เทคนิคง่ายๆ ให้เราเป็นที่รักและไว้ใจของ “เพื่อนร่วมงาน”

เทคนิคง่ายๆ ให้เราเป็นที่รักและไว้ใจของ “เพื่อนร่วมงาน” นอกจากความรู้ความสามารถที่ใช้ในการทำงานแล้ว ความสัมพันธ์กับ “เพื่อนร่วมงาน” ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การเป็นคนน่ารัก น่าคบหา อย่างไรก็ดีกว่าต้องทำงานอยู่อย่างเหงาๆ ไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้ และงานบางอย่างการทำงานเป็นทีมนั้นสำคัญมาก ถ้าหากไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ก็อาจส่งผลให้งานมีอุปสรรคก็ได้ หากใครอยากเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารักจนใครๆ ก็อยากเข้ามาสนิทสนมด้วย แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ในค่ำคืนนี้ GL มีเทคนิคดีๆ มาบอกกัน – ต้องจริงใจ แค่เริ่มต้นด้วยความจริงใจในการเข้าหาผู้อื่นขั้นต่อไปก็จะง่ายแล้ว ให้คิดไว้ว่าหากเราอยากให้ผู้อื่นจริงใจกับเรา เราก็ต้องจริงใจและปราถนาดีกับเขาก่อน ไม่เสแสร้งหรือแกล้งเข้าหาเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แม้ว่าอาจจะมีบ้างที่บางคนไม่ได้ให้ความจริงใจนั้นตอบกลับมา ไม่ต้องเสียใจไปแค่เดินถอยออกมาให้ไกลก็พอแล้ว – คอยให้คำปรึกษา ลองคิดดูว่าถ้าหากเราเจอปัญหา แล้วมีคนมาคอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ แน่นอนว่าเราต้องรู้สึกดีกับเขาคนนั้นอย่างแน่นอน เราก็แค่ทำตัวให้เป็นประโยชน์แบบเขาคนนั้นซะ สิ่งไหนที่เรารู้ดีและแนะนำได้ก็ช่วยบอกไป แต่บางเรื่องเช่นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาไม่มาถาม อย่าได้เสนอหน้าเข้าไปก่อนเชียว เดี๋ยวเขาจะหาว่าสอด – ถามไถ่ เอาใจใส่ นอกจากเรื่องงานแล้ว ยังมีเรื่องง่ายๆ ที่สามารถคุยกันได้โดยไม่รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว เพียงกล่าวทักทายและสวัสดีหลังจากนั้นก็แค่ถามว่ากินข้าวหรือยัง ตอนเที่ยงฝากซื้ออะไรไหม กลับบ้านทางไหน ไปด้วยกันหรือเปล่า ประโยคคำถามง่ายๆ เหล่านี้นี่แหละที่จะเป็นเหมือนใบเบิกทางให้เรากับเพื่อนร่วมงานสนิทสนมกันขึ้นไปอีกขั้น หลังจากนั้นจะมีเรื่องต่างๆ มาคุยกันต่อเอง – ไม่เอาเปรียบ […]

เป็นยอดคนด้วย 7Q ที่สุดของ คนเก่ง ที่ออฟฟิศต้องการ

เป็นยอดคนด้วย 7Q ที่สุดของ คนเก่ง ที่ออฟฟิศต้องการ ปกติแล้วเราจะรู้กันว่า คนเก่ง ที่มีความสามารถส่วนใหญ่ในที่ทำงาน คือคนที่มี IQสูงๆ แล้วก็ยังมี EQที่ดีอีกด้วย แต่แค่นั้นอาจไม่พอ มาสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองด้วย 7Q ให้เป็นที่สุดของคนเก่งที่รับรองว่าออฟฟิศจะขาดคุณไปไม่ได้ หรือไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ล้วนแต่เป็นที่ต้องการกันค่ะ IQ – Intelligence Quotient  IQ หรือ Intelligence Quotient ก็คือความฉลาดทางปัญญา หรือการเป็นคนที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การใช้เหตุและผล และรวมไปถึงการคำนวณด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไปจะมี IQ อยู่ที่ 90 – 109 และในชีวิตการทำงานที่เราจะสังเกตได้ว่า บริษัทแทบจะทุกที่ต้องการคนที่มี IQ สูง ก็เพราะว่า เขาสามารถเรียนรู้ได้เร็ว คิดวิเคราะห์ถึงปัญหาได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังสามารถหาทางแก้ไข้ได้ดีอีกด้วย  EQ – Emotional Quotient มาถึงตัวที่สอง ที่แทบจะเป็นพื้นฐานอีกตัวที่เราได้ยินและเห็นกันบ่อยก็คงไม่พ้น EQ หรือ Emotional Quotient ซึ่งก็คือความฉลาดทางอารมณ์ […]

เปลี่ยนความคิดกับสิ่งรอบตัว ขจัดความทุกข์

เปลี่ยนความคิดกับสิ่งรอบตัว ขจัดความทุกข์ คนเราเวลาไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ เวลาเศร้าโศก เสียใจ ขุ่นเคืองใจ ก็เป็นทุกข์ เชื่อว่าทุกคนไม่อยากจะมีความทุกข์ บางคนทุกข์ เสียจนเกิดเป็นความท้อแท้ จนอยากจะถอยหลังหนีปัญหา หรือบางคนก็ตัดสินใจหนีปัญหาที่ทำให้เกิดทุกข์ไปด้วยวิธีผิดๆ ก็มี เราอยากจะบอกกับทุกคนทั้งที่มีทุกข์ หรือไม่มีทุกข์ทั้งหลายค่ะว่าในการจะจัดการกับความรู้สึกต่างๆ ทั้งหลาย เราจะต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่จะมารบกวนความสุขเสียก่อน นั่นคือการทำความรู้จักกับทัศนคติต่างๆ ที่ทำให้เราเกิดทุกข์นั่นเอง แน่ล่ะค่ะว่าความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่ไม่มีใครสามารถที่จะหนีได้พ้น แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงมัน และดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุขได้ เพียงแต่ต้องทำความรู้จักกับเพื่อนยากที่มีชื่อเรียกว่า “ความทุกข์” กันเสียก่อน แล้วอะไรบ้างที่ทำให้เกิดทุกข์? คำถามนี้ฟังดูออกจะเป็นในเชิงธรรมะอยู่สักหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็แค่คำถามธรรมดาสามัญในชีวิตของเราเท่านั้น คำถามที่ทุกคนสามารถหาคำตอบได้ง่ายๆ ไม่ยากเย็น เพียงแค่สังเกตไปรอบๆ ตัว เท่านั้น สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะมีทุกข์ หรือมีความสุขนั้นก็คือตัวของคุณเอง แค่ตัวคุณเองเท่านั้น ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นจากตัวเอง มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกที่จะมองหรือรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยทัศนคติแบบไหน จะเก็บเอาสิ่งต่างๆ ทั้งหลายมาก่อให้เกิดเป็นความทุกข์ หรือเลือกที่จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ที่ทำให้เกิดความสุขกับตนเอง มันล้วนขึ้นอยู่กับทัศนคติการมองโลกของคุณ แล้วทัศนคติใดบ้างที่ทำให้เกิดทุกข์? การมองโลกในแง่ลบทั้งหลาย ความรู้สึกในแง่ลบต่างๆ การปฏิเสธ และสิ่งต่างๆ ที่ประกอบไปด้วยคำว่า “ไม่” ทั้งหมดนั่นคือส่วนประกอบหลักของสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นได้ แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามสามารถทำให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งนั้น หากว่าคุณไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว การที่คุณมองเห็นเพื่อนร่วมงานคนอื่นได้รับคำชมจากเจ้านายแล้วเกิดความอิจฉา […]

