ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เค้าทำกันยังไง?

Alternative Textaccount_circle
event
ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เค้าทำกันยังไง?

เคยได้มีโอกาสพูดคุยกับหลายๆ คเกี่ยวกับข้อซักถามเกี่ยวกับ ปัญหาสุขภาพ ทำให้พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสุขภาพที่ต้องการได้คือ การไม่ให้เวลาดูแลสุขภาพ ตัวเอง ลองสังเกตดูดีๆ ถึงด้านใดของชีวิตคนเราหากกำลังไปได้ดี คนเราจะให้เวลาและใส่ใจกับด้านนั้นๆ ของชีวิตมากกว่าด้านอื่นๆ ที่ยังต้องปรับปรุง เช่น หากหน้าที่การงานกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่สุขภาพกลับย่ำแย่ลง นั่นบ่งบอกถึงว่าคุณกำลังทุ่มเทเวลา  และความสนใจไปในด้านการงานมาก และไม่ให้เวลากับสุขภาพตัวเองเท่าไรนัก

ที่จริงแล้วการที่เราให้เวลากับร่างกายและใจของเราไม่ได้ให้ผลแค่รูปร่างดีและจิตใจแจ่มใส แต่จะได้ผลดีในทุกๆ ด้านของชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงกับจิตใจที่ปลอดโปร่งทั้งนั้น นั่นคือเมื่อเลือดสะอาดและร่างกายได้รับสารอาหารจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ อวัยวะต่างๆ จะทำงานได้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ร่างกายจะมีสุขภาพดีขึ้น ความคิดและอารมณ์ก็จะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ทำงานและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นองค์รวม ที่เรียกว่า Self-Care นั้นควรต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปฏิบัติตามกันดู เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวยังไงล่ะคะ

นอนหลับให้ถูกต้อง

การนอนหลับอย่างเต็มที่ แบบที่เรียกว่าหลับอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีโอกาสได้ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่างๆ ที่ใช้งานมาในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโต ความแข็งแรง หรือการปรับสมดุลต่างๆ ด้วย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า นอนน้อยแต่ยังทำงานได้ประสิทธิภาพหรือได้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม ขอให้คิดใหม่ค่ะ เพราะนอกจากการนอนหลับไม่เพียงพอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ระบบภายในรวนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพได้อีก เช่น ความจำและการตัดสินใจไม่ดี ไม่สดชื่น เหนื่อยล้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย เจ็บป่วยบ่อย

หากลองสร้างและปฏิบัติกิจวัตรที่ทำให้นอนหลับได้ง่ายและหลับแบบมีคุณภาพมากขึ้นเป็นประจำได้ทุกวัน จะเป็นการสร้างนิสัยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพโดยง่าย โดยอาจเริ่มจาก การเลี่ยงอาหารมื้อหนักที่มีรสเผ็ดจัด หรือหวานมากก่อนเข้านอนสัก 4-5 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร

ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาท 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน, ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเวลานอน เพราะการดูหน้าจอใดๆ จะกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ในห้องนอนควรมีอุปกรณ์ไฟฟ้าเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น โคมไฟหัวเตียง หรือเข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วงและไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอนหากไม่ง่วง ลองปฏิบัติตามกิจวัตรที่เราบอกไปข้างต้นดูสัก 2-3 คืนติดกัน แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่านอนหลับสบสยมากขึ้น

จัดการความเครียดให้เป็น

ความเครียดเป็นตัวบ่อนทำลายทุกส่วนของร่างกาย และทุกวันนี้คนเราจะมีความเครียดกันมากขึ้นด้วยวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนที่เต็มไปด้วยความเครียด และความรีบเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ เลยพูดได้เต็มปากเลยว่าความเครียดที่เกิดนี่แหละค่ะเพราะมนุษย์เป็นคนสร้างขึ้น เมื่อเรารู้ว่าความเครียดเป็นสิ่งที่คนเราแต่งตั้งขึ้น เราขอแนะนำวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความเครียด และเติมความสุขให้กับชีวิตประจำวันได้ด้วยวิธี ที่ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นคือการฝึกความรู้สึกขอบคุณ

ทุกคืนก่อนเข้านอนหรือทุกเช้าหลังตื่นนอนแล้วให้นึกถึงใครหรืออะไรก็ได้สัก 5 อย่าง แล้วขอบคุณสิ่งเหล่านั้น เช่น ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ความรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข, ขอบคุณสายตาที่ยังดีพอที่ให้สามารถอ่านบทความนี้ได้, ขอบคุณที่ได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ สงบ และสบาย เป็นต้น เชื่อมั้ยคะว่าหากเราทำและปฏิบัติแบบนี้เป็นประจำ

สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ช่วยบ่มเพาะนิสัยที่มองเห็นแต่ด้านดีๆ ของคนหรือเหตุการณ์ทุกๆ อย่าง ที่เกิดขึ้น อย่าลืมว่าทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นอย่างนั้นเอง ตัวเราผู้สังเกตุการณ์หรือถูกกระทบต่างหากที่เป็นผู้แปลความหมายของสิ่งนั้นว่าดีหรือไม่ดี ทั้งๆ ที่มันก็เกิดของมันอย่างนั้นเอง

