Happy Dairy Home เปิดบ้านเจ้าของผลิตภัณฑ์ “Dairy Home”

“คนเราไม่นานก็ตาย สิ่งที่เราทำตอนมีชีวิตอยู่มันควรมี ผลกระทบในเชิงบวกต่อโลกบ้าง คนเราเกิดมาเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมแล้วแน่นอน แล้วจะทำอย่างไรให้เราเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ต้องเริ่มจากตัวเราเองโดยบริโภคสิ่งที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ”

ย้อนไปเมื่อ 15 ปีก่อนในวันที่คำว่า “ออร์แกนิก” ในบ้านเรายังแทบไม่มีคนรู้จักความหมาย คุณพฤฒิและคุณพรธิดา เกิดชูชื่น สามี-ภรรยาคู่นี้ได้ลุกขึ้นมาสร้างฟาร์มโคนมปลอดสารปนเปื้อนขึ้น ด้วยหวังจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีนมวัวและอาหารปลอดภัยไว้รับประทาน และเผื่อแผ่สิ่งดีๆ เหล่านั้นไปยังผู้คนที่อยู่ใกล้เคียง กระทั่งวันนี้สิ่งที่พวกเขาคิดและริเริ่มไว้ได้ผลิดอกออกผล ผู้คนทั่วไปคุ้นเคยเรื่องของออร์แกนิกกันมากขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์นม Dairy Home ที่พวกเขาตั้งใจทำก็โด่งดังจนเรียกได้ว่าในแวดวงคนรักสุขภาพไม่มีใครไม่รู้จัก

ทีมงานจึงเดินทางมายังร้าน Dairy Home ที่ตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตที่มาของแนวคิดการผลิตและการเลือกรับประทานอาหารออร์แกนิก ซึ่งเขาและเธอเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากหากคิดจะทำแถมเมื่อเลือกสิ่งที่ปลอดสารพิษให้ร่างกายแล้ว ชีวิตคุณ (รวมถึงสังคม) จะแฮ็ปปี้ขึ้นอีกต่างหาก

1

เริ่มทำนมปลอดภัย เพื่อลูก 
ทั้งคุณพฤฒิและคุณพรธิดาเรียนจบคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังสำเร็จการศึกษาจึงทำงานเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ฝึกอบรม ให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการเลี้ยงโคนมอยู่กว่า 10 ปี กระทั่งทั้งคู่มีลูกจึงเกิดแนวคิดว่าอยากให้ลูกได้ดื่มนมวัวที่ดี ไม่มีสารปนเปื้อน ซึ่งนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ Dairy Home “สมัยที่เริ่มทำนมปลอดสารปนเปื้อน ตอนนั้นเรายังไม่รู้เรื่องออร์แกนิกมากมายหรอกครับ เพียงแต่รู้ว่าปัญหาอาหารปนเปื้อนในบ้านเรามีเยอะ โดยเฉพาะเรื่องนม พอลูกสาว (พฤฒิพร เกิดชูชื่น) เริ่มโตอายุได้สัก 2 ขวบก็เลิกกินนมแม่ เราคิดว่าเด็กต้องดื่มนมต่อถึงจะดีต่อร่างกาย แต่ถ้าจะให้ดื่มนมที่ปนเปื้อนหรือมียาปฏิชีวนะไม่ดีแน่ เลยตัดสินใจเลี้ยงวัวนมเองโดยไม่ใช้สารเคมีตอนแรกคิดว่าจะทำเล่น ๆ แค่ให้ลูกและเด็กในละแวกนั้นได้มาซื้อกิน พอได้รับผลตอบรับดีจึงทำและขายมาเรื่อยๆกระทั่งปี 2547 เริ่มคิดว่าแค่เลี้ยงวัวนมแบบธรรมชาติคงยังไม่พอ เราน่าจะทำแบบออร์แกนิก คือปลอดภัยเต็มรูปแบบเลยจะได้เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จึงทำอย่างจริงจังมาถึงทุกวันนี้”

