ประสบการณ์สุขภาพ บอกลา รูมาตอยด์ ด้วยรำกระบองแบบชีวจิต

รูมาตอยด์
รูมาตอยด์

บอกลา รูมาตอยด์ ด้วยรำกระบองแบบชีวจิต

 

ผู้หญิงคนนี้ผ่านการเป็นทั้งผู้โชคดีและโชคร้ายมทาแล้วในเวลาไล่เลี่ยกัน เดิมเธอผจญกับปัญหาหนังหน่วงทางด้านสุขภาพถึงสองอาการซ้อน คือ รูมาตอยด์ กับ ภูมิแพ้ ครั้งหนึ่งเธอเขียนจดหมาย ลาตาย แต่แล้วเธอก็ผ่านวิกฤติแก่งชีวิตมาได้เมื่อเข้าถึงเส้นทางสายชีวจิต

แดดบ่ายไล่ยอดโมกยามแล้งให้ดูเป็นสีเขียวอ่อนร้อนแรง แต่เตะตา คุณอ้อน – โฉมไฉไล อัมพุนันท์ นั่งอยู่ในห้องกระจกที่สามารถมองออกไปสัมผัสกับแสงสีเขียวของต้นโมกที่ว่านั้นได้

เราเคยทาบทามเธอว่า มีเวลาและผ่านไปแถวๆ ขอนแก่นจะแวะไปเยี่ยมบ้านของเธอเสียหน่อย บังเอิญว่าเธอมีธุระลงมาที่กรุงเทพฯ จึงได้ขออนุญาตนัดพบ เพื่อพูดคุยกันถึงถนนสายชีวจิตที่เลือดเดินมา หลังจากมองหาวิธีฝ่าความทรมาณจากภูมิแพ้และรูมาตอยด์มานาหลายปี

“รู้จักกับชีวจิตเพราะน้องสามีชวนไปเข้าคอร์สที่เลกาซี่ เมืองกาญจน์ ตอนนั้นไม่สบายอยู่แล้วด้วย จึงไปกับเขา เข้าคอร์ส 6 วัน 5 คืนที่นั่น” เธอเปิดประเด็นพูดคุย เท้าความไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2540

เดิมเคยรู้จักแนวทางแมคโครไบโอติกส์มาก่อน ตอนหลังจึงมาได้ยินชื่อชีวจิต ซึ่งหลังการบางอย่างปรับมาจากแมคโครไบโอติกส์ของญี่ปุ่น เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทยอย่างเราๆ แต่ด้วยความที่เราทำมาหากินไปตามประสาก็ไม่ได้สนใจว่าหลักการมันว่าอย่างไรแล้วเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร”

เมื่อได้ไปเข้าคอร์ส ช่วงแรกเธอไม่ค่อยเข้าใจและไม่เชื่อนักว่าแนวทางชีวจิตจะพิชิตโรคเรื้อรังซึ่งเธอเป็นอยู่ได้ แต่ก็ชอบใจเรื่องอาหารการกิน ซึ่งเน้นผักกับผลไม้ตามความชอบขอบเธอ จนกระทั่งวันที่ได้ฟังเรื่อง ภูมิชีวิต หรือ Immune System จึงได้เข้าใจว่าสาเหตุที่คนเรามีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นเพราะภูมิชีวิต ซึ่งเหมือน ทุนชีวิต ของเราไม่ค่อยดี เพราะเราไม่ดูแลสุขภาพ กินไม่ดี นอนไม่หลับ ไม่ออกกำลังกาย ไม่บริหารกล้ามเนื้อ ช่างคิด ช่างเครียด เรียกว่าเราใช้ทุนชีวิตไปอย่างสิ้นเปลืองจนเกือบจะหมดตัว เมื่อทุนชีวิตร่อยหรอร่างกายก็ต้องส่ออาการของโรคภัยไข้เจ็บออกมาให้เห็น