ข้อคิด : เมื่อดีกับคนอื่นมากเกินไป จนส่งผลร้ายกับตัวเราเอง

ข้อคิด : เมื่อดีกับคนอื่นมากเกินไป จนส่งผลร้ายกับตัวเราเอง เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด… “ข้อคิด” ที่เป็นประโยคสั้นๆ และจับใจความได้ง่าย แต่ส่งผลร้ายกับตัวเราสุดๆ แน่นอนว่าการมองโลกในแง่ดีและเป็นคนดีนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้สมควรเป็นอย่างยิ่ง แต่หากว่าลืมคิดไปและใจดีกับทุกคนหรือใจดีกับคนๆ หนึ่งจนเกินไปจนไม่สนใจตัวเราเอง มันก็อาจเป็นช่องโหว่ให้ตัวเราได้รับผลกระทบในภายหลังได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือการประเมินคนและประเมินสถานการณ์ ว่าเราควรดีกับเขามากแค่ไหนหรือเราช่วยเขาได้เท่าไหร่ เอาที่ตัวเองไหวก็พอ อย่าไปฝืนจนตัวเราได้รับผลกระทบเสียเอง วันนี้เราเลยเอาข้อเสียของการเป็นคนดีมากเกินไปมาให้ดูกัน ว่ามันจะเป็นอย่างไร – อาจเสียท่าให้พวกมองหาแต่ผลประโยชน์ ความใจดีของเราบางทีก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่จ้องหาแต่ผลประโยชน์ มาคอยเอาเปรียบและใช้ประโยชน์จากเรา และเมื่อถึงวันที่เราหมดประโยชน์หรือเจอปัญหาคนประเภทนั้นก็คงไม่มองย้อนกลับมาหรือคิดที่จะช่วยเหลือเป็นการตอบแทนบ้าง ปล่อยให้เราเผชิญกับวิกฤติชีวิตอยู่เพียงคนเดียว – ปฏิเสธเพียงครั้งเดียว เราจะกลายเป็นคนใจร้ายไปทันที ถ้าช่วยครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง แล้วเมื่อไหร่ที่เราปฎิเสธที่ก็จะถูกมองว่าใจร้ายและไม่มีน้ำใจในทันที แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้วก็อย่าไปแคร์ความคิดคนอื่น เพราะสิ่งที่เราควรจะต้องแคร์คือความคิดของตัวเองและคนในครอบครัวต่างหาก – ห่วงคนอื่นจนลืมตัวเอง เอาเรื่องของคนอื่นมาใส่ใจมากๆ ก็กลายเป็นความเครียดสะสม คอยแต่จะคิดหาวิธีหาทางออกให้กับเขาจนลืมตัวเราเองไป ไม่ผิดอะไรถ้าอยากช่วยคนอื่น แต่จะดีกว่าถ้าให้เขาลองแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไป เราก็ให้แค่คำแนะนำที่คิดว่าดีที่สุด ส่วนเขาจะทำอย่างไรนั้นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา – ต้องคอยช่วยทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย เรื่องที่ไม่ใช่ของตัวแต่เก็บมาเป็นเรื่องของตัวเอง แม้จะคิดให้ปวดหัวหรือช่วยเหลือเขาไปสุดท้ายมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา สู้กลับมารัก มาเอาเวลาดูแลตัวเองดีกว่า เพราะบางทีการช่วยเหลือคนอื่นแล้วไม่ดีพอก็กลายเป็นเขาไม่พอใจเราขึ้นมาอีก อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  How to เติมพลังกาย-พลังใจ ให้มนุษย์วัยทำงาน […]

7 วิธีสร้างสุขใน “การทำงาน” ไม่ต้องมีเคล็ดลับอะไร แค่เริ่มง่ายๆ ที่ตัวเรา

7 วิธีสร้างสุขใน “การทำงาน” ไม่ต้องมีเคล็ดลับอะไร แค่เริ่มง่ายๆ ที่ตัวเรา หากเราไม่มีความสุขกับ “การทำงาน” แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของงาน และเมื่อทำงานออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่สุดท้ายก็จะเกิดความเครียด หมดไฟ ไม่กระตือรือร้นที่จะมาทำงาน หรือไม่ก็ทำแค่ให้มันผ่านพ้นไปและรอเอนจอยกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เพียงเท่านั้น คิดว่าถ้าใครกำลังเป็นแบบนี้อยู่คงไม่ดีเท่าไหร่ ให้ลองมองหาต้นเหตุดีไหมว่าทำไมเราไม่มีความสุข และลองเอา 7 วิธีสร้างสุขในการทำงานที่ GL เอามาแชร์กันในวันนี้ไปใช้กัน 1.มองโลกในแง่บวก ลองเปิดใจมองโลกให้กว้างขึ้นและมองอย่างเข้าใจ คิดบวกเข้าไว้แล้วจะมีแต่สิ่งดีๆ ตามมา บางทีการทำงานมันก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น ปัญหาที่เข้ามาก็คิดว่าเป็นการทดสอบและฝึกฝนตัวเองให้ยกระดับความสามารถไปอีกขั้น 2.มีอารมณ์ขัน แม้จะอยู่ในช่วงเวลางานเราก็หาจังหวะปล่อยมุกพูดจากับเพื่อนร่วมงานที่สนิทบ้างก็ได้นะ การสร้างอารมณ์ขันหรือหยอกล้อกับเพื่อน ๆ สายฮา ก็ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขมากขึ้น 3.ยึดหลัก Ergonomics สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขในการทำงานนั่นก็คืออาการเจ็บ ปวด เหนื่อย เมื่อยล้าต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นก็ควรปรับโต๊ะปรับเก้าอี้ให้เหมาะสม และหัดลุกออกไปยืดเส้นยืดสายซะบ้าง 4.ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจเรา เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะทำให้ทุกคนพอใจและเข้าใจ บางทีเจอกับคนที่น่าปวดหัวก็ไม่ต้องพยายามไปฝืนเอาใจเขามากนัก ช่างมันและถอยออกมาอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่ทำให้เรามีความสุขและรอยยิ้มดีกว่า 5.อย่าเก็บปัญหามาคิดมากจนเกินไป เมื่อเกิดปัญหาในการทำงาน ไม่ผิดอะไรถ้าเราจะคิดไตร่ตรองและหาทางออก แต่ก็ต้องเว้นช่วงให้สมองได้พักจากเรื่องเครียดบ้าง หลังเลิกงานก็พยายามลบมันออกจากหัวไปซะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง 6.เลิกบ่นแล้วลงมือทำ มุ่งมั่นที่เป้าหมาย หากเรามัวเอาแต่บ่นว่าไอ้นี่ไม่ดีอย่างนั้น ไอ้นั่นไม่ดีอย่างนี้ […]

