ตะลุยกิน 6 ร้านอร่อยในวันเดียว!! ณ CentralFestival EastVille

Central Festival Eastville
Central Festival Eastville

พาเพื่อนๆ ไปตะลุยกิน 6 ร้านอาหารอร่อย ทั้งคาวหวานในวันเดียว!! ณ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ (CentralFestival EastVille) อยากรู้ว่ามีร้านอร่อยร้านไหนน่าสนใจบ้างตามไปดูกันเลย

CentralFestival EastVille

โซน Food Forest

เป็นที่เลิศเลอเพอร์เฟกต์มากกับการไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าทั้งได้ช็อปสินค้ามากมายก่ายกองและได้ตระเวนกินร้านอร่อยที่หลากหลายร้านที่พาเรดมาให้เลือกกินเลือกช็อปกัน ได้ข่าวว่าที่นี่มีร้านอาหารกว่า 40 ร้านเลย หูย! เยอะได้ใจจริงๆ วันนี้กิมจิแห่งบ้าน Healthandcuisine online มีหรือจะพลาด!! จะพาไปกินไปช้อปแน่นอน และสถานที่ที่อยากจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวนั้นเป็นห้างสรรพสินค้าน้องใหม่ล่าสุดในเครือเซ็นทรัลนั่นก็คือ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ (CentralFestival EastVille) บอกเลยว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มา มันกว้างใหญ่มากมีโซนให้เลือกเดินเยอะแยะเต็มไปหมดแบ่งเป็นโซนแบบแอร์เย็นๆ และพื้นที่ส่วนที่ทำเป็นศูนย์การค้าแบบเปิดโล่ง (Opened Air) เหมือนเดินอยู่ทามกลางธรรมชาติเพราะทางห้างเค้าตกแต่งโดยการนำต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ป่าชนิดต่างๆ และพร๊อพตกแต่งสีสันสดใสมาประดับประดาสร้างความตื่นตาตื่นใจเดินมุมไหนก็เป็นมุมถ่ายภาพได้ทุกมุม ว่าแล้วกิมจิก็ถ่ายทุกมุมคร่า…. ^^

CentralFestival EastVille

มาพูดถึงร้านอาหารกันบ้างวันนี้ทุกคนต้องเตรียมท้องรอเลยนะคะ เพราะกิมจิจะพาไปกินแบบมนุษย์ที่ไหนจะกินได้เยอะขนาดนี้ ไม่มี! คงมีแล้วล่ะคือกิมจิเอง 555 ^^ วันเดียว 6 ร้านอาหาร 6 ร้านน่านั่งบรรยากาศดีงามจริงๆ ร้านอาหารที่จะพาไปนั้นอยู่ชั้น 1 ในโซน Food Forest ชั้นเดียวกันกับ Central Food Hall นั่นเอง ว่าแล้วไปเริ่มตระเวรกินกันเลยจ้า

Everyday KarmaKamet

1. ร้าน Everyday KarmaKamet คาเฟ่น่ารักกับของสไตล์เก๋เก๋

คาเฟ่แรกที่เราได้แวะเวียนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศสบายๆ ในครั้งนี้ หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคาเฟ่เก๋ไก๋ในบรรยากาศสบายๆ แบบนี้มาก่อนแน่นอนว่า Everyday KarmaKamet นี้เค้ามีสาขาแถวสีลมและเป็นที่ถูกอกถูกใจหนุ่มสาวที่ได้แวะเวียนเข้าไปช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์เก๋ๆ มากมายมาแล้ว และที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาขาที่อยากให้มาเที่ยวกัน ภายในคาเฟ่แห่งนี้จะเน้นขายสินค้าที่เป็นของใช้ในบ้านและของใช้ในออฟฟิต ส่วนใหญ่จะมาจากแบรนด์ Karmakamet สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบทันสมัยและดูเก๋ไก๋น่ารักนี้ทางร้านเค้าก็จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้เลือกง่าย อาทิ Eat,Care,Clean,Work,ECT แต่ละหมวดก็จะมีราคาที่คุณสามารถจับต้องได้ในราคาที่ถูก