“เป็นรูมาตอยด์กับภูมิแพ้ ปวดไปหมดตามข้อ เริ่มตั้งแต่ข้อนิ้ว ข้อมือ ไหล่ สะโพก เข่า ขา ทรมารมาก ต้องฉีดสเตียรอยด์อยู่ตลอด ส่วนภูมิแพ้นั้นเป็นเพราะต่อมทอนซิลอักเสบ แล้วดิฉันก็ตัดไป ต้องกินยาแอนติไบโอติกส์อยู่ตลอด กินมาต่อเนื่องราวๆ 5 ปี ส่วนใหญ่แพ้อากาศ จะไอและมาสบายบ่อยมาก บ่อยจนน่าเบื่อ รู้สึกเหมือนว่าเราเป็นคนแก่ ทั้งๆ ที่เราก็เพิ่งสี่สิบต้นๆ ไม่น่าจะต้องทุกข์ทรมาณขนาดนี้ บางวันปวดข้อขนาดที่เดินลงบันไดไม่ได้ ต้องถังลงมา ปลดเสื้อชั้นในยังไม่ได้เลย ปวดนิ้วปวดมือไปหมด”

ความเจ็บปวดที่แบกอยู่ผลักดันให้วันหนึ่งเธอเขียนจดหมายลาตายเป็นจดหมายที่พร่ำระบายถึงความท้อแท้ แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในยามที่ชีวิตมองโลกแต่เพียงด้านร้าย

น้ำอาร์ซี

“กลับมาที่ขอนแก่น ปฏิบัติตามแนวทางชีวจิตร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ราวๆ 1 เดือน อาการทุกอย่างที่เคยเป็นก็หายไปหมดเลย เต็มร้อยที่ว่าคือ ตื่นเช้ามาต้มน้ำอาร์.ซี.ดื่ม ออกกำกลังกาย นวดกดจุด อาหารในครัวปรับใหม่หมดเลย หมู ไก่ ไม่ได้เข้าบ้าน ซึ่งสามีดิฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ เขาเป็นคนที่เข้าใจเรา รู้ว่าดิฉันเป็นคนที่เนี้ยบกับทุกอย่างอะไรที่ดิฉันเลือกถือว่าใช้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อวันหนึ่งดิฉันเลือกจะปฏิบัติชีวจิต ทั้งบ้านก็ไม่มีใครว่าอะไร ทั้งลูกและสามีเห็นด้วยหมด

นอกจากนี้ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากเรื่องหนึ่งในหารปฏิบัติตัวแบบชีวจิตก็คือ เรื่องของจิตใจกับเรื่องของความคิด เมื่อก่อนเป็นคนใจร้อน ช่างคิด พอมาเรียนรู้เรื่องชีวจิต สิ่งที่เคยเป็นอยู่ที่หายไป อย่างเมื่อก่อนถ้ามีคนมาซื้อของมาว่าอะไรเรา ก็จะสวนไปทันที ตบได้ก็ตบเลยนะ (หัวเราะ) แต่พอหลังจากกลับมาแล้ว นิสัยเราสงบเยือกเย็นไปหมด เราเห็นโลกเป็นอีกแบบหนึ่งไปแล้ว อย่างถ้าเจอกรณีที่ว่า ก็จะคิดขำๆ ว่า เอ๊ ยายคนนี้นี่บ้ามาจากไหนก็ไม่รู้ คือจะเห็นเป็นอารมณ์ขันมากกว่าเอามาเป็นความโกรธเหมือนเมื่อก่อน คิดไว้อย่างนี้ก้รู้สึกว่า เออ เรามีความสุขขึ้นสุขภาพก็ดีขึ้น

ถ้านับเวลาจริงๆ ก็ต้องเป็นสองเดือนที่อาการทุกอย่างซึ่งเคยเป็นอยู่หายสนิท ไม่เป็นอีกเลย ไม่ต้องพึ่งยาอีกเลย แล้วจิตใจเราปลอดโปร่งมากซึ่งอย่างหลังนี้เมื่อก่อนเราแทบไม่มีก็เลยเชื่อมั่นว่าเราน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว”

อ่านต่อหน้าที่ 2

 

