แอนโทนี รอบบินส์ นักสร้างพลังชีวิต

แอนโทนี รอบบินส์ (Anthony Robbins) เป็นคนที่มีความสุขได้วันละหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเขารู้สึกได้ถึงความสุขที่ไหลอาบไปทั่วทั้งร่างขณะกําลังนอนแช่น้ำอยู่ในสปาแห่งหนึ่ง “…อย่างที่คุณรู้ คนที่ไปสปาส่วนใหญ่จะมีท่าทางเซื่องซึม หลายคนพยายามอย่างหนักที่จะผ่อนคลาย แต่ผมได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตชีวามากๆ ผมถามเธอว่า ‘ทําไมคุณถึงมาสปาล่ะ คุณดูกระปรี้กระเปร่ามากอยู่แล้ว’ เธอตอบว่า ‘แต่ฉันมีเนื้องอกอยู่ในสมองนะ’ ผมอุทานว่า‘จริงเหรอ’ เธอก็ตอบว่า ‘จริงสิ! หมอบอกฉันว่าฉันจะอยู่ได้อีกเพียงเก้าสัปดาห์เท่านั้น’ พอเธอพูดจบห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมร้องขึ้นมาว่า ‘คุณช่างมีพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คุณทําได้ยังไง’ “‘ฉันทําได้เพราะฟังเทปของคุณนั่นแหละ’” “เทป” ที่ผู้หญิงคนนี้พูดถึงคือเทปบันทึกเสียงของแอนโทนีที่บอกเล่าถึงวิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แอนโทนีทํางานเป็นโค้ชมานานกว่า 30 ปี งานของเขาคือการดึงความสามารถขั้นสูงสุดของมนุษย์(Peak Performance) ออกมา ตั๋วในการเข้าเรียนแต่ละคอร์สของเขา หากคิดเป็นเงินไทยมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้านบาท     แอนโทนีมีเรื่องเกี่ยวกับพลังชีวิตของผู้คนอย่างเรื่องของผู้หญิงในสปาเก็บตุนไว้มากมาย พร้อมที่จะนํามาเล่าเพื่อเรียกแรงบันดาลใจได้ทุกเมื่อ แต่เรื่องที่แอนโทนีเล่าบ่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเขาเอง แอนโทนี รอบบินส์ มีชื่อเดิมว่า Anthony J. Mahavorick เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 เขาเติบโตขึ้นในเขตเสื่อมโทรมของลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แอนโทนีมีชีวิตวัยเด็กที่กะพร่องกะแพร่ง พ่อและแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุแค่ 7 […]

ชีวิตแบบวิ่ง สู้ ฟัด ของเฉินหลง

ถ้าดาราหรือศิลปินมีหน้าที่หลักคือการสร้างความสุขและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชม เฉินหลง หรือแจ็คกี้ ชาน (Jackie Chan) ก็เป็นคนหนึ่งที่ทําหน้าที่ของเขาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เริ่มแรกเราอาจจะตกหลุมรักเฉินหลงจากบทบาทในภาพยนตร์ ต่อมาอาจจะรู้สึกชื่นชมตัวตนของเขาเพราะได้เห็นเฉินหลงทํางานช่วยเหลือสังคมมานาน และอาจจะถึงขั้นรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากได้สัมผัสอุปนิสัยที่อ่อนโยนและมีอารมณ์ขันอย่างหาตัวจับยาก เหมือนเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ (คัดมาจาก www.jackiechan.com)   ลินเน็ตต์ (Lynette) เป็นสมาชิกของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เธอได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาเรื่อง Arts and Culture as a Pathway Towards Peace ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 โดยมูลนิธิ Peace Foundation ซึ่งได้เชิญเฉินหลงมาเป็นวิทยากรหลัก ด้วยความที่เฉินหลงเป็นดาราที่ลินเน็ตต์ชื่นชอบมานาน เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อถึงคิวที่จะต้องถามคําถาม เธอก็พูดใส่ไมโครโฟนว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลินเน็ตต์… ฉันทํางานที่… เมื่อวานเป็นวันเกิดของฉัน การได้มาพบคุณที่นี่เหมือนเป็นของขวัญของฉันเลยค่ะ… 27 ปีที่ผ่านมาฉันฝันมาตลอดว่าจะได้พบคุณแบบตัวต่อตัว ในที่สุดฝันก็เป็นจริง โอ้! ฉันดู ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 13 รอบ” การสารภาพความในใจอย่างผิดที่ผิดทางเช่นนี้ […]

ชีวิตที่เหลือของลูก เมื่อได้ยินแม่พูดว่า “เอามันไปทิ้งที่ไหนก็ไป เดี๋ยวมันก็ตายแล้ว!”

ฉันอับอายมากเพราะเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง  แม้จะไม่มีพยานหลักฐานว่าฉันเกี่ยวข้องด้วย แต่ญาติของผู้เสียชีวิตไม่เชื่อ  ส่งชายฉกรรจ์มาข่มขู่จะอุ้มฆ่าฉัน

ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนา

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง ได้ทำพีธีเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนามูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแห่งแรกของฮ่องกง เพื่อเป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่คนรุ่นหลัง โดยใช้เวลาก่อสร้างนาน 3 ปี       เป็นที่รู้กันดีว่า ลี กา-ชิง เป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่ช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เขาบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลอีกมากมาย ทั้งในเอเชียตะวันออกและอเมริกาเหนือ นอกจากนั้นยังสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2547 และแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีนในปี 2551 มหาเศรษฐีใจบุญผู้นี้มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 33,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,057,680 ล้านบาท ด้วยความสนใจทางด้านศาสนาและศิลปะ มูลนิธิลี กา-ชิงจึงเปิดพิพิธภัณฑ์ที่วัดชีซ้าน (Tsz Shan Monastery) ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 12,102 ล้านบาท ตั้งอยู่ใกล้กับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดมหึมาสูงถึง 76 เมตร ซึ่งรูปปั้นนี้ลีก็มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินก่อสร้างเช่นกัน     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,230 ตารางเมตร […]