Everyday KarmaKamet

โซนเครื่องหอมที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

Everyday KarmaKamet

โซน DIY สามารถนั่งทานอาหารและทำงานฝีมือได้ที่นี่

Everyday

โซนเครื่องครัวและของใช้ในบ้าน

Everyday KarmaKamet

นอกจากสินค้าที่เป็นของใช้แล้วยังมีขนมและเครื่องดื่มอร่อยๆ ไว้คอยบริการด้วยหากใครที่ชอบงาน DIY ที่นี่ก็จะมีมุมให้ทำงานฝีมือได้ด้วย ทานขนมไปทำงานฝีมือไปนี่มันดีจริงๆ เราไปดูเมนูขนมของที่นี่กันดีกว่า เมนูขนมที่เป็น Recommend ต้องลอง คือ Apple Tart (ราคา 95 บาท) ทานคู่กับชาร้อนๆ อย่าง Asian Herbal Tea (ราคา 50 บาท) เข้ากันอย่างลงตัว

blueberry cheese cake

blueberry cheese cake

Rose milk tea

Rose milk tea

เมนู blueberry cheese cake (ราคา 105 บาท) เมนูขนมหวานอีกหนึ่งเมนูที่อยากแนะนำให้ลองทานคู่กับเครื่องดื่มอย่าง Rose milk tea (ราคา 95 บาท) ชาใส่นมหอมกลิ่นกุหลาบเย็นๆ ก็เข้ากัน นอกจากเมนูที่ได้แนะนำกันไปแล้วที่ร้านยังมีเมนูขนมให้เลือกอีกหลายเมนูหมุนเวียนมาให้ได้เลือกทานกันแน่นอน

Everyday KarmaKamet

Apple Tart (ราคา 95 บาท) เมนูน่าตาน่ากินที่มีผลแอปเปิ้ลครึ่งซีกวางอยู่บนแป้งพายและตกแต่งด้วยวิปปิ้งครีมให้มีความน่าหม่ำแล้วว่าด้วยเรื่องรสชาติของเมนูนี้กันบ้าง รสชาติหวานอมเปรี้ยวของผลแอปเปิ้ลเมื่อทานกับแป้งพายที่มีความเหนี่ยวหนึบแล้วมันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่ออร่อยกลมกล่อมมากยิ่งได้ทานคู่กับชาร้อนๆ ก็ช่วยให้ผ่อนคลายสดชื่นด้วย ยังไงก็ต้องลองนะจ๊ะ

Seiryu Sushi

2. ร้าน Seiryu Sushi

ร้านอาหารญี่ปุ่น Seiryu ร้านนี้เป็นสาขาที่ 2 แล้วนะ สาขาแรกตั้งอยู่ซอยศาลาแดง 1 หลายคนคงจะคุ้นๆ เคยกันอีกนั่นและแต่ความอร่อยก็ไม่แพ้กัน สำหรับสาขานี้เน้นบรรยากาศโปร่งโล่งสบายด้วยเพดานสูงและเป็นกระจกรอบด้านให้เห็นภายนอกร้านแต่ไม่ทิ้งการตกแต่งแบบสไตล์แบบญี่ปุ่น หากใครที่มาเป็นครอบครัวที่นี่เค้าก็มีมุมโต๊ะใหญ่ไว้รองรับด้วยส่วนใครที่มาคนเดียวจะนั่งที่บาร์ดูตอนเชฟปรุงอาหารก็ได้นะไม่ว่ากัน คนที่มาร้านนี้แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่นอย่างเมนูซูชิ หรือเมนูปลาต่างๆ เป็นทุนเดิม

 Seiryu Sushi

วันนี้กิมจิจะขอบอกว่ามาถูกที่แล้วเพราะของเค้าดีจริงสดใหม่เสมอ เนื้อปลาที่เค้านำมาทำเป็นซูชิและเมนูต่างๆ ในร้านนำเข้ามาจากต่างประเทศแทบทั้งนั้น อาทิปลาแซลมอนที่นี่นำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ และปลาจากประเทศญี่ปุ่นที่ทางร้านได้คัดมาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้รสชาติอร่อยถูกปากแน่นอน เมนูที่กิมจิได้ไปลิ้มลองวันนี้เป็นเมนูสุดฮิตที่มีคนสั่งมากมายนั่นก็คือ เซตซาซิมิ (Sashimi) เซต C ทำไมถึงเซต C เพราะที่นี่เค้ามีทั้งหมด 3 เซตคือ A B C แต่ละเซตก็จะมีปลาที่แตกต่างกันออกไป

