ถอดประสบการณ์ ใช้ สมุนไพรรักษาโควิด

account_circle
event

ถอดประสบการณ์ ใช้ สมุนไพรรักษาโควิด ควบคู่ยาแผนปัจจุบัน

การรักษาตัวที่บ้านแบบ Home Isolation สามารถรักษาได้ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนทางเลือกอื่น ๆ ควบคู่กันไปตามความเหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ สมุนไพรรักษาโควิด ซึ่งตอนนี้ผู้คนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับ คุณหมี-เสมอพร สังวาสี วัย 41 ปี อดีตผู้ติดเชื้อโควิดที่รอดมาได้ด้วยการรักษาตัวเองอยู่ที่บ้านด้วยการกินยาสมุนไพรไทย เธอจะมีคำแนะนำอะไรบ้าง มาติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ

อาการแรกเริ่มก่อนทราบผลตรวจ

ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 คุณหมีได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก หลังจากผ่านไปประมาณ 14 วัน เธอก็มีอาการคล้ายไข้หวัดจนทำให้ต้องไปหาหมอ

“พี่รู้สึกเจ็บคอก่อนที่จะตรวจเจอเชื้อประมาณ 3 – 4 วัน ก่อนที่จะตรวจเจอเชื้อโควิด ก็พยายามบ้วนปากด้วยน้ำลิสเตอรีน หรือน้ำเกลือ ก็ยังไม่หาย หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นไข้ ตาร้อน ตัวรุม ๆ จนวันนึงพี่กินข้าวแล้วรู้สึกว่ารสอาหารจานนั้นที่กินไม่เหมือนกับทุกที ต่อมการรับรสค่อย ๆ ลดลงจนรับรสไม่ได้ พี่จึงลองนำน้ำหอมมาฉีดที่มือ ก็พบว่าไม่ได้กลิ่นสักนิด

“เมื่อเริ่มเป็นไข้จึงไปโรงพยาบาล คุณหมอก็ตรวจอาการเบื้องต้นเหมือนกับคนเป็นไข้หวัดทั่วไป และให้ยารักษาตามอาการ ได้แก่ ยาละลายเสมหะ พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดเมื้อยกล้ามเนื้อ อีกทั้งคุณหมอยังแจ้งว่าให้หาจุดที่ตรวจโควิดไว้ ถ้ากินยาพวกนี้แล้วภายใน 3 วันอาการยังไม่ดีขึ้น ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโควิด ซึ่งโรงพยาบาลที่ไปในตอนนั้นก็ไม่มีบริการตรวจโควิดซะด้วย

“หลังจากกลับมาบ้าน กินยาตามที่หมอสั่ง ไข้ก็ยังไม่ลดลง พี่เลยสั่งซื้อที่ตรวจโควิดแบบ Rapid Antigen Test ผลปรากฎว่าขึ้นสองขีด หรือติดเชื้อนั่นเอง พี่จึงประสานงานกับฝ่ายบุคคลของบริษัท พร้อมกับจองคิวสำหรับตรวจโควิดเพื่อขอเข้ารักษาตัวต่อไป ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงวิกฤต มียอดผู้ติดเชื้อสูงทุกวัน ทำให้ได้คิวตรวจอีก 4 วันหลังจากนั้น”

สมุนไพรรักษาโควิด

ป่วยไม่หนัก สามารถทำ Home Isolation ได้เอง

ในช่วง 1-2 วันแรก คุณหมียอมรับว่าอาการค่อนข้างสาหัส เพราะทุกอาการที่ได้กล่าวข้างต้น แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน ประกอบกับความกังวลมากมายในการหาวิธีรักษา เธอตัดสินใจลงทะเบียน Home Isolation กับทาง สปสช ในระหว่างที่รออย่างไร้จุดหมาย ก็ยังโชคดีที่เพื่อของพี่สาวแนะนำการรักษาแบบแพทย์แผนทางเลือกจากสมาคมธรรมโอสถสระแก้ว จังหวัดนครสวรรค์ คุณหมีรีวิวอาการและการรักษาตัวเองในแต่ละวัน ดังนี้

“หลังจากตรวจโควิดด้วย Rapid Antigen Test แล้วทราบว่าตนเองติดเชื้อโควิด 3-5 วันต่อมา มีอาการปวดตัว ปวดตามข้อ มึนหัวยืนแล้วหน้ามืดจะเป็นลม ท้องเสีย เหนื่อยง่าย พี่เริ่มกินยาสมุนไพรตามคำแนะนำของหมอแผนไทย โดยคุณหมอแผนไทยก็จะโทรมาเช็กอาการทุกวัน ทั้งค่าอุณภูมิร่างกาย ค่าออกซิเจน และอาการทั่วไป วันนี้พี่ก็ตรวจหาเชื้อโควิดเพื่อความชัวร์ ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิมว่ามีเชื้อ