อย่ากลัวที่จะฝันแบบ เทย์เลอร์ สวิฟต์

ไม่มีผู้ใหญ่ค‹นไหนไม่เ‹คยเป็นเด็กมาก่อน แต่น่าแปลกที่คนเราเมื่อโตเป็นผู้Œใหญ่ก็มักลืมไปสนิทว่า‹เราเคยกลัวอะไรต่อ‹มิอะไรมากมายกว่า‹นี้เมื่อตอนเป็นšเด็ก มิหนำซ้ำยังเผลอสร้าŒงความหวาดกลัวให้เŒด็กๆ โดยไม่รู้ตัว เทย์เลอร์ สวิฟต์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งวงการเพลง เป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกหวาดกลัวมากๆ มาก่อน เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์ (Taylor Alison Swift) เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เมืองไวโอมิสซิง (Wyomissing) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนเป็นเด็ก เทย์เลอร์มักถูกล้อและถูกแกล้งจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำ ตั้งแต่เรื่องเส้นผมที่หยิกตามธรรมชาติ ไปจนถึงนิสัยชอบร้องเพลงของเธอ ซึ่งการไม่ได้รับการยอมรับนี่เองคือเรื่องที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกเจ็บปวดใจมากที่สุด…เจ็บชนิดที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง       โชคดีที่เทย์เลอร์ไม่ได้เลือกที่จะหนีปัญหาด้วยวิธีผิดๆ แต่เลือกที่จะระบายความโกรธด้วยการแต่งเพลง คนที่เคยล้อเลียนเธอกลายเป็นตัวละครในเพลงที่เธอแต่ง และทำให้เพลงของเธอมีชีวิตชีวาขึ้น โชคดีอีกอย่างของเทย์เลอร์ก็คือ การที่เธอรู้ว่า เธออยากเป็นนักร้องตั้งแต่ 10 ขวบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ชาเนีย ทเวน (Shania Twain) ราชินีเพลงคันทรีชื่อดัง หลังจากได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงของชาเนีย ทเวน เทย์เลอร์ก็เริ่มตระเวนเข้าร่วมแข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะที่จัดขึ้นในท้องถิ่น   […]

พระเอกก็คือพระเอก คีอานู รีฟส์ คุณจะหลงรักเขามากขึ้น ถ้าได้ร่วมเดินทางไปกับเขา

พระเอกก็คือพระเอก คีอานู รีฟส์ คุณจะหลงรักเขามากขึ้น ถ้าได้ร่วมเดินทางไปกับเขา มาอีกแล้วกับข่าวความน่ารักของพระเอกหนุ่มขวัญใจมหาชน คีอานู รีฟส์ คราวนี้เขาสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารที่บินไฟลท์เดียวกัน และระหกระเหินร่วมชะตากรรมกันไปตลอดเส้นทาง เนื่องจากมีเหตุให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินก่อนถึงที่หมาย เหตุเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในวันนั้นท่ามกลางผู้โดยสารบนเที่ยวบินของ United Express ที่บินจากซานฟรานซิสโกไปยังเบอร์แบงค์-แอลเอ มีชื่อของ คีอานู รีฟส์รวมอยู่ด้วย   THIS ENTIRE IG STORY ABOUT KEANU IS *italian chef’s kiss* PERFECTION ⭐️ pic.twitter.com/3rgPTkc3GV — Ari Saperstein (@ari_saperstein) March 24, 2019   ไบรอัน รี (Brian Rea) นักวาดการ์ตูนอิสระ และ อาเมียร์ บลัม (Amir Blum) นักแคสเกม ได้โพสต์อินสตาแกรมและทวิตเตอร์ถึงไฟลท์ประทับใจกับพระเอกคีอานู ซึ่งเขาสังเกตเห็นดาราดังตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง คีอานูไม่มีอาการหงุดหงิดหรือเหวี่ยงใส่ใครเลย […]

ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ นางฟ้านักบิด

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ ได้รับเลือกให้เป็นรองนางสาวไทย (รุ่นเดียวกับ นุ้ย – สุจิรา อรุณพิพัฒน์) ปัจจุบันเธอหันหลังให้วงการบันเทิง ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอย่างจริงจัง “หลังออกจากวงการบันเทิง ปูเน่ไปเรียนต่อ จบมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ส่วนจุดเริ่มต้นที่มาแข่งรถบิ๊กไบค์คือพี่ชายชอบเรียกให้ดูการแข่งรถ ดูแล้วก็ชอบ ยิ่งช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ได้ดูเยอะเพราะว่าง หลังจากนั้นจึงไปเข้าคอร์สเรียน วันที่สองที่ไปเรียนอาจารย์เห็นแวว ถามว่าจะไปแข่งไหม ปูเน่อยากสัมผัสบรรยากาศอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที ตอนนั้นมีเวลาฝึกซ้อมประมาณหนึ่งเดือน มีคนลงแข่งทั้งหมด 14 คน เราได้ที่ 7 อาจารย์ให้กำลังใจบอกว่าไม่คว่ำก็ดีแล้ว” (ยิ้ม)         เห็นสวย ๆ หวาน ๆ แบบนี้ เธอมีวิธีปลุกเร้าตัวเองในขณะลงแข่งได้ฮาร์ดคอร์มาก “ก่อนลงสนามจะบอกตัวเองตลอดว่า ต้องทำได้ ขี่ทำเวลาให้ได้ดีกว่าเดิม ชนะตัวเองให้ได้ เพราะยังกลัวทางโค้ง และระหว่างอยู่ในสนามจะคิดถึงคำพูดของครูตลอดว่า เวลาเราออกโค้งให้ช้า ๆ แล้วเติมคันเร่งในโค้ง […]

การทำความดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใบปริญญา เรื่องจริงจากหนุ่มผู้ที่ไม่รับปริญญา

การทำความดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใบ ปริญญา เรื่องจริงจากหนุ่มผู้ไม่รับปริญญา ผมไม่เชื่อหรอกว่า ใบ ปริญญา จะสามารถวัดคุณค่าของคนได้จริง…อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละที่เชื่อแบบนี้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง บ้านเราเช่าตึกแถวหนึ่งห้องสำหรับทำมาหากินและอยู่อาศัย ชั้นล่างแม่เปิดเป็นโรงงานเย็บผ้าขนาดย่อม โดยรับชิ้นส่วนผ้าที่ตัดเรียบร้อยแล้วมาเย็บเป็นชุด พร้อมกับชักชวนคนรู้จักในหมู่บ้านของแม่ที่เดินทางจากภาคอีสานมาหางานทำในกรุงเทพฯมาช่วยเป็นลูกมือราว 10 คน รวมถึงพ่อที่เมื่อก่อนเคยเป็นช่างไม้ก็ออกมาช่วยแม่ทำงานที่ร้านอย่างเต็มตัว ส่วนชั้นสองของบ้านนั้น ห้องหนึ่งครอบครัวเราใช้อยู่อาศัย ส่วนห้องที่เหลือก็ให้ลูกจ้างอยู่ พ่อแม่ของผมเรียนหนังสือไม่สูง แต่ก็สามารถส่งผมเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในกรุงเทพฯได้ ชีวิตครอบครัวเราเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เหมือนมาปล้นบรรยากาศดี ๆ ภายในครอบครัวของผมไป สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้น ป.5 แต่ก็โตพอจะรู้ว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ค่อยดีนัก บรรดาลูกจ้างที่เคยช่วยงานในร้านพากันกลับไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ต่างจังหวัดหมด ทำให้กิจการของเราไปต่อไม่ได้ แม่ค่อย ๆ ทยอยขายจักรทิ้งไปทีละตัวเพื่อนำเงินมาหมุนเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ส่วนพ่อก็หันไปทำอาชีพเมสเซนเจอร์แทน วิกฤติครั้งนี้ ภาระหนักทั้งหมดตกอยู่ที่พ่อ ท่านต้องคอยขับรถส่งของให้เหล่าคุณหญิงคุณนาย โดยนำมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งคันเดียวที่มีในบ้านไปใช้ แต่เพราะงานของพ่อเป็นอาชีพอิสระ ทำให้รายได้ไม่ค่อยแน่นอน เราจึงต้องอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวของเรายังมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคนด้วย ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหลังโรงเรียนเลิก ผมจะมองลอดเข้าไปในประตูเหล็กยืดหน้าบ้าน ภาพที่เห็นซ้ำ ๆ จนชินตาคือ ภาพของแม่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเสื่อน้ำมันท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน ซึ่งนั่นเป็นเพราะแม่ไม่มีงานทำ และบ้านเราก็ไม่มีเงินพอแม้แต่จะจ่ายค่าไฟ ทุกวันผมต้องเดินกำเงิน 20 บาทไปซื้อข้าวผัดมาหนึ่งกล่อง แล้วแบ่งกันกินกับแม่คนละครึ่ง เป็นเพราะบ้านเรามีเงินไม่พอแม้แต่จะซื้อข้าวมาหุง […]

เรื่องจริงจากรัฐมณีปุระ หญิงสาวอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องสันติภาพ

 เรื่องจริงจาก รัฐมณีปุระ หญิงสาวอดอาหารประท้วง เพื่อ เรียกร้องสันติภาพ 0 “ฉันรักชีวิตของฉันมาก ฉันรักอิสระ ที่จะได้พบเจอผู้คน และฉันต่อสู้เพื่อสิ่งที่ ฉันศรัทธา” อิรอม ชาร์มิลา ดอกบัวงามแห่ง รัฐมณีปุระ 0 บางคนเกิดมาเพื่อต่อสู้ในสิ่งที่ตนศรัทธา เพื่อรับใช้สังคมที่ตนอยู่ให้ดีขึ้น เพื่อรอยยิ้มและความสุขของผู้อื่น ใครกันที่ไม่รักชีวิต ใครกันที่อยากทรมานตัวเอง ไม่มีหรอก หากเขาไม่คิดว่าการต่อสู้นั้นสําคัญมากกว่าชีวิตของตนเอง 0 ว่า 13 ปีแล้วที่หญิงชาวบ้านอายุ 28 ปี ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันที่กองกําลังติดอาวุธ บุกเข้าสังหารหมู่เด็กนักเรียนและชาวบ้านกว่า 10 คน ณ ป้ายรถโดยสารแห่งหนึ่งในรัฐมณีปุระ ประเทศอินเดีย เริ่มอดน้ําและอาหารเป็นการประท้วงโดยสันติ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายซึ่งให้อํานาจเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัย อย่างไม่จํากัดวิธีในดินแดนซึ่งประกาศเป็น “พื้นที่ไม่สงบ” ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย 0 หมายดังกล่าวให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการสังหารชีวิตผู้ต้องสงสัยได้ โดยไม่ต้องดําเนินการพิสูจน์ตามกฎหมาย และไม่เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทําการดังกล่าว หลายชีวิตในพื้นที่ไม่สงบถูกกระทําทารุณ และปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ผู้หญิงหลายคนถูกข่มขืน ย่ำยีอิสรภาพ…ความรุนแรงและความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง กัดกร่อนจิตใจของผู้คนจนหมดสิ้นซึ่งความหวัง 0 0 รอม ชาร์มิลา ใช้ร่างกายที่ฝืนธรรมชาติเนื่องจากไม่ได้รับอาหารของเธอ […]