 Seiryu Sushi

บรรยากาศภายในร้าน Seiryu Sushi

Seiryu Sushi

 

Sashimi

Sashimi Set C

แต่ส่วนใหญ่จะสั่งเซต C เพราะมีปลาให้เลือกทานกันหลากหลายชนิด ประกอบไปด้วย แซลมอน ปลาหมึก ทูน่า ซาบะ ปลาไท้ เซตนี้ในราคา 650 บาท (ขนาดสำหรับ 2 ที่) คือเมนูนี้เนื้อชิ้นหนามากๆ ฟินตรงแซลมอนกับปลาทู เนื้อหวานอร่อยฟินสุดๆ เคยเจอบางร้านเนื้อไม่หนาขนาดนี้พอเจอที่นี่เรียกว่าเต็มปากเต็มคำมาก สำหรับสาวกปลาดิบมันน่าลองจริงๆ นะอาจจะถูกใจหลายๆ คนแน่นอน

Seiryu Sushi

Seiryu Salad

Seiryu Salad

ต่อมาเป็นเมนูสลัดบ้าง วันนี้ขอสั่งเมนู Seiryu Salad อีกเมนูที่สั่งกันเยอะประกอบไปด้วย ปลาแซลมอน สลัด อะโวคาโด้ สาหร่าย และไข่ปลาแซลมอน ราดด้วยซอสงาแบบญี่ปุ่นสูตรเฉพาะทางร้าน เข้ากันอย่างลงตัว เมนูนี้ราคา 320 บาท (สำหรับ 2 ที่) นอกจาก 2 เมนูนี้ยังมีเมนูซูชิหน้าปลาต่างๆ ในราคาตั้งแต่ระดับธรรมดาไปจนถึงระดับพีเมี่ยมให้เลือกสั่งกัน ร้านจะเปิดตั้งแต่ 11 โมง ถึง 4 ทุ่ม แต่จะปิดรับออเดอร์ตอน 3 ทุ่ม เปิดทุกวันใครสนใจไปลองกันได้เลยจ้า

Kinkao

3. ร้าน Kinkao (กินข้าว อร่อยทุกคำ ทำจากใจ)

“อร่อยทุกคำ ทำจากใจ” แค่คำเกริ่นก็อยากจะลองเลยทีเดียวว่าแล้วก็ลุยกันต่อเลย ร้านนี้เป็นร้านอาหารไทยแท้ ที่รับรองว่าเข้าถึงรสชาติของเครื่องแกงทุกคำ และทุกเมนูที่สรรสร้างขึ้นนั้นเป็นการนำเอาเมนูจากอาหารทั้งทางภาคกลางและภาคใต้ มาไว้ที่นี่ นอกจากเมนูแต่ละภาคแล้วยังมีเมนูโบราณหากินยากมาเป็นเมนูแนะนำด้วยนะ สูตรอาหารทั้งหมดนี้เป็นสูตรดั่งเดิมและสูตรพิเศษจากทางคุณแม่ของเจ้าของร้านอีกด้วย เดี๋ยวจะพาไปชิมกัน ก่อนอื่นกิมจิสะดุดตากับบรรยากาศและการตกแต่งร้านที่แปลตาตั้งแต่ผนังร้านที่นำเอาลายของขันเงินมาตกแต่งส่วนอีกมุมก็นำเอาพัดลายต่างๆ มาประดับตามผนัง เป็นการนำเอาศิลปะวัฒนธรรมไทยมาผสมผสานกับสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยได้ลงตัวสุดๆ ทั้งสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำทางร้านก็ได้ไอเดียมาจากสีเสื้อม่อฮ่อมของชาวนานั่นเอง

