3 เรื่องเล่า : โศกนาฏกรรมหลัง มะเร็งเต้านม

3 เรื่องเล่า : โศกนาฏกรรมหลัง มะเร็งเต้านม

3 เรื่องเล่า : โศกนาฏกรรมหลัง มะเร็งเต้านม
3 เรื่องเล่า : โศกนาฏกรรมหลัง มะเร็งเต้านม

เกือบหมดตัวเพราะ ” มะเร็งเต้านม ”

หลังการผ่าตัดเอาก้อน มะเร็งเต้านม ออกจากทรวงอก (เมื่อ 8 ปีที่แล้ว) ฉัน (อรวรรณ โอวรารินท์) คิดว่าตัวเองจะดีขึ้น แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร

“ผลการตรวจชิ้นเนื้อ มะเร็งของคุณเป็นชนิดเฮอร์ทู” คุณหมอบอก “มันต้องอาศัยยาเคมีบำบัดชนิดพิเศษน่ะครับ” เขาละล่ำละลัก “เป็นยาที่เรียกว่าเฮอร์เซฟติน ซึ่งราคาแพงมากกว่ายาเคมีบำบัดธรรมดามากถึง 4 เท่า”

ถ้าฉันหาเงินมารักษาตัวเองให้รอดได้ อาจต้องเผชิญหน้ากับความตายอีกครั้ง เพราะต้องใช้หนี้สินมากมายก่ายกอง ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้จะหมดหรือไม่

ชีวิตคู่พินาศเพราะมะเร็งเต้มนม

“ผมพบคนที่ใช่แล้ว” เขาบอก ผ่านสัญญาณโทรศัพท์ เสียงสั่นเครือ

“แล้วคนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปีอย่างฉันล่ะ” ฉัน (ปราณี (นามสมมติ) อายุ 35 ปี) ถาม

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า เบื้องต้นผู้ชายชอบผู้หญิงที่หน้าตาและรูปร่าง โดยเฉพาะอวัยวะที่เน้นความเป็นผู้หญิงอย่างหน้าอกและสะโพก ส่วนกริยาท่าทาง วาจาและนิสัยนั้นเป็นสิ่งที่ค่อยๆเรียนรู้ ยอมรับ และปรับกันไป ไม่นึกว่า การมีอยู่หรือหายไปของอวัยวะนั้น จะก่อผลลัพธ์ต่อผู้ชายบางคนได้มากมายขนาดนี้

ตกงานเพราะมะเร็งเต้านม

“คุณจะมีชีวิตรอดอยู่อีกแค่สามเดือนเท่านั้น”

ข่าวนี้ ทำให้ฉัน (ณัฐชยา ราชวงศ์) ลืมงานทั้งที่งานเคยเป็นเสมือนลมหายใจ งานที่ฉันเคยมอบความสำคัญยิ่งใหญ่ให้ กลับเหลือเล็กจิ๋ว ฉันไปยื่นใบลาออกให้หัวหน้างานอย่างง่ายดายและสบายใจ เมื่อฉันหันหลังให้งาน งานก็ไม่งอนง้อฉัน

การทดลองในห้องแลปยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนฟันเฟืองเครื่องจักรยังขับเคลื่อนโลกใบใหญ่ต่อไป ไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง เหลือบตาดูฉัน

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองเสียสุขภาพ

สังเกตความเสี่ยง เพิ่มการป้องกัน

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ชีวจิตเชื่อว่า เกิดจากการกินผิด และใช้ชีวิตผิด ซึ่งหากเมื่อถามหาปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านมว่ามีอะไรบ้างนั้น พลตรีนายแพทย์สุรพงศ์ สุภาภรณ์ หน่วยศัลยกรรมมะเร็ง กองศัลยกรรมโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ให้คำตอบว่า