บนเส้นทางแห่งปุยเมฆ ของ ภัสสรี กังวานพงศ์ กัปตันหญิงสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

“นักบิน” เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอาชีพของ “ผู้ชาย” แต่ในน่านฟ้ามี “นักบินหญิง” มากมายที่ขับเคลื่อนเครื่องบินลำน้อยใหญ่ไปสู่จุดหมายปลายทางทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ ตวง – ภัสสรี  กังวานพงศ์ กัปตันหญิง แห่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในวัยเด็กคุณตวงเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่า “ผู้หญิง” สามารถเป็น “นักบิน” ได้ “ตอนเด็ก ๆ ตวงอยากเป็น Air Traffic Controller (ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ) พอจบ ม.ปลายก็อยากมุ่งไปทางนั้นเลยแต่ที่บ้านบอกว่าให้เรียนจบปริญญาตรีก่อน พอเรียนจบก็ไปปรึกษาญาติที่ทำงานด้านนี้ เขาถามว่า ทำไมถึงอยากทำงานนี้ล่ะ  น่าเบื่อนะ ต้องนั่งดูหน้าจอทั้งวัน แล้วแนะนำว่า ทำไมไม่ไปเรียนการบิน น่าสนุกดี ตอนนั้นเราก็เลย เอ๊ะ ผู้หญิงเป็นนักบินได้ด้วยเหรอ ไม่คิดว่าผู้หญิงจะเป็นได้” จากคำแนะนำของญาติวันนั้นทำให้เธอเริ่มสนใจอาชีพนี้  และตัดสินใจสมัครเรียนคอร์สการบินสั้น ๆ ก่อน “ตวงสมัครเรียนการบินที่กองทัพอากาศฝูง 604 เรียนการขับเครื่องบินเล็ก จบหลักสูตรได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินส่วนตัว (Private Pilot License) พอได้เรียนแล้วชอบมาก หลังจากนั้นจึงมาเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ ช่วงนั้นมีเพียงสายการบินเดียวที่ให้ทุนเรียน แต่สายการบินนั้นไม่รับผู้หญิง ตวงจึงลงทุนเรียนเองค่ะ รุ่นที่ตวงเรียนมีตวงเป็นผู้หญิงคนเดียว” สุดท้ายเธอก็ก้าวเข้ามาเป็นนักบินได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย “การทดสอบทุกอย่างเหมือนนักบินชายทั้งหมด ไม่ได้อ่อนด้อยกว่ากันเลย จากประสบการณ์ทำงานของรุ่นพี่นักบินหญิงก็พิสูจน์มาหมดแล้วว่าผู้หญิงทำงานได้ไม่แพ้ผู้ชาย ตวงเองไม่เคยเจอปัญหาในการทำงานร่วมกับนักบินชาย เพราะที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกัน และให้เกียรติกันแบบไม่มีแยกหญิงหรือชาย หรือถ้าจะมีเขาก็คงเก็บไว้ในใจ ไม่แสดงออกให้เรารู้” (หัวเราะ) “ที่ผ่านมาตวงไม่เคยเปรียบเทียบว่าผู้หญิงหรือผู้ชายทำงานนี้ได้ดีกว่ากัน  เพราะคนทำงานอาชีพนี้ต้องมั่นใจไม่อย่างนั้นจะทำไม่ได้  ถ้าเราไม่มั่นใจเท่ากับแพ้ไปครึ่งทางแล้ว จริง ๆ แล้วทุกคนทำงานทุกอย่างได้ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองทำได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย  ผู้หญิงยังเป็นประธานาธิบดีได้เลย” หลังจากทำงานมากว่า 7 ปี  เธอได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “กัปตัน” ขับเครื่องบินขนาดใหญ่รุ่นแอร์บัส 319 และ 320  บินทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ  เธอมีคติประจำใจในการทำงานที่ว่า “ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของอาชีพนี้คือการทำให้ผู้โดยสารเดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด  สติและสมาธิจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะนักบินต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน  ทั้งการบังคับเครื่องตอบรับวิทยุ  ดูหน้าจอบังคับ  ต้องแยกประสาทให้ได้  และต้องตั้งสติพร้อมรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าด้วย “การเป็นนักบินต้องดูแลสุขภาพตัวเองเยอะ ต้องตรวจร่างกายประจำปี สภาพจิตใจก็มีความสำคัญมาก  ก่อนทำงานต้องตัดความกังวลทุกอย่างไปให้หมด  ถ้าเราไม่สามารถตัดความเครียดความกังวลได้  นักบินมีสิทธิ์ปฏิเสธการบินได้ เพราะการทำงานต้องมีสติเสมอ  จะมานั่งเหม่อระหว่างควบคุมเครื่องไม่ได้” ในฐานะที่เธอเป็น “กัปตันหญิง” ก็มีเรื่องราวยิ้ม ๆ จากผู้โดยสารมาเล่าสู่กันฟัง “ลูกเรือเคยมาเล่าให้ฟังว่า มีผู้โดยสารถามว่ากัปตันเป็นผู้หญิงเหรอ เท่จัง เก่งจัง แต่บางคนพอได้ยินเสียงจากที่เราประกาศบนเครื่องอาจนั่งสวดมนต์เลยก็ได้ (หัวเราะ) แต่ส่วนมากมักได้ยินในทางบวกมากกว่า บางทีเดินในสนามบินก็มีคนมาทักทาย  ถามว่าทำงานอยู่สายการบินอะไร หรือบางทีก็ถามว่าจะเป็นนักบินต้องเรียนที่ไหน  เรียนยังไง จะพาลูกไปเรียนบ้าง” สุดท้ายคุณตวงฝากให้กำลังใจผู้หญิงหลายคนไว้ว่า “ขอให้ผู้หญิงทุกคนมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะผู้หญิงมีความสามารถอยู่แล้ว เห็นได้จากผู้หญิงหลายคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน” ขอเพียงมีความตั้งใจ  ทุกคนทำได้แน่นอน    ขอบคุณ Asian Aviation Training Centre Ltd. เอื้อเฟื้อสถานที่ ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 170 เรื่อง เชิญพร คงมา ภาพ ฝ่ายภาพ อมรินทร์พริ้นติ้งฯ Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