Kinkao

บรรยากาศภายในร้านกินข้าว (Kinkao)

Kinkao

ตกแต่งด้วยพัดลวดลายไทยๆ สีสันสดใสเข้ากับฝาผนังสีน้ำเงินอย่างลงตัว

อย่ารอช้าค่ะเราไปเปิดเมนูอาหารกัน ก่อนอื่นต้องบอกว่าเครื่องแกงของที่นี่ไม่ได้ใช้เครื่องปั่นนะคะ แต่ทางร้านเค้าใช้วิธีการตำเครื่องแกงต่างๆ เองเพราะจะทำให้เครื่องแกงมีความหอมและรสชาติดีกว่าค่ะ มาค่ะวันนี้กิมจิจะพาไปชิมอาหารกัน เมนูเด็ดของทางร้านมีหลากหลายเมนูมากค่ะ อาทิ แกงคั่วเนื้อปลาใบยี่หร่า ,  แกงรัญจวน (แกงโบราณสมัย ร.5 สูตรหม่อมเนื่องนิลรัตน์ จุดเด่นอยู่ที่น้ำพริก ใช้สมุนไพรนานาชนิดมาปรุงรส ดั่งเดิมจะเป็นเนื้อ แต่ถ้ากินเนื้อก็เปลี่ยนเป็นหมูได้) เมนูยำใบชะคราม ปลาตะเพียนต้มเค็ม ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นเมนูสมุนไพรส่วนใหญ่ อาทิ ชามะกรูด วุ้นใบเตย และน้ำสมุนไพรตะไคร้

แกงคั่วเนื้อลาใบยี่หร่า

แกงคั่วเนื้อปลาใบยี่หร่า

เมนูที่ลองวันนี้ถือว่าเป็นเมนูเด็ดของทางร้านเลยเมนูแรกเอาใจคนที่ชอบรสชาติจัดจ้านกัน นั่นก็คือ แกงคั่วเนื้อปลาใบยี่หร่า ด้วยพริกแกงที่ตำเองกับมือทำให้รสชาติเข้าถึงเครื่องเทศแบบชนิดที่ว่าถึงพริกถึงขิงเลยก็ว่าได้ รสชาติเมนูนี้ค่อนข้างเผ็ดร้อนถึงใจมาก ใครที่ชอบกินเผ็ดเมนูนี้แนะนำเลยจ้า ส่วนตัวแล้วกิมจิชอบเมนูนี้เป็นพิเศษจนต้องขอข้าวเพิ่มเลยเพราะมันอร่อยมากๆ เนื้อปลาก็หวานอร่อยน้ำแกงหอมถึงสมุนไพรจริงๆ เข้มข้นทุกช้อนเลยก็ว่าได้ (ราคา 240 บาท)

เมนูยำใบชะคราม

เมนูยำใบชะคราม

เมนูที่สองคือ ยำใบชะคราม เมนูที่หากินยากและไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ ด้วยรสชาติของใบชะครามที่กรุบกรอบและออกรสเค็มนิดๆ ในตัวของมันอยู่แล้ว พอเอามาทำเป็นยำที่มีเครื่องอัดแน่นทั้งกุ้งตัวโต โรยด้วยหอมเจียวยิ่งทำให้หอมชวนหิวได้มากมายพอได้ลิ้มลองรสชาติจะออกเค็มๆ ได้กลิ่นทะเลนิดๆ ผสมกับรสชาติมันๆ ของกะทิที่ราดมันเข้ากันอย่างลงตัว อร่อยค่ะ! สูตรนี้ไม่ใส่ส่วนผสมของพริกเผาเลยด้วยนะ (ราคา 150 บาท)

ร้านกินข้าว

ร้านจะเปิดตั้งแต่ 11 โมง ถึง 3 ทุ่ม สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ 02-5536185 เปิดทุกวัน ใครที่สนใจอยากจะไปสัมผัสรสชาติแบบกิมจิเชิญเลยจ้ารับรองเด็ดทุกคำจริงๆ

ร้าน Scoma’s

4. ร้าน Scoma’s (สคอมาส์)