ในช่วงเช้าคอร์สที่กาญจนบุรี คุณอ้อยตัดสินใจทิ้งยาทุกอย่างที่มี ฉีกจดหมายลาตายทิ้งเป็นอันดับแรก ความจริงเธอรับคำแนะนำแค่ว่าให้ปรับภูมิชีวิตใหม่ด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องอาหารการกิน อารมณ์ จิตใจ และการออกกำลังกาย แล้วค่อยๆ ลดปริมาณของการใช้ยาลงไปเรื่องๆ แต่เธอหักดิบ

“ทิ้งหมดเลย บอกกับตัวเองอย่างมั่นใจมากว่าเราจะไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ ดิฉันว่ามันอยู่ที่ใจมากว่านะคะ ยิ่งรูมาตอยด์ที่เคยเป็นนี่แรกๆ ที่ถามหมอว่าเกิดจากสาเหตุอะไร หมอก็บอกไม่ได้ บอกว่าไม่มีสาเหตุนึกอยากจะเป็นก็เป็น ที่จริงดิฉันไม่ได้นึกอยากจะเป็นเสียหน่อย (หัวเราะ)

เมื่อก่อนขำไม่ออกนะคะ แต่เดี๋ยวนี้หัวเราได้ หมอบอกไม่ถูกว่ารูมาตอยด์ของเราเกิดจากอะไร แถมเอารูปมือหงิกๆ งอๆ มาให้ดูอีก บอกว่าในอนาคตเราต้องเป็นแบบนี้แหละ เราก็ยิ่งกังวลใหญ่นึกในใจว่า ตายละ คนสวยอย่างเราจะต้องมามือหงิกมืองอ” เสียงหัวเราะครืนใหญ่เกิดขึ้นตรงนี้ เพราะลูกเล่นในอารมณ์ขันที่มีของเธอแท้ๆ ยิ่งคุยกันนาน ยิ่งเห็นว่าเธอเป็นคนร่ำรวยอารมณ์ขันจนน่าอิจฉา

“ตอนหลังเมื่อไม่มีอาการทั้งรูมาตอยด์กับภูมิแพ้แล้ว ก็มาวิเคราะห์ตัวเองว่าน่าจะเกิดความเครียดของเรามากกว่า เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่ไม่ปวดมานานมากแล้ว ช่วงนั้นเผลอเครียด โอ้โฮ เท่านั้นแหละค่ะ รีบนั่งสมาธิเดี๋ยวนั้นเลย เอาความเครียดโยนทิ้งไปกับความสงบทันที”

สมาธิ

ความสงบสำคัญมาก เธอว่า

เธอได้เรียนรู้วิธีทำใจให้สงบจากพระรูปหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น โดยใช้วิธีนั่งสมาธิ ที่จริงในหนังสือของอาจารย์ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ก็มีบอก ตอนเข้าคอร์สก็ได้ฝึก แต่เธอเป็นคนแปลกอยู่อย่าง ที่เวลามีคนมากๆ ไม่สามารถใจให้สงบและมีสมาธิได้ เมื่อไปเรียนกับพระรูปนี้จึงมีเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายขึ้นอีกอย่างเธอมีเวลาฝึกฝนมาได้ระยะหนึ่งด้วย

“สมาธิเกิดขึ้นได้เพราะเราฝึกฝนค่ะ ไม่มีใครนั่งปุ๊บได้สมาธิปั๊บหรอก อาจจะมีบ้าง แต่ไม่ใช่ในทุกคน เพราะฉะนั้นทุกวันที่เริ่มปรับชีวิตมาเป็นแบบชีวิจตจะต้องฝึกนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็จะทำได้

วิธีการทำสมาธิที่ฝึกมาก็คือว่า ให้หลับตาภาวนาพุทโธ แล้วรวมสมาธิไปไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง อาจจะเป็นที่ลมหายใจ หว่างคิ้ว ใจ หรือศีรษะก้ได้ แล้วเลิกคิดทุกอย่าง เพราะคิดมามากแล้ว ที่ตริงมันก็ยังคิดอยู่นะ แค่คิดอย่างสงบ ไม่วุ่นวายใจ ไม่ทุกข์ใจ ช่วงหลังพอเรามีเรื่องอะไรปุ๊บ เราจะอยากนั่งสมาธิทันที”

