กรีซ – อิตาลีมาสิแล้วจะหลง (รัก) 1

กรีซ – อิตาลีมาสิแล้วจะหลง (รัก) 1
กรีซ – อิตาลีมาสิแล้วจะหลง (รัก) 1

ก่อนออกเดินทางชะนีไทยสองนางปฏิญาณตนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ทริปนี้พี่ขอมาเสพศิลป์ ยลความงามของถิ่นยุโรป และกินอาหารต้นตำรับให้หนำ ส่วนเรื่องช็อปปิ้งนั้นไม่อยู่ในแพลน ต่อให้มีอะไรมาล่อตาล่อใจพี่ขอพับโครงการเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวจิไม่มีชีวิตรอดถึงวันกลับ 5 วัน 3 คืนต่อจากนี้ เราจะไปตะลุยกันที่มิลานโรม และเอเธนส์ ว่าแล้วก็แพ็คกระเป๋าพกพ็อกเก็ตมันนี่เบา ๆ บินสู่มิลานอย่างสบายใจ

174-travel-01

Milan เมืองนี้มีดีมากกว่าแฟชั่น

แม้มิลานจะเป็นศูนย์กลางแห่งเมืองแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้ลอนดอนหรือนิวยอร์ก และเป็นปลายทางของนักช็อปจากทั่วสารทิศทว่าที่นี่ยังเป็นที่ตั้งสำคัญของพิพิธภัณฑ์และมหาวิหารที่มีความงดงามระดับโลก

174-travel-05

แวะมาเสพศิลป์ที่ Leonardo’s Last Supper Museum

นอกจากตึกรามบ้านช่อง รวมถึงสถาปัตยกรรมสองฝั่งถนนจะสวยงามแปลกตา มามิลานยังควรแวะพิพิธภัณฑ์นี้จะให้ดีควรจองตั๋วล่วงหน้า เพราะใคร ๆ ก็อยากมาดูผลงานระดับตำนานของเลโอนาร์โดดา วินชี กันทั้งนั้น มาเห็นด้วยตาแล้วทึ่งมากกับจิตรกรรมฝาผนังซึ่งใช้สีฝุ่นวาดลงบนปูนเปียก ภาพจึงชำรุดง่าย แค่ลมหายใจมนุษย์ก็มีผล ที่นี่จึงจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเพียงรอบละ 20 – 25 คน และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภาพวาดอันเก่าแก่เอาไว้ ค่าเข้าชมเพียง 8 ยูโร

174-travel-02

เช็กอิน @ Duomo di Milano

มาถึงมิลานหากไม่ได้มาเช็กอินที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงเพราะมหาวิหารแห่งมิลานนี้เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมือง ด้วยเพราะเป็นวิหารหินอ่อนสถาปัตยกรรมกอทิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นความเว่อร์วังที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะรู้ ด้านบนยังเปิดให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองมิลานและยอดแหลมบนหลังคาที่ว่ากันว่างามล้ำ จุดนี้เสียค่าเข้าชม 8 ยูโรถ้าคุณยังมีแรงเดินไหวส่วนใครขึ้นลิฟต์จัดไป 13 ยูโรเลยจ้า วิหารแห่งนี้ยังตั้งอยู่ใจกลางย่านช็อปปิ้งจึงลายล้อมไปด้วยบรรดาร้านแบรนด์เนมมากมาย ชมศาสนสถานแล้ว ใครจะช็อปปิ้งต่อก็สามารถส่วนพี่นั้นขอผ่านดีกว่า T – T

***Duomo di Milano : จัตุรัส Duomo, Milan ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.duomomilano.it

174-travel-03

2 ร้านสุดปลื้มอร่อยลืมไม่ลง

เราเจอ 2 ร้านนี้ด้วยความบังเอิญระหว่างเดินชมเมือง ภูมิใจมากและอยากอวดสุด ๆเพราะก้าวเข้าไปแล้วเหลียวซ้ายแลขวามีแต่เจ้าถิ่นทั้งนั้น แถมอยู่ไม่ไกลจากที่พักและ Milano Centrale ร้านแรก Trattoria Toscana da GIOVANNI ร้านอาหารสไตล์ทัสกานีบรรยากาศอบอุ่น คุณลุงบริกรใจดีมีแขกนั่งเต็มเกือบทุกโต๊ะ แนะนำเมนูเพนเน่ซอสมะเขือเทศและทัสคันซาลามี อร่อยถูกใจส่วนของหวาน Gelato Alla Giovanni ไอศกรีมเจลาโต้ใส่วอดก้า อีกร้านคือ II Tavolino ตกแต่งร้านด้วยโทนสีเหลืองสว่างบรรยากาศชิล ๆ เราสั่งพิซซ่า 2 ถาดใหญ่มาดับความหิว ประทับใจความกรอบของแป้งพิซซ่าที่อบแบบสดใหม่ในเตาถ่านบวกกับเมนูมาตรฐานแต่อร่อยล้ำอย่างลาซานญ่าก็เติมเต็มมื้อค่ำได้อย่างลงตัว และเป็นมื้อสั่งลามิลานก่อนมุ่งหน้าสู่โรมในเช้าวันถัดไป

