ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นิทานที่เขาแต่งขึ้นคือชีวิตจริงของเขา

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นิทานที่เขาแต่งขึ้นคือชีวิตจริงของเขา ไม่มีเด็กคนไหนบนโลกใบนี้ที่จะไม่เคยฟังนิทานของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน  หรืออาจไม่รู้เลยว่านิทานที่เคยอ่านหรือที่คุณแม่เล่าให้ฟังก่อนนอนทุกคืนนั้นฮันส์ คริสเตียนเป็นผู้แต่ง เขาคือราชาแห่งโลกเทพนิยายที่ไม่ได้มีชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ และเขาคงไม่คิดฝันด้วยว่านิทานของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่เด็กทั่วโลกชื่นชอบ     เขาเกิดในสลัม คุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ซึ่งด่วนจากเขาไปตั้งแต่ฮันส์ยังเด็ก ส่วนคุณแม่มีอาชีพรับจ้างซักผ้า ชีวิตของเขาช่างไม่ต่างจากนิทานเรื่องหนึ่งที่เขาแต่งเลย นั่นคือ “ลูกเป็ดขี้เหร่” เพราะเขามีรูปลักษณ์ที่ประหลาด (อาจเรียกว่าขี้เหร่ก็น่าจะได้) จึงกลายเป็นที่ขบขันของเพื่อน ๆ ซ้ำร้าย เมื่อหนุ่มน้อยฮันส์เอาจริงเอาจังกับการเป็นนักเขียนบทละคร แล้วความสามารถไปเข้าตา โจนาส คอลลิน ผู้กำกับและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง โจนาสจึงรับเลี้ยงและส่งเสียฮันส์เรียนจนจบ แต่ระหว่างที่ฮันส์เรียนหนังสือเขาต้องอดทนต่อการล้อเลียนจากเพื่อนร่วมชั้น เพราะเห็นว่าฮันส์มีอายุมากกว่าเพื่อนในระดับชั้นเดียวกัน สุดท้ายเขาก็เรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัย การที่โจนาส คอลลินส่งเสริมฮันส์จนเรียนจบไม่ต่างจากการติดปีกความฝันและจินตนาการให้กับเขา ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ อาจเป็นโอกาสที่ฮันส์ได้บ่มเพาะและมีคลังความรู้กักเก็บไว้ และพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ในภายภาคหน้า กว่าฮันส์จะค้นพบว่าตนเองมีพรสวรรค์ในการแต่งนิทาน เขาต้องลองผิดลองถูกอยู่นานบนเส้นทางน้ำหมึก เขาได้ทำหนังสือรวมนวนิยายเล่มแรกของเขาขึ้นมา แต่ได้รับคำวิจารณ์ไปในเชิงลบ พลอยทำให้เส้นทางการเขียนบทละครของเขากลับไม่รุ่งไปด้วย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ให้กำเนิดนิทานออกมาหลายเรื่อง  เป็นนิทานมีทั้งแนวชีวิตและแนวแฟนตาซี หรือบางเรื่องก็ผสมสองแนวนี้ไว้ด้วยกัน นิทานของเขาทรงคุณค่าข้ามกาลเวลามาได้อย่างไรจะขอยกตัวอย่างนิทานเอกของเขามาดังนี้     หนูน้อยขายไม้ขีดไฟ เชื่อว่าเด็กหลายคนต้องเสียน้ำตาให้เด็กหญิงคนนี้ ขนาดเธอเป็นเพียงเด็กน้อย แต่ต้องทำงานหาเงินให้พ่อบังเกิดเกล้า […]

เลดี้ กาก้า กับชื่อเสียงในกำมือ

เชื่อไหมว่า สิ่งหนึ่งที่ยากกว่าการประสบความสำเร็จก็คือ การมีชื่อเสียง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จใช่จะมีชื่อเสียงทุกคนไป แต่คนที่มีชื่อเสียงทุกคนต้องประสบความสำเร็จในทางใดทางหนึ่ง และแม้ว่าโลกนี้จะมีคนที่ดังจริง ๆ แค่เพียงหยิบมือ แต่คงต้องนับเลดี้ กาก้าเป็นหนึ่งในนั้น เพราะ ณ ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนสีผม เดินซื้อกาแฟหรือหกล้ม (ดังที่เธอเคยหกล้มก้นกระแทกในคอนเสิร์ตของตัวเอง) เรื่องของเธอก็สามารถเป็นข่าวที่ขายได้ทั่วทุกมุมโลกทันที เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) หรือ “กาก้า” (ซึ่งเป็นชื่อที่เธออยากให้แฟนเพลงเรียกมากกว่า) เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ ความโด่งดังของเธอวัดได้จากยอดขายตั้งแต่อัลบั้มแรกคือ เดอะเฟม (The Fame) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 หลายเพลงในอัลบั้มนี้ติดอันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงฮิตในหลาย ๆ ประเทศ อีกทั้งได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยมและอัลบั้มแห่งปี รวมถึงทำยอดขายถล่มทลายมากกว่า 14 ล้านแผ่น ปลายปี 2009 กาก้าได้ออกอัลบั้มที่สองคือ เดอะเฟมมอนสเตอร์ (The Fame Monster) ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่ถึงหกรางวัล รวมทั้งรางวัลอัลบั้มเพลงป๊อปยอดเยี่ยมและรางวัลอัลบั้มแห่งปีติดต่อกันเป็นปีที่สอง ณ วันนี้เธอมีผลงานเพลงรวม 7 อัลบั้ม นอกจากแนวดนตรีแปลกใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นที่ถูกใจแฟนเพลงแล้ว มิวสิควิดีโอของเธอยังได้รับความสนใจอย่างยิ่ง เธอเป็นศิลปินคนแรกที่มียอดผู้ชมคลิกเข้าไปชมมิวสิควิดีโอในยูทูบมากกว่า 1 […]