นอนหลับให้ถูกต้อง

พอเราทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะดูเหมือนแย่ในครั้งแรก แต่ถ้าเรามองหาด้านดี เราจะเจอ ส่วนความทุกข์ ความเครียดที่เป็นบ่อเกิดแห่งพลังงานด้านลบอันเป็นสิ่งบั่นทอนสุขภาพทั้งกายและใจจะค่อยๆ ลดลงจนหายไปได้ในที่สุด

ฝึกทำสมาธิ 

การฝึกสมาธิเป็นที่ยอมรับในหลายๆ วงการ รวมทั้งในทางการแพทย์แผนปัจจุบันและวงการศึกษาว่าได้ผลจริง ทั้งต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ เช่น ลดระดับความดันโลหิต ภูมิต้านทานแข็งแรงมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ลดความเครียด สมองปลอดโปร่ง แจ่มใส เพิ่มความสามารถในการจดจำ ทำให้นอนหลับสนิท ลดอาการซึมเศร้าและการเสพติด รวมทั้งมีความสุขมากขึ้น ประโยชน์มากมายขนาดนี้ประกอบกับความจริงที่ว่าการฝึกสมาธินั้นเป็นการอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ ไม่ต้องเดินทางไปไหน การฝึกสมาธิจึงเป็นสิ่งที่ฝึกได้ทุกคนและทุกวัน

หัวใจสำคัญคือต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ สถานที่ฝึกสามธิควรเงียบ สงบ ปราศจากแสงจ้าเกินไป และปลอดภัย ถ้าจะให้ดีควรฝึกสมาธิในสถานที่เดิมเป็นประจำ เพราะพลังงานบวกที่ทำให้รู้สึกสงบนิ่งและผ่อนคลายจะค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นในบริเวณนั้นทีละน้อยๆ

ใช้เวลาอยูกับธรรมชาติ

ใช้เวลาอยูกับธรรมชาติ

เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติสามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้ เราจึงควรหาเวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเท้าเปล่าบนหญ้า รับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อให้ร่างกายได้วิตามินดีอย่างเพียงพอ ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและต้านการอักเสบได้ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรับแสงแดดคือ 6.00-8.00 น. หรือช่วงเย็นหลัง 16.00 น. เป็นเวลานาน 10-20 นาที ทั้งนี้การดำรงชีวิตตามวัฏจักรของธรรมชาติก็คือการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและเคารพธรรมชาติ เช่น ตื่นนอนเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เข้านอนหลังดวงอาทิตย์ตก กินอาหารธรรมชาติและตามฤดูกาล ยิ่งทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติมากเท่าไร คุณจะยิ่งรู้สึกว่าตัวคุณอยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

ทดลองเลี้ยงสุนัข

เชื่อหรือไม่ว่าการเลี้ยงสุนัขมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้เลี้ยงได้ นอกจากสุนัขแสนรู้จะกลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจผู้แสนซื่อสัตย์แล้ว ยังมีงานวิจัยออกมาว่า การที่คนเราได้ลูบคลำ กอดเล่นกับสุนัข ยังเป็นการแลกเปลี่ยนแบคทีเรียในร่างกายกันและกัน และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืดของเจ้าของสุนัขได้ด้วย อ่ะ รู้แบบนรี้รีบไปหาน้องหมามาเลี้ยงสักตัวด่วนๆ

ในขณะที่ร่างกายกำลังรู้สึกย่ำแย่และรับมือกับหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคและสารพิษ อวัยวะภายในทุกส่วนในร่างกายก็จะมีสภาพเดียวกันก็คือย่ำแย่ลงทุกวัน และแม้ในขณะนั้นสมองและความคิดของเรากำลังท้อแท้ สิ้นหวัง แต่ร่างกายเราไม่เคยย่อท้อ ยังคงต่อสู่กับเชื้อโรค พร้อมกับพยายามเยียวยาตัวเองไปเรื่อยๆ ในที่สุดเมื่อถึงวันที่กองทัพจุลินทรีย์ชนิดดีมีจำนวนมากพอที่จะเอาชนะพวกจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี ร่างกายก็จะค่อยๆ ดีวันดีคืน จนในที่สุดกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้นขอให้เชื่อในพลังแห่งการบำบัดและเยียวยาร่างกายตัวคุณเองเถอะค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

ไทรอยด์ เมื่อเกาะไม่ป้องกัน ซ้ำทำให้คอพอก

อาหารเป็นเหตุ สังเกตได้ กินอย่างไรไม่ให้พลาดท้องเสีย

ทำไมกิน “น้ำตาล” มากๆ ก็ทำให้เป็นโรคไตได้ คำอธิบายของ เบาหวานลงไต

 

 

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up