เมื่อแมวน้อยสอนให้ฉันรู้จักการให้อภัย ได้มองเห็นความรักในสิ่งที่เกลียด

บ้านฉันมักมีแขกไม่ได้รับเชิญย่องมาใต้แสงจันทร์ในความมืดสลัว แอบมาฉี่รดกระเป๋าสะพายลายสกอตใบโปรดของฉันแทบทุกคืน สัตว์สี่ขาหางยาวร้องเหมียว ๆ บางตัวดำลาย บางตัวขาวเป็นจุด ๆ แทนที่จะทำหน้าที่จับหนู กลับมาสร้างภาระเพิ่มให้ฉันต้องซักกระเป๋าใบเก่งเกือบทุกวัน  แมวน้อย อาจเพราะกลิ่นฉี่แมวเหมียวตัวแสบฉุนฝังใจมากไปหน่อย ชะตาระหว่างเราจึงถูกขีดเป็นเส้นขนานด้วยอคติอย่างไม่มีวันมาญาติดีกันได้ เจอเจ้าเหมียวเมื่อไหร่ ไม่ว่ามันจะเดิน นั่ง นอนท่าไหน ก็ทำให้อารมณ์หมั่นไส้พลุ่งพล่านขึ้นในใจฉันได้เสมอจนต้องแกล้งให้หนำใจ เสียงอ้อนและท่าทางน่ารัก (ในสายตาคนอื่น) ของมันไม่ได้สะกดใจให้ฉันยั้งมือหยุดแกล้งมันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันไม่เคยชอบแมว ไม่เคยรู้สึกแบบคนอื่น ๆ ที่พูดว่า แมวขี้อ้อน น่ารัก น่ากอด น่าอุ้ม พอเห็นแมวตามข้างรั้วหรือริมถนนวิ่งเข้ามาหาทีไร กลิ่นฉี่ของมันที่ฝังอยู่ในใจฉันจะแซงหน้ามาก่อนเสมอ สำหรับฉัน แมวเป็นสัตว์ที่ดูน่ารังเกียจ ฉันไม่อยากให้มันเข้ามาใกล้ ๆ เลยจริง ๆ แต่แล้วเช้าวันหยุดที่เกือบแจ่มใสวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนอนหลับสบาย ผ้าม่านสีอ่อนปลิวตามสายลมเบา ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงร้องเบา ๆ ดังแทรกมาอยู่ข้างหู “เหมียว ๆ”…5 นาทีผ่านไป “เหมียว ๆ” …10 นาทีก็แล้ว ใจฉันเริ่มคิด “เสียงลูกแมวนี่นา ร้องได้ร้องไป!” จนเข้านาทีที่ 20 […]

“เธอไม่ยอม” น.ศ.สาวชาวญี่ปุ่น ยืนขวางไม่ให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นบนทางเท้า 

“เธอไม่ยอม” น.ศ.สาวชาวญี่ปุ่น ยืนขวาง ไม่ให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นบนทางเท้า เพจ Workpoint News รายงานข่าวว่า หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “อุดมศักดิ์ นาคแจ้งอิน” โพสต์คลิปนักศึกษาสาวชาวญี่ปุ่นในชุดแต่งกายถูกระเบียบยืนขวาง ไม่ให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นบนทางเท้า จนกระทั่งผู้ขับขี่ต้องกลับลงไปวิ่งบนท้องถนนแทน โดยจุดเกิดเหตุคือ แยกลำสาลี บางกะปิ   วันนี้เจอคนจริง​ เป็นกำลังใจให้นะครับ#ไล่มอไซด์ลงจากฟุตบาท Posted by อุดมศักดิ์ นาคอินแจ้ง on Tuesday, August 20, 2019   Deepsnews นำเสนอข่าวนี้ว่า คุณอุดมศักดิ์ นาคแจ้งอิน ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวระบุข้อความว่า “วันนี้เจอคนจริง​ เป็นกำลังใจให้นะครับ #ไล่มอเตอร์ไซค์ลงจากทางเท้า” ซึ่งข้อความและคลิปนี้ได้รับความสนใจและแชร์ไปเป็นจำนวนมาก ยกย่องว่านักศึกษาสาวคนนี้เป็นสาวใจเด็ด และทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเธอคือใคร เรียนอยู่ที่ไหน     มติชนได้เสนอข่าวว่า ประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มก.ฉกส. ได้เปิดเผยข้อมูลของนักศึกษาสาวว่า เธอชื่อ “จันทร์–เมกุมิ โมริโมโตะ” หรือที่หลาย ๆ คนเรียกเธอว่า “มะลิซัง” […]