เจ้าคณะจังหวัดพะเยาและผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย

เจ้าคณะจังหวัดพะเยา และผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมา หลังจากมีการแชร์เรื่องราวของนางสาวกุหลาบ สองสีใส อายุ 32 ที่ประสบกับปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และการมองเห็น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพบ้านที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกลักขโมยอีกด้วย จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา นำคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิด และตัวแทนมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล และทีมงานร่วมกันมอบบ้านฮอมบุญ และทุนยังชีพแก่นางบุญรอด สองสีใส และนางสาวกุหลาบ สองสีใส บ้านเลขที่ 138 หมู่ 14 บ้านเปื๋อยเปียง ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และมอบทุนสมทบค่าซ่อมบ้าน ให้ทางผู้นำหมู่บ้าน  โดยมีผู้ใหญ่บ้านเปื๋อยเปียง นายกเทศมนตรีตำบลหย่วน และประชาชนในหมู่บ้านร่วมพิธีมอบบ้านฮอมบุญอย่างอบอุ่น     พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา กล่าวว่า เรื่องของมนุษยธรรมที่ไม่ควรดูดาย หากมีโอกาสหรือความสามารถที่พอจะช่วยเหลือ แบ่งปันก็ควรหยิบยื่นทันที […]

โปรโมเตอร์ไนท์คลับทิ้งชีวิตหรู หันมาทำภารกิจหาน้ำสะอาดให้โลก

หลายคนเชื่อว่าเงินจะช่วยแก้ปัญหาได้ ในขณะเดียวกันก็มีคนเชื่อว่าความร่ำรวยไม่สามารถนำความสุขที่แท้จริงมาให้ได้ และสำหรับบางคนสิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นสุขอย่างแท้จริงคือการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต หากมีใครไปถามเรื่องนี้กับ สกอต แฮร์ริสัน (Scott Harrison) อดีตโปรโมเตอร์ไนท์คลับ ซึ่งยอมทิ้งชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในธุรกิจกลางคืนเพื่อเป้าหมายในชีวิตของเขา นั่นคือการนำน้ำสะอาดไปสู่ทุกมุมของโลก ย้อนไปตอนที่สกอตอายุ 18 ปี เขาย้ายมาอยู่นิวยอร์ก และฝ่าฟันเพื่อให้ได้งานในฝัน นั่นคืองานหาคนมาเที่ยวคลับ และตัวเขาได้สนุกกับปาร์ตี้โดยได้รับค่าจ้างด้วย ซึ่งก็คือโปรโมเตอร์ไนท์คลับนั่นเอง แต่ทว่างานในฝันของเขามาพร้อมกับการดื่ม เสพยา และสรวลเสเฮฮาอย่างไม่สิ้นสุดวันแล้ววันเล่า ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าต่อมาอีกถึง 10 ปีที่เขาต้องจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจว่าพอแล้ว ในใจลึก ๆ เขาต้องการใช้เวลาที่มีอยู่ในการช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงสมัครไปยังองค์กรการกุศลต่าง ๆ หลังจากถูกปฏิเสธมานับไม่ถ้วน ก็มีคนตอบรับเขาให้เข้าร่วมทีมบุคลากรทางการแพทย์เดินทางไปกับเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่ประเทศไลบีเรีย เมื่อไปถึงที่นั่น สกอตมีหน้าที่เป็นช่างภาพ เก็บภาพการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วยหลายพันคน ในระหว่างทำงานเขาได้พบกับชายหนุ่มชื่อแฮร์ริส ซึ่งทรมานจากการมีเนื้องอกก้อนใหญ่บนใบหน้า ทำให้เขาหายใจลำบากมากขึ้นทุกที การได้ร่วมเป็นพยานรับรู้ว่าศัลยแพทย์สามารถเปลี่ยนชีวิตของแฮร์ริสไปอย่างสิ้นเชิง คือหนึ่งในช่วงเวลาอันเป็นแรงบันดาลใจอย่างที่สุดในชีวิตของสกอต นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าตัวเองต้องการอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นให้มากกว่านี้ เขาจึงเริ่มจากสาเหตุที่ทำให้ชาวไลบีเรียล้มป่วยมากมายมาตั้งแต่แรก นั่นคือน้ำที่สกปรก ชาวบ้านผู้ยากไร้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมดื่มน้ำจากแม่น้ำและบ่อน้ำที่มีเชื้อโรค ชาวบ้านกำลังล้มตาย ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงและเด็กหญิงต้องเดินทุกวันวันละหลายชั่วโมงเพื่อแบกน้ำสกปรกเหล่านั้นกลับมาบ้าน ทำให้ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไลบีเรีย ยังมีผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีน้ำสะอาด สกอตรู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เขากลับนิวยอร์ก หวนกลับไปหาสิ่งที่เขารู้ดีว่าจะเรียกความสนใจของคนได้ดีที่สุด […]