“6 – 8 วัน เมื่อชื่อเข้าระบบ สปสช เรียบร้อย คุณหมอได้โทรมาถามอาการครั้งนึงก่อนส่งยาฟาวิพิราเวียร์มาให้ที่บ้าน เพราะเห็นว่าเรามีน้ำหนักตัวมากประกอบกับมีไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศา จึงถือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ระหว่างนี้การรับรสและรับกลิ่นก็เริ่มค่อย ๆ กลับมาแม้ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

“9 – 11 วัน ระหว่างที่ยังรอเตียงขอโรงพยาบาล ก็ยังคงรักษาตัวเองด้วยยาสมุนไพรต่าง ๆ ยาต้านเชื้อไวรัส ยาอมแก้ไอ วิตามินซีเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน รักษาวินัยในการกินอาหารและยา เช็ดตัวอย่างสม่ำเสมอเพราะไข้ยังขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ที่ 37 – 38 องศา จนอาการโดยรวมดีขึ้นแล้วคงที่ในวันที่ 12 – 13 การรับรสรับกลิ่นกลับมาเป็นปกติ ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าได้เตรียงรักษา แต่เราปฏิเสธไปเพื่อให้สิทธิ์คนที่มีอาการรุนแรงมากกว่า”

สำหรับคนในครอบครัวที่อยู่ในบ้านเดียวกันได้ทราบว่าคุณหมีเป็นผู้ติดเชื้อโควิด แต่ละคนก็ได้ตรวจหาเชื้อตาม แต่ผลที่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะไม่มีคนอื่นในครอบครัวติดเชื้อเพิ่ม แต่ยังคงต้องคอยสังเกตอาการกันต่อไป เธอเผยรายละเอียดในการทำ Home Isolation เพิ่มเติมว่า

“ในระหว่างที่ทำ Home Isolation คุณแม่จะเป็นคนทำอาหารวางไว้ในจุดที่ปลอดภัยกับคนในบ้าน แล้วพี่ต้องลงไปรับอาหารทุกวัน ซึ่งการเดินลงบันไดเพียงนิดเดียวก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โชคดีที่บ้านพี่มีสองชั้น สองห้องนำ ทำให้พี่ใช้ในพื้นที่ชั้นบนแยกกับคนอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก ภาชนะในการกินอาหารต้องแยกใช้ส่วนตัว เมื่อกินข้าวเสร็จพี่ก็ล้างภาชนะที่ชั้นบน ใส่ถุงมือ ฉีดแอลกอฮอล์ก่อนนำไปวางคืนที่จุดเดิม แล้วคุณแม่ก้จะนำไปล้างใหม่อีกที

“สำหรับวิธีการลดไข้ที่นอกจากจะใช้ยาแล้ว ไม่ควรอาบน้ำ ให้เช็ดตัวบ่อย ๆ แทนก็จะยิ่งช่วยได้มากขึ้น อีกทั้งไม่ครนอนเปิดแอร์หรือพัดลม ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ทำให้เหงื่อออกขับสารพิษในร่างกาย ที่สำคัญพยายามอย่าให้เชื้อลงปอดหรือมีค่าออกซิเจนน้อยกว่า 95 ต้องวันค่าออกซิเจนทุกวัน บ้วนปากและล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทุกเช้า-เย็น

“วันที่ 14 ที่ติดเชื้อ ผลตรวจ Rapid Antigen Test ออกมาเป็นลบ หลังจากนี้คุณหมอก็ยังคงให้กักตัวต่ออีก 14 วัน คุณหมออธิบายว่า เชื้อจะอยู่ในตัวเราอีกประมาณ 8 – 10 วัน ซึ่งในระหว่างนี้ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะรับเชื้อเข้ามาแล้วเป็นอีก จริง ๆ แล้วยังไม่ควรไปตรวจเชื้อจากแลปเพราะอาจยังเจอเชื้ออยู่ ซึ่งเชื้อที่แสดงผลออกมาจะเป็นเชื้อตายที่อยู่ในร่างกายของเราต่ออีกประมาณ 90 วัน และถ้าอยาก X-RAY ปอดดูว่าปอดเสียหาย หรือมีฝ้าขึ้นปอดไหม ให้ไปตรวจ 60 วันหลังจากนี้ โดยใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ค่ะ”

รักษาโควิดด้วยสมุนไพร

การใช้สมุนไพรรักษาโควิค

คุณหมีเน้นย้ำกับเราว่า การใช้ยาสมุนไพรมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง ฉะนั้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์แผนไทย เรียนรู้วิธีใช้อย่างถูกต้องก่อนนำไปรักษาอาการต่าง ๆ