“ต้องขอบคุณ​ผู้หญิง​คนนี้” แบงค์ พชร กล่าวถึงนิหน่าในวันที่เขาตรวจพบว่าเป็นเนื้อร้ายที่ตับ  

“ต้องขอบคุณ​ผู้หญิง​คนนี้” แบงค์ พชร กล่าวถึง นิหน่า ในวันที่เขาตรวจพบว่าเป็นเนื้อร้ายที่ตับ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา คุณ นิหน่า สุฐิตา ปัญญายงค์ ได้โพสต์ข้อความถึงอาการของคุณแบงค์ พชร ปัญญายงค์ ว่าตรวจพบเนื้อร้ายที่ตับ แต่ทุกคนในครอบครัวกลับมีใจสู้และมีรอยยิ้มบนใบหน้า ตอนนี้คุณแบงค์ได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างเคร่งครัดตามที่คุณนิหน่าดูแล   0 คุณนิหน่าได้กล่าวถึงอาการของคุณแบงค์ลงในอินสตาแกรมว่า “คร่าวๆก็คือ แบงค์เจอก้อนเนื้อไม่ดีที่ตับค่า 🙂 เจอตั้งแต่เดือน พ.ค แล้วค่ะ จากการตรวจร่างกายประจำปี ไม่ได้มีอาการใดบ่งชี้ ค่าเลือดปกติ ก้อนประมาณ 4cm แต่เดือนที่แล้วทำ TACE (คีโมเฉพาะจุด) ไปแล้ว วันนี้มาจี้ความร้อนส่วนที่เหลือค่ะ  ขอบคุณพี่หมอโต้ ณัฐวุฒิ / อจ.ธีระ ที่สมิติเวช สุขุมวิท/ คุณหมอฝน ณัชชา จุฬาฯ และทีมแพทย์ พี่ๆพยาบาลที่จุฬาฯ ที่คอยดูแล แนะนำ ให้คำปรึกษาเราอย่างดี พี่ๆหมอๆหลายๆคนที่มาแนะนำ […]

ภรรยาลอยขวดเถ้ากระดูกสามีในทะเล ใครเก็บได้ช่วยโทรกลับมาบอกด้วย

จูดี้ กลันซ์ ซิดนีย์ (Judy Glunz Sidney) หงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นเศษขยะมูลฝอยตามชายหาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติกซึ่งสุดท้ายจะลงไปในทะเลและเป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลทั้งหลาย เธอจึงใช้เวลาในยามว่าง เดินเก็บเศษขยะบนชายหาดในรัฐฟลอริด้า ขณะที่เดินเก็บไปเรื่อย ๆ นั้น เธอก็เจอขวดพลาสติกใบหนึ่ง พอสำรวจดูใกล้ ๆ จูดี้ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่แค่ขวดธรรมดาเสียแล้ว เพราะขวดนี้บรรจุเรื่องราวน่าทึ่งของชายคนหนึ่งผู้หลงรักการเดินทางเอาไว้ จูดี้ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม Glunz Ocean Beach Hotel & Resort บนหาดคีย์โคโลนี รัฐฟลอริด้า หยิบขวดขึ้นมา แล้วมองดูใกล้ ๆ สิ่งที่บรรจุอยู่ข้างในดูเหมือนจะเป็นทรายและกระดาษโน้ต 2 แผ่นกับธนบัตร เมื่อเธอเปิดขวดและอ่านโน้ต จึงได้รู้ว่านั่นไม่ใช่ทราย พระเจ้า! มันเป็นเถ้ากระดูกของมนุษย์! ในกระดาษมีข้อความว่า “สามีของฉัน กอร์ดอน สก็อต ‘สกินนี่’ สมิธ เป็นคนรักการเดินทาง ช่วยโทรกลับมาบอกฉันด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน…แล้วปล่อยให้เขาเดินทางต่อไป” กอร์ดอน สก็อต สมิธ หรือที่คนสนิทเรียกว่า สกินนี่ ชอบเดินทางท่องเที่ยวกับ เบเวอร์ลี่ ภรรยาของเขา ทั้งคู่จะมาเที่ยวที่ฟลอริด้าทุกปีเพราะชอบแสงแดดและท้องทะเลมาก ในปี […]

