กินฟักทอง รับฮาโลวีน อาหารดีใกล้ตัว ต้านซึมเศร้า วิตามินเพียบ

กินฟักทอง รับฮาโลวีน อาหารดีใกล้ตัว ต้านซึมเศร้า วิตามินเพียบ

กินฟักทอง รับฮาโลวีน อาหารดีใกล้ตัว ต้านซึมเศร้า วิตามินเพียบ
กินฟักทอง รับฮาโลวีน อาหารดีใกล้ตัว ต้านซึมเศร้า วิตามินเพียบ

กินฟักทอง ต้อนรับ ฮาโลวีน อาหารดีใกล้ตัว ต้านซึมเศร้า วิตามินเพียบ

ใกล้เข้ามาแล้ว …สำหรับ วัน ฮาโลวีน 2020 ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ อีกหนึ่งเทศกาลวัฒนธรรมแบบอเมริกัน ที่เด็กๆ จะได้สนุกสนานไปกับการแต่งตัวเป็นผีนานาชนิด  แล้วออกไปเคาะประตูบ้านของคนอื่นๆ พร้อมกล่าวคำว่า Trick Or Treat (หลอก หรือ เลี้ยง) เพื่อขอขนมหรือลูกกวาด ถ้าเจ้าบ้านตอบว่า ‘Treat’  เด็กๆ ก็จะได้ขนมที่ร้องขอ แต่หากเจ้าบ้านตอบว่า ‘Treat’ เด็กๆ ก็จะพยายามหลอกให้เจ้าของบ้านกลัว กลายเป็นการละเล่นสนุกๆ นั่นเอง

 

ไขข้อสงสัยฟักทองกับประวัติศาสตร์คนหลอกผี

มีความเชื่อเล่าต่อๆ กันมาว่า เทศกาลฮาโลวีนนี้มีที่มาจากเทศกาลโบราณของชาวเคลต์(Celtic) ที่จัดเทศกาล ซาวอิน(Samhain) เพื่อสะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับวิถีชีวิต การเกษตร และวงจรของธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหมือนการเฉลิมฉลองวันสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวในฤดูร้อน เพื่อก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นเฉียบและมืดสลัว ประกอบกับชาวเคลต์เชื่อว่าคืน 31 ตุลาคม เป็นคืนแห่งเส้นแบ่งระหว่างโลก กับโลกหลังความตายที่เข้าใกล้กันมากที่สุด ดังนั้นชาวบ้านเลยแต่งตัวเป็นผีเพื่อหลอกพวกผีทั้งหลาย ให้พวกผีเชื่อว่าเป็นพวกเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เพื่อส่งบุญและแสดงความระลึกถึงผู้ล่วงลับด้วย โดยนอกจากการแต่งกายเป็นผี ก็จะมีการแกะสลัก หัวเทอร์นิพ โดยควักไส้และใส่เทียนไว้ข้างใน ให้เสมือนเป็นโคมไฟกันผีและให้แสงสว่างกับคนที่เดินทางไปมา เพราะเป็นคืนในหน้าหนาวนั้นจะมืดกว่าปกติ

แล้วฟักทองมายังไง  หลายคนอาจกำลังสงสัยอยู่ เจ้าฟักทอง ก็มาแทนหัวเทอร์นิพนั่นเอง เนื่องจากวัฒนธรรมนี้ มีการแพร่หลายไปยังอเมริกา แล้วทีนี้อเมริกามีหัวเทอร์นิพไม่เยอะ แต่มีพืชประจำถิ่นเป็น ฟักทอง ที่มีผลใหญ่กว่า แกะสลักง่ายกว่า แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย จึงเกิดเป็นเจ้าโคมไฟฟักทองหน้าผี หรือที่เรียกกันว่า แจ็กโอแลนเทิร์น (Jack O’Lanterns)

นอกจากเป็นสัญลักษณ์วันฮาโลวีน ฟักทองยังมีวิตามินเพียบ

ฟักทอง (Pumpkin) เป็นอีกหนึ่งผลการเกษตร ที่สามารถนำมาทำได้ทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน เพราะมีรสหวาน ทานง่าย อีกทั้งเนื้อของฟักทองอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินและแร่ธาตุเพียบ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี วิตามินอี ไนอาซิน (วิตามินบี 3) แมกนีเซียม โปแตสเซียม เซเลเนียม สังกะสี เหล็ก และซิงค์ เป็นต้น

นอกจากนี้ผลวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักทอง ช่วยเพิ่มระดับของ Serotonin และ Norepinephrine ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง รวมถึงเพิ่มระดับของสารสื่อประสาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของฟักทองและเบต้าแคโรทีนสารสำคัญในฟักทอง ที่สามารถลดภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

ฟักทองช่วยชะลอวัย

ในฟักทอง มีสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดต่างๆ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณให้สดใส ดูอ่อนวัย บวกกับที่ฟักทองก็อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และมีสารเบต้าแคโรทีน อยู่แล้วด้วย ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของสุขภาพผิวได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้นไปอีก  อีกทั้งในเนื้อฟักทองก็มีกากใยอาหาร ที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

ฟักทองเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงโรคกลุ่มแมตาบอลิกได้

มีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า สารเบต้าแคโรทีนในเนื้อสีเหลืองของฟักทองมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต้านเซลล์มะเร็งหลายชนิด โดยมีการทดสอบถึงเรื่องอาหารการกินระหว่างคนที่เป็นมะเร็งและคนปกติ พบว่าผู้ที่รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารแคโรทีน เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ รวมถึงผักใบเขียวอื่นๆ เป็นประจำ จะช่วยลดเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่างๆ อาทิ มะเร็งในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด เป็นต้น

ส่วนผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ฟักทองสามารถเพิ่มระดับอินซูลินในเลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาการอักเสบ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อีกทั้งฟักทองสามารถช่วยลดความเสี่ยง โรคกลุ่มแมตาบอลิกได้ นั่นก็คือกลุ่มของโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง อ้างอิงข้อมูลในปี 2015 จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่าอาหารที่มีสารแคโรทีนอยด์สูง ที่เจอในผัก ผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และเขียว สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคในกลุ่มของเเมตาบอลิกได้

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up