คำถามที่ยังรอคำตอบ ของหนูน้อยผู้ไม่เคยพบหน้าพ่อ

บ่ายแก่วันนั้น ฉันและสามีแวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคารแห่งหนึ่ง คงเพราะเป็นกลางเดือนจึงมีลูกค้าน้อยมาก ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ดูเงียบเหงา พนักงานต้อนรับพาเราไปนั่งที่โซฟาพร้อมกับบอกว่า “ต่อจากคิวนี้เลยนะคะ” เมื่อมองไปข้างหน้า ฉันเห็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดกระโปรงติดกันเข้ารูปลายดอกไม้เล็ก ๆ…แม้จะเป็นจากด้านข้าง แต่ก็พอดูออกว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเจ้าหน้าที่ทุกคนบริเวณนั้นคือ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อายุไม่เกิน 3 ขวบ ซึ่งนั่งคลอเคลียส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้าง ๆ เธอ หนูน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาใส่เสื้อเอี๊ยมแขนพองลายสกอตกับกระโปรงบานเข้าชุดกัน ผมเปียเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนขมวดเป็นมวยทั้งสองข้างดูเรียบร้อยสวยงาม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของผู้เป็นแม่…บนหลังมีเป้เล็กจิ๋วสีชมพูสดลายคิตตี้สะพายอยู่ ที่สะดุดตาคือรอยยิ้มสดใสกับดวงตากลมโตเป็นประกายขณะที่ซักไซ้และตอบคำถามพนักงานสาว 2 คน ซึ่งมายืนพูดคุยด้วย… “ใช่ค่ะ”…“นี่อะไรคะ”…“ไม่เอาค่ะ” พูดพลางมือป้อม ๆ เล็ก ๆ ของเด็กน้อยก็หยิบจับสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความซุกซนประสาเด็ก…แม้เสียงแกจะดังไม่มากแต่ในความเงียบขณะนั้นเราก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน ฉันแอบนึกชื่นชมแม่ของแกที่อบรมลูกให้พูดจาได้ไพเราะ ผิดกับเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งพ่อแม่มักไม่สนใจเรื่องนี้จนทำให้เด็กขาดความน่ารักไปอย่างน่าเสียดาย สามีฉันนั่งมองตลอดเวลาและอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ จนในที่สุดหนูน้อยก็หันมาทางเรา…ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนรักและชอบเล่นกับเด็ก สามีฉันจึงเริ่มทำหน้าตลกใส่ทันที ปรากฏว่าหนูน้อยหัวเราะคิกคักชอบใจเสียงดังจนแม่แกหันมามองและบอกให้สวัสดีพวกเรา แกจึงยกมือป้อม ๆ ทั้งสองขึ้นไหว้พร้อมกับพูดว่า “สวัสดีค่ะ” หลังจากสามีฉันทำหน้าล้อเล่นด้วยอีกไม่นาน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแกเอื้อมมือไปกระตุกแขนแม่ ก่อนจะเอียงหน้าเข้าไปซบ แล้วถามเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของสามีฉันว่า “คนนี้ใช่พ่อหรือเปล่า” ตอนแรกหลายคนหัวเราะด้วยความขบขันในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย แต่เมื่อแม่ของแกหันมาขอโทษสามีฉันด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ ก่อนจะบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่…ลูก” […]

20 นาทีบนรถแท็กซี่ที่ฉันได้ทำบุญโดยไม่รู้ตัว

วันนั้นฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องกินลิ้นเป็ดพะโล้ของโปรดให้ได้หลังจากไปไม่ทันเมื่อครั้งก่อน ฉันจึงรีบเดินลิ่วไปซื้อทันทีที่หมดธุระ แล้วฉันก็ได้ลิ้นเป็ดมาถุงใหญ่สมใจก่อนจะเรียกแท็กซี่เพื่อไปต่ออีกแห่งหนึ่ง ฉันบรรจงวางของโปรดลงอย่างทะนุถนอม… “ได้ยินว่าเจ้านี้อร่อยมากใช่ไหมคะ หนูว่าจะลองซื้อหลายครั้งแล้ว แต่เสียดายเงิน” ฉันเงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าคนขับเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆ “เก่งนะ เป็นผู้หญิงขับรถแท็กซี่ ไม่กลัวอันตรายหรือจ๊ะ” เธอยิ้มก่อนตอบว่า “กลัวค่ะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เดิมแฟนหนูเขาขับ แต่ตอนนี้เกิดป่วยเป็นมะเร็ง หนูเลยต้องขับแทน แต่หนูก็เลือกลูกค้าค่ะ ถ้าเป็นกลางคืนหนูก็จะไม่รับผู้ชาย” แล้วเธอก็เล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ฉันฟังอย่างสนุกสนาน แต่จบลงด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเมื่อพูดถึงอาการป่วยของสามี ฉันเลยแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาให้เธอ ซึ่งฉันเพิ่งเห็นข่าวในโทรทัศน์ เธอดีใจมาก เพราะหมออยู่ไม่ไกลและค่ารักษาก็ไม่แพง…ขณะที่ฉันกำลังอธิบายรายละเอียดรถก็แล่นผ่านมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “ลูกสาวหนูเพิ่งเรียนจบจากที่นี่ค่ะ …” เธอพูดอย่างภาคภูมิใจ ฉันรู้สึกชื่นชมในความสามารถของเธอที่ขยันทำมาหากินส่งเสียลูกจนจบปริญญาตรี “ตอนนี้เขายังไม่ได้งานประจำเลยรับทำนามบัตร…ก็พออยู่ได้ ไม่ต้องมารบกวนเรา ไม่งั้นหนูคงแย่ เพราะเดี๋ยวนี้รายได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน” เผอิญฉันนึกออกว่าที่ทำงานลูกกำลังต้องการคน เลยรีบจดที่อยู่ให้เธอพร้อมทั้งชื่อฉันในฐานะผู้แนะนำ ก่อนที่รถจะถึงจุดหมายพอดี แต่พอแท็กซี่ลับตาไปเท่านั้นแหละ ฉันก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นว่าในมือไม่มีถุงลิ้นเป็ดพะโล้! โธ่เอ๋ย…ในที่สุดฉันก็อดกินอีกจนได้…แต่เอาเถอะ ฉันภาวนาขอให้ฉันเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของแท็กซี่คันนั้น เธอและครอบครัวจะได้กินลิ้นเป็ดที่อยากกินมานานเสียที คืนนั้นฉันนอนนึกภาพครอบครัวของเธอนั่งล้อมวงกันกินลิ้นเป็ดอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะหลับไปด้วยความสุขใจ…แปลกนะ บางครั้งถ้าคิดดี ๆ ในท่ามกลางความเลวร้ายก็มีสิ่งที่ดีแอบซ่อนอยู่เหมือนกัน เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานจนฉันลืมไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวเล่าให้ฉันฟังว่า มีเด็กมาสมัครงานโดยเอ่ยชื่อฉัน ฉันเองยังนึกไม่ออก จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นตา “หนูคนขับรถแท็กซี่ค่ะ จำได้ไหมคะ […]

