ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง

ชีวจิต ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง อย่างไร ?

ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง
ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง

ชีวจิต ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง อย่างไร ? อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ผู้ก่อตั้ง
องค์ความรู้ชีวจิต อธิบายเรื่องของการ ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง ไว้ในหนังสือ มะเร็ง
ชีวิต สำนักพิมพ์คลินิกบ้านและสวนว่า

หลักใหญ่ ๆ ของการ ป้องกันและฟื้นฟูมะเร็ง ของเราประกอบไปด้วย

  1. เพิ่ม Immune System ให้สูงขึ้นโดยเร็ว
  2. หยุดการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อ รวมทั้งหยุดการกระจายของมะเร็ง (Metastasis)
    ด้วย
  3. แก้อาการแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การปวด การไอ การเพลีย
  4. ให้การบำรุงและปรับปรุง Course ใหม่
  5. จัดระบบชีวิตประจำวันใหม่

เมื่อเข้าใจขั้นตอนของการรักษาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจด้วยว่าความคิดในเรื่องมะเร็งของเราเป็นอย่างไร คืออย่างไร

ชีวจิตมองมะเร็งอย่างไร

ผมได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า มะเร็งไม่ใช่โรค คำว่าโรคในที่นี้ ถ้าถือเอาตามคำจำกัดความในด้านการแพทย์ หมายความถึงโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเกิดจากเชื้อโรคเป็นต้นเหตุ

อย่างเช่นคนที่ป่วยเป็นนิวมอเนีย นั่นก็เพราะเชื้อแบคทีเรีย Diplococcus pneumoniae
เข้าไปอยู่ในตัวคนไข้ นั่นคือ โรคซึ่งเป็นโรคจริง ๆ ตามคำจำกัดความของผม

โรคซึ่งเป็นโรคอย่างนี้ เราแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

  1. โรคที่มาจากแบคทีเรีย ดังตัวอย่างเช่นนิวมอเนียที่พูดมาแล้ว
  2. โรคที่มาจากไวรัส (Virus) อย่างเช่น โปลิโอ หรือไวรัสบี ตับอักเสบ
  3. โรคที่มาจากโปรโตซัว (Protozoa) โปรโตซัวคือสิ่งมีชีวิตประเภทเซลล์เดี่ยว โรคซึ่งเกิดจากโปรโตซัว เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งทำให้เป็นไข้จับสั่น หรือ Trypanosoma ซึ่งทำให้เกิดโรค Sleeping Sickness
  4. โรคที่มาจากพยาธิ (Parasite) อย่างเช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ในตับ
  5. โรคที่มาจากเชื้อรา (Fungi) มีตั้งแต่โรคเบา ๆ เช่น กลากเกลื้อน ไปจนถึงเชื้อราร้ายแรงอื่น ๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอด

โรคที่เป็นโรคเหล่านี้มีกันหลายพันหลายหมื่นโรค แต่เมื่อรวมกันแล้วก็มาจาก 5 กลุ่ม ดังที่กล่าวไปแล้ว

แต่มะเร็งไม่มีเชื้อโรค จึงไม่ใช่โรค ถ้าไม่ใช่โรค แล้วเป็นอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

การกลาย (Mutation)

คำจำกัดความของมะเร็งสั้น ๆ มีอยู่ว่า คือ “เนื้องอกหรือกลุ่มเซลล์ที่ผิดปกติและไม่สามารถ
ควบคุมได้”

นั่นคือคำจำกัดความซึ่งสั้นและได้ใจความที่สุด จึงมีคำถามต่อไปว่า มันมาจากไหน และเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบซึ่งอาจจะฟังเหมือนกำปั้นทุบดินไปหน่อย ก็คือ มันมาจากเซลล์ปกตินั่นแหละ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเซลล์ผิดปกตินั้น มันเป็นเซลล์ปกติมาก่อน และมันเป็นเซลล์ซึ่งทำงานตามหน้าที่และอยู่ในบังคับบัญชาของระบบหรือสมองทุกอย่าง

ถ้าอย่างนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

จะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นเซลล์ปกติอยู่นั้น มันมีเหตุการณ์หรือกระบวนการยืดยาวที่ทำให้มันค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงหรือกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ

จุดที่เกิดการกลายขึ้นนี้ เราเรียกว่า Mutation

ปกติ → ผิดปกติ → Mutation

การเปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่มเซลล์ผิดปกตินี้มี 2 แบบ แบบแรกเราเรียกกลุ่มเซลล์นี้ว่า ก้อนเนื้อ
ผิดปกติแบบธรรมดา (Benign) ความผิดปกติแบบนี้ ตัวอย่างเช่น หูด เป็นต้น จะเห็นความดี
ของมันอย่างหนึ่งว่างอกขึ้นมาอย่างไร มันก็อยู่อย่างนั้น บางทีก็โตกว่าเดิมเรื่อย ๆ บางทีก็เท่าเดิม และไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย อยู่แต่ของมันอย่างนั้น

