“ไข้เลือดออก” โรคอันตรายหน้าฝน ทุกคนควรต้องรู้!

“ไข้เลือดออก” โรคอันตรายหน้าฝน ทุกคนควรต้องรู้!

ได้มีโอกาสเปิดไปเจอข่าวที่ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ออกมาแถลงการการระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ที่บอกว่ามีการคาดการณ์มาตั้งแต่ต้นปี 2563 แล้วว่าจะมีการระบาดอย่างหนัก และช่วงนี้ก็เป็นช่วงหน้าฝนยิ่งทำให้โรคไข้เลือดออกระบาดได้ง่ายขึ้น โดยพบว่ามีผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสมของเชียงใหม่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงงตอนนี้ จำนวน 439 ราย เสียชีวิต 1 ราย ฟังแล้วก็ได้แต่เอามือทาอกด้วยความตกใจ

จะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝนทุกครั้ง ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มักจะออกมาเตือนประชาชนให้ ระมัดระวังป่วยโรคไข้เลือดออก ให้หมั่นสำรวจบริเวณรอบๆ ตัวบ้านและในชุมชน โดยเฉพาะตามภาชนะหรือวัสดุต่างๆ ที่มีน้ำขัง และช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่าประชาชนจะทำหรือปฏิบัติตามกันมากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่า “โรคไข้เลือดออก” ก็ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงขั้นนำมาสู่การสูญเสียชีวิตได้ไม่แพ้โรคติดต่อชนิดอื่นๆ เราจึงควรรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรค การป้องกัน และการปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการหรือสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อนี้เกิดขึ้น

ไข้เลือดออก เกิดจากอะไร ?

โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงตัวเมียที่หากินเวลากลางวันจะกัดและดูดเลือดคนที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ เชื้อนี้จะเข้าไปเพิ่มจำนวนอยู่ในกระเพาะยุง จากนั้นจะเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงไปกัดคนอื่น เชื้อก็จะแพร่เข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-8 วัน คนที่ติดเชื้อจึงเริ่มแสดงอาการของโรคไข้เลือดออกมักพบมีการระบาดในประเทศเขตร้อนชื้นในช่วงฤดูฝน เนื่องจากการเพิ่มจำนวนยุงลายที่เป็นพาหะในช่วงฤดูนี้

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก มีความรุนแรงหลายระดับ ตั้งแต่น้อยไปจนถึงเสียชีวิตได้ โดยอาการที่พบได้บ่อย คือ มีไข้สูงฉับพลัน 2-7 วัน ส่วนใหญ่จะมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีไข้สูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดจุกท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง ตัวแดง บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง แขน ขา เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกในทางเดินอาหารทำให้ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือดได้

รายที่มีอาการรุนแรงมากจะมีการรั่วของพลาสมาออกนอกหลอดเลือด จนมีภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ซึมลง ช่วงนี้ไข้มักจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรพาไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การรักษาไข้เลือดออก

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะต่อเชื้อไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการรักษาประคับประคอง การให้สารน้ำเพื่อป้องกันภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โดยเฉพาะในระยะวิกฤตที่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกหลอดเลือด การรักษาจะได้ผลดีถ้าผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยรวดเร็วและดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น

สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออกนั้นทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอให้ประชาชนสำรวจพื้นที่ที่มีน้ำขัง และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณรอบๆ ตัวบ้านและในชุมชน โดยแนะให้ประชาชนเก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ ตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 1.เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค  ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา 3.โรคไข้ปวดข้อยุงลาย

ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกันหลายโรค ทั้งไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และโรคโควิด-19 จึงขอให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัย รับประทานยาลดไข้ 1-2 วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

“โลหิตจาง” สัญญาณเตือนภัยของร่างกาย ที่ทุกคนควรต้องรู้!

ปวดหัว หมายถึงโรคอะไรได้บ้าง

เจ็บหน้าอก ทำไงดี เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up