อย่าแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า อย่าแบก “ปัญหาชีวิต” ไว้คนเดียว

อย่าแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า อย่าแบก “ปัญหาชีวิต” ไว้คนเดียว เคยเป็นกันบ้างไหม? เวลาเจอปัญหาหรือมีเรื่องราวทุกข์ใจผ่านเข้ามามักจะเก็บมันไว้โดยไม่บอกใครแล้วพยายามแก้ไขอยู่คนเดียว คิดว่ามีแต่เราที่ต้องแบกรับมันไว้ เพราะไม่อยากให้คนรอบข้างต้องมารับรู้และเดือดร้อนกับสิ่งที่น่าปวดหัวเหล่านี้ไปด้วย สุดท้ายปัญหานั้นก็บานปลายจนไม่สามารถแก้ไขได้ ก่อให้เกิดความกดดัน ความทุกข์ ความเศร้าขึ้นมาในใจ อยากบอกว่าแบบนี้มันไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปมันจะยิ่งทำให้เราอ่อนล้า จิตใจอ่อนแอ เรี่ยวแรงถดถอย และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด จะดีกว่าไหมถ้ามีปัญหาใดผ่านเข้ามาหรือมีงานที่หนักหนาถูกมอบหมายมาให้ เพียงลองมอบไปรอบๆ ตัว แล้วเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่นดูบ้าง แม้ว่าเขาจะไม่ช่วยลงแรงก็ไม่เป็นไร แต่แค่ช่วยรับฟังและเป็นกำลังใจให้ก็ดีมากมายแล้ว บางคนอาจสงสัยว่าแค่เป็นกำลังใจและรับฟังมันจะมีประโยชน์อะไร ขอบอกว่าจริงๆ แล้วมันมีประโยชน์ต่อจิตใจมากเลยนะ เพราะการที่มีคนมาคอยรับฟังในเวลาที่เรามีปัญหามันจะช่วยแบ่งเบาภาระทางจิตใจ ช่วยให้รู้สึกโล่งสบาย และรู้สึกว่าเราไม่ต้องรับทุกอย่างไว้คนเดียว ยังมีคนรอบข้างคอยผลักดันให้เราผ่านช่วงเวลาร้ายๆ เหล่านั้นไปได้ หากใครที่กำลังเจอเรื่องหนักใจ หรือชอบเก็บอะไรไว้ในใจคนเดียวแบบที่ว่านี้อยู่ ก็อย่าแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า อย่าแบกปัญหาไว้คนเดียว อยากขอให้ลองเปิดใจให้คนรอบตัวดูสักครั้ง เปิดใจให้คนรอบข้างดูสักหน เชื่อว่ามันจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาได้แน่

Revenge Bedtime Procrastination ไม่ได้ “นอนไม่หลับ” แต่เลือกที่จะไม่นอน

Revenge Bedtime Procrastination ไม่ได้ “นอนไม่หลับ” แต่เลือกที่จะไม่นอน แม้ว่าวันนั้นจะทำงานหนักขนาดไหน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปทั้งตัวและหัวใจ แต่พอกลับบ้านมากินข้าว อาบน้ำ ทำนู่นทำนี่จนเวลาล่วงเลยไปถึงดึกดื่น แทนที่จะนอนเอาแรงเพื่อไปสู้งานในวันต่อไป เรากลับเลือกที่จะไม่นอน ขอสละเวลาพักผ่อนมาทำกิจกรรมที่เราชอบและรู้สึกผ่อนคลายไปกับมัน ทั้งเล่นเกม เปิดทีวีดูซีรีย์ อ่านหนังสือ ถูไถมือถือจนเกือบเช้า พฤติกรรมเช่นนี้นักจิตวิทยาเรียกมันว่าการผัดเวลานอน หรือ “Revenge Bedtime Procrastination” แน่นอนว่าการทำแบบนี้มันต่างจากการนอนไม่หลับโดยสิ้นเชิง เพราะเราเลือกที่จะเลื่อนเวลานอนออกไปด้วยความตั้งใจล้วนๆ แต่แล้วทำไมเราถึงเป็นแบบนี้? – นอนดึกเพื่อล้างแค้น ในข้อนี้มีคำตอบว่า Revenge Bedtime Procrastination นั้นมักจะเกิดกับคนที่เครียดกับการทำงานมาทั้งวัน ทำงานหนักสะสมมาเป็นเวลานานจนไม่มีเวลาเหลือไปใช้ชีวิตของตัวเองหรือไปทำอย่างอื่น ทำให้เลือกที่จะสละเวลานอนหรือเวลาพักผ่อนที่มีแล้วมาใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ เพื่อทวงเวลาการใช้ชีวิตที่หายไปในช่วง Daytime หรือนอนดึกเพื่อล้างแค้น แล้วยังมีอารมณ์ประมาณว่ายังไม่อยากให้ถึงเช้าเลย เพราะไม่อยากไปเผชิญกับความเครียดและกดดันแบบนั้นอีก – ผลเสียของการล้างแคน รู้หรือไม่ว่าผลของการล้างแค้นหรือชดเชยเวลาการใช้ชีวิตตอนกลางคืนนั้น สุดท้ายแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง เราอาจจะได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ว่าจะเล่นเกมจนแรงค์ตัน เคลียร์เควสเนื้อเรื่องผ่าน 100% ดูซีรีย์ที่ดองไว้จนจบ หรืออ่านหนังสือที่ซื้อไว้ครบทุกเล่ม แต่เมื่อเวลาพักผ่อนที่มีค่าหายไป ทำให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย – แก้ยังไงดี […]