ยังค่ะแค่ 3 ร้านเองยังไม่อิ่มเลยจริงๆ ไปต่อกันกับร้านที่ 4 เลย ร้านนี้ชื่อว่า Scoma’s ร้านอาหารที่มีทั้งของคาวและของหวาน ร้านนี้ที่ทราบกันดีจะขึ้นชื่อเรื่องเค้ก ซึ่งสูตรเค้กที่นี่เป็นแบบฉบับโฮมเมด สูตรครีม Low Fat ด้วยนะแถมเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีเหมือนเจ้าของร้านทำกินเองที่บ้านด้วย รับรองว่าได้กินของดีแน่นอน แต่วันนี้เราไม่ได้มาลองชิมขนมเค้ก แต่วันนี้เราจะมาชิมเมนูอาหารคาวของที่นี่ ที่อร่อยไม่แพ้กัน

ร้าน Scoma’s

ร้านนี้ตกแต่งในสไตล์ลอฟท์ที่มีกลิ่นอายของความอบอุ่นสบายๆ เมนูอาหารหลากหลายเป็นแนววาไรตี้ ทั้งอาหารไทย จีน อิตาเลียน เมนูแนะนำที่มาจะต้องสั่งได้แก่ บักกุ๊ดเต๋ (ราคา 205 บาท) โรตีไก่กอแระ (สูตรเฉพาะทางร้านไม่มีส่วนผสมของกะทิ ราคา 205 บาท) ข้าวผัดปู (เสิร์ฟพร้อมปูเป็นตัวราคา 245 บาท) ข้าวยำใต้ (น้ำบูดูที่ใช้ไม่มีกลิ่นคาวแน่นอน ราคา 165 บาท) โรตีแกงเขียวหวานไก่ (ราคา 185 บาท) และเมนูขนมจียน้ำยาปู (เมนูเด็ดที่จะออกมาในเดือนมิถุนายนนี้ มีผักหลากหลายชนิดให้เลือกด้วยในราคา 225 บาท ถ้าเป็นน้ำยาปลา ราคา 155 บาทเท่านั้น)

Gryphon Tea Company

มาถึงเมนูเครื่องดื่มร้านนี้มีชาเลิศรสให้ลูกค้าได้สั่งถึง 9 รสชาติ ภายใต้แบรนด์ Gryphon Tea Company เสิร์ฟ 1 กา ราคา 145 บาทเท่านั้นสามารถเติมน้ำร้อนได้ตลอด เมนูกาแฟ สมูทตี้ผลไม้ต่างๆ และเมนูของหวานแน่นอนว่าต้องเป็นขนมเค้กสูตรโฮมเมดของทางร้านและต้องสั่งมาลอง อาทิ เค้กมะพร้าวอ่อน ซึ่งวันที่กิมจิไปจะมี เค้กทุกเรียน ซึ่งได้เนื้อทุเรียนแบบเต็มๆ ทั้งชิ้นเลยฟินสุดๆ เป็นอีกเมนูที่คนสั่งเยอะ

บักกุ๊ดเต๋

เมนูที่ได้ลองกันเป็นเมนูเพื่อสุขภาพนั่นก็คือ บักกุ๊ดเต๋ เมนูแบบจีนที่นิยมรับประทานทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน และนิยมในบ้านเราด้วย ทางร้านได้จะใช้ซี่โครงหมูนำมาตุ๋น 3-4 ชั่วโมง จนเนื้อเปื่อยนุ่มละลายในปากเลยทีเดียว ในหม้อนี้จะมีผักกาดขาว เห็ดแชมปิญอง ในน้ำซุปก็จะมีทั้งสมุนไพรจีนและสมุนไพรไทย อาทิ ตังกุย (บำรุงเลือด) กำเฉ่า (ดับร้อนในร่างกาย) เก๋ากี้ (บำรุงสายตา) พริกไทย (อบอุ่นร่างกาย) กระเทียม (ลดไขมันในเลือด) เมนูนี้มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ดีขึ้น ช่วยความคลายความปวดเมื่อยให้ร่างกายช่วยบำรุงเลือดให้รับบไหลเวียนดีขึ้นและบำรุงสายตา แค่สรรพคุณก็เลิศแล้วว่าแล้วลองรสชาติกัน รสชาติกลมกล่อมหอมสมุนไพรมาก ทานคู่ไปกับชาร้อนเข้ากันดีมื้อนี้ยกนิ้วให้เลยจ้า

