เพื่อนช่วยเพื่อน เรียนรู้ เพื่อดูแลตัวเอง

ดูแลตัวเอง
ดูแลตัวเอง

เรียนรู้จากเพื่อน เพื่อ ดูแลตัวเอง

เรียนรู้วิธีการ ดูแลตัวเอง จากเพื่อน …. คนบางคนมีชีวิตเล็ก ๆ ที่กลายเป็นบทเรียนและสร้างแรงฮึดอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้บางคนเรียนรู้ ประยุกต์ และยังสามารถมีชีวิตอยู่ สร้างผลงานเพื่อคนส่วนใหญ่ต่อไป

กำลังพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งอยู่ค่ะ เธอเข้ามาทำงานเกี่ยวข้องกับชีวจิตพร้อมเรา และด้วยความที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน ศิลปะ สุขภาพ จึงคุยกันรู้เรื่องและเข้าข่ายเป็นเพื่อนสนิท จนเธอลาออกไปจากบริษัท เดินทางกลับไปนิวซีแลนด์ ไปอยู่ต่อในประเทศสหรัฐ และกลับมาเมืองไทย พบว่า ปวดหลัง ไปหาหมอจีน พบว่าไตมีปัญหา ต่อมาก็มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต แล้วก็พบว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอผ่าตัดเอาก้อนที่โตนั้นออก แต่ไม่รับคีโม

ระหว่างนั้น เรารู้ว่า เธอใช้วิธีปรับอาหารสู้โรค จนกระทั่งเราพบว่าตัวเองก็ป่วย จึงละวางหลายเรื่อง รวมทั้งเพื่อน เพื่อให้เหลือแต่เรื่องการรักษาตนเอง งาน และครอบครัว

เพื่อน

กว่าจะกลับมาติดต่อกันอีก เมื่อโรคของเราหยุดแอ็กทีฟแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้ชีวจิตเข้มข้น เพื่อเอาให้มันพ่ายแพ้ไปให้ได้ ซึ่งตอนนั้นเพื่อนก็กำลังไปรักษาด้วยยาสมุนไพร กับพระในสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เราได้มีโอกาสพบกัน จึงได้เห็นว่า เพื่อนน้ำหนักลดลงไปเยอะมาก (ขณะที่เรายังไม่สามารถทำน้ำหนักขึ้นได้สักกะขีดเดียว และถ้ากินน้อยลงสักวันละนิดหน่อย น้ำหนักก็จะลงทันที ต้องกินให้มหาศาลเข้าไว้…อย่างที่เคยบอกน่ะค่ะ สำหรับเราอาหารรสชาติที่ไม่มีใครกินนั้นเป็นยารักษาโรค)

จากนั้น เราได้โทรคุยกันเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์อาการป่วยกัน เช่น ถ้าเหงื่อออกเยอะเธอทำไงวะ ถ้าเหนื่อยมากเธอทำไงเหรอ ส่วนเราเอง เกือบหนึ่งปีหลังจากใช้ชีวจิต เรากลับไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาล ก็พบว่าค่ามะเร็งในเลือดของเราลงไปจนแทบจะปกติ แม้จะยังมีก้อนต่อมน้ำเหลืองโตอยู่ที่หนึ่ง แต่หมอก็ให้เฝ้าดูเฉยๆ และบอกว่า มะเร็งของเราเป็นแบบที่มีการพัฒนาช้ามาก

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ตรงกันข้ามของเพื่อน ที่สมุนไพรเอาไม่อยู่ ครอบครัวจึงตัดสินใจให้เธอรับคีโมในโรงพยาบาลในเมืองเชียงใหม่นั้นเอง (หลังจากผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกไปกว่าปี) ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นสิ่งที่เรียกว่า “โศกนาฏกรรมของการรักษา” แม้กำลังใจจะดีเยี่ยม แต่เซลล์มะเร็งไม่ได้มีความปรานีให้ร่างกายของเจ้าของเลยสักนิด

เราเห็นความทุกข์ของแม่ของเพื่อน ที่ต้องทนเห็นความเจ็บปวดของลูกตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาเกือบสามปี

เราเห็นความผิดพลาดของการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ (ระหว่างรับคีโม เพื่อนเรามาเดินตลาด และติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องหยุดคีโมชั่วคราว ซึ่งเมื่อกลับมาให้ใหม่ เซลล์มะเร็งก็ลุกลามไปยังกระดูกแล้ว)

ความเจ็บปวด

เราเห็นความเจ็บปวดปางตายของเพื่อน โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้ารับการเจาะไขสันหลัง เพื่อเตรียมจะปลูกถ่ายไขสันหลัง (ซึ่งสมัยนั้นต้องตัดสินใจเสี่ยงเอาเองว่าจะรับหรือไม่ เพราะ 50% จะช่วยต่อชีวิตอีกนิดหน่อยได้ แต่อีก 50% ก็จะทำให้ไม่รอด โดยคนไข้ต้องจ่ายเงินสนนล้าน) ซึ่งเมื่อปฏิเสธการรักษานี้ เธอก็ต้องกลับไปพักที่บ้าน เพราะนอกจากกระดูกแล้ว เซลล์มะเร็งยังลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองในท้อง และที่ขาหนีบ เธอปวดจนต้องรับยามอร์ฟีน มิเช่นนั้น เธอจะกรีดร้อง แม้ปากจะกัดผ้าไว้แล้วก็ตาม

เธอจากไป หลังจากที่ทนทรมานต่อไปอีกราว 1 ปี ย้อนสวนกับอาการของเราที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็หายเป็นปกติ ทำให้บางทีก็นึกอาย และแอบเชื่อมโยงเอาเองว่า เธอยอมเสียสละชีวิต เพื่อให้เราได้บทเรียนจากเธอ และมีชีวิตอยู่ต่อ

จึงเป็นอีกหนึ่งแรงฮึดให้เรามีวินัยกับการกินอยู่ มุ่งมั่นกับการพัฒนาตนเองมากๆ เพื่อให้มีแรง มีปัญญาในการทำนิตยสารสุขภาพเล่มนี้ต่อไป ท่ามกลางความผันผวนเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งสื่อ

พบกันใหม่วันอาทิตย์นะคะ

 

keyboard_arrow_up