ภารกิจสุดท้ายของป้าแจ๋ว

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ  (ภารกิจสุดท้าย) ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณแม่ทอน ขอให้คุณแม่ทอนได้โปรดอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอตั้งตนไว้ชอบในประพฤติที่ถูกต้องดีงาม ขอบุญบารมีที่เคยสั่งสมบำเพ็ญในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะกระทำในอนาคตก็ดี จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและแม่ทอน ตลอดญาติมิตร บริวาร ลูกหลาน เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสาร ธรรมสารสมบัติทุกประการ ขึ้นชื่อว่าทุกข์หรืออุปสรรคแลโรคภัยใด ๆ อย่าได้มีมากล้ำกรายปรากฏ ที่มีทุกข์อยู่แล้วขอให้หายมลายสิ้นไป… สิ้นเสียงสวดเป็นภาษาบาลี ตามด้วยคำกล่าวขออโหสิกรรม ฉันบอกให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณยายทอนก้มลงกราบที่เท้าแม่ พร้อมกับกระซิบบอกข้างหูคุณยายว่า “ลูก ๆ ขอขมาและขออโหสิกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยล่วงเกิน ขอให้คุณยายยกโทษและให้อภัยต่อลูก […]

คุณแม่ขายของออนไลน์ หวังเป็นค่าเลี้ยงดูลูกน้อยที่พิการและศีรษะโต 

คุณแม่ ขายของออนไลน์ หวังเป็นค่าเลี้ยงดูลูกน้อยที่พิการและศีรษะโต คุณแม่สาววัย 23 ปี แบ่งเบาภาระครอบครัวด้วยการ ขายของออนไลน์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อหารายได้เป็นค่าเลี้ยงดูและค่ารักษาลูกสาววัย 1 ขวบ 3 เดือนที่พิการทางการมองเห็น พิการทางการได้ยิน พิการทางร่างกาย พิการทางสติปัญญา มีศีรษะโต และขาทั้งสองข้างบิดผิดรูป เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา สยามรัฐได้นำเสนอข่าวของคุณแม่วัย 23 ปี คือ คุณคณิศร แสงอุไร ที่ต้องดูแลลูกสาวคนเล็กคือ  “น้องบุญรักษา” หรือ  ด.ญ.รัตนาภรณ์ แสงอุไร วัย 1 ขวบ 3 เดือน ซึ่งมีความพิการ เช่น ทางการมองเห็น ทางการได้ยิน และร่างกาย เช่น มีขาที่บิดผิดรูป ครอบครัวของคุณคณิศรมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่ซอยนครชัยมงคลวิลล่า 3 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี […]

“คนบ้า” ใจดี อุทาหรณ์เตือนใจอย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก

ขึ้นชื่อว่า “คนบ้า” ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกจะเดินหนี เพราะกลัวเขาบีบคอหรือทำร้าย ว่ากันว่า คนพวกนี้ก่ออาชญากรรมแล้วไม่ติดคุกเสียด้วยสิ เช้าวันหนึ่งฉันตั้งใจจะเดินทางไปสนามหลวง และได้ขึ้นรถเมล์ฟรีของ ขสมก. เมื่อรถไปถึงย่านตลาดสะพานขาวแถวถนนหลานหลวง รถจอดที่ป้ายรถเมล์ ฉันเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดและสกปรก ศีรษะโล้น ในมือถือถุงผลไม้ถุงใหญ่ เขากำลังยื่นมือไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยืนคอยรถเมล์ เธอส่ายหน้าและเดินถอยหนี ฉันเดาว่าชายคนนั้นกำลังขอเงิน และประเมินด้วยสายตาจากสภาพที่เห็นคิดว่าเขาเป็น “คนบ้า” ทันทีที่เห็นรถเมล์จอดและประตูเปิดออก เขาก็รีบวิ่งขึ้นรถ ตอนนั้นฉันอยากให้กระเป๋ารถเมล์ไล่เขาลงจังเลย แต่เพราะเป็นรถเมล์ฟรี เขาจึงไม่ต้องเสียค่าโดยสาร คนบ้าเดินไปที่คนขับ ฉันและผู้โดยสารคนอื่นมองตามด้วยความกลัวว่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล เผื่อจะได้หนีลงจากรถทัน เขาหยิบกล้วยไข่หนึ่งหวีจากถุงผลไม้ไปวางหน้ารถตรงคนขับ ไม่พูดอะไร จากนั้นเดินมาหาที่นั่ง ซึ่งเป็นเบาะคู่ที่อยู่ข้างหน้าเบาะที่ฉันนั่ง!! “ซวยแล้ว” ฉันคิด ฉันสังเกตว่า เขาเป็นชายวัยกลางคน อายุประมาณ 40 ปี เจาะหู ใส่ต่างหูสีเงิน มีรอยสักขนาดใหญ่ที่แขนซ้าย สันนิษฐานว่าสมัยก่อนเขาคงเป็นพวกจิ๊กโก๋ แล้วทำไมวันนี้เขาถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ไม่ทันได้คิดคำตอบให้ตัวเอง คนบ้าก็หันหลังมาทางฉันพร้อมส่งมะม่วงเขียวลูกหนึ่งให้ ฉันสะดุ้งเล็กน้อย แต่ทำใจดีสู้เสือ จึงยิ้มพร้อมปฏิเสธ “ไม่เอาค่ะ” เขาก้มไปหยิบมะไฟช่อเล็ก ๆ […]