Scoma’s

ชาเลิศรสให้ลูกค้าได้สั่งถึง 9 รสชาติ ภายใต้แบรนด์ Gryphon Tea Company

Scoma’s

เมนูขนมเค้กและคุกกี้

Scoma’s

ร้าน Scoma’s (สคอมาส์) เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00น. – 22.00น. ทั้ง 2 สาขา CentralFestival EastVille ชั้น 1, และ K Village Sukhumvit 26 ชั้น 2

ร้าน Toast Company

 5. ร้าน Toast Company

มาค่ะมาต่อกันร้านที่ 5 ยังไหวกันอยู่หรือเปล่า!? Toast Company ร้านน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกได้ไม่นานที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ร้านนี้มองแว๊บแรกต้องนึกกันแน่นอนว่าต้องเป็นร้านขนมหวานแน่ๆ ใช่ค่ะในร้านมีเมนูขนมหวานแน่นอน แต่! มีเมนูอาหารคาวด้วยและห้ามพลาดจริงๆ เดินเข้าไปข้างในร้ามองดูรอบๆ การตกแต่งร้านก็ดูแปลกตาด้วยด้วยไม้โค้งเหมือนโรงงานในยุโบราณ การเลือกใช้สีโทนน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และการจัดวางของตกแต่งในร้านทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนนั่งอยู่ทามกลางขนมปังในโรงอบขนมปังจริงๆ และได้กลิ่นหอมขนมปังอยู่ตลอดเวลา ตรงตามคอนเซ็ปต์หลักที่ทางร้านอยากให้ลูกค้าที่เข้ามานั่งในร้านรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ที่โรงอบขนมจริงๆ

Toast Company

ขนมปังที่นี่เป็นขนมปังโฮมเมดทำเองไม่ใส่สารกันบูด เพราะฉะนั้นขนมปังที่ทำจะอยู่ได้ 3 วัน เท่านั้นและจะทำสดใหม่ทุกวันด้วยรับรองว่ามากินที่นี่จะได้กินขนมปังที่ทำใหม่ทุกวันแน่นอน

ขนมปัง Toast Company

ขนมปังที่นี่มีให้เลือกหลากหลายชนิด ได้แก่ ขนมปังโฮมเมดนมสด ขนมปังโฮมเมดเอิล์เกรย์ (ขนามปังที่มีส่วนผสมของใบชาเอิล์เกรย์ที่ปั่นผสมเข้าไปด้วย) ขนมปังโฮมเมดมันม่วงเนื้อนุ่ม ชอบแบบไหนก็สั่งกันได้เลย อาหารคาวที่ทางร้านแนะนำบอกได้เลยว่าเด็ดทุกจาน อาทิ โทสต์คอมพานี เสต็ก (ราคา 750 บาท) โทสต์คอมพานีบรูเชชต้า (พาร์มาแฮมกับลูกพีชปรุงรสด้วยบาวซามิควีนิก้าคู่กับผักร็อกเก็ตบนขนมปังบักเก็ตโฮมเมดกรอบทาด้วยครีมชีส ราคา 280 บาท) บักเก็ตเนื้อ Angus ไสลด์ (เนื้อจากออสเตรเลียแล่บางในขนมปังบักเก็ตโฮมเมด เสิร์ฟคู่กับซอส Au Jus ราคา 380 บาท)

