สำคัญคือ  มีไข้  ไอ  หอบ  ในบางรายอาจมีอาการท้องเสีย  อาเจียน  ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการของปอดอักเสบ  หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว  อวัยวะล้มเหลว  ไตวาย และเสียชีวิต

เมื่อไม่นานมานี้ในประเทศไทยก็พบผู้ป่วยเป็นไข้หวัดดังกล่าวหนึ่งรายซึ่งเข้ามาในประเทศพร้อมครอบครัว โชคดีของผู้ป่วยและคนไทยทุกคนที่สาธารณสุขและโรงพยาบาลบ้านเราได้ดูแลและรักษาผู้ป่วยจนหายป่วยและกลับประเทศได้  รวมทั้งสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้  ดิฉันจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้กล่าวขอบคุณและชื่นชมบุคลากรทุก ๆ ท่าน

กลับมาเรื่องการระบาดของไวรัสกันต่อ ในอดีตของไทยที่ตำราการแพทย์แผนไทยได้บันทึกไว้ได้กล่าวถึงโรคระบาดที่คล้ายคลึงกันซึ่งเคยเกิดขึ้นนั่นคือ “โรคห่ากินเมือง” หรือ “ห่าลงเมือง”  ซึ่งทำให้คนในอดีตเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก  หรือโรคฝีดาษที่ทำให้ติดเชื้อและเจ็บป่วยล้มตาย

ครานั้นผู้ป่วยบางรายรอดชีวิตเพราะได้ยาดีทั้งยังรักษาขณะที่อาการเพิ่งเริ่มต้นยังไม่ป่วยรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน  บางคนที่มีเงินมีอัฐก็รักษากับหมอฝรั่ง  คนจนก็รักษากับหมอพื้นบ้านไทย บางรายก็หายบางรายก็ต้องจากไป  หมอที่เก่งและสามารถรักษาโรคระบาดให้หายหรือทุเลาลงได้ก็ได้ชื่อเสียงและมีคนมารักษาเป็นจำนวนมาก   หมอบางรายใช้ยาสมุนไพรเท่านั้นบางรายใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาควินินซึ่งได้ผลดี  บางรายเป็นโรคคล้ายหรือเป็นอหิวาตกโรคหมอก็รักษาตามอาการที่พบ  ซึ่งนอกจากยาแล้วหมอบางคนมีความรู้หรือช่างสังเกตก็จะแนะนำคนไข้ให้ป้องกันและดูแลตนเอง เช่น ควรกินอาหารปรุงสุกใหม่  ดื่มแต่น้ำสุกน้ำร้อน  ไม่อยู่ใกล้ผู้ป่วยหรือถ้าป่วยเองก็ต้องไม่อยู่ใกล้หรือปะปนกับคนอื่นๆ  ขับถ่ายให้ที่เป็นทาง  กินยาสม่ำเสมอและหมออาจปรับเปลี่ยนการรักษาตามอาการที่ปรากฏและเหมาะสมกับอาการโรค   พร้อมงดอาหารที่แสลง เช่น  งดของเผ็ดร้อน  ของมัน  ของเปรี้ยวหรือของหมักดอง  ไม่ดื่มสุรายาเมา  เพราะอาหารเหล่านี้มีผลต่อการเจ็บป่วย  เช่น ของเผ็ดร้อนหรือของมันจะทำให้ไข้ขึ้น  ส่วนของเปรี้ยวก็จะทำให้ท้องเสีย เป็นต้น