“ม้านั่งเพื่อนรัก” ไอเดียของเด็กพิเศษ ช่วยหาเพื่อนให้เด็กที่โดดเดี่ยว

เด็กชายเหงา ๆ ซื้อ “ม้านั่งเพื่อนรัก” ให้สนามเด็กเล่น  เพื่อเด็กอื่นจะได้ไม่เหงาเหมือนเขาอีกต่อไป สำหรับเด็กทุกคน ชั่วโมงพักคือเวลาที่ดีที่สุดในวันที่มีเรียน แต่ไม่ใช่สำหรับเด็กอย่าง อเล็กซ์ รอวลส์  (Alex Rawls) เพราะสนามเด็กเล่นคือสถานที่อันแสนโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามาก หนูน้อยจากเมืองสตาฟฟอร์ดเคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนียผู้นี้ มีปัญหาคือเข้ากับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนยาก ดังนั้น เขาจึงคุ้นเคยกับการนั่งเหงา ๆ คนเดียวที่ม้านั่งริมสนาม เฝ้ามองเพื่อนร่วมชั้นเรียนเล่นกันอย่างสนุกสนาน อเล็กซ์ป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า ความบกพร่องในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส คือมีประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไวกว่าปกติ ทำให้สมองประมวลผลไม่ทัน จะมีอาการขาดสมาธิง่าย เพราะประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับสิ่งเร้าเข้ามาหมด แต่สมองประมวลผลไม่ทัน และไม่สามารถเลือกสิ่งเร้าที่จำเป็นได้ โดยทั่วไปจะมีพฤติกรรมเหมือนโรคสมาธิสั้น บางครั้งบางครั้งเขาก็สวมชุดนอนไปโรงเรียน โชคร้ายที่ความไม่ปกตินี้ทำให้เขาเข้ากับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันที่โรงเรียนได้ยาก ด็อตตี้ โรโม คุณแม่ของอเล็กซ์บอกว่า คงไม่มีใครต้องการให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนั้นโดยเฉพาะกับลูกของตัวเอง และด้วยความช่วยเหลือของเธอ อเล็กซ์ก็ได้ทำภารกิจหนึ่ง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยไม่ให้เด็ก ๆ ต้องอยู่ลำพังเหงา ๆ ในชั่วโมงพัก จุดเริ่มต้นของภารกิจนี้มาจากตอนที่อเล็กซ์อายุ 10 ขวบ […]

ชีวิตหลังอำลาตำแหน่ง ของ จิมมี่ คาร์เตอร์

จิมมี่ คาร์เตอร์ เป็นประธานาธิบดีที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่รักมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกา และเขายังมีผลงานที่เป็นประโยชน์ในวงกว้างแม้จะอำลาตำแหน่งไปแล้วหลายปี จิมมี่ คาร์เตอร์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี ค.ศ. 1976 – 1980 โดยเฉือนชนะ เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดีคนที่ 38 ไปได้อย่างฉิวเฉียด ครั้งนั้นเป็นการลงสมัครประธานาธิบดีสมัยแรกของเขา สมัยนั้นจิมมี่มักเริ่มต้นการหาเสียงว่า “ผมเป็นชาวไร่ถั่วลิสง” (I’m a peanut farmer.) เพราะครอบครัวคาร์เตอร์เป็นเกษตรกรทำไร่ฝ้ายและถั่วลิสงในเมืองเพลนส์ รัฐจอร์เจีย มานานกว่า 350 ปีแล้ว แต่ที่นอกเหนือไปกว่านั้นคือ จิมมี่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือแอนนาโพลิสและรับราชการมานานเกือบ 10 ปี เขาเป็นทหารเรือที่ก้าวหน้าเร็วมาก แต่ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาคิดได้ว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์ซึ่งเป็นอาวุธที่สหรัฐฯภาคภูมิใจที่สุด มีอันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์ ประกอบกับพ่อของเขาเสียชีวิต จิมมี่จึงลาออกเพื่อกลับมาดูแลไร่ของครอบครัว จิมมี่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เขาเป็นผู้นำชุมชน เป็นกรรมการบริหารของโรงเรียน โรงพยาบาล และเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐจอร์เจียถึงสองสมัย ช่วงปี ค.ศ. 1966 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกสมัยที่สอง จิมมี่ก็ตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ เพราะต้องการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนและช่วยเด็กผิวสีให้สามารถเรียนในโรงเรียนเดียวกับเด็กผิวขาวได้ เมื่อกว่าหกสิบปีก่อน ปัญหาเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกายังคงมีความรุนแรงมาก ดังนั้นในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐครั้งแรก จิมมี่จึงพ่ายแพ้อย่างขาดลอย ทว่าระหว่างสี่ปีที่เฝ้ารอการเลือกตั้งครั้งใหม่ […]

บันทึกของ “คนไกลวัด”

“ซ้าย ย่าง หนอ ขวา ย่าง หนอ” เสียงพูดดังงึมงำรอบตัว  (คนไกลวัด) บรรยากาศมีแต่ความสงบและผ่อนคลาย ไม่ได้มีทีท่าว่าจะขำ ๆ ตลก ๆ อย่างที่ฉันเกรง “ให้พูดออกเสียง ระวังอย่าให้คำพูดไปก่อน ต้องให้ พอดี จึงจะอยู่ในปัจจุบันอย่างแท้จริง” เสียงของพระอาจารย์ที่พูดเตือนเป็นระยะ ทว่ากลับไม่ทำให้ความสงบรอบตัวลดลงหรือทำให้เกิดบรรยากาศของการเข้มงวด นี่เป็นการฝึก เดินจงกรม อย่างเป็นรูปธรรมจริงจังครั้งแรกในชีวิต แม้ว่าจะมีเวลาเดินจงกรมครั้งนี้เพียงแค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น ทว่ากลับทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความสงบและความนิ่งในใจ สถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่ห้องประชุมบนชั้น 8 ของตึกศรีสุลาลัย โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ภายในห้องมีทั้งอาสนะวางเรียงรายห่าง ๆ กัน และเก้าอี้ตั้งชิดกำแพงห้องสำหรับให้เลือกนั่งปฏิบัติธรรม บรรยากาศดูสบาย ๆ เรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง ฉันเดินไปนั่งบนอาสนะที่เตรียมไว้ สักครู่วิทยากรก็มาพูดเชิญชวนให้นั่งด้านหน้า จริงสิ ต่างคนต่างก็ยึดที่นั่งด้านหลังทั้งนั้น รวมทั้งฉันด้วย นี่ละวิสัยคนไทย นั่งหลังไว้ก่อน (มารยาทดี อยากเก็บที่นั่งดี ๆ ด้านหน้าไว้ให้คนอื่นไง ฮา) ในห้องประชุม ทุกคนต่างก็นั่งกันเงียบ ๆ […]