174-travel-04

ถนนทุกสายมุ่งสู่ Rome

ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวที่เราเห็นด้วยที่สุดเนื่องจากโรมไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวที่ผู้คนต้องแวะเมื่อมาเยือนอิตาลี แต่ยังเป็นสถานที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน นครรัฐอิสระที่มีพื้นที่ขนาดเล็กเพียง 0.44 ตารางเมตร ซึ่งมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางคริสตจักรโรมันคาทอลิกของโลกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน ทั้งยังมีแหล่งประวัติศาสตร์น่าสนใจมากมาย จึงไม่แปลกที่หากมาถึงโรมแล้ว คริสต์ศาสนิกชนและผู้คนจากทั่วสารทิศจะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นจุดหมายสำคัญ

174-travel-06

Vatican Museum & St. Peter Basillica เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนิกชน

หลังจากเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อย เราก็พร้อมออกเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์วาติกันและมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ใช้เวลาเดินลัดเลาะกำแพงวาติกันมาไม่นานก็พบกับบรรดานักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์โชคดีที่เราจองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว ในเอกสารการจองระบุว่าต้องไปถึงก่อนเวลา 15 นาทีเพื่อรับตั๋วจริง แล้วเราก็ได้เข้าชมศิลปะล้ำค่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในแบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ อาทิ ศิลปะกรีก โรมันและอียิปต์ รวมถึงประติมากรรมอีกจำนวนมากแต่ที่ถือเป็นไฮไลต์คือ วิหารซิสติน ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสถานที่เลือกพระสันตะปาปา ภายในมีภาพวาดสำคัญของจิตรกรเลื่องชื่อมากมาย โดยเฉพาะมีเกลันเจโล ผู้แต่งแต้มส่วนเพดานของห้องโถงด้วยเรื่องราวการสร้างโลก เป็นภาพที่โดดเด้งมีมิติเสมือนบุคคลในภาพมีชีวิตและกำลังล่องลอยอยู่เบื้องบน เราแหงนหน้าดูผลงานอันแสนตื่นตานี้ด้วยความชื่นชมเป็นเวลานาน เนื่องจากภายในไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพนั่นเองจากนั้นเราเดินต่อไปยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์หรือมหาวิหารนักบุญเปโตร ที่ตั้งตระหง่านมองเห็นได้จากระยะไกล บอกได้คำเดียวว่ายิ่งใหญ่อลังการเมื่อขยับเข้าใกล้ตัววิหารจึงรู้สึกเหมือนเราเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เท่านั้น

174-travel-09

ระหว่างเข้าแถวรอชมด้านในก็สะดุดตากับเสาสูงขนาดใหญ่ที่รายล้อมอยู่เบื้องหน้า ยอดเสาตกแต่งด้วยรูปแกะสลักของนักบุญจำนวนมาก เห็นแบบนี้แล้วรัวชัตเตอร์เก็บภาพแทบไม่ทัน ก็มันสวยทุกมุมจริง ๆ ภายในมีทั้งรูปแกะสลักจากหินอ่อน ซึ่งงดงามอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตลวดลายปูนปั้นที่ประดับอยู่ตามหลังคาก็แสนวิจิตรบรรจง ส่วนประติมากรรมสำคัญที่คนแห่กันมายืนชมและถ่ายรูปกันอย่างล้นหลามคือ ปิเอตา ผลงานชิ้นเอกของมีเกลันเจโลที่บอกเล่าถึงพระเยซูหลังถูกปลดจากไม้กางเขน นอนเอนกายอยู่บนตักของพระแม่มารีย์ ใบหน้าสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งกินใจจริง ๆ