“นิพพานที่ได้เห็น” ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมจากแดนไกล

ประสบการณ์ที่จะแบ่งปันวันนี้เป็นประสบการณ์สดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับฉันเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากสดใหม่แล้ว ฉันยังอยากจะเก็บสิ่งที่ฉันเพิ่งได้สัมผัสมาใส่กระปุกฝากทุก ๆ ชีวิตในโลกหากปอดฉันใหญ่เท่ากับป่าทั้งป่า เธอคงพอจะเดาได้แล้วสิว่าของฝากแสนพิเศษที่ไร้คำบรรยายที่ฉันพูดถึงคืออะไร หากยังนึกไม่ออก ฉันขอให้เธอหยุดอ่านที่บรรทัดนี้ หยุดนิ่ง แล้วจินตนาการว่าเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าสนในเมืองหนาว รอบข้างมีละอองไอหมอกที่เย็นสนิท มองไปทางไหนก็เห็นแต่กอต้นเฟินสีเขียวสดท่ามกลางสายหมอก แหงนหน้าขึ้นฟ้าก็เห็นต้นสนสูงตระหง่านและยอดสนรางเลือน ที่นี่ไม่มีใคร มีแต่เธอและสรรพชีวิตในธรรมชาติซึ่งกำลังมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น ลมอันเย็นชื้นที่เธอกำลังสูดเข้าทางปลายจมูกได้ระบายลงสู่ปอด เป็นความสดชื่นและเย็นฉ่ำของลมหายใจที่ปอดของเธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน…นี่แหละของฝากจากฉันถึงเธอ…ลมหายใจจากป่าสน ฉันมาปฏิบัติธรรมและดูแลรับใช้สังฆะเล็ก ๆ ที่มีพระสงฆ์จากเมืองไทยและพระชาวบราซิลเพียงสองรูปที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ชีวิตที่ถูกจำกัดด้วยตารางเวลาและกิจกรรมอันเรียบง่าย ทำให้ฉันมีเวลาในแต่ละวันเหลือพอที่จะอยู่กับความจริงของชีวิต หลังจากถวายอาหารเพล ฉันออกกำลังด้วยการเดินเจริญสติ ความวิเวกของสถานที่ทำให้ฉันพบว่า ชีวิตที่นี่ใกล้ชิดธรรมชาติจนไม่ยากนักที่จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับท้องฟ้า ก้อนเมฆ พระอาทิตย์ ฝูงนก และไก่ป่าที่ขานรับรุ่งอรุณในยามเช้ารวมไปถึงพระจันทร์กับดวงดาวที่ส่องแสงในยามกลางคืนเป็นเพื่อนสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำ เช่น กระต่ายป่าและตัวพอสซัม ซึ่งพากันกระโดดโลดเต้นอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ เช้านี้แปลกกว่าทุกวันตรงที่เมื่อฉันตื่นนอนและเปิดประตูกุฏิออกมา พระจันทร์ที่เคยส่องแสงทักทายฉันกลับหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก เมื่อเสร็จจากภาระหน้าที่ฉันก็ออกเดินเช่นทุกวัน ต่างกันแต่วันนี้ฉันต้องใส่เสื้อหนาว หมวก ถุงมือ และถุงเท้าเต็มที่ แม้จะเป็นตอนบ่าย แต่เทือกเขาทั้งเทือกและทุ่งหญ้ายังถูกปกคลุมด้วยสายหมอก ฉันออกเดินเจริญสติไปยังสถานที่พิเศษในหุบเขาที่ฉันหมายใจว่าจะไปให้ถึงในสักวันก่อนอำลาวิมุตติ สถานที่นี้ฉันขอแอบตั้งชื่อในใจว่า “หุบเขาทะเลหมอก” และของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ตรงหน้าฉันขอเรียกว่า “นิพพานที่เห็นได้ด้วยตา” อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าฉันโอ้อวดอุตริว่าตัวเองบรรลุธรรม เพราะฉันทำได้ก็แค่นิพพานชั่วขณะตามที่พระท่านมักเอ่ยถึงในหนังสือธรรมะ เพื่อให้คนมีกำลังใจในการปฏิบัติเท่านั้น “นิพพาน” ในที่นี้คือภาพที่กล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอไม่อาจบันทึกองค์ประกอบที่รวมกันเป็นรูปธรรมของคำว่า “นิพพาน” […]