ขอบคุณ เกลียวคลื่น … ! ที่ทำให้เห็นความหมายของการมีชีวิต

ทันทีที่กระแสน้ำฟาดขาผมให้ล้มทั้งยืน ผืนทรายที่ผมเหยียบยืนก็หายวับไป ตามมาด้วยเกลียวคลื่นที่ม้วนทับเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า ผมเหมือนกับปูอัดที่ถูกม้วนขดอยู่ในซาซิมิ เกลียวคลื่น กระหน่ำซ้ำเติมอยู่นานหลายนาที ผมสำลักน้ำจนแสบจมูกไปหมด ใช่ว่าผมไม่พยายามตะเกียกตะกาย แต่ยิ่งผมพยายามดิ้นรนเท่าไร เกลียวคลื่น ก็ดูยิ่งโกรธแค้นและอัดผมแรงกว่าเดิมราวกับต้องการฉุดลากผมให้จมลงสู่ท้องทะเลลึก……ผมคิดว่าตัวเองคงไม่รอด! ก่อนหน้าที่ผมจะมาภูเก็ตไม่กี่วัน มีคนโดนเกลียวคลื่นเล่นงานและพรากวิญญาณของเขาไปอย่างน่าเศร้า ตอนนี้คงถึงคิวของผมบ้างแล้ว… แต่มีอีกหลายอย่างเหลือเกินที่ผมยังไม่ได้ทำ ทั้งสิ่งที่อยากจะทำ สิ่งที่ควรจะทำ และสิ่งที่จะต้องทำ…ผมยังไม่ได้บอกลาเพื่อน ๆ …ยังไม่เคยขอโทษคนรักที่ผมพูดจาไม่ดีกับเธอหลายครั้ง…ผมยังไม่ได้บอกแม่ว่าการได้เกิดมาเป็นลูกชายของท่าน มันทำให้ชีวิตผมมีค่าแค่ไหน ผมยังไม่เคย…ยังไม่เคย…ยังไม่เคยทำอะไรอีกหลายอย่างเหลือเกิน! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาภูเก็ต แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเล่นกระดานโต้คลื่นที่กะตะ ทุกครั้งที่มาเที่ยวภูเก็ต ผมไม่ใคร่จะได้รื่นรมย์กับทัศนียภาพความงามทางธรรมชาติเท่าไรนัก ผมมักจะเตร็ดเตร่ไปตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนเสียมากกว่า กลางวันช็อปปิ้ง กลางคืนดื่มเหล้า เที่ยวบาร์อะโกโก้ สนุก เมา มันสุดเหวี่ยงยันเช้า…เมื่อคืนของผมก็เป็นแบบนี้ ค่ำคืนนี้และคืนต่อ ๆ ไปในภูเก็ตของผมก็คงจะเข้าอีหรอบเดิม…หากว่าเช้านี้ผมไม่มาเจอคลื่นลูกนี้เข้าเสียก่อน ! เช้าวันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับความแฮ้งระดับห้า (ระดับสูงสุดของผม) โทรศัพท์ของผมมี 3 สายที่ไม่ได้รับ…จากแม่ น้องสาว และคนรักของผม น่าจะด้วยความเป็นห่วงที่ผมเงียบหายไปหลายวัน ผมรู้สึกเบื่อเหลือเกินที่จะต้องโทร.ไปรายงานว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ แต่น่าแปลกที่ผมกลับกระตือรือร้นในการอัพโหลดรูปลงเฟซบุ๊กอวดเพื่อน ๆ ยอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อจะบอกใครต่อใครในโลกว่าเมื่อคืนผมไปเที่ยวที่บาร์ไหน หรือไม่ก็ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจะถ่ายภาพชายหาดในแสงแดดอ่อน ๆ ก่อนจะโพสต์เพื่อให้ใครสักคนมากด like…ผมน่าจะโทร.กลับไปหาแม่ […]

ธนาคารขยะรีไซเคิล ช่วยให้ชุมชนแปลงขยะเป็นเงิน และกลายเป็นชุมชนน่าอยู่

ธนาคารขยะรีไซเคิล ช่วยให้ชุมชนแปลงขยะเป็นเงิน และกลายเป็นชุมชนน่าอยู่ มติชนออนไลน์มีเรื่องราวดี ๆ น่าประทับใจมาฝากอีกแล้ว ซีเคร็ตจึงนำมาเล่าต่อ เชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านจะอมยิ้มกับโครงการดี ๆ ที่ทางโรงเรียนแห่งนี้ทำขึ้น คือ ธนาคารขยะรีไซเคิล เพื่อแปลงขยะเป็นเงินตรา และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน คุณครูสามารถ บุญโสม หรือ ครูมารถ คุณครูหนุ่มแห่งโรงเรียนบ้านหนองม่วง ตำบลชุมแสง จังหวัดระยองได้กล่าวว่า หลังจากโรงเรียนได้ทำโครงการธนาคารขยะรีไซเคิลซึ่งเป็นโครงการของมูลนิธิมิตชูบิชิ อิเล็คทริคไทย ทำให้โรงเรียนแห่งนี้สะอาดขึ้น จากแต่ก่อนโรงเรียนไม่ได้ทำการคัดแยกขยะ มักทิ้งขยะไม่เป็นที่ และทิ้งขยะไม่ลงถัง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่สะอาด เมื่อมีโครงการฯนี้เข้ามาจึงทำให้นักเรียนสามารถแยกขยะตามหมวดหมู่เป็น แถมนักเรียนยังนำกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้ผู้ปกครองพลอยแยกขยะเป็นไปด้วย เมื่อเกิดโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล นักเรียนจะเก็บขยะจากบริเวณโรงเรียนและชุมชนมาขายที่ธนาคาร ทำให้นักเรียนมีรายได้จากการขายขยะ และมีร้านรับซื้อของเก่าเข้ามาติดต่อขอซื้อขยะจากธนาคารไปอีกต่อหนึ่ง     ธนาคารขยะรีไซเคิลแห่งนี้มีน้องนักเรียนที่รวมกลุ่มกันช่วยเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ด้วยกัน 3 หน้าที่คือ เจ้าหน้าที่คัดแยกขยะและชั่งน้ำหนัก ซึ่งน้องโชกุน หรือ  ด.ช.คมกริบ ชื่นจิตต์ รับหน้าที่นี้ได้บอกว่า  ธนาคารขยะรีไซเคิลไม่เหมือนธนาคารอื่นเพราะไม่ต้องเอาเงินมาฝากที่ธนาคาร แต่เอาขยะมาฝากไว้ที่ธนาคารแทน แล้วถอนเป็นเงินออกไป ส่งผลให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นประโยชน์ของขยะมากขึ้น น้องเจโฟน หรือ ด.ช. สดาศิวะ นาตาแสง […]