แต่อีกแบบนั้นเป็นแบบเนื้อร้าย (Malignant) ที่ว่าร้ายนั้นก็เพราะว่ามันโตไม่โตเปล่า แต่ยังขยาย หรือกระจายได้ และยังโตขึ้นเรื่อย ๆ ไปอุด ไปขัดขวาง หรือไปแทรกแซงการทำงานของอวัยวะ หรือระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แทรกแซงจนกระทั่งอวัยวะหรือระบบนั้นทำงานไม่ได้ เมื่อหยุดทำงานเราก็ตาย

กระบวนการของ Mutation

กระบวนการของ Mutation นั้นหลายซับหลายซ้อน และมีแฟ็กเตอร์หรือองค์ประกอบมากมาย แต่เราพอจะสรุปสั้น ๆ ได้ว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ Immune System เกิดบกพร่อง สิ่งนั้น
จะเป็นตัวตั้งต้นของ Mutation

อะไรเล่าที่ทำให้ I.S. บกพร่อง ตอบได้ทันที อย่างเต็มปากเต็มคอว่า Toxin นั่นคือตัวสำคัญที่ทำให้ I.S. บกพร่อง

นับตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์หญิงบาร์บารา แมคคลินทอค ได้ค้นพบว่า ยีน (Gene) ในโครโมโซมของข้าวโพดกระโดดและทำให้ข้าวโพดกลายพันธุ์ได้ นั่นเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เธอค้นพบเรื่องยีนนี้ในปี 1942 แต่โดยเหตุที่ผู้ค้นพบเป็นผู้หญิง จึงไม่มีใครสนใจ เธอขยายการค้นคว้าของเธอมาจนถึงเรื่องปฏิชีวนะและเรื่องมะเร็ง ก็ได้พบว่าทฤษฎีในเรื่องยีนเปลี่ยนและกลายพันธุ์ได้นี้เป็นจริงทั้งในพืชและมนุษย์ จนกระทั่งปี 1983 นั่นแหละ ชื่อเสียงของเธอจึงเป็นที่ประจักษ์แก่โลก และเธอได้รับรางวัลโนเบลในปีนั้นเอง

และนับตั้งแต่นั้นมา แพทย์และนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนก็หันมาเล่นกันในเรื่องยีนเป็นการใหญ่

ต่อมาอาร์โนลด์ เลอไวน์ จากมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน ได้ค้นพบยีนสำคัญในโครโมโซมอีกตัวหนึ่ง คือ P53 นักชีววิทยาอีกหลายพันคนนั้นได้หันมาสนใจศึกษายีน P53 นี้เป็นการใหญ่เหมือนกัน และได้ค้นพบความสำคัญของยีนตัวนี้ต่อการที่จะเป็นมะเร็ง ด้วยความสำคัญของยีนตัวนี้ก็คือ ถ้าพบว่าเกิดการกลาย (Mutation) ของยีนตัวนี้เมื่อไหร่ ก็จะพบมะเร็งเมื่อนั้น นั่นก็หมายความว่าคนที่เป็นมะเร็งจะต้องเกิดการกลายของยีน P53 ด้วย แต่ถ้ายีนตัวนี้แข็งแรงการเจริญเติบโตของมะเร็งก็จะอยู่คงที่หรือเจริญเติบโตช้า

นี่เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้น ในวงการวิชาการแขนงเกี่ยวกับยีนก็ลงความเห็นเหมือนกันว่า P53 จะนำไปสู่การรักษามะเร็งได้โดยเด็ดขาด

แต่จนบัดนี้ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตั้งแต่การค้นพบยีนตัวนี้มาจนบัดนี้เกือบยี่สิบปีแล้ว (ขณะเขียนต้นฉบับ) ยังไม่มีใครตอบคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งได้ ถ้าพบว่าเกิดการกลายของ
ยีน P53 ในคนที่เป็นมะเร็งแล้ว คนที่เป็นมะเร็งแต่ยีน P53 ยังปกติอยู่เล่า จะอธิบายว่าอย่างไร

เป็นอันยอมรับกันว่า P53 อาจจะมีส่วนในการกลาย (Mutation) ของเซลล์มะเร็ง แต่การศึกษาเรื่องยีน P53 ก็ยังยุติไม่ได้ ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไปอีกนาน

Free Radicals แก๊งอันธพาล

Free Radicals คือกลุ่มของเซลล์ซึ่งเกิดขึ้นในตัวของเราเอง เซลล์ต่าง ๆ เหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม สามารถจะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่อยู่ใต้บังคับระบบใด ๆ ของร่างกายทั้งสิ้น

ปกติทุก ๆ เซลล์ในร่างกายเราจะมีหน้าที่ประจำ ทุกเซลล์จะทำงานหรือมีชีวิตอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ระบบนั้นจะทำงานตามคำสั่งของสมองและระบบประสาทอีกทอดหนึ่ง

แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม จะเกิดการรวมตัวของเซลล์ขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เซลล์กลุ่มนี้ถ้าเปรียบเทียบกับสังคมของเราก็จะเหมือนกับกลุ่มเด็กเหลือขอหรือกลุ่มกบฏ

