ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต(1)

ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต(1)
ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต(1)

ไขลานเวลา…นาฬิกาชีวิต(1)

ตอน การเดินทางของเข็มนาฬิกา

คงไม่มีใครในโลกที่สามารถล่วงรู้แน่ชัดได้ว่าเมื่อไหร่ที่จังหวะนาฬิกาชีวิตของตัวเองจะเดินไปจนสุดลาน นั่นเพราะแต่ละคนถูกไขลานไว้ต่างกัน การส่งเสียงเตือนในช่วงเวลาสุดท้ายของนาฬิกาชีวิตจึงไม่เหมือนกัน บางคนถูกเตือนอย่างหนักหน่วง รุนแรง และถี่บ่อย แต่บางคนกลับไม่มีเค้ารางใดๆ จู่ๆ ปุบปับก็ส่งเสียงกริ๊งสุดท้ายขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยอำลากับบุคลอันเป็นที่รักแม้เพียงสักคำ…

ฉัน อัญญารัตน์ (สงวนนามสกุล) หรือ บี (อายุ 39 ปี) ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่เข็มยาว เข็มสั้น และเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาชีวิตเกือบพร้อมใจกันหยุดเดินเสียแล้ว ด้วยโรคร้ายที่น้อยคนจะเผชิญ ทั้งยังยากต่อการเยียวยารักษา อย่าง มะเร็งจิสต์(GIST) หรือ มะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร

นาฬิกา(โรค)เริ่มเดิน

“กริ๊ง กริ๊ง…” เสียงจากนาฬิกาข้อมือดังขึ้น บ่งบอกเวลาเที่ยงตรงเหมือนเช่นทุกวัน ฉันค่อยๆ ละสายตาจากคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า พอดีกับที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง จนส่งเสียงดัง โครก คราก…ให้ได้อายคนรอบข้างไม่น้อย

อาหารจานด่วน ปลอดผัก ตบท้ายด้วยขนมหวานและกาแฟเย็นสักแก้ว นี่แหละทางแก้ที่คุ้นเคย

การกินอาหารมื้อกลางวันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพิถีพิถันนัก สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างฉันที่มีเวลาพักเพียง 1 ชั่วโมง หรือบางวันก็ไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ (หากงานกองเต็มโต๊ะ) เรียกว่าหยิบอะไรใส่ปากก็ได้ ขอแค่ให้ท้องอิ่มและประหยัดเวลาเป็นพอ โดยมีข้อแม้อยู่นิดเดียวว่าในจานนั้นๆ อย่าได้มีพืชผัก หรือผลไม้มาให้กวนใจกันเชียว มื้อเย็นค่อยจัดหนักด้วยบุฟเฟต์ปิ้งย่างเป็นการชดเชยอีกที!

และแล้วยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี ภารกิจพิชิตมื้อเที่ยงก็สิ้นสุดลง ฉันกลับไปนั่งประจำโต๊ะทำงานเช่นเคย แต่ไม่ทันที่จะได้รัวนิ้วบนแป้นพิมพ์สักตัว ก็มีอันต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะอาการอึดอัดแน่นท้องมาเยือนเอาเสียดื้อๆ

“น้องบี…เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” พี่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“แน่นท้อง อึดอัดไปหมด สงสัยจะอ้วนขึ้น หรือไม่ชุดพนักงานก็เล็กลง สักพักคงดีขึ้นค่ะ” ฉันตั้งข้อสันนิษฐาน พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อนความทรมาน ผ่านไปไม่นาน อาการดังกล่าวก็หายเป็นปลิดทิ้ง แน่นอนว่ามันทำให้ฉันตายใจเสียสนิท จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น!

“โอ๊ยยยย ไม่ไหวแล้ว ปวดท้องเหลือเกิน” เสียงโอดครวญดังลั่นพอๆ กับปริมาณความเจ็บปวดทรมานในช่องท้อง จนสามีที่นอนอยู่เคียงข้างตกใจตื่น รีบถลาหิ้วปีกร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของฉันส่งโรงพยาบาลทันที

เมื่อถึงโรงพยาบาล หลังจากสอบถามอาการเบื้องต้น คุณหมอจึงตัดสินใจส่งตัวฉันไปอัลตร้าซาวน์ช่องท้องทันที และหลังจากนั้นไม่นานเราก็ทราบต้นตอของความผิดปกตินั้น

