กินเป็น ช่วยรักษา สุขภาพฟัน บอกลาฟันผุ ฟันตกกระ คราบหินปูน

account_circle
event

กินเป็น ช่วยรักษา สุขภาพฟัน บอกลาฟันผุ ฟันตกกระ คราบหินปูน

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อาหารมีความสัมพันธ์กับสุขภาพฟัน และช่องปากอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การสร้างฟันและกระดูกของทารกในครรภ์

มารดาควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อเสริมสร้างฟันและกระดูก ซึ่งแร่ธาตุทั้งสองชนิดนี้จะพบมากในอาหารจำพวกเต้าหู้ งา อาหารทะเล ไข่ นม และผักใบเขียว เป็นต้น

เมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น จนกระทั่งสามารถรับประทานอาหารเองได้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรให้บุตรหลานรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงพาไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ฟลูออไรด์เฉพาะที่อย่างเจลฟลูออไรด์(Fluoride Gel) หรือฟลูออไรด์วานิช (Fluoride Varnish) ซึ่งเป็นวิธีป้องกันฟันผุที่ได้ผลดี

ทั้งนี้ พื้นที่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติบางแห่งมีฟลูออไรด์ค่อนข้างสูง เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังการให้ฟลูออไรด์เสริมแก่เด็ก เพราะด้วยปริมาณฟลูออไรด์ที่มากเกินปกติ ในระหว่างการสร้างฟัน ฟลูออไรด์จะไปขัดขวางการสร้างเคลือบฟัน ทำให้ผิวฟันเป็นรูพรุน มีสีขาวขุ่น ผิวเคลือบฟันมีความแข็งแรงน้อยกว่าปกติ ซึ่งจะเรียกภาวะนี้ว่า “ฟันตกกระ”

อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรคฟันผุได้ เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ย่อยแป้งและน้ำตาลเกิดเป็นกรดกัดกร่อนผิวฟัน อีกทั้งน้ำตาลยังก่อให้เกิดการจับตัวเป็นคราบจุลินทรีย์ (Plaque) ที่เหนียวเกาะฟัน ทำให้มีความเสี่ยงที่ผิวเคลือบฟันถูกทำลายมากยิ่งขึ้น พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรหลีกเลี่ยงให้เด็กรับประทานอาหารหวานที่เหนียวติดฟัน แป้งกรุบกรอบ หรือควรให้รับประทานพร้อมมื้ออาหาร เพื่อลดความถี่และช่วงเวลาที่สัมผัสฟันในช่องปาก

ส่วนแป้งจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น โฮลวีท ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ ที่นอกจากจะมีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีไฟเบอร์ (Fiber) ที่ช่วยขัดและกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่ตามผิวฟัน จึงช่วยลดการเกิดฟันผุและคราบหินปูนจากแคลเซียมในน้ำลายมาสะสมจับบนคราบจุลินทรีย์ที่ผิวฟัน

ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมที่มีความเป็นกรดสามารถละลายผิวเคลือบฟันได้ ทำให้ฟันกร่อนและเกิดอาการเสียวฟันตามมา ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เช่น กระดูกหรือน้ำแข็ง เพราะอาจทำให้ฟันร้าว ฟันบิ่นและแตกได้ ที่สำคัญคือ ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องปากแห้งและเกิดการไหลเวียนของน้ำลายในช่องปาก รวมถึงยังช่วยลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าอาหารแต่ละชนิดที่รับประทานในแต่ละวันนั้นมีทั้งที่ส่งเสริมและทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพฟัน ดังนั้นเพื่อรักษาสุขอนามัยของช่องปาก หลังรับประทานอาหารทุกครั้งควรแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ หรืออย่างน้อยที่สุด ควรใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อชะล้างคราบอาหาร ช่วยลดความเป็นกรดในช่องปาก และอย่าลืมใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดบริเวณซอกฟันอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนนอน เพราะการแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดเข้าถึงบริเวณซอกฟันได้ และถึงแม้จะดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดีแล้ว ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก 6 เดือน

ขอบคุณข้อมูล : ฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไทรอยด์หรืออ้วน แยกให้ได้ก่อนต้องรีบวิ่งไปหาคุณหมอ

“ลำไส้แปรปรวน” ระยะสั้นเรื่องเล็ก แต่ระยะยาวถึงตายได้

เหงื่อออกมือ สัญญาณโรคหัวใจหรือไม่ หาคำตอบกัน

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up