ฝีดาษลิง รู้จักดีกันหรือยัง โรคร้ายแพร่เร็ว กับการระวังตนเอง

account_circle
event

ฝีดาษลิง รู้จักดีกันหรือยัง โรคร้ายแพร่เร็ว กับการระวังตนเอง

ผู้ป่วย ฝีดาษลิง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก รวมถึงประเทศอาเซียนอย่างสิงคโปร์ แล้วเราต้องป้องกันตัวเองอย่างไร เพื่อให้รอดพ้นจากโรคที่ว่านี้

จำนวนผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความกังวลให้แก่องค์การอนามัยโลก ปัจจุบันมีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 309 รายทั่วโลก ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้นมีสัดส่วนจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดคือ 57 ราย

อีกทั้งยังมีรายงานว่าพบในประเทศสิงคโปร์ซึ่งใกล้กับประเทศไทย สร้างความตื่นตระหนกท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง แล้วเราควรกังวลมากน้อยเพียงใด

‘ฝีดาษลิง’ ไม่ใช่โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เคยมีบันทึกว่าระบาดเมื่อปี 1970 ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยเกิดจากไวรัสที่อยู่ในตระกูล ‘Poxviridea’ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิด ‘ไข้ทรพิษ’ แต่การระบาดครั้งนั้นไม่ได้มีความรุนแรง

การแพร่เชื้อ

แม้จะชื่อ ‘ฝีดาษลิง’ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าลิงไม่ได้เป็นพาหะหลักของโรคและไวรัสจากลิงก็ไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ ปกติแล้วหนูจะเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญมากกว่า โดยไวรัสจะแพร่โดยการสัมผัสมนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อรวมทั้งพื้นผิวที่ปนเปื้อน เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายในส่วนที่เป็นแผล สูดดม เยื่อเมือกในตา จมูก และปาก

นักวิจัยเชื่อว่าการติดต่อจากคนสู่คนนั้นเกิดจากการ “สูดดมละอองผ่านการหายใจ” มากกว่าการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายหรือการสัมผัสทางอ้อมเช่นเสื้อผ้า แต่การแพร่ระบาดในปัจจุบันนี้ไม่พบเส้นทางการแพร่ ผู้เชี่ยวชาญจึงเชื่อว่าอาจเป็นการแพร่ในเส้นทางใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก

อาการ

อาการของฝีดาษลิงจะทำให้เกิดตุ่มใสบนผิวหนังเหมือนไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และจะเกิดผื่นที่แขนขา หัว และลำตัว ซึ่งจะอยู่ได้นาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็อาจคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อได้ในกรณีพิเศษเช่นผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง นักวิจัยคาดว่าการระบาดครั้งนี้อาจมีอัตรการเสียชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 1

การป้องกัน

ด้วยความที่ไวรัส ‘ฝีดาษลิง’ อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ‘ไข้ทรพิษ’ พร้อมด้วยหลักฐานงานวิจัยนั้นพบว่าวัคซีนไข้ทรพิษสามารถป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสทั้งสองชนิด และช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ แต่อย่างไรก็ตามศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่ายังไม่มีการรักษาใดที่สามารถรักษาการติดเชื้อฝีดาษลิงได้

แต่สามารถป้องกันได้ตามแนวทางการควบคุมโรคที่ดำเนินอยู่ในระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั่นคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิวต่าง ๆ ตามสาธารณะ ล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย รวมทั้งการเว้นระยะห่าง และแม้ฝีดาษลิงจะไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าขอให้พยายามหลีกเลี่ยงคู่นอนที่มีอาการคัน ผื่น หรือเป็นไข้

ข้อมูลจาก National Geographic Thailand

บทความอื่นที่น่าสนใจ

แพทย์จีนแนะ ท่อนำไข่ตัน สาเหตุสำคัญของคนมีบุตรยาก

เมื่อผู้หญิง ช่วยตัวเอง เรื่องสุขภาพแสนปลอดภัยที่ไม่น่าอาย

ยกของหนักเกินไป สาเหตุทำให้มดลูกหย่อน

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up