เอสแอลอี วิตามิน ชีวจิต ป้องกันเอสแอลอี

วิตามินเพิ่มอิมมูน ป้องกันเอสแอลอี

เอสแอลอี วิตามิน ชีวจิต ป้องกันเอสแอลอี
เอสแอลอี วิตามิน ชีวจิต ป้องกันเอสแอลอี

วิตามินเพิ่มอิมมูน ป้องกันเอสแอลอี

ชีวจิตแนะนำเรื่องการ ป้องกันเอสแอลอี อย่างไร เริ่มต้นขออธิบายความหมายของคําว่า เอสแอลอี (SLE หรือSYSTEMICLUPUSERYTHEMATOSUS) ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับ การแพ้ภูมิต้านทานของตัวเอง (ภาษาแพทย์ เรียกว่า AUTOIMMUNEDISORDER)

การแพ้ภูมิต้านทานของตัวเองนี้ มีหลายโรค แต่ ชีวจิต ขออนุญาตพูดถึงโรคเอสแอลอีเพียงโรคเดียวก่อน

อาการเริ่มแรกของเอสแอลอี มักจะเริ่มด้วย อาการทางผิวหนังคือมีผื่นคัน หรือผื่นลักษณะเป็นเม็ดๆแล้วแตกออกเป็นแผลร่างกายมักจะมีอาการผื่นคัน บริเวณหน้าอกก่อนหลังจากนั้นจะกระจายไปทั่วส่วนต่างๆ ของร่างกาย บางคนจะมีแผลในปากทั้งปากเต็มไปหมด แถมมือและแขนจะบวมอักเสบ บางทีก็บวมที่ใบหน้าด้วย ต่อมามักจะตามด้วยอาการอาร์ไทรทิส (Arthritis) คือ อาการข้อต่อแทบทุกข้อเกิดอักเสบบวมแดงเคลื่อนไหว ร่างกายไม่สะดวกเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว   

อาการซึ่งแสดงว่าค่อนข้างหนัก คือ ระบบหายใจซึ่งจะเกิดอาการเกี่ยวกับปอดหลอดลมและการหายใจโดยมีอาการหอบหายใจไม่สะดวก บางคนมีอาการไอหนักๆคล้ายเป็นปอดบวม ต่อมาต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอจะโต และอาจลุกลามไปยังต่อมน้ําเหลืองบริเวณอื่นๆ ได้   

ที่หนักมากไปกว่านั้น  เมื่ออาการลุกลามไปถึงปอดแล้ว ก็ไปถึงไตด้วย จะมีอาการที่เรียกว่าโปรตีนรั่วเวลาตรวจปัสสาวะจะพบว่ามีโปรตีนรั่วปนออกมา ในปัสสาวะมากพอสมควร  ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกหมดแรงและเพลียมากๆ

อาการเบาๆ จะเริ่มที่ผิวหนังเพียงอย่างเดียว แต่บางคนเคราะห์ร้ายมีอาการแทบทุกอย่างรวมกันในการป่วยครั้งเดียว คนไข้จะมีอาการคล้ายคนไข้หนัก โดยเฉพาะอาการทางสมองและ ประสาทผสมซ้ำเติมด้วย โดยมีอาการเบลอๆ เซื่องซึมเบื่ออาหาร และไม่ยอมดื่มน้ำ

นี่คืออาการที่ค่อนข้างหนักที่สุดของเอสแอลอี  ถ้ามีอาการรวมทุกๆ อย่างเช่นนี้จําเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนมากแพทย์จะให้ยาประเภทแก้อักเสบแก้ปวด และแถมด้วยการให้สเตียรอยด์

เมื่อพูดถึงการให้สเตียรอยด์ คนไข้บางคนไปหาแพทย์ครั้งเดียว แต่ไม่ได้ให้ทางโรงพยาบาลติดตามผลอย่างใกล้ชิด ถ้าคนไข้มีปัญหาด้านการขับถ่ายไม่สะดวกและผิดปกติอยู่แล้วอาจมีอาการไตวายและเป็นโรคไตเรื้อรังได้

เอสแอลอี วิตามิน ชีวจิต ป้องกันเอสแอลอี

มีคําเตือนอีกอย่างหนึ่งสําหรับคนไข้ซึ่งภูมิชีวิตต่ำไม่แข็งแรง ถ้าแพทย์ไม่ทราบประวัติละเอียดและให้ยาประเภทป้องกันการอักเสบ หรือยาประเภทวัคซีนคนไข้จะเกิดอาการหนักขึ้นมาได้

หรือคุณผู้หญิงบางคนเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ยาที่แก้อาการของ เอสแอลอี โดยเฉพาะยาประเภทสเตียรอยด์จะทําให้ผู้ป่วย มีอาการไตวายและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้น ผู้ที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว หรือคุณผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ต้องบอกอาการเจ็บไข้ให้แพทย์ทราบรายละเอียดก่อนทันที   ในกรณีเอสแอลอีเช่นนี้มีผู้ถามว่าแล้วการรักษาตามแนวชีวจิตจะช่วยแก้ไขอะไรได้หรือไม่