เอาใจใส่คนอื่นและเรื่องรอบตัวมากเกินไป สุดท้ายเรานั่นแหละจะ “เหนื่อยใจ”

เอาใจใส่คนอื่นและเรื่องรอบตัวมากเกินไป สุดท้ายเรานั่นแหละจะ “เหนื่อยใจ” ไม่แปลกอะไรถ้าวันไหนเราจะรู้สึก “เหนื่อยใจ” ที่ต้องคอยห่วงแต่คนอื่น เอาใจใส่คนอื่นมากเกินไปจนลืมใส่ใจตัวเอง เพราะว่ามนุษย์นั้นอยู่ร่วมกันในสังคม เมื่อมีคนอื่นนอกเหนือจากเรามาอยู่ด้วยแล้วเราจึงต้องใช้ชีวิตไปพร้อมกับการตระหนักถึงคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเราด้วย และระดับการใส่ใจหรือการตระหนักถึงก็จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ อย่างเช่น เราอาจจะรู้สึกเกร็งเมื่อคุยกับหัวหน้า รู้สึกธรรมดาเมื่อคุยกับเพื่อนร่วมงาน และยิ่งเป็นกรณีที่ต้องพบเจอหรือติดต่อกับคนที่ไม่รู้จัก เราก็มักจะเกร็งหรือกังวล ตื่นเต้น ใจเต้นรัว เหงื่อออกมือ การตอบสนองเช่นนี้เป็นสัญชาติญาณการป้องกันตัวเองของสิ่งมีชีวิต ไม่ต่างกันจากสัตว์ที่มักจะหวาดระแวงเมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่รู้จัก และจะแสดงการข่มขวัญพร้อมสู้ภัยอันตรายที่จะเข้ามา จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะเกิดความเหนื่อยล้าจากการตั้งท่าเตรียมพร้อมเวลาที่ต้องพบกับใครบางคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเรา หรือไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ลองนึกถึงตอนที่เราโดยสารรถไฟฟ้าในช่วงเวลาเร่งด่วนและต้องยืนอยู่ใกล้ทางเข้า-ออก ทำให้เราต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าจะขัดขวางคนอื่น และทำให้คนอื่นลำบาก อีกทั้งยังต้องใช้สมองและความใส่ใจเพิ่มมากขึ้นว่า ควรเดินออกนอกรถไปก่อน หรือ ไม่จำเป็นต้องออกจากรถ เข้าใจดีว่า “ไม่มีใครอยากสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น” แต่การเอาใจใส่เรื่องต่างๆ และเอาใจใส่คนรอบตัวที่มากจนเกินไป อาจสร้างความเหนื่อย ความกังวล และความทุกข์ในจิตใจของคุณเอง จะดีกว่าไหมหากลดระดับความใส่ใจนั้นลงมาให้พอดี ไม่ต้องห่วงและไม่ต้องกังวลจนเกินไป อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  How to เติมพลังกาย-พลังใจ ให้มนุษย์วัยทำงาน ลดความเครียดลดเสี่ยงโรคภัย หลักจิตวิทยาคนทำงาน กับบันได 6 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ! เลิกซะ! นิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง รีบเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ 4 […]

รู้ไว้ไม่เสียหาย! 7 วิธีที่ทำให้คนวัยทำงานห่างไกลจาก “โรคซึมเศร้า”

รู้ไว้ไม่เสียหาย! 7 วิธีที่ทำให้คนวัยทำงานห่างไกลจาก “โรคซึมเศร้า” จากผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยกว่า 1.5 ล้านคน ป่วยด้วย “โรคซึมเศร้า” และส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน โดยผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 1.7 เท่า แต่ที่น่ากังวลที่สุดก็คือผู้ป่วยเกินกว่าครึ่งต่างไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย และอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจและการชีวิตตามมา โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า สาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจาก ด้านกายภาพ ด้านชีวภาพ เช่น สารเคมีในสมองไม่สมดุล การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายบางอย่าง รวมไปถึงการใช้สารเสพติดหรือยาบางประเภท ก็ทำให้มีอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน ส่วนด้านจิตใจ เช่น ทักษะการปรับตัวต่อปัญหา การจัดการความเครียด และบุคลิกภาพ นอกจากนี้ คือ ปัจจัยด้านสังคม เช่น มีการสูญเสีย คนใกล้ตัวมีความเครียด หรือมีความเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วเราจะมีวิธีดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดให้ห่างไกลจากโรคเศร้าได้อย่างไร? วันนี้เรามี 5 วิธีดี ๆ มาฝากกัน 1.เลือกทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิ เลือกทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิผ่อนคลายจิตใจ และสร้างความรู้สึกให้ดีขึ้น อาทิ การฝึกโยคะ การเลือกชมภาพยนตร์ที่ให้ความบันเทิง หรือเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมร่วมกับผู้อื่น 2.ปรับเปลี่ยนความคิดแบบเดิม ๆ […]

