กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่, วัคซีนไข้หวัดใหญ่, ไข้หวัดใหญ่

7 กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่, วัคซีนไข้หวัดใหญ่, ไข้หวัดใหญ่
กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่, วัคซีนไข้หวัดใหญ่, ไข้หวัดใหญ่

กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อย่าชะล่าใจ มีโอกาสเสียชีวิตสูง

กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทั้ง 7 กลุ่มเสี่ยงอย่าชะล่าใจกับมหันตภัยไข้หวัดใหญ่ เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อชีวิตสูง เตือนเเล้วนะ ใกล้โรงพยาบาลไหนรีบไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้เลย

ล่าสุดคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และ มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ส่งสัญญาณเตือน 7 กลุ่มเสี่ยงอย่าชะล่าใจกับ มหันตภัยไข้หวัดใหญ่ เส่ียงสูงกับโอกาสเสียชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ระบาดทั้งปี

ปัจจุบัน ไข้หวัดใหญ่ ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยอันดับต้นๆ และส่งผลกระทบถึงความสูญเสียในระบบ เศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากผลการศึกษาถึงภาระของโรคไข้หวัดใหญ่พบว่า ในปี 2547 มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลสำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่าง 928 –2,360 ล้านบาท และจาก ประมาณการต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์กรณีเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในปี 2551 อยู่ระหว่าง 4.74 – 46.15 พันล้านบาท ในปี 2552 อยู่ระหว่าง 4.78 -46.60 พันล้านบาท และปี 2553 อยู่ระหว่าง 4.84 -47.20 พันล้านบาท

ถึงแม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ (สปสช.) รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็รณรงค์ถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนก็ยังขาดการรับรู้ขาดความเข้าใจในเชิงดูแลป้องกัน และยังไม่ตระหนักถึงมหันตภัย ไข้หวัดใหญ่อาจจะทำให้สูญเสียชีวิตได้ เนื่องด้วยสถิติของผู้เข้ามารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ยังตำ่กว่าเกณฑ์ มาตรฐานอยู่มาก หรือเพียงประมาณร้อยละ 10เท่านั้น

7 กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ในขณะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีประชากรใน 7 กลุ่มเสี่ยง อยู่ประมาณ 20 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 5 ของประชากรไทยทั้งหมด ได้แก่

1) หญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

2) เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

3) ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน

4) ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

5) ผู้พิการทางสมองที่ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

6) โรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ

7) โรคอ้วน หรือผู้ที่มี น้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ซึ่งหากกลุ่มเสี่ยงนี้เกิดมีภาวะแทรกซ้อน ของไข้หวัดใหญ่อาจทำให้มีโอกาสเสียชีวิตในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มคนปกติมากที่สุดถึง 100 เท่า

 

อ่านเพิ่มเติม : 10 ข้อต้องรู้ ป้องกันและรักษา ไข้หวัดใหญ่

 

กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

3 สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีไข้หวัดใหญ่

รศ. นพ. ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า  “ปัจจุบันมิติของโรคเปลี่ยนไป เนื่องด้วยมนุษย์สามารถเดินทางรอบโลก หรือเดินทางไปในที่ใดที่หนึ่งของโลกได้ภายใน ไม่เกิน 36-48 ชั่วโมง การเดินทางที่รวดเร็วนี้ทำให้ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ยังมีอยู่

ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์การระบาดของโรค SARS ที่เกิดขึ้นในปี 2546 หรือ การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1 2009) ซึ่งมีการระบาดไปทั่วโลกในเวลาเพียง 1 เดือน

ไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตรากลายพันธุ์สูงเพราะการกลายพันธุ์เป็น ขบวนการเพื่อความอยู่รอดของตัวเชื้อโรค เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ฉะนั้นในแต่ ละปีไวรัสไข้หวัดใหญ่มักปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้สามารถก่อโรคในคนได้ทุกปี  นั่นเป็นสาเหตุต้องมีการ พัฒนาวัคซีนที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปีให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่มาก ที่ต้องศึกษาค้นคว้าและวิจัยอยู่ ตลอดเวลาเพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ รวมถึงเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่”

ศ. เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่าไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมี 3 ชนิด คือ A, B และ C ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดย ในเอเชียตะวันออก มีรายงานถึงการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

โดยมีไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza A (H3N2) เป็นไวรัสที่พบมากกว่าไวรัสอื่นๆ ส่วนไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนชนิด C มัก เป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด

สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ กรมควบคุมโรค ในปี 2561 รายงานพบผู้ป่วย 185,829 ราย คิด เป็นอัตราป่วย 284.03 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 32 ราย

ซึ่งจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับค่ามัธยฐาน 5 ปี ย้อนหลัง และปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจเมื่อจ าแนกตามอายุ อัตราป่ วยด้วย ไข้หวัดใหญ่สูงสุดอยู่ในวัย 0-4 ปี มีอัตราป่ วยคือ 1,156.55 ต่อประชากรแสนคน และอัตราป่วยในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไปคือ 125.05 ต่อประชากรแสนคน

ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ A (H1N1), A (H3N2) และสายพันธุ์B โดยอาการ ไข้หวัดใหญ่ จะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน ผู้ป่ วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด (38 องศาเซลเซียสในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กมักจะมี ไข้สูงกว่านี้) ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าป่วยเป็น ระยะเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัด ธรรมดา (common cold) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่มีบางรายที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากมี ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและการแพร่ระบาดเชื ้อไข้หวัดใหญ่ ถึงจะไม่สามารถมีผลป้องกันได้ทั ้งหมด แต่หากได้รับวัคซีน อาการก็จะไม่รุนแรงและยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อีกด้วย

กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่, วัคซีนไข้หวัดใหญ่, ไข้หวัดใหญ่
A fictitious influenza vaccine.

อ่านต่อหน้าต่อไป>>ประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up