ไม่เคร่งเครียด แค่เลือกของดี 
หลายคนอาจคิดว่าเจ้าของอาณาจักรนมออร์แกนิกจะต้องเคร่งครัดในทุกมื้ออาหาร ทว่าคุณพรธิดาเฉลยให้เราฟังว่า “จริง ๆ ชีวิตเราไม่ได้เคร่งเครียดเรื่องกินขนาดนั้น เราใช้ชีวิตแบบง่าย ๆ วันไหนกระหายอยากกินน้ำอัดลมก็กิน เพียงแต่เราไม่ใช่คนที่ติดของพวกนี้เลยไม่ได้กินบ่อย ส่วนใหญ่จะทำอาหารกินเอง โดยทำที่ร้าน Dairy Home นั่นแหละ เพราะในครัวของเราเลือกวัตถุดิบปลอดสารพิษอยู่แล้ว หรือถ้าไปกินนอกบ้านก็ไม่ใช่ว่าต้องกินแต่ร้านหรู ข้างทางเราก็กิน เพียงแต่เลือกสั่งร้านที่ไว้ใจได้ เช่น ร้านชาวบ้านที่คุ้นเคยกันซึ่งเรารู้ว่าเขาเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย หรือถ้าไปร้านใหม่ที่ไม่เคยไปจะสั่งอาหารตามฤดูกาลหรือผักพื้นบ้านที่คิดว่าไม่น่าจะใช้สารเคมี บางทีก็ชอบไปแอบดูว่าผักมีรูหนอนกัดบ้างไหม” (หัวเราะ)

2

แนะให้เริ่มวิถีออร์แกนิกด้วย “ข้าว” 
ด้านคุณพฤฒิอธิบายเสริมถึงหลักการเลือกอาหารดีว่า “การเริ่มกินอาหารให้ปลอดภัยสำหรับคนไทยน่าจะเริ่มจากข้าว เพราะเป็นสิ่งที่พวกเรากินกันทุกวัน และอย่างที่ทราบว่าข้าวกล้องดีกว่าข้าวขาวเพราะมีใยอาหารมากกว่า แต่ถ้ากินข้าวกล้องควรเลือกแบบออร์แกนิก เพราะข้าวที่ฉีดยาฆ่าแมลงสารเคมีจะตกค้างในรำข้าว ข้าวกล้องซึ่งไม่ได้สีรำข้าวออกจึงมีสารเคมีตกค้างมากกว่าข้าวขาว แทนที่จะดีกลายเป็นอันตรายเสียอีก เมื่อเริ่มจากข้าวแล้วค่อยต่อยอดไปที่ผัก เนื้อสัตว์ และอื่น ๆ ซึ่งการเลือกออร์แกนิกไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวคุณให้สุขภาพดีเท่านั้น แต่อำนาจการซื้อที่คุณมีอยู่จะส่งสัญญาณไปบอกผู้ผลิตว่าผู้บริโภคอย่างเราต้องการอะไร เช่น ถ้าคุณเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก เขาก็ต้องพยายาม
ปลูกหรือทำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกมาขาย แต่ถ้าคุณเลือกซื้อของที่ผลิตโดยใช้สารเคมี เขาก็จะผลิตสิ่งนั้นมาให้คุณต่อไปเรื่อยๆ”

หวังสร้างธุรกิจเปลี่ยนสังคม 
ปัจจุบันทั้งร้านอาหารและผลิตภัณฑ์นม Dairy Home กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เกษตรกรในเครือข่ายที่นำน้ำนมออร์แกนิกมาขายให้ทางบริษัทก็มีรายได้ดีกว่าเกษตรกรทั่วไป (ที่เลี้ยงวัวโดยใช้สารเคมี) ซึ่งคุณพฤฒิกล่าวว่านี่คือปณิธานที่เขาตั้งไว้แต่แรก “สิ่งที่ผมทำมันเป็นวิถีที่เราต้องทำเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าผมทำได้ ร้านเรานำข้าว ผัก เนื้อหมู นม ออร์แกนิกมาขายในราคาปกติได้ แล้วยังมีกำไรพออยู่ได้”

4

“ผมไม่ได้มองในเชิงธุรกิจ แต่มองว่าสิ่งที่ทำจะสร้างผลกระทบในเชิงเปลี่ยนแปลงให้สังคมเห็นว่าออร์แกร์นิกมันทำได้จริง เกษตรกรที่เลี้ยงวัวแบบออร์แกนิกเขามีกำไรมากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วิถีแบบนี้มันอยู่ได้ คุณไม่จำเป็นต้องทำกำไรสูงสุดหรอก สิ่งนี้คือทางสายกลางที่จะเป็นคำตอบของโลกว่า ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นวิถีแบบนี้มันดีต่อทุกฝ่าย
เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตอยู่ได้แบบสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลาย ลูกค้าก็มีความสุขที่ได้กินของที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งผมหวังว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ จะเห็นในมุมนี้เช่นเดียวกับเรา เพราะผมเป็นแค่ผู้ผลิตตัวเล็ก ๆ มันเหมือนไม้จิ้มฟันที่งัดไม้ซุงให้พลิกไม่ได้ แต่ถ้ารายใหญ่ ๆ เขาเปลี่ยนแนวคิดมาผลิตแบบออร์แกนิก โลกเราจะเปลี่ยนทันที”