ปัญญวดี กฤษณมนตรี กับอาชีพวิศวกรขุดเจาะหญิง…ใครว่ามีแต่ผู้ชายทำได้

กิ๊ฟ – ปัญญวดี กฤษณมนตรี วิศวกรขุดเจาะหญิง แห่ง Halliburton Energy Services Inc หลายคนอาจคิดว่าคุณสมบัติหลักของอาชีพวิศวกรขุดเจาะคือเป็นเพศชายเท่านั้น เพราะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย  แต่ กิ๊ฟ - ปัญญวดี  กฤษณมนตรี กลับไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย “ตอนเด็ก ๆ รู้จักอาชีพนี้จากหนังและหนังสือ รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เท่มาก  อยากทำ พอโตขึ้นมาจึงเลือกเรียนสาขาใกล้เคียง  คือวิศวเคมี  โชคดีมีรุ่นพี่มาพูดให้ฟังถึงอาชีพวิศวกรขุดเจาะ  หลังเรียนจบจึงลองไปสมัครงาน  ปรากฏว่าได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้” เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง  เธอพบว่าต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด “เนื่องจากอาชีพนี้เป็นอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง  ทุกคนที่เข้ามาต้องเรียนรู้ใหม่หมดไม่ว่าจะจบอะไรมา โดยบริษัทจะส่งไปเรียน ไปดูงาน  มีสอบทุกวัน เทรนนิ่งทั้งปี ต้องพบปะผู้คนหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม  พูดภาษาอังกฤษเหมือนกันก็จริงแต่หลายสำเนียงมาก บางทีคุยกันไม่รู้เรื่องเลยก็มี “นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสภาพแวดล้อม บางทีไปกลางทะเล  คลื่นทั้งแรงและสูง 4 - 5 เมตร  จะลงจากแท่นขุดต้องอาศัยกระเช้า บางครั้งถ้าเราอยู่ในกระเช้าคนเดียวมันก็เอียง ลองคิดดูว่าถ้ามันเอียงในเวลาที่คลื่นโถมเข้ามานี่จะรู้สึกอย่างไร (หัวเราะ) “ถ้าต้องไปทำงานในป่า ก็ไม่ใช่ป่าแบบสวย ๆ  แต่มันคือป่าที่ยังมีช้างเดินเหมือนเป็นเจ้าของบ้าน ที่พักกับที่ทำงานก็อยู่ห่างกันต้องนั่งเรือข้ามน้ำไป  ซึ่งต้องรอระดับน้ำขึ้นจึงจะข้ามเรือไปได้  รุ่นพี่ชอบขู่ว่าในแม่น้ำนี้มีจระเข้  ถ้าตกลงไปคงไม่เหลือแน่ ๆ ไปช่วงแรกเราจะตื่น ๆ  เพราะทุกอย่างมันใหม่ดูน่ากลัว  ตกกลางคืนยุงเยอะมาก  นั่งหรือยืนนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย  ต้องเปลี่ยนท่าไปเรื่อย ๆ หรือถ้าไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็จะไปที่ที่หนาว -10 องศา  ร่างกายต้องแข็งแรงจริง ๆ ถ้างานมีปัญหา บางครั้งก็ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ได้พัก เคยทำงานโดยแทบไม่ได้นอนติดกัน 3 วัน 3 คืน  หลังจากนั้นนั่งเก้าอี้แล้วก็หลับไปเองโดยที่ไม่รู้ตัว “พอถึงช่วงที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศอาจไม่ต้องใช้แรงกายมากนัก  แต่ต้องใช้ความคิดตั้งแต่เริ่มโปรเจ็กต์  ก็หนักไปอีกแบบ เพราะฉะนั้นอาชีพนี้จึงมีความหลากหลายมาก” สภาพการทำงานที่เธอเล่าให้ฟังนับว่าค่อนข้างอันตรายไม่น้อย  เธอได้เล่าถึงเหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งหนึ่งว่า “ปกติเราจะออกไปทำงานที่แท่นขุดเจาะในวันที่สภาพอากาศไม่แปรปรวน  แล้วเวลาออกไปที่แท่นก็จะนั่งเรือใหญ่ไป  พอไปถึงเรือใหญ่จะมีบันไดพาดไปจากตัวเรือให้เราเดินไปสถานที่ที่เราทำงาน  หลังจากทำงานจนเกือบจะเสร็จแล้ว  ปรากฏว่าคลื่นแรงต้องเอาบันไดออก  แต่อุปกรณ์ขุดเจาะยังอยู่ในหลุมซึ่งผลิตไฮโดรคาร์บอน  เราไม่สามารถทิ้งอุปกรณ์ไว้ในหลุมได้  กัปตันวิทยุมาบอกว่าเอาขึ้นเร็ว ๆ  จะไปแล้ว  ไม่รอแล้วนะ เราก็ต้องลงไปเอา  พอลงไปแล้วปรากฏว่าด้วยความที่คลื่นแรง เรายกอุปกรณ์ไม่ได้เพราะเครนอยู่บนเรือ  ตอนนั้นเรืออยู่ห่างจากเราแล้วด้วย  ฝนก็ตกหนักไม่ลืมหูลืมตา ต้องรออยู่อย่างนั้นจนกว่าคลื่นจะสงบ ถามว่ากลัวไหม ตอบเลยว่ากลัว  แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัย “เล่าแล้วอาจดูน่ากลัวมาก  จริง ๆ การทำงานแบบนี้ถามว่าเสี่ยงไหม  เสี่ยงแน่นอนค่ะ  และเพราะตัวงานมีความเสี่ยงจึงมีระบบความปลอดภัยค่อนข้างสูง  ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ จะมีเฮลิคอปเตอร์มาช่วย ไม่ปล่อยให้เคว้งคว้างแน่นอน  แต่สำหรับกิ๊ฟยังไม่เคยเกิดเหตุถึงขนาดเฮลิคอปเตอร์ต้องมาช่วยนะ ไม่อยากลองด้วย” (หัวเราะ) งานสมบุกสมบันขนาดนี้  เธอยอมรับว่าอาจมีข้อจำกัดเรื่องกำลังของร่างกายมากกว่าผู้ชาย  แต่ความเป็นผู้หญิงก็มีส่วนดีในสายอาชีพนี้เช่นกัน “ข้อดีคือ ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงจะได้เปรียบเรื่องการประสานงาน ถ้าหากทำอะไรผิดพลาด  คนที่เราทำงานด้วยมักพูดกับเราดี ๆ  อย่างบางทีคนที่ต้องประสานงานกับเราทะเลาะกับหัวหน้ามา  ดูหงุดหงิดฉุนเฉียว แต่เวลาจะต้องประสานงานกันต่อ เขาก็จะปรับคำพูดให้อ่อนลง  ทำให้การทำงานทุกอย่างราบรื่นกว่าผู้ชายคุยกัน” ปัจจุบันเธอปักใจรักอาชีพนี้ไปเสียแล้วและวางเป้าหมายของการเป็น วิศวกรขุดเจาะหญิง ไว้อย่างชัดเจนว่า จะศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ  เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้   ขอบคุณ Halliburton Energy Services Inc  เอื้อเฟื้อสถานที่ ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 170 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลัมน์ SCOOP “เรื่อง ผู้หญิงนอกกรอบ” เรื่อง เชิญพร  คงมา,  อุรัชษฎา  ขุนขำ   ภาพ ฝ่ายภาพ อมรินทร์พริ้นติ้งฯ Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แม้ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนแรงศรัทธา

บรรพชนผู้รักสันติกล่าวไว้ว่า ต่อให้ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความรุนแรงมากมายเพียงใด ขอให้เราใช้ “ความอดทน” เป็นอาวุธฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเพียงเส้นเดียวที่จะนําไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แต่ทว่าการสงบนิ่งท่ามกลางความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายนัก     นายแพทย์เอซเซลดีน อาบู อัลออิช (Dr. Ezzeldeen Abual-Aish) เป็นแพทย์ซึ่งจบการศึกษาด้านสูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าคุณหมอจะเป็นชาวปาเลสไตน์และนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ได้เรียนภาษาฮีบรูจากแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์) จนสามารถสื่อสารภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว คุณหมอทํางานในโรงพยาบาลทั้งในประเทศอิสราเอลและฉนวนกาซา อันเป็นเหมือนกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล แม้พื้นที่เสี่ยงต่อภัยสงครามอย่างฉนวนกาซาจะไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยด้วยประการทั้งปวง แต่คุณหมออาบู อัลออิชก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ครอบครัวของคุณหมอเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อปี 2008 ทําให้คุณหมอวัย 55 ปี (ในเวลานั้น) ต้องดูแลลูกๆ ทั้งแปดคนตามลําพัง คุณหมอเลี้ยงดูลูกๆ ในพื้นที่อันตรายแห่งนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความดีจะช่วยปกป้องครอบครัวของเขาได้ “ผมเลี้ยงลูกๆ ให้ทํางานเป็นและเติบโตขึ้นเป็นทหารเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อว่ายาจะสามารถเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้”     แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2009 ขณะที่ดินแดนแถบอื่นยังเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ความรุนแรงในฉนวนกาซาได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าประชิดฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏฮามาส เสียงปืนดังขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ตอนหยุดยิงหูก็ยังแว่วได้ยินเสียงปุ…ปุ…ปุ ก้องอยู่ในโสตประสาท สงครามขนาดย่อมดําเนินไปถึง 21 […]

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค การสร้างสรรค์จังหวะดนตรีในแบบต่างๆ และการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่วงท่าตามจังหวะดนตรีนั้นอยู่เคียงข้างมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์มาช้านาน และสิ่งนี้ล้วนเกิดจากความมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป สําหรับ ปีแอร์ ดูแลน (Pierre Dulaine) จังหวะดนตรีและท่วงทีการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเพียงความสุนทรีย์ในหัวใจเท่านั้น ดูแลนยังสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ “เปลี่ยน” ชีวิตกลุ่มวัยรุ่นผิวสีในมหานครนิวยอร์กได้อย่างไม่น่าเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ได้ส่งผลต่อวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน     ชีวิตวัยเด็กของดูแลน ลูกครึ่งสามเชื้อชาติ ไอริช ปาเลสไตน์ และฝรั่งเศส เป็นชีวิตที่มีจังหวะขึ้น–ลงไม่ต่างจากเสียงดนตรี เพราะนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกเมื่อ ค.ศ. 1944 ครอบครัวของเขาก็ต้องโยกย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนนั่นก็คือความรักในการเต้นรํา ซึ่งดูแลนทําได้ดีมากๆ จนสามารถเริ่มอาชีพนักเต้นรําด้วยวัยเพียง 14 ปี ที่ประเทศอังกฤษ         ด้วยความมุ่งมั่นและพากเพียร เจ็ดปีต่อมา ดูแลนในวัย 21 ปี ก็กลายเป็นคนหนุ่มคนแรกที่สอบผ่านหลักสูตรการเต้นรําสุดหินอย่างบอลรูม ละติน และโอลดี้ได้สําเร็จภายในวันเดียว จากนั้นไม่นานนักชีวิตของดูแลนก็ได้สัมผัสถึงความหมายอันล้ำค่าของความเป็น“ครู”อย่างแท้จริงเมื่อเขาเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์เริ่มขึ้นตอนกลางดึกคึนหนึ่งในนิวยอร์ก ดูแลนเห็นวัยรุ่นผิวสีคนหนึ่งกําลังทุบรถยนต์อย่างสนุกมือ ก่อนจะผละหนีไปเมื่อรู้ตัวว่ามีคนเห็น ดูแลนรีบเข้าไปดูที่รถ พบนามบัตรวางอยู่ จึงทําให้รู้ว่าเจ้าของรถคือผู้อํานวยการโรงเรียนมัธยมในย่านนั้นนั่นเอง…ส่วนเด็กคนนั้นก็คงเป็นเจ้านักเรียนตัวแสบแน่ๆ ด้วยความคิดที่ว่า […]

