บันทึกชีวิต “ มะเร็งจีสต์ ” (2)

บันทึกชีวิต “ มะเร็งจีสต์ ” (2)

บันทึกชีวิต “ มะเร็งจีสต์ ” (2)
บันทึกชีวิต “ มะเร็งจีสต์ ” (2)

 เล่าประสบการณ์ “มะเร็งจีสต์” ระเบิดเวลาที่เริ่มทำงาน

        จากเรื่องราวความเจ็บป่วยของ คุณบี ใน “ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต” ที่เคยลงเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เส้นทางการต่อสู้โรคของเธอกำลังเดินทางอย่างเข้มข้นมาถึงตอนสุดท้าย เรื่องจะจบลงอย่างไร เชิญติดตามค่ะ

(ตอนจบ) กำลังใจต่อลมหายใจ

และแล้วเวลาแห่งการรอคอยผลตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging, MRI) อย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อส่วนเกินขนาดยักษ์ในลำไส้เล็กก็สิ้นสุดลง

ฉัน อัญญารัตน์ (สงวนนามสกุล) หรือ บี (อายุ 39 ปี) แม้จะเตรียมใจยอมรับกับการตกเป็นผู้ป่วยโรค มะเร็งจิสต์ (GIST) หรือ มะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร มาบ้างแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่นต่อสิ่งที่กำลังจะได้ยินจากปากของคุณหมอนับจากนี้…

ระเบิดเวลาทำงาน!

บี อัญญารัตน์
“ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต” จากประสบการณ์ “มะเร็งจีสต์”

          “เชิญคุณอัญญารัตน์พบแพทย์ที่ห้องตรวจ 2 ค่ะ” คุณพยาบาลเอ่ยเรียกอย่างอ่อนโยน แต่แปลกที่ซุ่มเสียงนั้นกลับทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้งจนตัวโยน

          “บี ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวเราเข้าไปฟังผลด้วยกัน” กำลังใจจากสามี และไออุ่นจากสองมือที่ประสานกันแน่น พอจะช่วยคลายความกลัวและหวาดวิตกของฉันไปได้บ้าง

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดผลักประตูห้องตรวจเข้าไป

          “เชิญนั่งครับ” คุณหมอละสายตาจากแฟ้มประวัติหนาเตอะที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเบนหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านข้อความภาษาอังกฤษยาวเหยียดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เวลาผ่านไปนานสองนาน บรรยากาศภายในห้องยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงถอนหายใจจากผู้วินิจฉัยโรคเป็นระยะๆ

          “คุณหมอคะ ผลตรวจของดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ” ฉันโพล่งออกมาแบบขาดสติ เมื่อเห็นท่าไม่ดี

          “เอิ่ม เอ่อ…คุณเป็นมะเร็งจิสต์ ระยะที่ 4 (ระยะแพร่กระจาย) ครับ”

          คำพิพากษานั้นสั้น กระชับ หากแต่โหดร้ายแสนสาหัสสำหรับผู้ฟัง วินาทีนั้นฉันรู้สึกราวกับถูกทุบด้วยของแข็งที่กึ่งกลางหน้าอกอย่างไร้ความปรานี ลมหายใจเข้าออกดูเหมือนจะอ่อนลงและขาดหายเป็นช่วงๆ

ความเจ็บปวดครั้งนี้แม้จะเจียนตาย แต่ก็ปราศจากน้ำตา นั่นเพราะความคิดวิตกกังวลหลายอย่างกำลังประดังประเดเข้ามาจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้กับความเสียใจ ใบหน้าของเจ้าตัวน้อยวัยเพียงแค่ 2 ขวบ ฉายชัดขึ้นมาเหนือสิ่งอื่นใด

“ลูกฉันยังเล็ก ถ้าฉันตายไป ใครจะเลี้ยง สามีจะทำยังไง ใครจะดูแลพ่อแม่ตอนท่านแก่”

คำถามต่างๆ นานาผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยากในการหาคำตอบ แต่การหยุดตั้งคำถามนั้นยากยิ่งกว่า…