174-travel-07

ฟินกับอาหารต้นตำรับแดนมะกะโรนี

เราตั้งใจเดินเล่นชมความสวยงามของเมืองเก่าให้หนำใจ จึงสนุกกับการสำรวจตามตรอกซอกซอยของโรมและพบกับตึกเก่าสวย ๆ มากมาย ยิ่งวันที่ท้องฟ้าสีสดตัดกับสีของอาคารเช่นนี้ยิ่งฟินมาก จนอยากหยุดเวลาไว้เลยระหว่างที่เพลิดเพลินกับความน่ารักของเมืองนี้ ก็เจอ 2 ร้านอาหารท้องถิ่นที่ทำให้เราอินกับอาหารอิตาเลียนแบบต้นตำรับ ร้านแรก la Locanda del Pellegrino แม้การสั่งอาหารที่ร้านนี้จะมีอุปสรรคเรื่องภาษาบ้างแต่ด้วยความที่เลือกสั่งจานยอดนิยมจึงผ่านฉลุยทั้งสปาเกตตีคาร์โบนาราและสปาเกตตีวองโกเล่ 2 จานเส้นที่เข้าปากคำแรกแล้วผิดคาดมากเพราะเค็มโดดจนความดันอาจพุ่งปรี๊ดรสชาติต่างจากบ้านเรามากจริง ๆ ส่วนพาร์มาแฮมนี่เรคอมเมนด์นะ เชฟแล่เสร็จปุ๊บ เสิร์ฟถึงโต๊ะทันที อร่อยน้ำตาไหล ยังมี Moscarni al tegamino ของกินเล่นอย่างหมึกทอดกรอบ ๆ ด้วย ถ้าไม่นับรวมจานพาสต้า เราถือว่ามื้อนี้ดีงามทีเดียว

ร้านถัดมาเราใช้ Yelp เป็นเว็บนำทางและพบว่ารีวิวของ Da Francesco ดูดีจนต้องไปลองให้ได้ ร้านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างแดนมากมาย ภายในจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ อาหารรสเลิศ และเพราะเลิฟพิซซ่าต้นตำรับ มื้อนี้เราเลยจัดไป 1 ถาดเบิ้ม ตามด้วย Carpaccio di Polpo คาร์ปาชชิโอ หมึกยักษ์สไลซ์บางสัมผัสหนึบหนับ Scaloppine al Tartufo Bianco เนื้อลูกวัวกินคู่กับซอสเห็ดทรัฟเฟิลขาว รสนุ่มนวลลงตัวมาก ๆ อีกจานเป็น Smoked Salmon ที่คุ้นเคยเพื่อนสาวยังขอเพิ่ม คาร์โบนาราอีกทีเพื่อรีเช็กรสชาติของเมนูนี้ เพียงคำแรกก็คอนเฟิร์มได้ว่ารสเค็มโดดเด้งน่าจะเป็นจุดเด่นของเมนูพาสต้าของที่นี่ จะให้ดีเลือกสั่งแบบซอสมะเขือเทศปลอดภัยกว่า

174-travel-08

ของหวาน – ของฝากโดนใจ

อิ่มท้องแล้ว แต่ภารกิจยังไม่จบนะจ๊ะเพราะคอนเซ็ปต์เรากินคาวต้องกินหวาน จึงเสาะหาร้านไอศกรีมเจลาโต้ ของหวานประจำชาติอิตาลีซึ่งมีอยู่หลายร้านเราเล็งร้าน ciuccula เอาไว้ เพราะมีหลากรสชาติวางเรียงรายสุดท้ายเลยเลือกรสแบล็กเคอร์แรนต์และพิสตาชิโอมาลอง อร่อยชื่นใจ แต่แอบหวานไปนิด และที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ ร้านนี้ Tazza D’Oro Coffee Shop ขุมทรัพย์ของคนรักกาแฟ ซึ่งมีโซนจำหน่ายเมล็ดกาแฟกับอุปกรณ์สำหรับชง และมุมกาแฟหอมกรุ่นมารู้ภายหลังว่าร้านนี้เป็นร้านกาแฟชื่อดังของเมือง เหมาะกับการซื้อหาเป็นของฝากอย่างยิ่ง

ได้มาสัมผัสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเก่าทำเอาหลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง แต่ต้องตัดใจบอกลาโรมด้วยความเสียดาย เพราะ ”เอเธนส์” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางถัดไปก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่จะสนุกสนานน่าตื่นตาขนาดไหน ต้องติดตามตอนต่อไป

***ยังไม่จบยังมีต่อตอนที่ 2 อย่าลืมติดตามกันต่อนะจ๊ะ***

keyboard_arrow_up