Slow Life เพื่อสุขที่ยืนยาว
นอกจากหวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารให้แก่สังคมแล้ว อีกสิ่งที่ทั้งคุณพฤฒิและคุณพรธิดาหวังคือ การได้ใช้ชีวิตแบบ Slow Life (ซึ่งเราว่าทั้งคู่ก็ทำสำเร็จไปเยอะแล้วละ) “สำหรับเราสโลว์ไลฟ์คือชีวิตที่ลดการใช้พลังงาน แล้วก็ผลิตสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีออร์แกนิก เช่น ถ้าเรากินแต่ของที่อยู่ในท้องถิ่นซึ่งอยู่ไม่เกิน 50 กิโลเมตรจากรัศมี
รอบบ้านได้ มันก็ลดการใช้พลังงานไม่ต้องขนส่งวัตถุดิบต่าง ๆ ให้เปลืองน้ำมัน ไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย มันคือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เร่งรีบ” กล่าวจบทั้งคู่ก็นำเราไปยังลานไม้หน้าร้านเพื่อปรุง กูลาช (Gou-lash) ซุปเนื้อสไตล์ฮังการีและ ชีสทอด สองเมนูโปรดที่ทำจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก (ที่หาได้ใกล้ตัวตามแนวทางสโลว์ไลฟ์เป๊ะ)
ภาพคุณพฤฒิและคุณพรธิดาช่วยกันลงครัวที่มีฉากหลังเป็นทุ่งหญ้ากว้างและภูเขาเขียวขจีอย่างอารมณ์ดี ทำให้เราเข้าใจเลยว่าการมีชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นแฮ็ปปี้เพียงใด

กูลาชเนื้อ

6
ส่วนผสม (สำหรับ 8 ที่) เตรียม 15 นาที ปรุง 90 นาที
เนื้อสันใน 1 กิโลกรัม, มันฝรั่งหั่นเต๋า 3 ถ้วย, แครอตหั่นเต๋า 4 ถ้วย, หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 3 ถ้วย, มะเขือเทศเนื้อ,
หั่นเต๋า 5 ถ้วย, มะเขือเทศเข้มข้น (Tomato Paste) 1 ช้อนโต๊ะ, รากผักชีบุบ 2 ราก, กระเทียมบุบ ถ้วย,
พริกไทยดำบุบ 1 ช้อนชา, ขึ้นฉ่าย 2 ถ้วย, น้ำเปล่า 5 ถ้วย, ซีอิ๊วขาวออร์แกนิก เกลือ และ น้ำตาลทรายอย่างละเล็กน้อย

วิธีทำ
ใส่เนื้อวัว รากผักชี กระเทียม พริกไทยลงหม้อ เติมน้ำยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด หมั่นช้อนฟองออก เมื่อเนื้อเริ่มสุกใส่มันฝรั่ง แครอต หอมหัวใหญ่ รอจนเดือดอีกครั้ง เติมมะเขือเทศเข้มข้น ซีอิ๊วขาว ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย หรี่ไฟ เคี่ยวจนเปื่อย ใส่ขึ้นฉ่าย คนพอเข้ากันปิดไฟ ตักใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ

ชีสทอด

5

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) เตรียม 5 นาที ปรุง 15 นาที
มอซซาเรลลาชีสหั่นเต๋า 2 ถ้วย, แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วย, เกล็ดขนมปัง 1 ถ้วย, น้ำเปล่า 1 ถ้วย, น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำ คนให้เข้ากัน นำชีสลงชุบ แล้วจึงคลุกเกล็ดขนมปังจนทั่ว ทอดในน้ำมันร้อนจัด (อุณหภูมิประมาณ 190 องศาเซลเซียส) พอแป้งสุกเหลืองตักขึ้นพักให้ สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟคู่กับแยมสับปะรด

เรื่อง : กรองกาญน์ ชัยยะปะปัง
ภาพ : อัศวิน นรินท์ชัยรังษี สไตล์ : จารุนันท์ ศรีทองนาก

keyboard_arrow_up