จึงเน้นอาหารจำพวกรสจืดบ้าง  รสขมบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ไข้ขึ้น ยาหรืออาหารรสขมหลายชนิดมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันหรือระงับอาการไข้  เช่น  สะเดา  มะระขี้นกและกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยน้ำดี  ทั้งยังช่วยป้องกันไข้หรือไข้หวัด  กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ส่วนรสจืดนั้นช่วยในการขับปัสสาวะหรือระบายความร้อน  แก้ไข้แก้ร้อนภายในและมีสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  และเสริมภูมิต้านทาน และรสขมช่วยให้เกิดความอยากอาหารในขณะที่ป่วย  เพราะโดยส่วนใหญ่เวลาป่วยมักเบื่ออาหาร  กินไม่ลง  ร่างกายก็ทรุดโทรมได้ง่ายนั่นเอง ฉบับนี้ดิฉันจึงหยิบผักรสขมอย่างมะระมาปรุงเป็นเมนูอร่อย ไว้ให้คุณใช้บำรุงสุขภาพและใช้ต้านไข้กันค่ะ

หวานเป็นลมขมเป็นยา
หวานเป็นลมขมเป็นยา

 

หวานเป็นลมขมเป็นยา

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

เตรียม 30 นาที ปรุง 10 นาที

ผักชี 3ต้นทั้งรากสับละเอียด  มะระจีนลวกสุกแล้วสับหยาบ 60 กรัม  เห็ดหูหนูดำและขาวแช่น้ำจนนิ่มอย่างละ 30 กรัม หั่นฝอย  ผักโขมลวกแล้วสับหยาบ  60 กรัม  เต้าหู้ขาวอย่างนิ่มหั่นเต๋า 60 กรัม  เนื้อหมูสับละเอียด 60 กรัม  น้ำสะอาด 2 ½  ถ้วยตวง  แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ  ซีอิ้วขาวเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายเล็กน้อย

วิธีทำ

1.ใส่น้ำลงในหม้อต้มให้เดือด  ใส่หมูแล้วยีให้แตกไม่ให้เป็นก้อน  ตามด้วยมะระจีน  เห็ดหูหนู  เต้าหู้  พอเดือดใส่ผักโขมสับลงไป ปรุงรสด้วย ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย ให้รสชาติอาหารเค็มอ่อนๆ  จากนั้นละลายแป้งข้าวโพดแล้วใส่ในหม้อคนไม่ให้แป้งจับเป็นก้อน  ชิมรสอีกครั้งถ้าจืดอาจเพิ่มซีอิ้วขาวเล็กน้อยได้

  1. ใส่ผักชีสับลงไปคนให้ผักชีสลดยกออกจากเตาทันที ตักเสิร์ฟรับประทานเป็นซุปแทนอาหารปกติได้เลย

หมายเหตุ : บุคคลทั่วไปสามารถใส่พริกไทยโรยได้ แต่สำหรับผู้ที่เป็นไข้ไม่ควรใส่พริกไทยแต่อาจใส่เป็นขิงฝอยหรือขิงผัดคั่วใส่ลงในซุปแทน เพราะจะช่วยป้องกันหวัดและอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

ล้อมกรอบ

มะระ  มีรสขม  แก้ไข้  แก้ร้อนภายใน  ช่วยเจริญอาหาร  บำรุงน้ำดี  แก้ฟกบวม

ผักโขม  รสขมเล็กน้อย  แก้ไอหอบ  ถอนพิษไข้  ดับพิษร้อนภายใน  ขับปัสสาวะ

ผักชี  รสจืดกลิ่นหอม  แก้ร้อนภายใน  ดับพิษไข้  ขับเหงื่อ  กระทุ้งพิษไข้

เห็ดหูหนูขาว  บำรุงร่างกาย  บำรุงปอด  แก้ร้อนใน    แก้ไอมีเสมหะ  แก้อ่อนเพลีย

เห็ดหูหนูดำ  แก้ร้อนใน  แก้เจ็บคอ  เป็นยาอายุวัฒนะ  ช่วยขับลมในกระเพาะ  บำรุงเลือด

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 124.43 กิโลแคลอรี โปรตีน 13.47 กรัม  ไขมัน 2.62 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.92 กรัม  ไฟเบอร์4.86 กรัม

keyboard_arrow_up