คุณปู่วัย 93 ใช้เวลากว่า 50 ปี สร้างอาสนวิหารด้วยมือ

หลายคนอาจจะเขียนรายการสิ่งที่ตัวเองอยากทำก่อนตายเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะเป็น “เดินทางท่องเที่ยวรอบโลก” หรือ “ดิ่งพสุธา” แต่สำหรับคุณปู่วัย 93 ปีผู้นี้คือ “สร้างอาสนวิหารด้วยมือ” คุณปู่จัสโต กัลเลโก (Justo Gallego) ซึ่งเป็นอดีตนักบวช ใช้เวลาสร้างอาสนวิหารในกรุงแมดริด ประเทศสเปน มานานกว่า 50 ปีแล้ว เขาสร้างทุกอย่างให้ออกมาเป็นสถานที่สำหรับสักการะบูชาที่ไม่มีใครเหมือน และความอุตสาหะพยายามของคุณปู่ก็ปรากฏผลอันงดงามน่าชื่นชม สิ่งก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดของการทำงานหนัก รวมทั้งพื้นที่สำหรับสักการะบูชา ห้องเก็บศพใต้ถุนโบสถ์ (ซึ่งมีขั้นบันไดอันงดงามมาก) และโถงใหญ่ไว้ประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งส่วนนี้ใช้วัสดุธรรมดาในการก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ ยางรถยนต์เก่า และขวดใช้แล้ว คุณปู่จัสโตขายทรัพย์สมบัติของตัวเองทั้งหมด รวมทั้งบ้านด้วย และนำเงินทั้งหมดไปลงกับการก่อสร้าง คุณปู่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แด่พระผู้เป็นเจ้า ปัจจุบันคุณปู่ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์โดยพักอาศัยอยู่ที่ห้องเล็ก ๆ ในอาสนวิหารแห่งนี้ที่เขาสร้างเอง และยังคงเดินหน้าการก่อสร้างต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรงทำ แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจมากแค่ไหน คุณปู่จัสโตก็รู้ดีว่าคงไม่สามารถสร้างอาสนวิหารให้แล้วเสร็จได้ทันในชั่วชีวิตนี้ แต่คุณปู่หวังว่าร่างของตัวเองจะได้ฝังที่นี่หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว และจะเกิดอะไรขึ้นกับสถานที่แห่งนี้หลังจากคุณปู่ลาโลกนี้ไปแล้ว คุณปู่จัสโตไม่อาจรู้ได้ สิ่งที่คิดไว้ก็คือจะปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า และมีศรัทธาว่าพระองค์จะทรงมองเห็นโครงการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ คุณปู่จัสโตไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกฝนในเรื่องการก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมใด ๆ แต่สามารถจัดการก่อสร้างอาสนวิหารทีละเล็กละน้อยตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาเรื่อย ๆ สถานที่แห่งนี้งดงามด้วยการออกแบบ ความหลงใหล และแรงศรัทธาในการสร้างมันขึ้นมา จึงสวยงามมหัศจรรย์จนแทบลืมหายใจ   […]

น้ำใจสาวใหญ่เมืองเลย แม้จะยากจน แต่ก็ไม่คิดเอาของใคร

น้ำใจ สาวใหญ่เมืองเลย แม้จะยากจน แต่ก็ไม่คิดเอาของใคร เรื่องดี ๆ ของวันนี้ เป็นเรื่องของ สาวใหญ่เมืองเลย ถึงเธอจะยากจนแต่ก็ไม่คิดอยากได้เงินของคนอื่น เธอเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ที่ตลาดสด มีเงินจำนวนทั้งหมด 8,500 บาท แทนที่เธอจะเก็บเอาไว้เอง เธอตัดสินใจนำไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยตามหาเจ้าของ  เป็นเรื่องที่พูดกันไปทั่วเมืองเลย เมื่อนายกิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย ได้รับแจ้งจากนางชจี พิศถาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ว่ามีพลเมืองดี คือ นางวัชชณี ภักดี วัย 48 ปี เก็บกระเป๋าสตางค์ได้แล้วนำไปแจ้งกับผู้ใหญ่บ้าน พอตรวจสอบจำนวนเงินในกระเป๋าต่อหน้าพลเมืองดี พบว่าภายในกระเป๋าสตางค์มีเงินจำนวน 8,500 บาท บัตรเอทีเอ็ม และบัตรประชาชนเจ้าของกระเป๋าสตางค์อีกด้วย ชื่อนางสาวสุนันทา สุวรรณคำ อยู่บ้านเลขที่ 172 หมูที่ 15 ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลยคุณกิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย จึงได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 28 หมู่ […]

