7 REFRESHING TIPS แก้ปัญหาอาการเหนื่อยล้า จากการทำงาน และนอนดึก

ปัจจุบันเราอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ที่เร่งรีบ ซับซ้อน ส่งผลให้เราต้องเจอกับความเครียด ความเมื่อยล้า สะสม หากปล่อยไว้นานขึ้นจะกลายเป็นโรคและอาการเรื้อรัง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ เช่น โรคออฟฟิศซินโดรม ที่มีอาการปวด คอ บ่า ไหล่แข็งเกร็ง อาการเมื่อยล้าของตา อาการปวดหลังส่วนบนและส่วนล่าง หรือแม้กระทั้งอาการทางระบบประสาท มีอาการชาปลายมือปลายเท้า รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่กะปรี้กะเปร่า อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายทั้งสิ้น หากไม่ได้รับการแก้ไข รักษา และวิธีป้องกันที่ถูกต้องเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้กลับมาเฟรช สดชื่น กะปรี้กะเปร่า ได้อีกครั้งในทุกชั่วโมงการทำงาน และการใช้ชีวิตของคุณ ที่สำคัญไม่มีอาการออฟฟิศซินโดรมแน่นอน  มีดังนี้

1. ดื่มน้ำ ให้เพียงพอ

บางทีการที่เรารู้สึกเหนื่อยล้า เพลียง่าย ไม่สดชื่น แสดงให้เห็นว่าเรากำลังขาดน้ำอยู่ การดื่มน้ำสักแก้วจะช่วยให้ร่างกายกลับมากะปรี้กะเปร่าอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังการออกกำลังกาย โดยเฉลี่ยแล้วเราควรดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร หรือกินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ 40 ซีซี

 

2. กินให้บ่อยขึ้น

การกินอาหารมื้อเล็กๆ ระหว่างวัน อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ได้ แต่ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์นะ เช่น ธัญพืช ถั่ว ขนมปังไม่ขัดขาว เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลของเราคงที่ ไม่ผันผวนจนเกินไปเหมือนกินแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตขัดขาวแต่ระวังอย่ากินเยอะจนสนุกปาก เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

3. วิตามินบี 1 ลดอาการเมื่อยล้า

การสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า คนทั่วไปมีแนวโน้มขาดแคลนกลุ่มวิตามินบีไม่ว่าอายุหรือเพศใดก็ตาม โดยวิตามินบีมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ความเหนื่อยล้า” และเป็นสารอาหารรองที่สำคัญช่วยเปลี่ยนสารอาหารหลักให้กลายเป็นพลังงานได้แหล่งวิตามินบี 1 เช่น ถั่วดำ ถั่วเลนทิล เมล็ดทานตะวัน และปลาทูน่า

4. หลีกเลี่ยงเลี่ยงคาเฟอีน

มีงานวิจัยระบุว่า เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มคาเฟอีนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยพยายามค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ทีละนิด อาจเหลือเพียงแค่ สัปดาห์ละ 3 ครั้งเท่านั้น สำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ โกโก้ ชา โคล่า และเครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ โดยเฉพาะการดื่มชา ซึ่งมีสารแทนนินอยู่ด้วย จะไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี1 ทำให้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า และแขนขาไม่มีแรงได้ใน 1 เดือน เมื่องดคาเฟอีนจะทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าน้อยลงได้ แต่ถ้างดคาเฟอีน แล้วปวดหัว แนะนำให้ค่อยๆลดลง อย่าพยายามหักดิบ แนะนำให้ดื่มชาสมุนไพร น้ำผลไม้แทนได้

 

5. ขยับและออกกำลังกาย

รู้หรือไม่ว่า การเคลื่อนไหว และการออกกำลังกายเป็นประจำทำให้เราเหนื่อยล้าน้อยลง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ได้  ซึ่งจะทำให้เรามีพลังงานเหลือเก็บไว้ใช้ได้ทั้งวัน แค่เราเดิน 15 นาที ก็ทำให้เรามีพลังงานสะสมมากขึ้น แถมช่วยให้แข็งแรงกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้นด้วย องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เราออกกำลังกายวันละ 35-40 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน อย่างไรก็ตามหลังการออกกำลังกาย การกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 1 มีส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า หลังออกกำลังกายได้อีกด้วย

6. นอนหลับให้เพียงพอ

หลายคนรู้ว่าการนอนเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช้แค่การนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง  เราต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการนอนด้วย เช่น เข้านอนหัวค่ำ นอนหลับสนิท และไม่ตื่นนอนสายด้วย เพราะจะช่วยให้ทุกๆเช้าของการตื่น เป็นวันที่สดชื่น ไม่งัวเงีย อ่อนเพลีย และเหนื่อยล้า ในระหว่างวันทำงาน เคล็ดลับง่ายๆที่ทุกคนทำได้ คือ เข้านอนและตื่นขึ้นในตอนเช้าเวลาเดียวเป็นประจำทุกวัน ไม่แอบงีบหรือนอนระหว่างวัน และสุดท้ายให้เวลากับตัวเองพักผ่อน รีแลกซ์ สมาธิ อ่านหนังสือ ก่อนเตรียมตัวเข้านอน

 

7. ลดความเครียดให้น้อยลง

ความเครียด ตัวการต้นเหตุที่ร่างกายต้องใช้พลังงานมหาศาล ไม่แปลกที่จะทำให้เราต้องรู้สึกดาวน์ และหมดแรงในการทำงานอย่างอื่นได้ ดังนั้น ควรหาเวลาทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง เช่น workoutในยิม เล่นโยคะ ไทชิ  นวดผ่อนคลาย อ่านหนังสือ นิตยสาร และหาเวลาพูดคุยกับเพื่อนๆ

 

การทำงานและการใช้ชีวิตของคุณ จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินบี 1 ได้ที่ www.วิตามินบี.net

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up