อาหารแนว Low Carb High Fat, วิธีเลี่ยงเบาหวาน, เบาหวาน, โรคเบาหวาน, ผู้ป่วยเบาหวาน, แก้เบาหวาน

วิธีเลี่ยงเบาหวาน แนวใหม่ ไม่ต้องอดของอร่อย

อาหารแนว Low Carb High Fat, วิธีเลี่ยงเบาหวาน, เบาหวาน, โรคเบาหวาน, ผู้ป่วยเบาหวาน, แก้เบาหวาน
อาหารแนว Low Carb High Fat, วิธีเลี่ยงเบาหวาน, เบาหวาน, โรคเบาหวาน, ผู้ป่วยเบาหวาน, แก้เบาหวาน

วิธีเลี่ยงเบาหวาน กิน/ไม่กินอะไรดี ถ้าคิดจะหลีกลี้หนีเบาหวาน

วิธีเลี่ยงเบาหวาน แต่ไม่ต้องอดของอร่อย มีจริงหรอ บอกเลยว่า มี และทำตามได้ง่ายๆ แค่รู้จักวิธีเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน มักจะเกิดร่วมกับภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน มีความเกี่ยวพันกับความผิดปกติของอินซูลินในร่างกาย อินซูลินเป็นฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลออกจากกระแสเลือด เข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานหรือเก็บสะสมในรูปของไขมัน

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอต่อการแก้ปัญหานี้จะทำให้เกิดภาวะก่อนเป็นเบาหวานในที่สุด

ผลก็คือน้ำตาลปริมาณมากถูกปล่อยให้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานประเภทที่สอง

อัตราการป่วยเป็นเบาหวานประเภทที่สอง เป็นปัญหาใหญ่ ไม่แต่เฉพาะบุคคลที่เผชิญกับผลลัพธ์ แต่ยังหมายถึงเป็นภาระสำหรับระบบการดูแลด้านสุขภาพที่หนักหน่วงจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ตาม ข้อมูล European Commission คนยุโรปประมาณสามสิบสองล้านคนที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวภายใน (เฉพาะที่อยู่ในยุโรปเท่านั้น) แต่ทั่วโลกอัตราดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นสี่เท่านับตั้งแต่ปี 1980 เฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการป่วยเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ในอังกฤษเพิ่มสูงขึ้น 65% และจากรายงานข้อมูลสถานการณ์เบาหวานในอังกฤษปี 2016 แนวโน้มนี้ ยังดำเนินต่อไป ประมาณการว่าในปี 2034 หนึ่งในสามของคนอังกฤษ จะเป็นโรคอ้วน ในขณะที่ประชากรในสัดส่วนร้อยละ 10 จะประสบภาวะเบาหวานประเภทที่สอง

ข่าวดีก็คือว่าภาวะก่อนเบาหวานนั้น สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ดังนั้น คุณมีสิทธิ์เลือกและมีตัวอย่างของคนที่ได้กำจัดภาวะก่อนเบาหวานได้สำเร็จ หลังจากที่ได้รับการนิจฉัยตั้งแต่ปี 2015 และสุขภาพก็ดีขึ้นมากแล้ว ยังมีอีกนับพันคน ถ้าตัวคุณหรือคนที่คุณรักบอกคุณว่ามีภาวะก่อนเบาหวาน นี่คือสิ่งที่ควรจะต้องรู้

ใครมีปัจจัยเสี่ยง

หากมีภาวะน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย หรือครอบครัวที่มีประวัติการป่วยเป็นเบาหวานประเภทที่สอง จะทำให้คุณเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นที่จะได้รับกับวินิจฉัยว่า ป่วยเป็นเบาหวานประเภทที่สอง

ผู้หญิงที่มีภาวะเบาหวานจากการตั้งครรภ์ จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน หรือเบาหวานประเภทที่สองตามมา เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักเกินกว่า 9 ปอนด์และที่ 20% ของผู้หญิงสัญชาติยุโรปประสบก็คือ มีภาวะอันเกิดจากฮอร์โมนที่เรียกว่า กลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome-PCOS) โรคเกี่ยวกับรังไข่ ซึ่งจะส่งผลลดโอกาสการมีลูก มีแนวโน้มน้ำหนักเกิน และมีอาการอื่นๆ ตามมา ผลกระทบตามมาที่สำคัญของ PCOS นอกเหนือจากโรคเบาหวานนั้น ก็คือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพราะการทำงานของอินซูลินนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ

แพทย์ชาวแคนาเดียน ซึ่งคนไข้มีภาวะไตวาย สืบเนื่องจากการป่วยด้วยเบาหวานประเภทสอง ได้เขียนหนังสือขายดีที่ชื่อว่า The Obesity Code ซึ่งได้อธิบายว่าอินซูลิน ภาวะดื้ออินซูลิน และฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ คอร์ติซอล เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ซึ่งนำไปสู่เบาหวานประเภทที่สองและโรคอ้วน

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้น คุณจำเป็นต้องจัดการกับตัวกระตุ้นดังกล่าว

จะพบภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้อย่างไร

เนื่องจากภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานนั้นโดยปกติจะไม่ปรากฏอาการ วิธีการที่จะตรวจพบก็คือ ด้วยการตรวจเลือด

ลดน้ำหนักแล้วอย่างไรล่ะ…

เป็นที่รู้กันมานานหลายปีแล้วว่าการลดน้ำหนัก 5- 10% ของน้ำหนักร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไร จะสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ แต่อย่างที่เรารู้กัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมอาหารและน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นในที่สุด บางครั้งมากเพิ่มขึ้นมากกว่าที่หายไปซะอีก เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นและกลับคืนสู่วิถีการกินอาหารปกติ สิ่งที่ตามมาก็คือการกลับมาของผลน้ำตาลในเลือดที่เลวร้าย

แต่ต่อไปนี้เป็นวิธีการใหม่ที่ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงกันโดยคนนับพัน อย่างเช่นการลดน้ำหนัก และลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ด้วยการงดน้ำตาลและแป้งขัดขาว หรือคาร์โบไฮเดรตแป้ง เช่น ขนมปัง มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า ซีเรียล คุกกี้ บิสกิท และขนมเค้ก ออกไปจากมื้ออาหารและเพิ่มการกินไขมันที่มีประโยชน์

คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล โดยกระบวนการย่อยภายในร่างกาย น้ำตาลนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ดังนั้นการลดและการกำจัดคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่ให้ต่ำกว่าวันละ 100 กรัมต่อวัน (หรืออาจจะประมาณ 200 กรัมต่อวัน) จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด ลดความจำเป็นในส่วนของการตอบสนองต่ออินซูลิน

แพทย์โรคหัวใจในอังกฤษกล่าวว่าภาวะเบาหวานและภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ควรจะถูกเรียกว่า Carbohydrate Intolerance หรือความทนต่อคาร์โบไฮเดรตลดลง ดังนั้นควรมีแคมเปญรณรงค์ตัดหรือลดน้ำตาลที่เติมลงในอาหาร

อาหารโลว์คาร์บ เป็นที่รู้จักกันมาหลายปีแล้ว แต่การเติมไขมันที่มีประโยชน์เป็นเรื่องใหม่ ไขมันจากนม ถั่ว ปลา และไข่(รวมทั้งไข่แดง) มีประโยชน์ ในขณะที่การบริโภคน้ำมันที่สกัดจากพืชผัก รวมถึงไขมันทรานส์ มากเกินไป สามารถก่อให้เกิดโรคเรื้อรังได้

งานวิจัยจำนวนมากขึ้นแสดงให้เห็นว่า มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเลี่ยงการกินไขมัน และจริงๆ แล้ว ไขมันต่างหากที่ทำให้รู้สึกอิ่ม ดีต่อการทำงานของหัวใจและสมอง และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอาหารชนิดอื่น ไขมันส่งผลน้อยที่สุดต่อการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา

นักวิจัยเก่ียวกับเบาหวานชาวสวีเดนและหัวหน้าภาควิชาNutrition มีคำแนะนำด้านอาหาร คือ จำกัดคาร์โบไฮเดรต ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งให้ไขมันสูง (ปลา เนื้อบางชนิด ผัก ชีส ถั่วเปลือกแข็งและน้ำมันมะกอก) การศึกษาที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับเบาหวานในเดือนมิถุนายนปี 2016 บอกว่า อาหารเมดิเตอร์เรเนี่ยนที่มีไขมันสูง ไม่ได้ทำให้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ในความเป็นจริง กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงและชายที่ถูกสุ่มมาให้กินอาหารไขมันสูง สามารถขจัดน้ำหนักส่วนเกิน และขนาดรอบเอว ดีกว่า คนที่กินไขมันต่ำด้วยซ้ำ

อ่านต่อหน้า 2

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up