5 เคล็ดไม่ลับช่วยบรรเทาความเครียดจากการทำงาน งานดี ชีวิตแฮปปี้

5 เคล็ดไม่ลับช่วยบรรเทาความเครียดจากการทำงาน งานดี ชีวิตแฮปปี้ ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ไม่ว่าใครก็ต้องเครียดกันทั้งนั้น โดยเฉพาะหนุ่ม-สาวที่กำลังอยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัวแบบเรา ๆ ย่อมมีปัญหาถาโถมเข้ามาจนทำให้เครียดมากกว่าปกติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามวันนี้เรามี 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยบรรเทาความเครียดของเพื่อน ๆ ให้น้อยลง จนส่งผลให้งานออกมาดี ชีวิตแฮปปี้มาฝากกัน – ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องงาน การผูกทุกช่วงเวลาของชีวิตไว้กับเรื่องงานย่อมทำให้เกิดความเครียดสะสมตามมาโดยไม่รู้ตัว ลองปล่อยวางและใช้เวลาในวันหยุดไปกับการพักผ่อนเสียบ้าง เพราะชีวิตของเราไม่ได้มีแต่เรื่องงานไปเสียทั้งหมด หาโอกาสลาพักร้อนให้ตัวเองได้ผ่อนคลายร่างกายและสมอง แล้วค่อยกลับมาสู้กับงานใหม่ – รู้จังหวะในการหลีกหนีปัญหา ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็มักมีปัญหาอยู่แล้ว และปัญหานี้แหละจะนำมาซึ่งความเครียด ถ้าปัญหานั้นไม่ใช่ปัญหาที่เราสร้างขึ้นก็ลองถอยออกมาอยู่วงนอกแล้วช่วยให้คำแนะนำ แทนที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในปัญหาเหล่านั้นให้เกิดความเครียดสะสมกับตัวเรา – เรียนรู้ให้มากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดในวัยทำงานมากที่สุด คือ การไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้ตามที่หัวหน้าคาดหวังเอาไว้ ความเครียดก็ย่อมเกิดขึ้นตามมาเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นการเรียนรู้ให้มากขึ้นจะทำให้เรากลายเป็นผู้รู้ในทุก ๆ เรื่องและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง – รู้จักปล่อยวางและให้อภัย การทำงานกับคนหมู่มากก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นมาบ้าง อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ถ้าหากต่างฝ่ายต่างขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นและให้อภัยซึ่งกันและกัน ก็จะลดความกดดันในการทำงานได้ เมื่อความกดดันน้อยลงความเครียดก็จะน้อยลงตามไปนั่นแหละ – นึกถึงครอบครัว เมื่อเจอเรื่องเครียดเมื่อไหร่ ก็ลองนึกถึงบุคคลในครอบครัวไม่ว่าจะเป็น พ่อ […]

การพักผ่อนให้ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่นอน อะไรคือการพักผ่อนที่แท้จริง

การพักผ่อนให้ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่นอน อะไรคือการพักผ่อนที่แท้จริง สมัยนี้มีคนสอน “วิธีทำงาน” หรือ “วิธีฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย” กันมาก แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสอน “วิธีการพักผ่อน” เลย จนรู้สึกว่ามีคน พักผ่อน ไม่เป็นเยอะอยู่ทีเดียว นี่เป็นความคิดของนะโอะยุกิ ฮนดะ นักเขียนและผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว การพักผ่อน แบบญี่ปุ่นจะเป็นยังไงกันบ้างเราไปดูกัน สมมติว่าคุณทำโอทีจนเหนื่อยล้าแล้วขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน จากนั้นนั่งพักบนโซฟาสักครู่แล้วเปิดโทรทัศน์ ขณะที่ดูรายการรอบดึกไปเรื่อยเปื่อย ปากก็พูดไปด้วยว่า “เฮ้อ วันนี้เหนื่อยจังเลย” รู้รึเปล่าว่าการทำแบบนี้ไม่มีทางหายเหนื่อยได้หรอก เพราะสมองของเราจะยังคงตื่นตัวตลอดเวลาในช่วงที่เราตื่น ยิ่งทำโอทีจนถึงเวลารถไฟเที่ยวสุดท้ายก็น่าจะเครียดมากพอดู ส่วนร่างกายนั้นย่อมเหนื่อยล้าด้วยแน่นอน ถ้าเป็นแบบนี้ต้องนอนเท่านั้น การนอนหลับเพื่อให้สมองได้คลายความตื่นตัว และร่างกายได้ฟื้นฟูขึ้นจากความเหนื่อยล้า ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด คนที่พักผ่อนไม่เป็น เวลาเหนื่อยล้าจะทำตัวเอื่อยเฉื่อย แต่ความจริงแล้วสิ่งที่จำเป็นเวลาเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่การเอ้อระเหย แต่คือการนอนหลับต่างหาก นอกจากนั้นในวงการกีฬายังมีแนวคิดที่เรียกว่า “Active Rest” หรือ การหยุดพักด้วยการยืดเส้นยืดสาย ด้วย เวลาเหนื่อยล้าถ้าเราหยุดพักเต็มที่จะไม่มีทางหายเหนื่อย สู้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างกระฉับกระเฉงจะฟื้นฟูร่างกายได้ผลกว่า เพราะฉะนั้น ช่วงที่หาจังหวะนอนพักได้ยากอย่างช่วงกลางวันแทนที่จะอ้างว่าเหนื่อยแล้วทำตัวเฉื่อยแฉะ ลองมาขยับร่างกาย เช่น ออกไปเดินข้างนอก ก็จะช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้มากกว่ากันเยอะเลย มาฟื้นฟูร่างกายที่เหนื่อยล้าด้วยการขยับแข้งขยับขาในช่วงกลางวัน และเข้านอนแต่หัวค่ำในช่วงกลางคืนกัน ขอขอบคุรข้อมูลจาก […]

เปลี่ยนวิธีคิดและจิตใจ สร้างความสุขง่าย ๆ ให้กับการใช้ชีวิต

เปลี่ยนวิธีคิดและจิตใจ สร้างความสุขง่าย ๆ ให้กับการใช้ชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตของเราหลายคนล้วนเร่งรีบ ทั้งถูกบีบจากภาระหน้าที่และถูกกดดันจากความคาดหวังถึงความสำเร็จในชีวิต จนทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม กลายเป็นความเบื่อหน่ายและความเครียด ความสุขที่มีเพียงน้อยนิดค่อย ๆ ถูกกัดกินทีละเล็กทีละน้อยจนใกล้จะหมดไป หากใครกำลังเป็นเช่นนี้อยู่ ลองมาดูวิธีสร้างความสุขที่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่เราเอามาแชร์กันในคืนนี้ 1.เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด ลองเปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนความคิดให้ตัวเองกลายมาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิต เพราะความสุขและความทุกข์ล้วนเกิดขึ้นมาจากตัวเราแทบทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมุมไหน 2.จัดลำดับความสำคัญในชีวิต จัดลำดับความสำคัญแล้วเลือกตัดสิ่งที่สำคัญน้อยที่สุดทิ้งไปบ้าง ลองคิดทบทวนจัดตารางให้ดีเพราะบางครั้งเราอาจจะมองเห็นช่องทางในการความสุขเพิ่มเข้ามาในตารางชีวิตของเราก็ได้ 3.ใช้ชีวิตให้ช้าลง คงไม่เป็นไรหากเราใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง เราไม่จำเป็นจะต้องวิ่งอยู่เสมอไป บางครั้งเราอาจจะเดินบ้างหรือหยุดพักบ้างก็ไม่เป็นไร แค่เราไม่ท้อและเดินถอยหลังกลับไปก็พอแล้ว 4.หยุดเปรียบเทียบ หยุดนำความสำเร็จของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง เพราะคนเราล้วนมีชีวิตที่แตกต่างกันไป บางคนอาจมีครอบครัวที่เพรียบพร้อมคอยหนุนหลัง แต่บางคนนั้นแทบไม่มีใครที่คอยช่วยผลักดัน มันไม่ผิดอะไรเลยถ้าเราจะมีชีวิตในรูปแบบของเราเอง 5.หาความสุขจากเรื่องง่าย ๆ ลองมองหาความสุขจากเรื่องง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัว เปิดหัวใจรับสิ่งสวยงามของธรรมชาติ ความฉ่ำเย็นของสายลมในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หมา แมว ให้สมองของเราได้ผ่อนคลายบ้าง เพื่อลดความเครียดภายในจิตใจและเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการทำงานในวันต่อไป ไม่ผิดอะไรถ้าเราจะทะเยอทะยาน อยากได้อยากมีและมุ่งแสวงหาแต่ความสำเร็จ เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่อยากให้ลองปรับลดหรือลองเพิ่มอะไรบางอย่างในชีวิตจนอยู่ในจุดสมดุลหรือจุดที่เหมาะสมกับตัวเรา เพื่อให้ชีวิตที่กำลังเศร้าและเครียด กลับมามีความสุขอีกครั้งก็เท่านั้น อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  […]