ชีวิตที่ไม่คาดหวังของ ดีพัก โชปรา

“นักเขียนส่วนใหญ่จะรู้สึกทุกข์ทรมานเมื่อต้องเจอกับช่วงเวลาที่ความคิดตีบตัน เมื่อเขานั่งลงเขียน แต่กระดาษตรงหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีความคิดที่ดีพอ และถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาในหัวก็ล้วนน่าเบื่อและไร้ประโยชน์ ช่วงเวลาเช่นนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความหายนะ และนั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ฆ่าตัวตาย”  ดีพัก โชปรา ดีพัก โชปรา (Deepak Chopra) ยกเรื่องของเฮมิงเวย์เป็นตัวอย่างของคนที่ล้มเหลวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด ซึ่งจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีของความคาดหวัง ก่อนหน้าวันที่ 2 กรกฎาคม 1961 คงไม่มีใครคาดคิดว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway ค.ศ. 1899 – 1961) นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลจะมีจุดจบเช่นนี้ มันสืบเนื่องมาจากความกลัดกลุ้ม เพราะเขาได้รับมอบหมายให้เขียนคำสดุดีในงานฉลองรับตำแหน่งของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เฮมิงเวย์รู้สึกถูกกดดันจากชื่อเสียงของตัวเอง ทำให้เขาเขียนไม่ออกและตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง รวมกับประวัติส่วนตัวที่มีอาการติดเหล้าและมีคนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตาย เฮมิงเวย์จึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวตาย ดีพักอธิบายว่า การคาดการณ์ไม่ได้ (unpredictability) และความไม่แน่นอน (uncertainty) เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน คือเมื่อพูดถึงสิ่งหนึ่ง คนก็มักจะนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ ทว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง “คนที่คาดหวังก็มักจะเจอกับความผิดหวัง แต่คนที่ใช้ชีวิตไปตามปกติบนความไม่แน่นอน (ที่ใครๆ ก็ต้องเจอเหมือนกัน) มักจะประสบความสำเร็จ” คนที่อยู่กับความคาดหวังมีโอกาสเป็นโรคเครียดสูงมาก เพราะคิดว่าชีวิตคือสูตรสำเร็จ ใส่ส่วนผสมแบบนี้ต้องได้ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ […]

ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง เด็กน้อยฟื้นจากความตาย ทั้งที่หมดลมหายใจไปนานแล้ว

การฟื้นคืนชีวิตเป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจริง และไม่อาจหาข้อพิสูจน์ใดๆ ได้มากไปกว่าจะยกให้เเป็นความมหัศจรรย์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เด็กน้อยฟื้นจากความตาย เดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2005 ณ ประเทศอังกฤษ ขณะที่ จอห์น และ คาเรน แลนเดอร์ (John & Karen Lander) กําลังซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน พวกเขาสังเกตเห็นลูกชายวัย 2 สัปดาห์ตัวซีดขาวและหนาวสั่น จึงรีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลเป็นการด่วน หนูน้อย วู้ดดี้ แลนเดอร์ (Woody Lander) ถูกนําตัวส่งโรงพยาบาล ลีดส์เจเนอรัล (Leeds General Infirmary) ในทันที แต่หลังจากไปถึงโรงพยาบาลได้ไม่นาน หนูน้อยก็หยุดหายใจ… แพทย์พยายามช่วยเหลือหนูน้อยวู้ดดี้อย่างสุดความสามารถเป็นเวลานานถึง 30 นาที แตไม่เป็นผล วู้ดดี้ยังคงนอนแน่นิ่งเช่นเดิม แพทย์จึงตัดสินใจบอกเรื่องเศร้าสลดนี้แก่ผู้เป็นพ่อแม่ นายแลนเดอร์ผู้เป็นพ่อเปิดเผยว่า ตลอดเวลา 30 นาทีของการรอคอยนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก มันยาวนานราวกับไม่มีวันจะสิ้นสุด พอหมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน คําพูดที่ออกจากปากของหมอมีเพียง “หมอทําดีที่สุดแล้ว” จากนั้นพยาบาลก็ค่อยๆดึงท่อออกซิเจนออกจากปากของวู้ดดี้ และมอบหนูน้อยคืนสู่อ้อมแขนของพ่อและแม่ที่หัวใจแทบสลายด้วยความโศกเศร้า เพื่อให้ทั้งสองจูบลาลูกชายคนแรกของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่แล้ว…ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น มีเสียงไอจากร่างเล็กๆ […]

ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ “ธรรมะคือที่พึ่งอันประเสริฐ”