มะเร็งเต้านม

  1. เพศ นั่นคือ ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชาย 100-200 เท่า เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen: ส่วนมากสร้างที่รังไข่ ส่วนน้อยตามกล้ามเนื้อ, ตับ หรือไขมัน เช่น ไขมันในเต้านม) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการกระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงเซลล์ปกติของเต้านมให้กลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง ผู้หญิงที่ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก หรือมีลูกเมื่ออายุเกิน 30 ปี หรือไม่ให้ลูกกินนมแม่ จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าคนทั่วไป ไม่มีการรับประกันว่า ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายจะไม่เป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะหากเป็นแล้ว โอกาสกระจายลุกลามไปได้เร็วกว่า เพราะปริมาณเนื้อนมน้อย
  2. อายุ นั่นคือ เมื่ออายุเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ปี ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
  3. สถานที่อยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่า คนตะวันตกมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนเอเซีย นั่นคือ ผู้หญิงไทย 1 แสนคน เป็นมะเร็งเต้านม 20 คน ขณะที่ผู้หญิงในประเทศตะวันตก เป็นมะเร็งถึง 120 คน ส่วนในทวีปอัฟริกา ที่อยู่ห่างไกลความเจริญทางวัตถุ พบมะเร็งเต้านมน้อยมาก คือ ประมาณ 3-4 คนในประชากร 100,000 คน ซึ่งสาเหตุที่สำคัญ น่าจะเกิดจากชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ขาดการออกกำลังกาย เครียด มลพิษ
  4. ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะถ้าเริ่มกินตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น เริ่มกินเมื่ออายุ 18 ปี แล้วกินติดต่อกันนานกว่า 10 ปีขึ้นไป แต่ในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป กินยาคุมเพื่อให้มีลูกทิ้งช่วงห่างออกไป จะไม่ทำให้เสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด
  5. ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว และหมดประจำเดือนช้ากว่าคนทั่วไป จะทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะระยะเวลาที่ฮอร์โมผู้หญิงเอสโตรเจนซึมซาบอยู่ในเต้านมนานกว่าคนทั่วไปนั่นเอง
  6. การฉายรังสีที่หน้าอก เช่น การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษาและติดตาม คนไข้ที่เป็นวัณโรคของปอด หรือฉายแสงรักษาคนไข้ที่เป็นเต้านมอักเสบหลังคลอดลูก ทั้งหมด เหล่านี้ คนไข้จะได้รับรังสีเป็นจำนวนมากที่เต้านม จึงมีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าท่านได้รับรังสีตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่นตั้งแต่อายุ 9-10 ขวบ โดยทั่วไปมะเร็งจะเกิด ขึ้นหลังจากได้รับรังสีแล้วประมาณ 10-15 ปี สำหรับคนที่ทำแมมโมแกรมทุกปี ไม่ต้องไปกังวลว่า รังสีที่ได้รับจากการทำแมมโมแกรมจะทำให้เกิดเป็นมะเร็งเต้านมเสียเอง เพราะจำนวนรังสีน้อยมาก
  7. การกินเนื้อสัตว์มาก โดยเฉพาะที่มีไขมันสัตว์สูง จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น รวมทั้งเนื้อแดงชนิดต่างๆ ที่ปรุงสุกมากๆ จะมีสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิด มะเร็งได้หลายๆอย่าง รวมทั้งมะเร้งเต็านมด้วย มีการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างคนที่ชอบกิน เนื้อสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์ เบคอน ที่ทำให้สุกมากๆ (well done) กับคนที่กินอาหารครบหมู่ทั่วๆ ไป พบว่า คนที่ชอบกินเนื้อมากๆ นั่นแหละ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 4.6 เท่า ถึงอย่างนั้น ควรกินผักผลไม้ตามธรรมชาติ มีการศึกษาวิจัยว่าการกินวิตามินเสริม เช่น วิตามิน เอ อี ซี ซึ่งไม่ใช่ได้จากการกินผักผลไม้ตามธรรมชาติ ไม่มีผลในการป้องกันมะเร็งเต้านม
  8. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยพบว่าฮอร์โมนเอสโตเจนในเลือดและในปัสสาวะของผู้หญิงที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ จะมีมากกว่าในคนทั่วๆ ไป เพราะเหล้าจะไปเพิ่มการสร้างหรือหยุดยั้งการทำลายของฮอร์โมนตัวนี้ และนอกจากนี้ตัวแอลกอฮอล์เองก็เป็นสารที่นำพาให้สารก่อมะเร็งต่างๆ ผ่านผนังของเซลล์ปกติ เข้าไปกระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงให้กลายไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้ คนกินเหล้าที่เป็นมะเร็ง มักจะเป็นในระยะลุกลามมากกว่าในคนที่ไม่กินเหล้า
  9. คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้จำนวนครั้งของประจำเดือนที่มีไข่ตกน้อยลงไป ดังนั้น จำนวนฮอร์โมนเพศหญิงที่อยู่ในร่างกายน้อยลงไปด้วย จึงทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลงไป และยังเชื่อกันว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ จะเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันมะเร็งเต้านมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ไขมันในร่างกายของคนที่ออกกำลังกายเสมอจะน้อยลง ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าไขมัน เป็นต้นกำเนิดของเอสโตรเจน จึงทำให้เอสโตรเจนน้อยลงไปด้วย มะเร็งเต้านมก็เป็นน้อยลงไป
  10. ความผิดปกติที่เต้านมอย่างอื่น ที่ไม่ใช่มะเร็ง คนทั่วไปเรียกว่า ซีสต์ ซึ่งมีทั้งซีสต์น้ำ ซีสต์เนื้อ หรือซีสต์ที่มีทั้งเนื้อและน้ำผสมกัน ซีสต์น้ำมีลักษณะเป็นเหมือนถุงหรือลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ข้างใน ซึ่งน้ำอาจจะมีสีเหลืองหรือสีชา ซีสต์น้ำนี้เห็นได้จากการทำอัลตร้าซาวด์ จะไม่เป็นมะเร็งหรือไม่กลายไปเป็นมะเร็ง ดังนั้น การรักษาจึงไม่มีการผ่าตัด แต่อาจดูดเอาน้ำออก ถ้าเป็นซีสต์ขนาดใหญ่ๆและน้ำที่ได้มาก็ไม่ต้องส่งตรวจ ยกเว้นมีน้ำปนเลือดหรือลักษณะขุ่นไม่น่าไว้ใจ แต่ถ้าดูดน้ำออกแล้วยังคลำก้อนได้อยู่ แสดงว่า ไม่เป็นซีสต์น้ำจริงอาจจะมีเนื้อปน ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อมะเร็งก็ได้ จำเป็นต้องผ่าตัดเอาออกมา หรือใช้เข็มดูดเอาเซลล์มาดู เพื่อให้แน่ว่าไม่เป็นมะเร็ง ซีสต์เนื้อ จะเป็นก้อนเนื้อเต็มๆ หรือมีทั้งเนื้อและน้ำอยู่ในก้อนเดียวกัน ซึ่งมีอยู่หลายชนิดและบางชนิดไม่มีความเสี่ยง แต่บางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะกลายไปเป็นมะเร็งเต้านม ตั้งแต่ 1 เท่าจนกระทั่ง 5-10 เท่าของผู้หญิงทั่วไป ซึ่งจะทราบได้จริงๆ ก็หลังจากใช้เข็มดูดเซลล์ไปตรวจดูหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแล้ว ซึ่งท่านก็คงจะต้องถามแพทย์ของท่านเองว่าเป็นซีสต์ชนิดไหน มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมหรือไม่


keyboard_arrow_up