ตอบว่าถ้ามีอาการหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันคงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก่อน หลังจากนั้นจึงให้วิตามินประเภทวิตามินเสริม  ควรจะเป็น วิตามินประเภทแอนติออกซิแดนต์คือวิตามินเอซีดีและอีอย่างละ1เม็ด2เวลาคือ   หลังอาหารเช้าและเย็นนอกจากนั้นควรเสริมด้วยกลุ่มวิตามินบีคือบี1 บี2 บี6 และบี12

อีกประการหนึ่งซึ่งอยากจะให้ลองนําไปปฏิบัติดูคือแทนที่ จะรอให้ป่วยเป็นเอสแอลอี ทําไมเราไม่คิดป้องกันเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดป่วยได้ และไม่ต้องทนทรมานจากอาการของเอสแอลอี ซึ่งถ้าเกิดเคราะห์ร้ายมีอาการทุกอย่างเกิดขึ้น พร้อมๆ กันเราก็จะมีอาการหนักหนาสาหัสจนถึงกับไม่มีทางรักษาได้

โดยเหตุที่เอสแอลอีเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานหรือ ภูมิชีวิตตกต่ําเมื่อภูมิตกต่ําเราจึงป่วยถ้าป้องกันไม่ให้ภูมิชีวิตตกต่ําได้ก็ไม่ป่วย

การจะดูว่าภูมิชีวิตตกต่ําหรือไม่นั้นได้จากผลเลือดเมื่อ ได้ตรวจเลือดแต่ละครั้งให้ดูว่ามีอาการของเลือดจางหรือไม่   การดูก็ดูง่ายๆ ถ้าผลเลือดบางตัวต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น HEMOGLOBIN (Hb) HERMATOCRIT (Hct.) REDBLOODCELL (RBC) ต่ำกว่าเกณฑ์ก็อาจจะเป็นได้ว่าคุณมีอาการของเลือดจางแล้ว

ถ้าเป็นอย่างนี้ วิธีป้องกันง่ายๆ คือแก้อาการของเลือดจางก็ควรเริ่มด้วยอาหารโดยควรจะเพิ่มโปรตีน

ชีวจิต แนะนําให้กินข้าวกล้อง กินโปรตีนจากพืชและปลาทะเล (ถั่วเหลืองเป็นตัวนํา+เต้าหู้+ปลาทะเลก็ควรเพิ่ม อาหารโปรตีนเหล่านี้ให้มากกว่าเดิมสัก 10 เปอร์เซ็นต์) และ ควรใช้วิตามินประเภทโฟลิกแอซิด 1 เม็ดเช้า-เย็นวิตามิน  บี12 ครั้งละ 1 เม็ด เวลาเช้าติดต่อกันสัก 2-3 สัปดาห์ และหลังจากนั้นกลุ่มวิตามินบีของคุณบี1 บี2 บี6 และบี12 คุณสามารถจะเพิ่มบี3 ได้ด้วยเพราะคุณไม่มีอาการของผิวหนังบี3 จะช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น

 

วิตามินต้องห้ามสําหรับผู้ป่วย SLE

เคยมีผู้ที่ไม่ทราบเรื่องของการใช้วิตามินอย่าง ละเอียดลึกซึ้งพอเข้าใจว่า  เมื่อใช้กลุ่มวิตามินบี ก็น่าจะใช้วิตามินบีทุกตัวได้

ขอเรียนให้ทราบว่าทําอย่างนั้นไม่ได้  มีอันตรายโดยเฉพาะ SLE ชนิดที่เริ่มด้วยอาการคันและมีผื่น ตามตัว  อย่าใช้วิตามินบี3ร่วมด้วยเป็นอันขาด เพราะวิตามินบี3เป็นวิตามินที่ช่วยขยายเส้นเลือดฝอย    การที่เส้นเลือดขยายอย่างรวดเร็ว (หมายถึงกินเกิน 250 มิลลิกรัมขึ้นไป) จะทําให้เกิดอาการคัน และร้อนอย่างรุนแรง  อาการคันจะกระจายไปทั่วตัว  ทําให้ทั้งคันและร้อนจนทนไม่ได้  จะทําให้หายใจไม่ออกและเกิดอาการช็อกได้

ฉะนั้น  การใช้กลุ่มวิตามินบีให้ใช้เฉพาะบี1 บี2 บี6 และบี12 อย่างละเม็ดต่อวันก็พอแล้ว นอกจากจะทําให้การหมุนเวียนเลือดเป็นไปอย่าง พอดีๆ  ยังทําให้การทํางานของสมองและระบบ ประสาทดีขึ้นด้วย  สมองใส  หายเบลอ  ช่วยให้ การทํางานและการตัดสินใจทางสมองดีขึ้น

 

ข้อมูลจาก ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต คอลัมน์ ปัญจกิจสุขภาพ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 343


บทความน่าสนใจอื่นๆ

7 แผลในปาก เสี่ยงตาย (แผลเล็กๆ อย่านึกว่าเป็นเรื่องเล็ก)

วิธีเช็ค “อ้วน” ตามแบบกูรูต้นตำรับชีวจิต และทำไมออกกำลายแล้วยังอ้วนอยู่

สมุนไพร วิตามิน ยาแก้ปวด แบบง่ายๆ ราคาถูกกำราบ หวัด

ติดตาม ชีวจิต ในช่องทางต่างๆ ได้ที่

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up