ต่อเวลาชีวิต

หลังจากพายุอารมณ์ที่โหมพัดกระหน่ำเริ่มลดความรุนแรงลง ฉันจึงเริ่มตั้งสติและถามหาโอกาสรอดที่มีอยู่อย่างลิบหรี่…

“ผ่าตัดเลยได้ไหมคะคุณหมอ”

สีหน้าของผู้ถูกยิงคำถามยังคงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ก่อนจะอธิบายคำตอบว่า

“ในกรณีของคุณอัญญารัตน์ ยังผ่าไม่ได้ครับ เพราะก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มาก และอยู่ใกล้เส้นเลือดดำใหญ่กลางลำตัว อาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังมีก้อนเนื้ออีกหลายๆ ก้อนในตับด้วย

บี อัญญารัตน์
“ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต” จากประสบการณ์ “มะเร็งจีสต์”

“วิธีรักษาเท่าที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือ กินยาเพื่อให้ก้อนเนื้อลดขนาดลงก่อน และถ้าหากโชคดีมากๆ กินยาแล้วทำปฏิกิริยาดีมาก ก้อนเนื้อก็อาจฝ่อหายไปได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ได้ครับ”

สิ้นเสียงคุณหมอ ทำให้หัวใจอันแห้งผากของฉันพอที่จะกลับมาชุ่มฉ่ำได้บ้าง

“เรายังพอมีทางรอดสินะ” ฉันพึมพำในใจอย่างคนมีความหวัง ก่อนจะรวบรวมพละกำลังที่พอจะมีเหลือ เดินไปรอรับยาที่ว่าเพื่อใช้ต่อเวลาชีวิต…

ใบแจ้งราคายา (ไม่รวมค่าตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์) ถูกยื่นผ่านบานกระจกเล็กๆ ณ ช่องชำระเงิน และทันทีที่สายตาของฉันกวาดไปเห็นจำนวนตัวเลขก็เล่นเอาลมแทบใส่!

“120,000 บาท” ฉันขยี้ตาอยู่หลายครั้ง เพื่อหวังว่าสิ่งที่เห็นอาจเปลี่ยนแปลงไปแต่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเงินมากมายมหาศาลนี้สามารถแลกกับยาปราบมะเร็งจิสต์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น

เมื่อไม่มีทางเลือก เงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิตบางส่วน จึงถูกถ่ายโอนมาเป็นค่าดูแลรักษาสุขภาพในยามเจ็บไข้ และหากมันจะช่วยไขลานนาฬิกาชีวิตของฉันให้เดินต่อไปได้…นั่นก็คุ้มค่ามิใช่หรือ

นาฬิกาชีวิต นาฬิกาจิตใจ

การใช้ชีวิตร่วมกับมะเร็งจิสต์และยาราคาสูงลิบไม่ใช่เรื่องง่าย สภาวะทางกายของฉันต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของยาต่างๆ นานา ทั้งคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดเกร็งตามแขน ขาและคอ ตาและเท้าบวมปริบ รวมถึงปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำมาก ส่วนสภาวะทางใจนั้นก็ทุกข์ทรมานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ภาพของแม่ผู้เข้มแข็งถูกฉาบไว้ยามอยู่ต่อหน้าลูกน้อย ครั้นแก้วตาดวงใจผล็อยหลับ ฉันก็ไม่สามารถแอบซ่อนน้ำตาแห่งความอ่อนแอเอาไว้ได้อีก… คืนวันก้าวผ่านไปพร้อมกับหัวใจที่อ่อนล้า ฉันใช้ชีวิตเช่นนี้มาเป็นเวลากว่า 9 เดือน จนกระทั่งวันพิพากษาสุดท้ายมาถึง

บี อัญญารัตน์
“ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต” จากประสบการณ์ “มะเร็งจีสต์”

“ขนาดก้อนเนื้อที่ลำไส้เล็กของคุณไม่ลดลงมากนัก เราคงต้องผ่าตัดแล้วล่ะ” คุณหมอตัดสินใจ