มอง Free Radicals ด้านเคมี

ถ้าจะแยกแยะ Free Radicals ว่าเป็นอะไร แตกต่างกับเซลล์อื่น ๆ อย่างไร

ถ้าพูดง่าย ๆ มิต้องอธิบายว่า Free Radicals เป็นกลุ่มของเซลล์หรือโมเลกุล (Molecules) ที่ผิดปกติ ความผิดปกติอันนี้อยู่ที่อิเล็กตรอน

Free Radicals จะมีอิเล็กตรอนเป็นเลขคู่ คู่ของอิเล็กตรอนนี้ จะจับคู่กันไม่ได้ (Unpaired Electron)

ปกติแล้วโมเลกุลทั่ว ๆ ไปจะมีอิเล็กตรอนเป็นเลขคี่ และอิเล็กตรอนนี้จะจับคู่กันกับตัวอื่นได้

ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเคมี ก็จะไม่เห็นความสำคัญของอิเล็กตรอน ซึ่งเป็นเลขคู่แบบนี้ แต่ถ้าเราเข้าใจ จะเห็นความสำคัญยิ่งใหญ่ของความเป็น Reactive ของ Free Radicals

Reactive คือปฏิกิริยา ถ้าเป็นคนอย่างที่เราเรียกว่าแก๊งอันธพาลแล้ว ยิ่งถูกบีบหรือถูกปราบปรามเท่าไหร่ แก๊งอันธพาลก็จะอาละวาดร้ายแรงหนักขึ้นเท่านั้น

อันธพาลพวกนี้ต่อต้านสังคม ไม่เคารพกฎเกณฑ์หรือกฎหมายของสังคม ออกอาละวาดทำความเดือดร้อนไปทั่ว

ผมจึงสมัครจะเรียก Free Radicals นี้ว่า แก๊งอันธพาล

ความประพฤติของแก๊งอันธพาลนี้คือ เป็นตัวทำลาย เป็นตัวก่อความเดือดร้อนทั่วไปหมด ถ้ากลุ่มนี้หลุดเข้าไปในเส้นโลหิต ก็จะเป็นโอกาสให้ไปไหนต่อไหนได้ทั่วร่างกาย ไปชักชวนตั้งแก๊งใหม่ ๆ ขึ้นมา และไปทำความเดือดร้อนและอันตรายให้ทั่วไปหมด

น่าเสียดายที่ในวงการค้นคว้ามะเร็งไม่ได้ให้ความสนใจในแก๊งอันธพาลนี้มาแต่แรก มีแต่กลุ่มของ Gerontologist เท่านั้น ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมานับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว

กลุ่ม Gerontologist คือกลุ่มแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาและค้นคว้าการมีอายุยืน การกลับฟื้นคืนเป็นหนุ่มเป็นสาว (Rejuvenation) แฟ็กเตอร์สำคัญของการมีอายุยืนและการทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวนั้นอยู่ที่การเกิด การตาย และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mitosis)

ในระหว่างการค้นคว้า Mitosis นี่เอง ที่ได้พบและรู้จักกับแก๊งอันธพาล (Free Radicals)
กลุ่ม Gerontologist ได้ศึกษาค้นคว้าและได้สรุปลงว่า Free Radicals คือตัวที่ทำให้เกิดความแก่หรือตัวตั้งต้นของความแก่

ที่ผมว่าน่าเสียดายสำหรับวงการมะเร็ง ก็เพราะำม่มีใครสนใจเรื่องแก๊งอันธพาล มาแต่ต้น ความรู้เรื่อง Free Radicals กับสาเหตุของการเกิดมะเร็งจึงมีน้อย

แต่ในกลุ่มของผู้ที่ศึกษาว่า “มะเร็งไม่ใช่โรค” นี่แหละที่พบว่า Free Radicals นี้เป็นแฟ็กเตอร์สำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิด Mutation ของเซลล์ และก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Toxin โดยตรงด้วย

Toxins + Free Radicals = Mutated Cells

ผมจะขอสรุปแบบกระโดดตรงนี้สักนิดว่า สิ่งที่เราค้นพบว่าเป็นต้นตอสำคัญอันหนึ่งของ Toxins และ Free Radicals ก็คือ น้ำตาล โปรตีน และไขมัน

โปรแกรมการรักษามะเร็งจะต้องแก้หรือลด Toxins และ Free Radicals ให้ได้โดยด่วน

เรื่อง ชมนาด ภาพ iStock เขียนลงเว็บ เนื้อทอง ทรงสละบุญ

ชีวจิต 524 – BREAST CANCER SURVIVORS

นิตยาสารรายปักษ์ ปีที่ 22 : 1 สิงหาคม 2563
บทความน่าสนใจอื่นๆ

7 สัญญาณเตือนโรคมะเร็ง รู้ไว้สังเกตตัวเอง

5 ผักผลไม้สีแดง มีสารต้าน โรคมะเร็ง และช่วยให้แก่ช้า

ไลฟ์สไตล์ขั้นเทพป้องกันมะเร็ง

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up