สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตัวจริงเรื่องชา รู้ลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมหลากเมนูมากประโยชน์จากใบชา

account_circle
event

Home  สุขกาย  สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตัวจริงเรื่องชา รู้ลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมหลากเมนูมากประโยชน์จากใบชา

เรื่องราวของชาที่มีอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบว่าวัฒนธรรมการดื่มชานั้นมีมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์ของไทย หลายยุค หลายสมัย เพราะด้วยรสชาติที่อร่อยและมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคได้หลากหลายชนิด โดยมีหลักฐานการเริ่มดื่มชาขึ้นที่ประเทศจีน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตศักราช ก่อนหน้านั้นมีตำนานเล่าว่า การดื่มชาเริ่มเกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อราว 2,737 ปีก่อนคริสตศักราช โดยเสินหนงฮ่องเต้ ผู้คิดค้นเกษตรกรรมและยาจีน ค้นพบการดื่มชาโดยบังเอิญเมื่อฮ่องเต้กำลังดื่มน้ำร้อนแต่มีเศษใบไม้ในสวนตกลงไปในถ้วยน้ำ เมื่อลองชิมจึงรู้ว่ามีรสชาติดี ต่อมาจึงค้นพบว่าสมุนไพรบางชนิดเป็นพิษแต่ชาสามารถใช้เป็นยาถอนพิษนั้นได้เช่นกัน

ชามีบทบาทอย่างมากต่อวัฒนธรรมของชาติเอเชีย คนเอเชียดื่มชาเป็นหลักในชีวิตประจำวัน ดื่มชาเป็นยารักษาโรค หรือแม้แต่ดื่มชาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะ โลกทางซีกตะวันตกเริ่มมีวัฒนธรรมดื่มชาเมื่อราวคริสต์ทศวรรษที่ 1660 ถึง 1670 โดยในระยะแรกเป็นประเพณีสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ภายหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่ออินเดียกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การดื่มชาจึงได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันชาเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากน้ำเปล่า

แม้ว่าคนยุคใหม่จะหันมาสนใจเครื่องดื่มใหม่ๆ อย่างกาแฟ น้ำอัดลมและเครื่องดื่มอื่นๆ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคงดื่มชาในชีวิตประจำวัน  เนื่องจากการดื่มชามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เพราะมีการกระตุ้นกระบวนการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย  ช่วยย่อยอาหาร ละลายไขมัน ป้องกันโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ช่วยลดคอเลสเตอรอล เป็นต้น นั่นจึงทำให้ตลาดชาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีชาสีกลิ่นและรสชาติที่แปลกใหม่ออกมารองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้คนจากทั่วโลก

ส่วนในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ไทยมีการปลูกชา 2 สายพันธุ์ คือ ชาจีน และ ชาอัสสัม ซึ่งนิยมปลูกมากในภาคเหนือของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน โดยผลผลิตของชาทั้งสองสายพันธุ์นั้น สามารถนำมาทำเป็นชาประเภทต่างๆ ได้ 4 ประเภท ได้แก่ ชาอู่หลง ชาเขียว ชาขาว และชาดำ ซึ่งแต่ละประเภทมีกรรมวิธีที่ผลิตแตกต่างกัน

Specialty Tea สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตัวจริงเรื่องชา

ถ้าพูดถึงชาในประเทศไทย หลายคนยอมซูฮกให้กับชาจากจังหวัดเชียงราย เพราะที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับปลูกชาได้เป็นอย่างดี  และหนึ่งในแหล่งปลูกชาที่ใหญ่ที่สุดในเชียงรายนั่นคือ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 8,600 ไร่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตามธรรมชาติร่วม 50 แห่ง โดย สิงห์ปาร์ค เชียงรายมีพื้นที่ปลูกชากว่า 600 ไร่ มีการปลูกชาทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ ชาอู่หลง และ ชาอัสสัม แบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 แบรนด์ ภายใต้แบรนด์ “สิงห์ปาร์คเชียงราย” และ “มารุเซ็น” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ มารุเซ็น ที เจแปน มีโรงงานผลิตและแปรรูปชาระดับสากล ถือเป็นโรงงานผลิตชานอกประเทศญี่ปุ่นแห่งแรกและแห่งเดียวในเซาท์อีสต์เอเชีย เพื่อมาช่วยพัฒนายกระดับการผลิตชาให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตามแบบฉบับของประเทศญี่ปุ่นแท้ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำเครื่องจักรและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาและควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การปลูก การคัดสรรวัตถุดิบชา ตลอดจนทุกขั้นตอนในการผลิต ด้วยความใส่ใจ มีนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านชา มาช่วยในการควบคุมการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางเอ็นไซม์ที่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารประกอบในใบชา ทำให้สามารถควบคุมกลิ่น และรสเพื่อรักษาคุณภาพของใบชาและสกัดคุณสมบัติต่างๆ ที่อยู่ในใบชา ทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งกลิ่น สี และรสชาติที่แตกต่าง สามารถสร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ต่างๆได้เป็นอย่างดี ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจ(B2B) ทุกหมวด ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ฯ รวมถึงผู้บริโภคชาวไทย(B2C) จำหน่ายทางออนไลน์ Singha Online Shop, Line Shop, Shopee และ Lazada

นอกเหนือจากที่จะเป็นผู้ผลิตชารายใหญ่ และมีมาตรฐานระดับสากลแล้ว สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยังมีจุดประสงค์มุ่งเน้นการเกษตรแบบผสมผสาน มีแหล่งเรียนรู้ แหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ รวมถึงการรักษาสมดุลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งพื้นที่นี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบของวิถีเกษตรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

Specialty Tea สิงห์ปาร์คตัวจริงเรื่องชา

บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ผู้ผลิตชารายใหญ่ มาตรฐานระดับสากล มีจุดประสงค์มุ่งเน้นการทำชาแบบผสมผสาน โดยการรักษาสมดุลธรรมชาติให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งไร่ชานี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบของวิถีเกษตรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 600 ไร่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตามธรรมชาติร่วม 50 แห่ง สิงห์ปาร์ค จึงพัฒนาเพิ่มความหลากหลายทางผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะไร่ชา จนทำให้มีโรงงานผลิตและแปรรูปชาระดับสากล โดยมีการนำเครื่องจักรและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาและควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การปลูก การคัดสรรวัตถุดิบชา ตลอดจนทุกขั้นตอนในการผลิต ด้วยความใส่ใจ และดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ทุกสินค้ามีคุณภาพเเละคงที่ได้ทุกล็อตการผลิต จนได้รับประกาศเกียรติบัตร มาตราฐานเกษตรปลอดภัย Asia GAP ซึ่งถือเป็นบริษัทแรกและรายเดียวในไทยที่ยกระดับมาตรฐานการผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจนได้รับมาตรฐานเกษตรปลอดภัย Asia GAP และ JGAP เพราะทุกขั้นตอนในการผลิต มาจากความใส่ใจของผู้เชี่ยวชาญและทีมงานคุณภาพที่มีประสบการณ์ในธุรกิจชามาอย่างยาวนาน ทำให้การคัดเกรดใบชา การสกัด และคัดแยกสารประกอบต่างๆ ที่มีอยู่ในใบชาทำได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนและแม่นยำ

ทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านชา ช่วยในการควบคุมการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางเอ็นไซม์ที่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารประกอบในใบชา ทำให้สามารถควบคุมกลิ่น และรสเพื่อรักษาคุณภาพของใบชาและสกัดคุณสมบัติต่างๆ ที่อยู่ในใบชาให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด

อ่านต่อหน้า 2

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up