5 วิธีลางาน ลายังไงไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดและโดนหัวหน้าจับผิด

5 วิธีลางาน ลายังไงไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดและโดนหัวหน้าจับผิด เคยเป็นกันไหมเวลาจะลางานทั้งที แม้ว่าจะมีธุระจริง เจ็บจริง ป่วยจริง แต่ก็ยังรู้สึกผิดและกลัวโดนจับผิด โดนสงสัย แล้วจะทำยังไงดีถ้าหากเราต้องการจะลางานโดยไม่ให้เกิดความรู้สึกแบบนี้หละ วันนี้ เราได้รวมเทคนิคดี ๆ มาให้แล้ว ไม่ว่าจะลาป่วย ลาไปธุระ หรือลาพักร้อน ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ไปดูกันเลย 1.ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ การลาแล้วไม่รู้สึกผิดและไม่เสี่ยงต่อการถูกจับผิดหรือสงสัย ก็คือการลาตามเหตุผลและตามความจำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ลาด้วยเหตุผลที่กุเรื่องขึ้นมาหรือลาโดยใช้คำโกหก เพราะ “ความจริงก็คือความจริง” อย่างที่ครูคนหนึ่งเคยบอกไว้ และเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกังวลอะไรถ้าเราพูดความจริง 2.คำนึงถึงสิทธิ์ของตัวเอง อย่าได้ลังเลที่จะขอลาพักผ่อนถ้าหากคุณป่วยจนไปทำงานไม่ไหว เพราะมันก็ไม่เป็นผลดีอะไรถ้าป่วยแล้วยังแบกสังขารไปทำงาน แล้วงานที่ออกมาดันไม่มีประสิทธิภาพ และยิ่งการลานั้นเราใช้สิทธิ์ถูกต้องตามที่บริษัทและกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ ก็ไม่เห็นจะต้องห่วงอะไรเลย 3.ลากิจต้องเลือกวันให้เหมาะสม การลากิจโดยเลือกวันจันทร์หรือวันศุกร์อาจไม่เป็นผลดีนัก นอกจากจะโดนจับผิดว่าลาไปเที่ยวแล้วยังต้องกลับมาเจอกับกองงานที่คั่งค้างอยู่ด้วย ทางทีดีก็อาจจะเลือกลาช่วงกลางสัปดาห์หรือลาในวันที่ไม่มีการประชุมใหญ่จะดีกว่า 4.ลาพักร้อนให้แจ้งล่วงหน้าแล้วรีบเคลียร์งาน ขึ้นชื่อว่าลาพักร้อนต้องเป็นการลาที่ค่อนข้างยาวแน่ ๆ ดังนั้นเราก็ควรจะแจ้งล่วงหน้าให้ชัดเจนแล้วรีบเคลียร์งานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้เสร็จสิ้น ทำแบบนี้นอกจากจะไม่ผลักภาระไปให้คนอื่นแล้ว เรายังไม่ต้องเอาเวลาพักผ่อนมาทำงานที่ยังหลงเหลืออยู่อีกด้วย และก็ไม่มีใครโทรมาตามงานให้รู้สึกกวนใจ 5.ระวังการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การโพสต์การเช็กอินเมื่อลาพักร้อนไปเที่ยวก็ยังเข้าใจ แต่ถ้าป่วยหรือลากิจแล้วมาโพสต์ว่าไปนั่งคาเฟ่ ไปเดินห้างอะไรแบบนี้ค่อนข้างจะอันตรายไปเสียหน่อย จะดีกว่าไหมถ้าป่วยแล้วโพสต์ว่า มารักษาที่โรงพยาบาลนี้ อาการล่าสุดขณะนี้เป็นยังไง หรือทำธุระไปถึงขั้นไหนแล้ว

ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เพราะชีวิตนี้มันสั้นนัก อยากทำอะไรก็รีบทำในตอนที่ยังทำได้

ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เพราะชีวิตนี้มันสั้นนัก อยากทำอะไรก็รีบทำในตอนที่ยังทำได้ ชีวิตนี้เป็นของเราและอาจจะเป็นชีวิตที่ได้รับมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เราจึงต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าการทำแบบนี้มันจะไม่ง่ายเลยก็ตาม เพราะต้องอาศัยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างทั้งเงินตรา เวลา และสุขภาพ แต่ถ้าเราจะรอให้ทุกอย่างพร้อมมันก็ไม่ได้เริ่มต้นเลยสักที งั้นวันนี้เราลองมาเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดดู 1.ปล่อยวางอดีตและก้าวไปข้างหน้า อดีตคือเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะผิดหวังหรือหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมากแค่ไหนก็อย่าให้มันมาฉุดรั้งชีวิตของคุณ ปล่อยมันทิ้งไว้ข้างหลังและก้าวเดินไปข้างหน้า มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 2.เวลาไม่เคยหยุดรอใคร หากวันนี้คุณอยากทำอะไรก็รีบทำมันซะ เพราะเวลามันไม่เคยหยุดรอใคร เราไม่รู้หรอกว่าวันพรุ่งนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีชีวิตไปได้อีกนานแค่ไหนในโลกปัจจุบันที่มักเกิดสถานการณ์รุนแรงต่าง ๆ ขึ้น ทั้งโรคระบาด อาชญากรรม แต่จะทำอะไรนั้นก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ 3.แสดงความรักออกไปในตอนที่ยังทำได้ การแสดงความรักให้กับคนที่เรารักทำมันได้เลยตั้งแต่วันนี้ ก็อย่างที่บอกไปว่าชีวิตเรามันสั้น อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า เพราะเราไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ด้วยกันไปได้อีกนานแค่ไหน จะดีกว่าไหมถ้าทำได้ตอนที่ยังมีโอกาส 4.ปฏิเสธสิ่งที่ไม่อยากทำ อย่ามามัวเกรงใจหากใครยื่นข้อเสนออะไรก็ตามแต่และสิ่งนั้นเราไม่อยากทำมัน ก็ถ้าไม่ชอบแค่ปฏิเสธมันไปซะ เว้นเสียแต่ว่ามันเป็นงานและเป็นหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบ ซึ่งเราคงจะละเลยไม่ได้ 5.ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เต็มที่ การลงมือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเต็มที่ จะทำให้เราไม่มานั่งเสียใจภายหลังแม้ว่ามันจะพลาดพลั้ง ผิดหวัง หรือไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ก็ตาม เพราะถือว่าเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  How to เติมพลังกาย-พลังใจ ให้มนุษย์วัยทำงาน ลดความเครียดลดเสี่ยงโรคภัย […]

เจอแบบนี้ต้องรักษาไว้! 5 ลักษณะนิสัยของเพื่อนร่วมงานที่ดี

เจอแบบนี้ต้องรักษาไว้! 5 ลักษณะนิสัยของเพื่อนร่วมงานที่ดี ในการทำงาน แน่นอนว่าหากเราเจอสังคมที่ไม่ดีเจอเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจไม่ได้ก็จะทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุขและเป็นโรคเกลียดวันจันทร์ไปโดยปริยาย กลับกันถ้าหากสังคมที่ทำงานดีเยี่ยม เจอเพื่อนร่วมงานที่ดี จริงใจ ความลับไม่รั่วไหล มีอะไรคุยกันได้ ก็จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากไปทำงาน เพราะทำแล้วมีความสุข งั้นวันนี้เราลองมาดูกันหน่อยไหมว่าเพื่อนร่วมงานนิสัยแบบไหนที่เจอแล้วต้องรักษาเอาไว้บ้าง 1.เพื่อนร่วมงานที่จริงใจ แน่นอนแหละว่าเพื่อนที่ดีนั้นต้องจริงใจ มีอะไรก็บอกกันตรง ๆ ไม่ปล่อยให้เราหลงเชื่ออะไรผิด ๆ มองที่เป้าหมายในการทำงานร่วมกันเป็นหลักและพร้อมที่จะช่วยเหลือเมื่อเราเจอปัญหา ลองหันมองเพื่อนใกล้ตัว หากใครเจอคนแบบนี้แล้วก็รักษาไว้ให้ดีนะ บอกเลยหายาก 2.เพื่อนร่วมงานที่ไม่นินทาว่าร้าย หากเราอยู่ใกล้คนที่ชอบนินทาว่าร้ายอื่น วันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกนินทาเสียเองแถมยังเสี่ยงจะถูกดึงเข้าไปในปัญหาที่ปากคนชอบนินทาสร้างขึ้น แต่ถ้าเพื่อนข้างกายเรานั้นไม่สนอกสนใจเรื่องที่น่าอับอายของใคร ไม่ซ้ำเติมด้วยถ้อยคำร้าย ๆ และยังเดินเข้าไปให้กำลังใจด้วยความยินดี อย่าปล่อยเพื่อนคนนี้ไปเด็ดขาด 3.เพื่อนร่วมงานที่คิดบวก อยู่ใกล้คนแบบไหนก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น ซึ่งแปลว่าถ้าเราอยู่กับเพื่อนที่คิดบวกเราก็จะมองภาพบวกตามไปด้วย คนที่คิดบวกนี้ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาสักแค่ไหนก็พร้อมที่จะฝ่าไปด้วยทัศนคติที่ดี เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเขาทำมันได้และความเชื่อมั่นนั้นจะพาเขาไปพบกับความสำเร็จ 4.เพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันฝ่าฝันปัญหา เพื่อนที่ไม่ทิ้งให้เราอยู่คนเดียวเมื่อเราต้องเจอกับปัญหา และถึงแม้บางครั้งปัญหานั้นเขาอาจจะช่วยเราแก้ไม่ได้ แต่ก็ยังคอยอยู่ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา ไม่ได้ทิ้งไปไหน ไม่ได้เอาตัวเองรอดไปแค่คนเดียว คนแบบนี้ไม่ว่าใครก็อยากมีไว้ข้างกายทั้งนั้น มีแล้วต้องรักษาให้ดี 5.เพื่อนร่วมงานที่ทำให้รู้สึกเหงาเมื่อเขาลา ข้อนี้น่าจะตอบอะไรได้หลายอย่าง เพราะเพื่อนคนที่ทำให้เรารู้สึกเหงาเมื่อเขาไม่มาทำงานก็ย่อมต้องเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้แสดงว่าเขาก็ต้องเป็นคนดีใช่ไหมหละ? เพราะเราเลือกคบแต่คนดี ๆ คนไม่ดีเราไม่ยุ่ง สุดท้ายนี้อยากบอกว่า ไม่ใช่แค่เราจะมัวมามองหาและรักษาเพื่อนร่วมงานทั้ง 5 […]