คุณแอน – ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ เรียนจบปริญญาโทมาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอเล่าถึงการเข้าสู่เส้นทางธรรมว่า “แอนเริ่มปฏิบัติธรรมตอนอายุ 18 ตอนนั้นน้องชายทั้งสองคนเข้าร่วมโครงการสามเณรใจเพชรและโครงการสามเณรลูกแก้วที่ยุวพุทธิกสมาคมฯ หลังจากนั้นยุวพุทธฯ ก็จัดให้มีโครงการชวนผู้ปกครองของคนที่เคยบวชเณรมาปฏิบัติธรรมแบบสติปัฏฐาน 4 พองหนอ ยุบหนอ ร่วมกัน คุณแม่ขอให้ไปเป็นเพื่อน ครั้งแรกที่ไปปฏิบัติธรรมไม่ชอบเลย รู้สึกเบื่อ และคิดว่าไม่อยากกลับมาปฏิบัติอีกแล้ว “หลังจบคอร์สครั้งนั้น คุณลุงมณเฑียรซึ่งเป็นประธานโครงการจัดปฏิบัติธรรมของยุวพุทธฯโทร.มาแจ้งคุณแม่ว่า จะมีโครงการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง ชื่อโครงการธรรมบุตรี อยากให้แอนช่วยไปเป็นอาสาสมัครดูแลคนที่มาปฏิบัติธรรม ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าถ้าช่วงนั้นติดออกค่ายของมหาวิทยาลัยคงไปไม่ได้ แต่เผอิญค่ายยกเลิก แอนจึงต้องมาช่วยเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้ตามที่เคยบอกไว้” จากที่ได้เข้ามาช่วยงานในคอร์สตลอด 7 วัน ทำให้ทัศนคติต่อการปฏิบัติธรรมของคุณแอนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น “การได้มาเป็นอาสาสมัครทำให้แอนมองเห็นคุณค่าของตัวเองและอยากปฏิบัติธรรมเข้มข้นมากขึ้น จึงสมัครเข้าคอร์สที่ชื่อว่าเจียระไน เน้นการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดรู้ในทุก ๆ อิริยาบถ พอได้เรียนกรรมฐานเยอะขึ้น ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วธรรมะสามารถเอามาใช้ได้กับทุก ๆ เรื่องในชีวิต “กรรมฐานทำให้แอนมีสติ ใจเย็นขึ้นมาก ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น รวมทั้งทำให้เกิดปัญญาเข้าใจความรู้สึกของพ่อกับแม่มากขึ้น เช่น ระหว่างที่ปฏิบัติเกิดปวดเมื่อยตามร่างกาย ก็คิดได้ว่าอาการปวดแค่นี้เทียบไม่ได้กับเวลาที่เราดื้อกับพ่อแม่ แล้วทำให้ท่านปวดใจ ตั้งแต่ฝึกกรรมฐานมา ไม่เคยเถียงพ่อแม่อีกเลย […]

การเดินทางหลังความตายที่ไม่สิ้นสุดของ เฮนเรียตตา แล็กส์ ตัวตายไปแล้วแต่เซลล์ยังอยู่

เฮนเรียตตา แล็กส์ ได้เดินทางไปยังห้องทดลองมาแล้วทั่วโลก แถมยังได้ขึ้นไปกับยานอวกาศ แต่ที่น่าประหลาดใจคือการเดินทางทั้งหมดนี้ ตัวเธอเองไม่มีโอกาสได้รับรู้เลย

ธนพงศ์ จิตชู “ธรรมะ” นำทางชีวิต

หลังเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์การเดินเรือจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีได้เพียงไม่กี่ปี คุณแบงก์ – ธนพงศ์ จิตชู ก็เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของกิจการขายนาฬิกาทั้งปลีกและส่งที่จังหวัดชลบุรี “ตั้งแต่เด็กจนโต คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังเรื่องการปฏิบัติธรรมให้ผมกับน้องมาตลอด อย่างช่วงปิดเทอม เด็กคนอื่นอาจได้ไปเที่ยวทะเล ไปต่างจังหวัด แต่ผมและน้องสาวไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม 7 วัน ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร ก็ได้แต่ทำตาม ๆ ไป ทุกครั้งที่ไปวัดตอนนั้นผมไม่ชอบเลย เพราะคุณพ่อปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตีสาม ท่านบอกว่าถ้าตื่นเร็วจะได้เจอสิ่งดี ๆ ก่อนคนอื่น “จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้ต่างจากคนวัยเดียวกันที่อยากไปเที่ยวเล่นเฮฮากับเพื่อนฝูง แต่เพราะรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่รักเรามาก ปรารถนาดี อยากให้เราเป็นคนดี ท่านไม่ได้เลี้ยงผมด้วยการหยิบยื่นเงินทองให้ แต่จะสอนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชาย ให้แข็งแกร่ง รู้จักความลำบาก ฝึกให้อดทนและยืนได้ด้วยตัวเอง ท่านอยากเลี้ยงผมให้เป็นคนดีมีคุณภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้” ต่อมาคุณแม่พาไปกราบและฝากฝังให้บวชกับพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ณ สถานปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตและธรรมะในแบบที่คุณแบงก์เองก็ไม่คาดคิดมาก่อน “ครั้งแรกที่ไปถึงวิวัฏฏะ ผมตกใจมาก เพราะมีแต่ภูเขาหัวโล้นกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ หนึ่งองค์ ผมอดคิดไม่ได้ว่าแม่ส่งเรามาทำอะไรที่นี่ ตอนนั้นรู้สึกท้อและคิดว่าอย่าว่าแต่สามเดือนครึ่งเลย แค่สามวันยังไม่รู้ว่าจะรอดไหม แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ผมก็ต้องอยู่ให้ได้ […]

keyboard_arrow_up