ปรุงสุกหรือกินดิบผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่า

ปรุงสุกหรือกินดิบผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่า
ปรุงสุกหรือกินดิบผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่า

24paktom

บางทีก็สงสัยนะว่าเวลากินผักเราควรจะกินผักสดๆ หรือ ควรทำให้สุกก่อนกิน เพราะไม่แน่ใจว่าบางชนิดกินแบบสุก หรือแบบดิบถึงจะดี เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะคิดเหมือนกันว่าจะกินแบบไหนดีวันนี้เรามีวิธีการกินผักแต่ละชนิดมาฝากกันค่ะ

บล็อกโคลี่ ควรทานแบบดิบ

นักโภชนาการแนะนำว่า ควรเลือก หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อกโคลี่ เพราะยังมีน้ำย่อยไมโรซีเนสที่มีปริมาณที่มากกว่าบร็อกโคลี่ต้นที่โตแล้วเพราะเจ้าเอมซายด์ ไมโรซีเนสเป็นตัวช่วยทำให้ตับสะอาดและช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ และการรับประทาน บร็อกโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่ใช้เวลาน้อย เช่นการลวก หรือผัดที่ผ่านความร้อนไม่สูงและใช้เวลาไม่นาน

หน่อไม้ฝรั่ง ควรทานแบบปรุงสุก

ในหน่อไม้ฝรั่งเป็นแหล่งรวมของวิตามินเค วิตามินบี วิตามินซี วิตามินเอและมีโฟเลต ซึ่งเจ้าตัวโฟเลตนี้มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้กับเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์เหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย หน่อไม้ฝรั่งเมื่อนึ่งสุกแล้วจะมีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งได้มากกว่าการ ทานดิบๆ

หัวหอม ควรทานแบบดิบ

ผลการวิจัยว่าการกินหอมหัวใหญ่เพียงวันละครึ่งหัว ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ วิธีการทานหัวหอมที่ดีที่สุดคือการสไลท์แล้วทานเลย เพราะเอนไซม์ และสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหัวหอมจะลดลงเมื่อผ่านความร้อน การผ่านการปรุงด้วยความร้อนนั้นจะทำให้หัวหอมมีรสหวานขึ้นและลดกลิ่นฉุนของหัวหอมให้ลดลงสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นของมันเท่านั้นและการผ่านความร้อนทำให้สารประกอบกำมะถันหลายชนิดลดลงอีกด้วย ทางออกที่ดีถ้าหากไม่คุ้นชินกับการทานแบบดิบๆ คือการผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผักโขม ควรทานแบบปรุงสุก

ผักโขมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซัลเฟอร์ เบต้าแคโรทีน แมกนีเซียม และแคลเซียมสูง นอกจากมีประโยชน์แล้วในของผักโขมก็มีสารบางตัวที่ไม่ดีด้วยนะ คือมีกรดที่ชื่อว่าออกเซลิค แอซิด อยู่ในตัวมันสูง ทำให้ร่างกายเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่มีอยู่มากในตัวมันได้เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ผักโขมสุกเพื่อลดกรดออกเซลิค แอซิดนี้ ในการปรุงผักโขมให้สุกนั้นยังช่วยเพิ่ม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแม็กนิเซี่ยม อีกด้วยนะ ดังนั้นทานแบบสุกจะดีที่สุด

เห็ดต่างๆ ควรทานแบบปรุงสุก

เห็ดเป็นอาหารที่ มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ โปรตีนสูง ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน เหมาะที่จะนำมาปรุงอาหารในช่วงเวลาลดน้ำหนักนอกจากนี้ยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง อุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก การทานเห็ดควรปรุงสุกโดยใช้ความร้อนไม่สูงนักและใช้เวลาไม่นาน เพื่อจะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีไม่ควรทานเห็ดดิบๆเนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึม ของอาหารในระบบย่อยอาหารได้

พริกหวานและพริกต่างๆ ควรทานแบบดิบ

พริกหวานพริกเม็ดโตสีสันสวยน่ากินและพริกรสเผ็ดจัดจ้านที่นิยมนำมาปรุงอาหาร พริกหวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีวิตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ส่วนพริกที่มีรสเผ็ดร้อนช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา มีสารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย การรับประทาน  เช่นเดียวกับ หัวหอม และกระเทียม พริกหวานควรทานแบบดิบๆมากกว่า เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและวิตามินต่างๆที่มีประโยชน์เอาไว้ ถ้าหากใครไม่ค่อยชอบทานแบบดิบก็ใช้วิธีการย่างหรือการผัดแบบเร็วๆ ก็เป็นทางออกที่ดีที่ยังให้คุณค่าทางอาหารและยังรักษาประโยชน์ไว้ได้

มะเขือเทศ ควรทานแบบปรุงสุก

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซี มีในปริมาณสูง และยังมีสารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก อีกด้วย วิธีการรับประทานแนะนำให้ทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกมากกว่าการทานแบบดิบๆ เพราะมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มาก เป็นสารประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นตามอวัยวะต่างๆ มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือ เทศอ่อนตัวลง จึงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกจึงทำให้สรรพคุณเรื่องการต้านมะเร็งมี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้นเอง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : Admin Kimji

อ้างอิงจาก : lovefitt.com

keyboard_arrow_up