สาเหตุและวีธีป้องกัน โรคคางทูม

โรคคางทูม
โรคคางทูม

สาเหตุและวีธีป้องกัน โรคคางทูม

นอกจากภูมิแพ้ ไข้หวัด ที่มักจะเป็นโรคยอดฮิต โรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลันที่เรารู้จักกันดีในชื่อ โรคคางทูม (Mumps) แต่บางคนอาจจะไม่รู้จัก มาทำความรู้จักกันดีกว่า

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือมีภูมิชีวิต (Immune System) ไม่เข้มแข็ง ต้องดูแลตัวเองกันเป็นพิเศษสักหน่อย เพราะหากปล่อยให้เป็นโรคคางทูมแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงและคาดไม่ถึงตามมาได้ โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคคางทูมมีอะไรบ้าง หาคำตอบได้เลย

อาการของโรคคางทูม

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายเรื่องโรคคางทูมไว้ว่า เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งซึ่งสามารถติดต่อกันโดยตรงทางการหายใจ การจาม การไอ และการสัมผัสกับน้ำลายของผู้ป่วย เช่น การดื่มน้ำและกินอาหารโดยใช้ภาชนะร่วมกัน

เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้นจะมีอาการเจ็บบริเวณขากรรไกร เนื่องจากต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูบวมโตขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหูเวลาพูด กลืน และเคี้ยวอาหารได้ลำบากมากขึ้น

ทั้งนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เชื้อไวรัสดังกล่าวจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเยื่อบุทางเดินหายใจและต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงของเรา จากนั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้

โรคแทรกซ้อนที่มากับคางทูม

  • อัณฑะอักเสบ เด็กวัยรุ่นและเพศชายที่ป่วยเป็นโรคคางทูมราว 1 ใน 4 คน มักจะมีอาการอัณฑะอักเสบร่วมด้วย ทั้งนี้อาการดังกล่าวมักเกิดหลังจากต่อมน้ำลายอักเสบราว 4 – 10 วัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดบวมที่ลูกอัณฑะ เมื่อกดดูจะรู้สึกเจ็บและอึดอัด โดยทั่วไปจะปวดอยู่ราว 2 – 4 วันก่อนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  • ทั้งนี้ คนที่เป็นโรคคางทูมอาจมีอาการอักเสบที่ลูกอัณฑะข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และสำหรับคนที่ลูกอัณฑะเกิดการอักเสบทั้งสองข้าง อาจทำให้อัณฑะที่บวมอยู่ถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่อันจำกัด ทำให้ขาดการยืดหยุ่น และมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ หากไม่รีบรักษาอาจทำให้เป็นหมันได้
  • รังไข่อักเสบ พบในผู้หญิงวัยแตกเนื้อสาว ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีไข้และปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคคางทูมในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ มีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งบุตรและคลอดก่อนกำหนดอีกด้วย
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่พบเชื้อ เป็นโรคแทรกซ้อนชนิดรุนแรงอีกอย่างหนึ่งที่มากับโรคคางทูม ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะอย่างหนักและซึมเศร้า คอแข็ง หลังแข็ง และมีอาการชัก หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • ประสาทหูอักเสบ พบได้ประมาณร้อยละ 4 – 5 ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงชั่วคราวและหายได้เอง ซึ่งอาการประสาทหูอักเสบเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าวเข้าไปทำลายระบบการได้ยินของหูส่งผลให้หูชั้นในอักเสบ ซึ่งหากไม่รักษาอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหูตึงหรือหูหนวกได้

นอกจากนั้นโรคคางทูมยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาอีกมายมาย เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ ไตอักเสบ ต่อมไทรอยด์อักเสบ ไขข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งโรคทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะแสดงอาการมากน้อยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน

อ่านต่อหน้าที่ 2

ฉีดวัคซีน

การรักษาและป้องกัน

ปัจจุบันโรคคางทูมยังไม่มียารักษา แต่เราสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้วัคซีนป้องกันโรคคางทูมซึ่งมักจะอยู่ในรูปของวัคซีนรวม ทั้งโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมันที่มีชื่อว่าเอ็มเอ็มอาร์ (MMR) แก่เด็กทั่วประเทศ โดยจะให้ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุเก้าเดือน และครั้งที่สองเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคคางทูม ให้รักษาตามอาการ เช่นหากอ่อนเพลีย ให้นอนพักและดื่มน้ำมากๆ เวลามีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ในกรณีที่คางบวมมากๆ ให้ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่เป็นคางทูม และหมั่นทำความสะอาดในช่องปากเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ในอดีตหากใครป่วยเป็นโรคคางทูม นิยมนำใบเสลดพังพอนมาตำผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย ทาบริเวณคางที่บวมวันละ 2 – 3 ครั้งก็จะทำให้อาการบวมลดลงได้ ส่วนใครที่เคยป่วยเป็นโรคคางทูมแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีกครับ

ในกรณีของคนใกล้ชิดหรือกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคคางทูม มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

  • แยกผู้ป่วยโรคคางทูมออกจากผู้อื่นเป็นเวลา 9 วันหลังจากมีอาการบวมของต่อมน้ำเหลือง พร้อมทั้งสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสดังกล่าวแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนของผู้ป่วยโรคคางทูม ไม่ว่าจะเป็นเสมหะ น้ำลาย ที่เกิดจากการจามหรือไอของผู้ป่วย รวมถึงงดใช้ภาชนะต่างๆร่วมกับผู้ป่วย เป็นต้นว่าช้อน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เพื่อป้องกันการรับเชื้อ

คอลัมน์โรคภัยใกล้ตัว นิตยสารชีวจิต ฉบับ 220 (1 ธันวาคม 2550)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

วิธีเช็ค โรคผื่นผิวหนังอักเสบ เสี่ยงมะเร็ง

อดนอน ภูมิตกติดหวัดง่ายขึ้น

สมุนไพร + วิตามิน + ยาแก้ปวด กำราบหวัด

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up