แน่นอนว่าฉันไม่มีทางเลือกใดเหลืออีกต่อไป มีเพียงคำถามว่า “แล้วฉันจะหายไหม และจะอยู่กับลูกได้อีกกี่เดือน กี่ปี” ล่องลอยอยู่ในหัวเต็มไปหมด แต่เพราะกลัวคำตอบ ขยาดกับความจริง จึงไม่กล้าเอื้อนเอ่ยแม้เพียงสักคำ

การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วที่นาฬิกาชีวิตของฉันยังเดินต่อไป นั่นอาจไม่ใช่เพราะยารักษาอาการทางกายเพียงอย่างเดียว ยาบำรุงใจต่างหากที่มีสรรพคุณวิเศษเหลือเกิน

“บี…บีต้องสู้ ต้องอยู่จนได้เห็นลูกรับปริญญานะ”

ในวันที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัส คำปลอบโยนนี้ ทำให้ฉันฮึดสู้ได้อย่างน่าประหลาด ความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อโชคชะตาถูกโยนทิ้งไปสิ้นเมื่อนึกถึงหน้าลูกน้อย สามี และพ่อแม่

ติดตามเรื่องราวต่อ ในหน้าถัดไป

…นับจากนี้ฉันจะอยู่ จะสู้ เพื่อคนที่ฉันรักจนนาทีสุดท้าย

การปฏิวัติตัวเองทั้งกายและใจจึงเริ่มขึ้น ฉันหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ด้วยการกินมังสาวิรัติงดเว้นของชอบที่กินมาทั้งชีวิตอย่างเนื้อสัตว์ อาหารปิ้งย่าง รวมทั้งกินข้าวกล้อง ดื่มน้ำอาร์ซี และน้ำผักผลไม้ปั่นทุกวัน การออกกำลังกายที่เคยหมางเมิน ด้วยข้ออ้างว่า “ไม่มีเวลา” กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของครอบครัวที่ขาดไม่ได้ ทั้งการวิ่ง และตีแบดมินตัน ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีพละกำลังขึ้นมาก

บี อัญญารัตน์
“ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต” จากประสบการณ์ “มะเร็งจีสต์”

ส่วนจิตใจที่เคยอ่อนล้าสิ้นหวัง และทดท้อต่อโชคชะตา ถูกเติมเต็มด้วย “พลังแห่งธรม” การเข้าวัด ทำบุญทำทาน ปฏิบัติธรรม หรือแม้เพียงสวดมนต์ทุกค่ำคืน ล้วนนำมาซึ่งความสุขสงบที่แท้จริง

คำถามที่เคยมีอยู่ทุกขณะจิตว่า “ฉันจะตายเมื่อไหร่” ถูกลบออกด้วยการปล่อยวาง “การมีสติ และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท” ต่างหากล่ะที่ควรระลึกถึงอยู่เสมอ…จริงไหม

24 ชั่วโมง 1,440 นาที 86,400 วินาทีในหนึ่งวัน แม้ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านาฬิกาชีวิตจะหยุดเดินลงเมื่อใด แต่ฉันคนนี้ก็เลือกที่จะไขลานมันด้วยการดูแลสุขภาพต่อไป

กลับไปอ่านเรื่องราวของเธอในตอนแรกได้ ที่ บันทึกชีวิต มะเร็งจีสต์ (1)

Did You Know?

หนทางรักษามะเร็งจิสต์

นายแพทย์เทพ เฉลิมชัย หน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า “การรักษามะเร็งจิสต์มีหลายวิธี เช่น การผ่าตัด ถือเป็นวิธีการรักษาวิธีเดียว ที่ทำให้หายขาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่แพร่กระจาย การรักษาเฉพาะที่ ในกรณีที่มะเร็งกระจายสู่อวัยวะอื่นๆ และรักษาโดยรับประทานยา

“ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เผ็ด มีรสจัด ย่อยยาก พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสุรา บุหรี่ ไม่เครียด สังเกตอาการผิดปกติในร่างกายถ้าตรวจพบควรปรึกษาแพทย์ทันที”

ข้อมูลเรื่อง “บันทึกชีวิต มะเร็งจีสต์ (1)- (2) โดย ธัญชนิต คงสมพงษ์ จากนิตยสารชีวจิต ฉบับที่ …….

keyboard_arrow_up