ชะลอความเสื่อม, ชะลอวัย, ความเสื่อมของร่างกาย, ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย

วิธีปรับพฤติกรรม ชะลอความเสื่อมร่างกาย ป้องกันสารพัดโรค

ชะลอความเสื่อม, ชะลอวัย, ความเสื่อมของร่างกาย, ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย
ชะลอความเสื่อม, ชะลอวัย, ความเสื่อมของร่างกาย, ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย

วิธี ชะลอความเสื่อม ให้ร่างกาย ช่วยป้องกันสารพัดโรค

ความเสื่อม หากมองผิวเผินคงเป็นแค่เรื่องของอายุ ความแก่ชราจากวันเวลาที่ผ่านล่วงเลยไป เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมถอยเป็นธรรมดา ปัจจุบันมนุษย์ชินชากับความเสื่อมมากไป โดยเข้าใจว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติ โดยลืมนึกว่าความเสื่อมดังกล่าวอาจมาถึงก่อนวัยอันควร หรือมาเร็วขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกินอยู่ วันนี้ผู้เขียนจึงมาให้ข้อมูลเพื่อปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่า เราสามารถ ชะลอความเสื่อม ได้หากรู้วิธีและเข้าใจความเป็นไปของร่างกาย

แสงแดด, ชะลอความเสื่อมร่างกาย, ชะลอความเสื่อม, ความเสื่อม, ความแก่
แสงแดดมีส่วนกระตุ้นให้เซลล์แก่ตัวเร็วขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยง

ความเสื่อมซับซ้อนกว่าที่คิด

ความเสื่อมเกิดจากอะไรได้บ้าง

1. ปัจจัยภายใน

เป็นความเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากปัจจัยของร่างกาย โดยไม่ต้องมีสิ่งภายนอกมากระตุ้น เช่น

1.1 พันธุกรรม

บางคนมีพันธุกรรมที่ร่างกายเสื่อมหรือดูแก่ช้ากว่าคนอื่นๆก็จะแก่ช้า แต่ในคนที่มีพันธุกรรมที่ร่างกายเสื่อมเร็วก็จะแก่เร็วกว่านั่นเอง ยกตัวอย่างโรคทางพันธุกรรมที่ชื่อว่า โรคโปรเจเรีย (Hutchinson Gilford Progeria Syndrome) ซึ่งก็คือโรคชราในเด็ก คือ ผิวพรรณและหน้าตาจะดูแก่ตั้งแต่อายุน้อยนั่นเอง

1.2 โรคประจำตัว

ได้แก่ โรคเบาหวาน เป็นโรคที่มีงานวิจัยยืนยันว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความเสื่อมได้เร็วกว่าคนปกติ จะสังเกตได้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจก่อให้เกิดความเสื่อมในหลายๆอวัยวะทั้งไต จอตา หัวใจ ข้อต่างๆ

1.3 ฮอร์โมนในร่างกาย

โดยปกติแล้วฮอร์โมนต่างๆจะถูกควบคุมด้วยพันธุกรรมแต่บางครั้งฮอร์โมนก็อยู่นอกเหนือการควบคุมได้เช่นกัน เช่น ในผู้หญิง หากมีระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนและโปรเจสเทอโรนสมดุล และอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศได้นานก็จะแก่ช้า แต่หากใครที่ประจำเดือนหมดเร็วก็จะแก่เร็วนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีฮอร์โมนไทรอยด์ที่หากมีมากหรือน้อยกว่าปกติ(ในผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ) จะทำให้อวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ปอด เสื่อมเร็ว

2. ปัจจัยภายนอก

ซึ่งเข้ามากระตุ้นปัจจัยภายในให้เกิดความเสื่อม ได้แก่

2.1 แสงแดด

หรือยูวีเอและยูวีบี ที่มีส่วนโดยตรงในการกระตุ้นให้เซลล์แก่ตัวเร็วขึ้นไม่ใช่แค่ดูแก่เฉพาะที่ผิวหนังภายนอกอย่างเดียว แต่แสงแดดสามารถสร้างผลกระทบถึงระดับดีเอ็นเอ ทำให้ดีเอ็นเอมีการเปลี่ยนแปลง บันทึก และถ่ายทอดความผิดปกตินี้จากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่มีดีเอ็นเอดังกล่าวก็จะเกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆได้ง่ายและเร็วกว่าคนทั่วไป เช่น ในผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง จอประสาทตาเสื่อม ความผิดปกติของระบบประสาทระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็อาจมีสาเหตุจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอ (Mutation) จากแสงแดดดังที่กล่าวไปแล้ว