เมนูสมู๊ตตี้ผลไม้

เมนูสมู๊ตตี้ผลไม้

ร้าน Toast Company

ของคาวผ่านไปแล้วมาดูเมนูของหวานกันบ้าง อาทิ โทสต์เอิลเกรย์ (ราคา 180 บาท) แอปเปิ้ลบอมบ์!!! (ขนมปังโฮมเมดเนื้อนุ่มหอมนมสดสอดไส้แอปเปิ้ลซินนามอนสูตรพิเศษเฉพาะทางร้าน ราคา 280 บาท) เมนูเครื่องดื่มแนะนำเป็นเมนูสมู๊ตตี้เมนูต่างๆ อาทิ สมู๊ตตี้สตอเบอร์รี่ สมู๊ตตี้กล้วยและซีนาม่อน สมู๊ตตี้เมลอน (ราคา 125 บาท) วันนี้กิมจิได้ลองทั้งเมนูคาวหวานเลยทีเดียวเรามาเริ่มด้วยเมนูแรกกันเลยจ้า

โทสต์คอมพานี เสต็ก

เมนูโทสต์คอมพานี เสต็ก

เมนูอาหารคาวแนะนำเอาใจคนชอบกินเนื้อ ต้องสั่งเมนู โทสต์คอมพานี เสต็ก (Toast Company Steak) เสต๊กเนื้อ Black Angus จากออสเตรเลีย เนื้อชิ้นโตอัดแน่นภายในขนมปังอังกฤษสูตรพิเศษที่เสิร์ฟในรูปแบบแซนด์วิช เนื้อนุ่มจนแทบจะละลายในปากเสิร์ฟคู่กับซอสรสเผ็ดเข้ากันอย่างลงตัวจริงๆ ที่สำคัญระดับความสุขของเนื้อสามารถเลือกได้ด้วยนะชอบแบบไหนก็สั่งได้เลย (ราคา 750 บาท)

โทสต์เอิลเกรย์

เมนูโทสต์เอิลเกรย์

เมนูของหวานที่ต้องสั่ง โทสต์เอิลเกรย์ (The Earl of Grey) ขนมปังโฮมเมดเอิลเกรย์ทานคู่กับครีมคัสตาร์ดชาเอิลเกรย์คาราเมลหอมหวานโปะด้วยไอศกรีมวนิลา โรยด้วยอัลมอนต์กรุบกรอบ เป็นขนมที่หอมรสชาติกลมกล่อมลงตัวดี เป็นมื้อขนมหวานที่ฟินสุดๆ ถือว่าโอเคเลยค่ะสำหรับเมนูนี้ (ราคา 180 บาท)

Toast Company

ตามไปฟินกันได้ที่ร้านจะเปิดตั้งแต่ 10 โมง ถึง 3 ทุ่ม ทุกวันจ้า ^^//

ร้าน Kloset Café

 6. ร้าน Kloset Café

ดำเนินมาถึงร้านที่ 6 ของวันนี้ ร้านสุดท้ายเป็นคาเฟ่น่ารัก ในบรรยากาศสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน แถมยังมีสินค้าน่ารักจำพวกของใช้ในบ้านให้ได้เลือกช็อปกันเพลินๆ มีทั้ง กระเป๋า แก้วน้ำ จานชามลายน่ารักๆ ที่บางชิ้นเจ้าของร้านนำเข้ามาจากต่างประเทศ และบางชิ้นก็ทำขึ้นเอง รวมไปถึงสินค้าแฮนด์เมดหลากหลายชิ้นที่วางเรียงรายให้เลือกชมเลือกซื้อกัน แต่เนื่องจากเป็นสินค้าที่นำเข้าและเป็นงานทำมือราคาเลยค่อนข้างแพง แต่ถ้าน่ารักมันก็อดใจไว้ไม่ได้ใช่มั๊ย เพราะกิมจิก็เป็น 555 ^^

ร้าน Kloset Café

มุมสินค้าประเภทของใช้

ร้าน Kloset Café

ร้าน Kloset Café

มุมทานอาหารที่ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนอยู่บ้านจริงๆ

เมนูอาหารของทางร้านเป็นแนวคอมฟอร์ตฟู้ดออกแนวต่างชาตินิดๆ ผสมผสานกับเมนูไทยๆ ด้วยจะเน้นเมนูอะไรที่ง่ายๆ เหมือนเราเปิดตู้เย็นที่บ้านเจออะไรก็นำมาทำเป็นเมนูสุดพิเศษได้ง่ายๆ ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเหมือนนั่งกินข้าวที่บ้านจริงๆ

