อยากให้ลูกฉลาด ยีนฉลาด

อยากให้ลูกฉลาด ทำไงดี ?

อยากให้ลูกฉลาด ยีนฉลาด
อยากให้ลูกฉลาด ยีนฉลาด

อยากให้ลูกฉลาด กำหนดได้ตั้งแต่ยีน

อยากให้ลูกฉลาด ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการให้ลูกเป็นเด็กฉลาด เป็นเรื่องที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ ซึ่งความฉลาดของลูกจะถูกถ่ายทอดจากยีนของผู้เป็นแม่เท่านั้น เพราะเป็นยีนที่อยู่ในโครโมโซม X และจะทำหน้าที่ของมันก็ต่อเมื่อยีนนั้นได้มาจากแม่

วันนี้จะพามารู้จักกับ “ยีนการเรียนรู้ หรือ ยีนความฉลาด” ซึ่งเป็นยีนที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมีมาโดยกำเนิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ยีนตัวนี้จะช่วยให้เด็กมีความกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้ และสังเกตเรื่องราวรอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ยีนเหล่านี้สามารถถูกเปิดหรือปิดได้หลังจากที่ลืมตาดูโลกมาแล้ว โดยมีปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอ ที่จะส่งผลให้เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีและเป็นเด็กที่ฉลาดได้

ยีนความฉลาด

ดร. เอมอร โคพีร่า Chief Medical Officer และผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพระดับยีน (Regenerative & Genomics Center)  โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง กล่าวว่า จริง ๆ แล้วความฉลาดในเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถหาคำตอบจากยีนที่มีได้ว่า เด็กควรถูกส่งเสริมความฉลาดไปในแนวทางไหนให้ตรงกับยีนมากที่สุด ซึ่งความฉลาดของเด็กแต่ละคนจะมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ความฉลาดด้านการคำนวณ  ความฉลาดด้านภาษา และความฉลาดด้านมิติความสัมพันธ์ สำหรับเด็กที่ไม่มียีนการเรียนรู้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ในช่วงวัยเจริญเติบโต การเลี้ยงดูของพ่อแม่สามารถช่วยกระตุ้นเรื่องของพัฒนาการ ซึ่งจะทำให้ยีนที่เป็นกลไกทางเคมีทำให้สารพันธุกรรมมีการปรับเปลี่ยนทำให้เด็กมียีนการเรียนรู้ หรือ ยีนฉลาดขึ้นได้

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เด็กฉลาดได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ โดยใช้วิธีจากการเจาะเลือด และนำเลือดไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีนิวเคลียส (Nucleus) มีโครโมโซม ที่สามารถนำเอาไปแยกเป็นยีนตัวต่าง ๆ แล้วทำการวิเคราะห์รหัสยีนที่ส่งผลต่อความฉลาดของเด็ก ทำให้รู้ว่าเด็กมียีนความฉลาดเด่นในด้านไหน เพื่อให้พ่อแม่ทราบว่าจะส่งเสริมหรือเตรียมความพร้อมให้กับอนาคตของลูกได้แบบไม่หลงทาง ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์

อยากให้ลูกฉลาด ยีนฉลาด
อยากให้ลูกฉลาด ยีนฉลาด

โดยกระบวนการวิเคราะห์ยีนนี้ ยังสามารถทราบแนวโน้มและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่าง ธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อัลไซเมอร์ สมาธิสั้น ออทิสติก และดาวน์ซินโดรม ได้อีกด้วย

“หลังจากกระบวนการวิเคราะห์เพื่อค้นหายีนความฉลาด เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน สามารถใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics เพื่อไปทำปฏิกิริยาระหว่าง DNA กับสารโมเลกุลเล็กๆ ในเซลล์ ซึ่งสามารถกำหนดยีนให้ทำงานหรือไม่ทำงานได้ ซึ่งเป็นกลไกทางเคมีที่ทำให้ DNA เกิดการปรับเปลี่ยนได้ ยีนจะสามารถปรับเปลี่ยนให้มีการเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้”

แม้งานวิจัยพบว่า “ยีนความฉลาด” ถูกส่งผ่านไปยังเด็กจากโครโมโซม X (โครโมโซมของแม่) อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อม สังคมการเลี้ยงดู ยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเด็ก และแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำหนดยีนเสริมสร้างความฉลาดของลูกตั้งแต่ในครรภ์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พ่อและแม่ต้องส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมตามช่วงวัยและกระตุ้นในสิ่งที่เด็กสนใจ เพื่อให้เป็นเด็กฉลาดสมวัย ไม่ว่าลูกของเราจะมียีนฉลาดหรือยีนการเรียนรู้อยู่ในตัวหรือไม่ ถ้าหากพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมตามช่วงวัยตั้งแต่ในครรภ์ จนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอกและกระตุ้นในสิ่งที่ลูกชอบ ก็จะเกิดการพัฒนาและนำไปสู่การเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และเป็นเด็กฉลาดสมวัย ดร.เอมอร กล่าวทิ้งท้าย

อ่านบทความเพิ่มเติม

การแพทย์แม่นยำรักษามะเร็ง

5 วิธีใหม่ รักษาโรคมะเร็ง ที่คุณต้องรู้

คืนความสมดุลสุขภาพให้ ”ฉลาด หุ่นดี อ่อนเยาว์ อายุยืน” ด้วยธาตุเจ้าเรือน

เดินลดน้ำหนัก + เพิ่มความสุข + ความฉลาด

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up