2.2 โภชนาการ

อาจเกิดได้จากการกินเกิน กินขาด กินไม่สมดุล โดยสารอาหารที่เราชอบกินเกินแล้วส่งผลกระทบต่อความเสื่อมส่วนใหญ่ก็คือ คาร์โบไฮเดรตซึ่งต่อมาจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล หากใช้ไม่หมดจะถูกนำไปสะสมในรูปแบบของไขมัน บ่อเกิดของอาการอักเสบและอาการเสื่อมต่างๆ นอกจากนี้น้ำตาลยังมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) สาเหตุของความเสื่อมสภาพต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย

ชะลอความเสื่อม

2.3 ไลฟ์สไตล์

หากเป็นคนออกกำลังกาย เล่นกีฬาหนัก เป็นนักกีฬาอาชีพหรือนักวิ่งมาราธอน ร่างกายจะเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation) หรือร่างกายเกิดการสันดาปกับออกซิเจนมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดฟรีแรดิคัล (Free Radical) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของความแก่

อะไรที่กระตุ้นให้ปฏิกิริยาไกลเคชั่นรุนแรง

• ระดับน้ำตาลในเลือด

• อายุที่เพิ่มขึ้น (ระยะเวลาที่ได้รับน้ำตาลนาน)

• ไม่ปกป้องผิวจากรังสียูวี(ความร้อนจากแสงแดด)

• ปล่อยให้ร่างกายมีอาการอักเสบ  เช่น  เป็นไข้ ติดเชื้อบ่อย ๆ (ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น)

นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกายจากการบริโภคน้ำตาลที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ กระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งภายในหรือภายนอกร่างกายของเราที่สามารถสังเกตได้จากสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น ในผลไม้สุก หากเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมาก มีน้ำตาลมากก็จะยิ่งคล้ำและดำมาก สามารถเปรียบเทียบระหว่างมะม่วงสุกจัดกับแอ๊ปเปิ้ลสุกจัด จะพบว่า มะม่วงมีสีดำมากกว่าสีดำที่เกิดขึ้นคือ สารที่ทำให้เซลล์ตาย ซึ่งเร่งกระบวนการให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้น เรียกว่า Advanced Glycation Endproducts หรือ AGEs

โดยกระบวนการนี้จะเกิดจากน้ำตาล+ความร้อน+โปรตีนหรือเซลล์ ก็จะทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ (สีดำ) และตายไปนั่นเอง

ดังนั้นอวัยวะในร่างกายเราที่มีส่วนประกอบของโปรตีนก็จะได้รับผลกระทบจากกระบวนการนี้ ปกติแล้วร่างกายเราจะมีคอลลาเจนกับอีลาสตินที่อยู่กระจัดกระจายในชั้นผิวหนัง พอน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดและไปเคลือบคอลลาเจนและอีลาสตินจะเกิดความหนืด (Caramelization) เซลล์ที่ปกติมีความยืดหยุ่นก็จะเหนียวเกาะตัวและยุบตัวเป็นร่องๆ เป็นที่มาของริ้วรอยความชรานั่นเอง

ในผู้ป่วยเบาหวานจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหรือโรคจากความเสื่อมอื่นๆ พ่วงเข้ามาได้ เช่น เลนส์ตาซึ่งประกอบไปด้วยโปรตีน เมื่อมีระดับน้ำตาลในร่างกายสูง น้ำตาลจะไปเกาะอยู่กับโปรตีน และเมื่อโปรตีนไปทำปฏิกิริยากับวุ้นในตา ทำให้เกิดความขุ่น ก็จะเกิดอาการวุ้นในตาเสื่อมและจอประสาทตาเสื่อมตามมาได้

เช่นเดียวกับในสมองของคนเราที่มีส่วนของความจำหรือฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิด น้ำตาลก็สามารถทำปฏิกิริยากับโปรตีนและส่งผลให้ความจำเสื่อมเร็วขึ้น

นอกจากนี้กระบวนการไกลเคชั่นยังส่งผลให้การทำงานของมัดกล้ามเนื้อต่างๆติดขัด เชื่องช้า บาดเจ็บได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อโรคต่างๆช้าหรือไวเกินไป รวมไปถึงกระดูก ซึ่งสาร AGEs จะเข้าไปอยู่ในโพรงกระดูก แล้วหยุดการสร้างมวลกระดูกใหม่ ทำให้มวลกระดูกลดลง จึงเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนนั่นเอง

หน้าต่อไป จะเป็นการแนะนำวิธี ชะลอความเสื่อม เพื่อร่างกายที่แข็งแรง ยืดอายุอวัยวะต่างๆ ของร่างกายค่ะ

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up