“จากการอัลตร้าซาวน์พบก้อนขนาดใหญ่ 8 เซนติเมตรกว่า อยู่ใกล้บริเวณลำไส้เล็ก และมีอีกหลายก้อนอยู่ในตับของคุณด้วย แต่หมอยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอะไร ต้องนัดมาส่องกล้องอีกครั้งหนึ่งนะครับ

แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัดจากปากคำของคุณหมอเจ้าของไข้ แต่ด้วยความผิดปกติร้ายแรงที่พบเจอแบบไม่คาดคิด ทำให้ฉันเกือบล้มทั้งยืน ถึงกระนั้นในใจก็ยังคงคัดค้านกับสิ่งที่ได้ยินและได้เห็น จึงตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลโดยทันที เพียงเพราะหวังว่าผลการตรวจวินิจฉัยครั้งใหม่อาจไม่เลวร้ายดังเก่า

แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้างผู้หญิงที่ใช้ชีวิตทำร้ายสุขภาพอย่างฉันเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากตรวจรักษากับคุณหมออีกท่านอย่างละเอียด ด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซีทีสแกน (CT-Scan) ก็พบว่า

“จากก้อนขนาดใหญ่ บริเวณลำไส้เล็ก หมอคิดว่าคุณน่าจะเป็นมะเร็งจิสต์ คือมะเร็งในระบบทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง ส่วนที่ตับ ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ต้องขอนัดผ่าตัดโดยด่วนนะครับ”

สิ้นเสียงคำวินิจฉัยจากคุณหมอ แม้จะยังไม่รู้จักกับเจ้าโรคที่ชื่อว่า “มะเร็งจิสต์” อะไรนั่นมาก่อน แต่ขึ้นชื่อว่ามะเร็ง มันย่อมร้ายกาจ รุนแรง และสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ที่ต้องเผชิญมิใช่หรือ

ความตกใจ และสับสนปนเปอัดแน่นกันอยู่ภายในจนแทบจะระเบิด การปลดปล่อยให้น้ำตาได้ไหลออกมา ดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวในการเยียวยาจิตใจที่ฉันพอจะทำได้ในขณะนั้น

แม้ว่าคำวินิจฉัยครั้งที่ 2 จะไม่ผิดเพี้ยนจากครั้งแรก แต่เพราะหนทางการรักษาที่คุณหมอหยิบยื่นให้มีเพียงการผ่าตัดเท่านั้น ฉันจึงตัดสินใจย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง เพื่อรอเข้ารับการผ่าตัดกับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามคำแนะนำของญาติ

ขั้นตอนการรักษาก่อนลงมีดหมอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ด้วยการเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(Magnetic resonance imaging, MRI) ร่วมกับการทำไบออฟซี่(Biopsy) คือเอาเข็มแทงเข้าไปที่ลำไส้เล็กและตับ เพื่อดูดชิ้นเนื้อบางส่วนขึ้นมาสุ่มตรวจ และรอฟังผลความร้ายกาจของมันอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

ที่เขาว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งการรอคอยเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด เห็นทีจะเป็นเรื่องจริง สำหรับฉันในตอนนี้ เวลาแต่ละนาทีดูเหมือนจะเขยื้อนตัวไปอย่างช้าๆ สิ่งที่พอจะทำได้ก่อนคำพิพากษาสุดท้ายจากคุณหมอจะมาถึงก็คือ การพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งจิสต์ทางอินเตอร์เน็ตให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นการเตรียมใจไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้…

“ผู้ป่วยมะเร็งจิสต์ หรือมะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารระยะที่ 4 ส่วนใหญ่แล้วจะมีอายุอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี”

นี่คือความจริงอันโหดร้ายและต้องยอมรับให้ได้…แม้จะพร่ำบอกกับตัวเองเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ดูเหมือนน้ำตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจของฉันก็ยังคงไหลอาบแก้มอยู่เสมอ ยิ่งได้เห็นหน้าอันไร้เดียงสาของลูกสาวตัวน้อยวัยเพียงแค่ 2 ขวบด้วยแล้ว หัวใจของแม่คนนี้ก็แทบจะแตกออกมาเป็นเสี่ยงๆ แล้วลูกจ๋า…

(อ่านต่อตอนหน้า)

(ตอนที่ 2) “มะเร็งจีสต์” ระเบิดเวลาที่เริ่มทำงาน

ข้อมูลเรื่อง “บันทึกชีวิต มะเร็งจีสต์ (1)- (2) โดย ธัญชนิต คงสมพงษ์ จากนิตยสารชีวจิต ฉบับที่ …….

keyboard_arrow_up