เมี่ยงปลาแซลมอน

เมนูแนะนำที่มาที่นี่ต้องสั่งคือ เมี่ยงปลาแซลมอน เมนูนี้เชฟนำเอามาปลาแซลมอนหั่นเป็นลูกเต๋าแล้วนำมาชุปแป้งทอดได้ความกรุบกรอบทานคู่กับผักเครื่องเคียงต่างๆ อาทิ ผักสลัด ผักชี พริก ตะไคร้ และมะนาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้านที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียกมันเข้ากันกับแซลมอนได้ดี อร่อยและดีต่อสุขภาพมากค่ะ (ราคา 220 บาท)

ข้าวหน้าหมูสับปลาเค็มไข่ออนเซ็น

ต่ออีกหนึ่งเมนูแนะนำนั่นก็คือ ข้าวหน้าหมูสับปลาเค็มไข่ออนเซ็น เมนูนี้มีความผสมผสานระหว่างไทยกับญี่ปุ่นนิดๆ เชฟได้นำหมูผสมกับเนื้อปลาเค็มมาสับให้เข้ากันแล้วนำไปทอดรสชาติเลยออกรสเค็มๆ ก่อนทานบีบมะนาวบนหมูสับนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ทานคู่กับไข่ออนเซ็นทำให้รสชาติมีความกลมกล่อมมากขึ้น เมนูนี้อิ่มอร่อยมากพูดเลย คือเป็นเมนูง่ายๆ แต่อร่อยทานได้ทุกวัยจริงๆ (ราคา 190 บาท)

Kloset Café

ร้าน Kloset Café เปิดตั้งแต่ 10:30 – 4ทุ่ม ปิดรับออเดอร์ ตอน 3 ทุ่มครึ่ง สำรองที่นั่งได้ที่ 02-0406996 ไปแวะชิมแวะชมสินค้ากันได้ทุกวันนะจ๊ะ

ตะลุยกิน 6 ร้านอาหารอร่อยในวันเดียว

จบทริปตะลุยกิน 6 ร้านเด็ดดวงที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ (#CentralFestivalEastVille) แบบไม่ต้องกลัวอ้วน! เพราะกินขนาดนี้มันคงเลยจุดนั้นมาแล้วล่ะคะ ยิ้มอ่อน ^^ แหม๋ความสุขของเราคือการกินค่ะ อย่าไปกลัวอย่าได้รอช้า เดินทางตามรอยกิมจิได้ไม่ว่ากัน สุดท้ายแล้วจบทริปหนังท้องตึงแล้วเริ่มง่วงขอตัวไปเดินช็อปเสื้อผ้าและของใช้ต่อก่อนกลับก่อนนะคะ สินค้าเยอะและน่าช็อปสุดๆ ถือเป็นการเดินออกกำลังกายไปในตัวได้เลย ยังไงกิมจิก็อยากจะฝากทั้ง 6 ร้านนี้ให้ลองไปชิมไปช้อปกัน ทั้งหมดทั้งนี้อยู่ชั้น 1 ในโซน Food Forest ชั้นเดียวกันกับ Central Food Hall ทั้งโซน ร้านอาหารเพียบรวมถึงทั้ง 6 ร้านนี้ด้วย ชอบไม่ชอบอย่างไรก็มาบอกเล่าให้กิมจิได้รู้กันบ้างนะจ๊ะ สำหรับวันนี้บ๊ายบาย แล้วพบกันใหม่นะค่ะ จุ๊บๆ ^^

***ไปช้อปไปชิมอย่าลืม Hashtag มาที่ #CentralFestivalEastVille ด้วยนะ

เรื่องโดย Admin Pak Kimji
ภาพประกอบโดย : Wara Suttiwan และ Thongchai Sailabath

ขอบคุณสถานที่ CentralFestival EastVille เลียบทางด่วนรามอินทรา #CentralFestivalEastVille และร้านอาหารทั้ง 6 ร้านด้วยค่ะ

ร้านอาหารแนะนำอื่นๆ

keyboard_arrow_up