วิธี ทำงานให้เสร็จทันเวลา เทคนิคการทำงานให้เสร็จเร็วและดี ไม่ต้องง้อโอที

วิธี ทำงานให้เสร็จทันเวลา เทคนิคการทำงานให้เร็วและดี โดยไม่ต้องง้อโอที ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนที่เก่ง ทำงานดี มีประสิทธิภาพด้วยกันทั้งนั้น การทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดอย่างรวดเร็ว เป็นคุณสมบัติหนึ่งของคนที่ทำงานเก่ง วันนี้ จึงนำเทคนิคการ ทำงานให้เสร็จทันเวลา มาฝากทุกคน เพื่องานที่ดี มีคุณภาพค่ะ   เริ่มจากงานที่ชอบก่อน เราควรจัดสรรเวลาในการทำงานให้ดี เพราะงานแต่ละชิ้นมีกำหนดส่งของตัวเอง ต่อให้เราทำงานออกมาดีขนาดไหน แต่ถ้าหากสุดท้ายแล้ว งานชิ้นนั้นเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลา ก็เท่ากับว่า เราไม่สามารถจัดสรรเวลาให้งานชิ้นนั้นเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดเวลาอย่างเป็นมืออาชีพได้ งานบางชิ้น หากเราทำเสร็จไม่ทันภายในเวลางาน ก็ต้องนำงานนั้นมาทำในเวลาโอที หรือ ยกไปทำในวันรุ่งขึ้น ซึ่งการทำโอทีนั้น จะทำให้เรารู้สึกอ่อนล้าจากการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน จนอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงได้ ถ้าเรายกงานของวันนี้ ไปทำในวันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้น เราก็ต้องรับภาระในการทำงานที่มากขึ้น งานที่ถูกยกยอดไปรวมกับงานในวันรุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เช่นนี้ จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงควรจัดสรรเวลาทำงานให้ดี โดยเริ่มจากการทำ “งานที่ชอบ” ก่อน เพราะเมื่อคุณได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัดก่อน งานนั้นก็จะสามารถเสร็จอย่างรวดเร็ว แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ได้ผลลัพธ์เป็นงานที่ดี และมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดกำลังใจ และกิดการตื่นตัวที่จะเร่งสะสางงานชิ้นต่อๆ ไป ทำงาน 50 […]

Burnout ใช่ไหม? งั้นลองมาปลุกไฟให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

Burnout ใช่ไหม? งั้นลองมาปลุกไฟให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ก่อนนี้เคยเป็นสายลุยถึงไหนถึงกัน สารพัดสารพันไอเดียแล่นอยู่ในหัว กับงานต้องทุ่มเทเกิน 100% เพราะน้อยกว่านี้แล้วมันไม่ถูกใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพลังที่เคยพลุ่งพล่านกลับแผ่วลง อยู่ ๆ ก็เป็นคนเบื่อง่าย เอ๊ะเราเป็นอะไร หมดไฟหรือเปล่านะ? หากใครเป็นแบบนี้ลองมาปลุกไฟดูหน่อยไหม เผื่อจะได้กลายเป็นเราคนเดิม 1.หยุดพักสักหน่อย สังเกตตัวเองไหม หากเราทุ่มเทกับอะไรมากไป ในไม่ช้าเราก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย งั้นลองหยุดพักสักนิดลองถอยห่างออกมาหน่อย รอให้รู้สึกคิดถึงบ้างเล็กน้อยแล้วค่อยกลับไปทำ 2.สังสรรค์กับเพื่อนบ้าง นัดเจอเพื่อนเจอฝูงบ้างนาน ๆ ที จะเพื่อนมัธยม มหาลัย ก็ได้ทั้งนั้น อะไรจะดีกว่าการพูดคุยสนุกสนานเฮฮาเหมือนได้กลับไปสมัยเด็กอีกครั้ง เรื่องสาระพักไปก่อน ลองเป็นคนไร้สาระบ้างก็ดีเหมือนกัน 3.หางานอดิเรก แม้งานจะทำแล้วเหนื่อยล้า แต่งานอดิเรกกลับทำแล้วไม่เหนื่อย แถมผ่อนคลายสมองได้เป็นอย่างดี บางคนสะสมโมเดล บางคนปลูกต้นไม้ ลองค้นหาตัวเองว่าชอบทำอะไรบ้าง แล้วเริ่มทำสิ่งนั้นดู 4.ตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ฉันอยากได้บ้าน ฉันอยากมีรถ จุดไฟความขยันในตัวคุณด้วยการสร้างแรงผลักดันด้วยสิ่งของที่อยากได้ แล้วพาตัวเองไปให้ถึงจุดนั้น แต่อย่าหักโหมเกินไปหละ เดี๋ยวจะกลายเป็นการกดดันตัวเองเสียเปล่า ๆ 5.ออกไปหาคำตอบ ลองหาเวลาออกจากสถานที่เดิม ๆ ไปในที่ ๆ ไม่เคยไป […]

How to เติมพลังกาย-พลังใจ ให้มนุษย์วัยทำงาน ลดความเครียดลดเสี่ยงโรคภัย

How to เติมพลังกาย-พลังใจ ให้มนุษย์วัยทำงาน ลดความเครียดลดเสี่ยงโรคภัย มนุษย์ออฟฟิศอย่างเรามีหลายหน้าที่หลายภาระที่ต้องรับผิดชอบ บางคนอาจทุ่มเททำงานเพื่อความก้าวหน้า เพื่อครอบครัว แต่ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตามหากทำงานหนักมากเกินไป (เกิน 50 ชั่วโมง/สัปดาห์) ก็จะทำให้จิตใจอ่อนไหวร่างกายอ่อนล้า เกิดความเครียดสะสมได้ง่ายและเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ วันนี้ GL เลยขอเอาวิธีฟื้นฟูพลังกายพลังใจที่กรมสุขภาพจิต ได้ให้คำแนะนำไว้มาฝากกัน 1.เติมพลังใจ ด้วยการฝึกมองโลกในแง่ดี เพราะเมื่อเรามีทัศนคติที่ดีทุกอย่างก็จะดีตามไปด้วย สร้างกำลังใจให้ตัวเองและผู้อื่น จะทำให้เรามีความสุขและสนุกกับการทำงาน 2.เติมพลังกาย ด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการที่เรามีสุขภาพกายดีก็จะส่งผลให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการเรียนรู้และมีความจำที่ดีขึ้น 3.เติมพลังสติ นั่งสมาธิฝึกจิตใจให้เรามีสติอยู่เสมอ เพราะถ้าเรามีสติกับทุกเรื่องราวที่ผ่านมาเข้า จะทำให้สามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น พูดในเวลาที่ถูกต้องและลงมือทำในเวลาที่เหมาะสม 4.เติมพลังความคิด มีหลักคิดในการดำเนินชีวิต “คิดให้เป็น คิดให้ดี คิดให้ได้” เรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองและผู้อื่น แบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่นตามความสามารถ รวมทั้งหาโอกาสทำประโยชน์ต่อสังคม 5.เติมพลังในการปรับตัว รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้กับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี สามารถจัดการกับปัญหาที่มีได้อย่างเหมาะสม 6.เติมพลังชีวิต ทำในสิ่งที่ชอบเติมเต็มกำไรให้กับชีวิต เช่น การทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว […]

keyboard_arrow_up