พลังแห่งวัดและชุมชน ชาวบ้านอีต่อง ร่วมมือร่วมใจกันซ่อมแซมถนน

พลังแห่งวัดและชุมชน ชาวบ้านอีต่อง ร่วมมือร่วมใจกันซ่อมแซมถนน พลังแห่งวัดและชุมชน ชาวบ้านอีต่อง จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมมือร่วมใจกันซ่อมแซมถนนหนทาง เพราะถนนหนทางใช้การลำบาก เนื่องจากเป็นหลุมเป็นบ่อจำนวนมาก มติชนออนไลน์ได้นำเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา พระคุณเจ้าติสรโณภิกขุ เจ้าอาวาสวัดเหมืองปิล๊อก และนางอรุณี มหัตกีรติ ผู้ใหญ่บ้านอีต่อง หมู่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยชาวบ้าน พระสงฆ์ และสามเณร รวมทั้งหมด 50 คน ร่วมแรงร่วมใจซ่อมแซมถนนทางหลวงชนบท กจ.4088 ตั้งแต่หลัก กม.ที่ 4 จนถึงหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และต่อเนื่องไปจนถึงองค์การบริหารส่วนตำบลปิล๊อก     ทางหลวงชนบทเคยเข้ามาช่วยโดยเอาหินคลุกมาลงช่วยอุดรอยขุรขระของถนน แต่พอเข้าสู่หน้าฝน ถนนก็จะเป็นหลุมและบ่อเพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา ส่งผลให้การเดินทางบนถนนเส้นนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เวลาเร่งรีบไปติดต่อราชการหรือโรงพยาบาลทำให้ใช้เวลานานถึงสองชั่วโมงครึ่ง หรือนานสุดก็สามชั่วโมง ทั้งยังทำให้รถยนต์เสียหายเพราะถนนขุระขระไม่ราบเรียบ ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเป็นที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยว ถนนเส้นนี้มีความคดเคี้ยวอยู่แล้ว ยิ่งขุรขระเป็นหลุมและบ่อด้วย อาจเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนอำเภอแห่งนี้อีกด้วย พระคุณเจ้าและชาวบ้านจึงรวมตัวกันพึ่งพาตนเอง […]

คุณตาพิการตาบอด ขายข้าวหลามเลี้ยงชีพตนและภรรยาที่มีโรครุมเร้า

คุณตาพิการตาบอด ขายข้าวหลามเลี้ยงชีพตนและภรรยาที่มีโรครุมเร้า คุณตาพิการตาบอด วัย 67 ปี เลี้ยงชีพด้วยการขายข้าวหลาม นอกจากขายเพื่อเลี้ยงชีพตนเองแล้วยังต้องจุนเจือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก วัย 98 ปีที่ป่วยเป็นโรครุมเร้าหลายโรค นางสาวบุษกร เอี่ยมเทศ อายุ 43 ปี สารวัตรกำนันตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า คุณตาท่านนี้ชื่อนายยอม หอมหวล หรือคุณตายอดมักมานั่งขายข้าวหลามอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังวิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อวัดเขาตะเครา     คุณบุษกร กล่าวว่า เห็นคุณตายอมมานั่งขายข้าวหลามที่วัดเขาตะเคราอยู่บ่อยครั้ง และเธอเล่าถึงความมีน้ำใจของคุณตายอมว่า หากท่านทราบว่าชุมชนมีกิจกรรมสาธารณะ ก็จะนำข้าวหลามมาแจกให้อีกด้วย คุณตายอมตาบอดมาตั้งแต่เด็ก เพราะถูกวัวเตะขณะตามแม่ไปนวดข้าวที่ลานวัว ปัจจุบันอยู่กับภรรยาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดัน และโรคอื่นอีกหลายโรค ถึงจะยากจนก็ทำมาหากินเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นค่ารักษาพยาบาลภรรยา โดยทุกวันศุกร์คุณตาจะจ้างคนในหมู่บ้านมาเผาข้าวหลาม พอถึงวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็จะนำข้าวหลามไปขายที่วัดตะเครา ซึ่งขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเหลือก็จะให้เป็นอาหารลิง ใครแวะไปกราบพระ-ทำบุญที่วัดตะเคราช่วยอุดหนุนข้าวหลามคุณตาด้วยนะคะ   ที่มาและภาพ : www.thairath.co.th บทความน่าสนใจ คุณลุงตาบอด ผู้เด็ดเดี่ยวยึดมั่นความซื่อสัตย์และความอดทนตลอดชีวิต  คุณตาใช้เวลา 2 ปี ปลูกดอกไม้นับพันเพื่อให้ภรรยาตาบอดยิ้มได้อีกครั้ง ดนตรีบำบัดช้าง […]

เจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ฝ่ายดูแลลูกค้าช่วยชีวิตลูกค้าที่อยู่ห่างไปหลายร้อยไมล์

บางครั้งการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจหมายถึงความเป็นกับความตายได้ สำหรับ แดน แมกเกนนิส (Dan Magennis) การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ คือการตัดสินใจโทรศัพท์หาฝ่ายบริการลูกค้าของคอมคาสต์ (Comcast: บริษัทเคเบิลทีวีรายใหญ่ที่สุดและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในบ้านรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้านรายใหญ่อันดับสามของประเทศ) ก่อนจะเริ่มลงมือดูแลสนามหญ้าที่บ้าน ชายวัย 65 ปีจากเมืองวอล์กเกอร์ รัฐมิชิแกน รู้ดีว่าหากเขาไม่โทร เขาอาจจะไม่ได้อยู่ถึงวันนี้ ในตอนนั้นเขาแค่ต้องการโทรไปแจ้งปัญหาเคเบิลที่บ้านขัดข้องและขอความช่วยเหลือในการแก้ไข แต่สิ่งที่เขาได้มาแทนคือผู้ช่วยชีวิตที่อยู่ห่างไปถึง 800 ไมล์ แดนโทรศัพท์เข้าศูนย์โดยหวังจะแก้ไขปัญหาเคเบิลให้เสร็จเสียที เพื่อเขาจะได้ลงมือจัดการสนามหญ้าอย่างเต็มที่ แต่ทันทีที่เขาต่อสายถึง คิมเบอร์ลี วิลเลียมส์ (Kimberly Williams) ฝ่ายบริการลูกค้าในเมืองแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ เขาก็พบว่าตัวเองพูดไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาตื่นเต้น แต่พอเขาบอกชื่อตัวเองปุ๊บเขาก็พูดอะไรไม่ได้อีกเลย จากนั้นขาขวาก็เริ่มชา เขาเริ่มตื่นตระหนกและทำโทรศัพท์ร่วงจากมือ แดนเล่าว่า เขาพยายามพูดอะไรออกมาแต่ทำไม่ได้ แม้แต่จะขยับตัวก็ยังทำไม่ได้ ภายในเวลา 20 – 30 วินาทีเขาก็เริ่มคิดได้ว่านี่อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง แต่เขาไม่สามารถบอกพนักงานในสายได้ อย่างไรก็ตาม คิมเบอร์ลีรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ อาการพูดไม่ชัดแบบนี้เธอคุ้นเคยดี เพราะตอนเป็นวัยรุ่นเธอเคยเห็นคุณยายของเธอมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง […]

ความตายอยู่แค่ปลายจมูก

แสงแดดจ้าส่องกระทบผืนทรายและท้องทะเลเบื้องหน้าทำให้ฉันต้องหยีตาสู้กับแสง แล้วรีบเอาผ้าคลุมไหล่ในกระเป๋าเป้ขึ้นมาคลุมหัวบังแดด และใส่แว่นตาดำช่วยพรางแสงที่ร้อนแรงนั้น ทะเลในช่วงเวลาน้ำลงดูช่างราบเรียบเงียบสงบ มีเพียงคลื่นเล็ก ๆ ซัดขึ้นมาสัมผัสชายหาดอย่างแผ่วเบา ฉันรู้สึกถึงความอ้างว้างและมีคำถามบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ฉันยังคงเดินลงน้ำต่อไปจนน้ำเริ่มสูงขึ้นมาเกือบถึงเข่า โดยรอบบริเวณนี้เต็มไปด้วยโขดหิน น้ำดูไม่ค่อยใส และยังมีซากเศษอิฐเศษกำแพงกระจายเกลื่อน ทำให้ฉันหวนรำลึกนึกถึงภาพอดีตที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ “หนีเร็ว หนีเร็ว น้ำมาแล้ว คนตายกันเกลื่อนหาดทางโน้นหมดแล้ว” เป็นคำบอกเล่าของแม่ค้าขายน้ำมะนาวปั่นที่ฉันช่วยอุดหนุนหนึ่งแก้ว เธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เสียงตะโกนร้องบอกให้หนีทำให้เธอรีบกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะของชาวบ้านแถวนั้นหนีเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด นอกจากทรัพย์สินที่สูญหาย บ้านเรือนพังเสียหายแล้ว ยังมีความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ สภาพลูกหลานของเธอที่เธอไปตามหาจนเจอว่าเสียชีวิตโดยร่างติดอยู่ตามยอดต้นมะพร้าว เป็นความสูญเสียที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจแม้เวลาจะผ่านมาแล้วถึง 11 ปี สึนามิที่ซัดเข้าชายฝั่งไทยในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เป็นมหันตภัยทางธรรมชาติชนิดที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้ ฉันนึกถึงภาพนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมาเลี้ยงฉลองเทศกาลคริสต์มาสในประเทศไทย บรรยากาศริมหาดของค่ำคืนวันที่ 25 ธันวาคม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเต็มใบหน้า ความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขที่มีให้กันของคู่รัก ครอบครัว เพื่อนฝูง แต่เพียงชั่วข้ามคืน ใครจะคาดคิดว่าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเมื่อคืนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา น้ำทะเลที่เคยสวยใสไร้พิษสงกลับกลายเป็นกราดเกรี้ยวกวาดต้อนกลืนกินชีวิตผู้คนและทำลายอาคารบ้านเรือนให้พังทลายกลายเป็นซากปรักหักพัง ในขณะที่ฉันยังยืนแช่อยู่ในน้ำนั้น บรรดาคลื่นเล็ก ๆ ซัดมากระทบขาจนน้ำกระเซ็นเปียกชายกระโปรง จังหวะที่ฉันก้มลงสำรวจดูชุดที่เปียกน้ำ ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับความตายก็ผุดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ฉันมีความคิดเหมือนกับใครหลาย ๆ คนที่มักคิดว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว เรายังมีเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกยาวนาน […]

keyboard_arrow_up