“หมอแผนไทยได้ให้ยาขมใช้ในการลดไข้ และยังมียาสมุนไพรที่ช่วยในการปรับธาตุ มียาบำรุงปอดที่มาจากสมุนไพรไทย เพราะพี่ต้องกินสมุนไพรต่าง ๆ คู่กับยาฟาวิพิราเวียร์จนครบโดส ยาสมุนไพรบำรุงปอดตัวนี้ก็จะไปช่วยบำรุงปอด ล้างสารพิษของยาที่ตกค้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อตับและไต หลังจากที่ตรวจไม่พบเชื้อแล้วพี่ต้องกักตัวต่ออีก 14 วัน คุณหมอแผนไทยก็ยังคงให้พี่กินยาสมุนไพรต่อ แต่ลดปริมาณและจำนวนครังที่กินลงจนจบการรักษา

“การกินยาสมุนไพรมีข้อห้ามในการกินพืชบางประเภท ได้แก่ ไช้เท้า หน่อไม้ ฟัก แตงต่าง ๆ รวมถึงแตงโม น้ำส้มสายชู ของหมักดองทุกชนิด เพราะพืชเหล่านี้สามารถไปล้างฤทธิ์ยาสมุนไพรได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ฝึกขับถ่ายทุกวันให้เป็นปกติ เพื่อขับความร้อนและเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากร่างกาย

“ตอนที่พี่มีไข้ในตอนแรก เรายังไม่มีความรู้ในการใช้สมุนไพรมากพอ พี่ดื่มน้ำขิงทุกวัน ซึ่งตอนหลังคุณหมอแผนไทยบอกว่า ถ้าไข้สูงไม่ควรดื่ม เพราะขิงมีฤทธิ์ร้อนจะยิ่งทำให้ร่างกายรู้สึกร้อน พี่เลยเลิกดื่มน้ำขิงแล้วหันไปใช้วิธีดมสมุนไพรเพื่อช่วยในการหายใจแทน โดยนำข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง ขิง เอาไปต้มรวมกันในหม้อสุกี้ เปิดหม้อให้ควันขึ้นมา แล้วสูดดมควันจากสมุนไพร”

 

แม้ยังไม่ติดเชื้อ แต่ควรเตรียมรับมือ

ไม่มีใครรู้ได้ว่าสักวันเราอาจติดเชื้อโควิดหรือไม่ เพราะอย่างตัวคุณหมีเองก็ไม่ได้ติดเชื้อมากครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือคนใกล้ชิดเลย ไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเองติดเชื้อมาจากแหล่งใด จึงอยากให้ประสบการณ์ของเธอเป็นประโยชน์ในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดนี้

“อย่าหวังรอพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอก เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือเมื่อไร ในเมื่อมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นทุกวัน ควรทำประกันโควิดไว้เพื่อมีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น เมื่อเราติดเชื้อสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ คำนึงถึงตัวเราเองมากที่สุดว่า จะวิธีไหนบ้างที่ทำให้เราอยู่รอด ศึกษาหาความรู้อ่านข้อมูลเยอะ ๆ หรือศึกษาจากคนที่เคยติดเชื้อมาก่อนว่าเขารักษาตัวเองอย่างไรบ้าง แล้วอย่าปิดกั้นการรักษา หรือคิดว่าต้องรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ส่วนตัวพี่คิดว่าสมุนไพรไทยดีนะ เพียงแค่เราต้องรู้วิธีกินแค่นั้นเอง

“สำหรับคนที่ไม่ติดเชื้อก็อยากฝากไว้ว่า สติเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ต้องตั้งสติแล้วคิดรันวิธีการในสมอง หรือคิดไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า วันนึงถ้าเราติดเชื้อโควิดจะต้องทำอะไรก่อน-หลัง กักตัวที่ไหน ต้องแจ้งใครบ้าง ส่วนคนที่กำลังรักษาตัวอยู่ คนรอบข้างควรให้กำลังใจมาก ๆ เพราะผู้ป่วยมักเกิดความหดหู่ สุขภาพจิตแย่ สุขภาพกายก็จะยิ่งแย่ตามมา ท่องไว้ว่าฉันจะต้องหาย หาอะไรที่สร้างพลังใจให้ตัวเอง ไม่ควรเสพข่าวในช่วงที่ป่วยเลยเพราะจากประสบการณ์จะทำให้เรารู้สึกนอยด์ยิ่งขึ้น พี่เชื่อว่า ป่วยผู้สีเขียวที่ไม่ได้มีอาการสาหัส ถ้าผ่าน 14 วันไปได้ ก็มีโอกาสหายมากขึ้นค่ะ”

การไม่ลังเลที่จะใช้แพทย์แผนทางเลือกในการรักษา พร้อมกับความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องหายจากโรคโควิด-19 ทำให้คุณหมีผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูล คอลัมน์ประสบการณ์สุขภาพ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 552

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สังเกต อาการโควิด-19 ได้ง่ายๆ ด้วยลิ้น
6 ผื่น สัญญาณติด โควิด-19 หนึ่งในอาการร่วมที่น่าสนใจ
เมื่อโควิด-19ระลอกใหม่ ไม่แสดงอาการ หมอชี้ วัดระดับออกซิเจนในเลือด บอกได้ดีกว่า

keyboard_arrow_up