อาหารที่คุณอ้อยงดก็คือยอดผักที่ยอดอ่อน อย่างหน่อไม้ กระถิน แต่ผักใบเขียวอื่นๆ ที่กิน รวมทั้งถั่วและเต้าหู้ ไม่มีผลกับรูมาตอยด์ของเธอ

เรายิงคำถามที่ตรงประเด็นที่สุดในสิ่งที่เชื่อว่าหลายท่านอาจสงสัยว่า คุณอ้อยเชื่อมั่นว่าตัวเองหายขาดขากรูมาตอยด์ไหม หลังจากหักเหชีวิตมาเป็นสาวชีวจิตเต็มตัว

“อันนี้ถามง่าย แต่ตอบยาก บอกอย่างนี้แล้วกันว่า ก่อนเข่าคอร์สที่เมืองกายจน์ ผลตรวจของดิฉันมีระดับกรดยูริกอยู่ 6.7 เมื่อปฏิบัติชีวิจตมาเกือบ 1 ปี ไปตรวจแล้วเหลือ 5.6 เมื่อต้นปี คือ เดือนมกราคมที่ผ่านมานี่ เหลือ 4.1 คุณคิดว่าดิฉันหายไหม ขอตอบอย่างนี้ละกัน เพราะเกณฑ์ที่จะบอกว่าหายไม่หายของแต่ละคนแตกต่างกันไป สำหรับดิฉันแค่นี้กับคุณภาพชีวิตทุกวันนี้ ดิฉันพอใจแล้ว มีความสุขมากแล้ว ยิ่งถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองได้หนักแน่นขึ้น ดิฉันก็ไม่มีอาการอะไรเลย อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าดิฉันหายได้ไหม”

เดี๋ยวนี้คุณอ้อยเป็นประธานชมรมชีวจิตขอบแก่น ภายใต้การให้คำปรึกษาและอนุญาตจากอาจารย์สาทิส เพราะเรื่องของการกินอยู่แบบชีวจิตเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ แต่ในขณะที่คนกลุ่มใหญ่ยังไม่เข้าใจ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่ต้องช่วยกันกระจายความรู้และหลักปฏิบัติออกไป เพราะลำพัง ดร.สาทิสคนเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

“ตอนแรกทีเราว่าจะมีชมรมที่ขอนแก่น ก็ตั้งใจว่าจะสอนเรื่องออกกำลังกายกับเรื่องการทำอาหารให้คนที่สนใจแถวๆ นั้นได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเพราะสองอย่างนี้เป็นด่านแรกในการจะกินจะอยู่อย่างชีวจิต”

ถามว่าเราได้อะไรจากชีวจิต ดิฉันก็ถามตัวเองบ่อยๆ นะคะ นอกจากสุขภาพที่แข็งแรงดีขึ้น จิตใจที่สงบสบายยิ่งขึ้นแล้ว ดิฉันว่าดิฉันได้สังคมที่ดี ในกลุ่มเพื่อนชีวจิตด้วยกัน คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันมาก มีรอยยิ้ม มีน้ำใจ คนกันอย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ นี่คืออีกสิงที่ดิฉันประทับใจมาก และไม่เคยกลัวที่จะบอกใครๆ ว่าดิฉันเป็นชีวจิต

ถามว่าตัวของเธอตีทัพรูมาตอยด์ให้แตกกระเจิงไปจากชีวิตได้อย่างไรละก็ ไม่มีสลับซับซ้อนไปจากการจัดระเบียบชีวิตใหม่ ทั้งระเบียบของใจและกาย กินอาหารที่หลากหลายมีคุณค่า และมีความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ออกกำลังกายแม้ในภาวะที่ร่างกายยังต้องโอดโอยเพราะพิษของรูมาตอยด์ จนกระทั่งสามารถเอาชนะ

จากคอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 12 (1 เมษายน 2542)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

ประสบการณ์สุขภาพ สู้ โรคมะเร็งเต้านม พันธุ์ดุ ด้วยวิถีกายใจ แบบชีวจิต

ประสบการณ์สุขภาพ สยบ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ด้วยผักผลไม้ สไตล์ชีวจิต

ประสบการณ์สุขภาพ รำกระบองแบบชีวจิต พิชิต ภูมิแพ้ ราบคาบ

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up