ขอขอบคุณความกล้าหาญ 2 พลเมืองดี ช่วยชีวิตเด็กหญิงจมทะเลบางแสน

ขอขอบคุณความกล้าหาญ 2 พลเมืองดี ช่วยชีวิตเด็กหญิงจมทะเลบางแสน ชาวโซเชียลพากันชมและแชร์คลิป เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่กำลังจะจมทะเลบางแสน พ่อของเด็กว่ายน้ำไม่เป็น  พลเมืองดี ว่ายน้ำเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Jiraroj Janarge” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์การเหลือช่วยชีวิตเด็กหญิงวัย 9 ขวบ กำลังจมน้ำทะเล ชายหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพราะเกิดคลื่นลมแรง พลเมืองดีที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในบริเวณนั้นจึงว่ายเข้าไปช่วย แต่ดูทีท่าแล้วน่าจะไม่ไหว เพราะคลื่นลมแรงมาก จึงร้องขอห่วงยาง คุณพ่อของเด็กจึงสละห่วงยางของตนให้ พลเมืองดีจึงทำการช่วยพาเด็กหญิงขึ้นฝั่งได้สำเร็จ และนำส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาทันที พลเมืองดีคนนั้นทราบชื่อในภายหลังว่า นายณรงค์ โกมล อายุ 32 ปี เขาเปิดเผยเหตุการณ์นาทีชีวิตว่า เกิดเหตุเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ขณะที่เขากำลังเล่นน้ำอยู่กับครอบครัว ในบริเวณที่น้ำไม่ลึกนัก แล้วเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยกมือทำท่าขอความช่วยเหลือ เหมือนกำลังจะจมน้ำ จึงตัดสินใจว่ายเข้าไปช่วยทันที แต่คลื่นลมแรงทำให้คุณณรงค์อ่อนแรงจนเกือบจมน้ำไปอีกคน ตอนนั้นเห็นว่ามีคนใช้ห่วงยางอยู่จึงได้ร้องขอห่วงยาง เมื่อได้ห่วงยางแล้วจึงว่ายน้ำเข้าไปช่วยเด็กหญิง จนคุณพ่อของเด็กลงมาสมทบอีกแรง แต่เขาว่ายน้ำไม่เป็น จึงตัดสินใจยกห่วงยางให้คุณณรงค์ และช่วยกันพาเด็กหญิงขึ้นฝั่ง […]

อภัยได้ไหม…เมื่อลูกถูกรังแก

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนมีคนต้ั้งกระทู้ในเว็บไซต์หนึ่งว่า “หากลูก (วัยอนุบาล) ถูกรังแกต่อหน้าต่อตา คุณจะทำอย่างไร (ลูกถูกรังแก) ปรากฏว่ามีคุณพ่อคุณแม่ (จะจริงหรือกำมะลอก็ไม่อาจรู้ได้) ต่างเข้ามาโพสต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างออกรส  บ้างก็ว่าจะเดินไปตบเด็กที่รังแกลูกให้สาใจ  บ้างก็ว่าจะสอนให้ลูกเอาคืนให้สาสม  บ้างก็ว่าเด็กเ…ยอย่า งนี้ต้องเข้าไปสั่งสอนให้สำนึก   ส่วนใหญ่ความเห็นเป็นเช่นนี้ทั้งนั้น  อ่านแล้วคนเป็นแม่อย่างเราก็สะท้อนใจ มีพ่อแม่คนไหนย้อนถามตัวเองหรือไม่ว่าลูกเราเคยรังแกคนอื่นหรือเปล่า  แล้วถ้าพ่อแม่เด็กอื่นเห็นลูกเรารังแกลูกเขา  เลยเดินมาตบลูกเราล่ะ  เราจะรู้สึกอย่างไร  เด็กที่รังแกลูกเราต่างก็คือเด็ก  บางทีอาจอยู่ในวัยเดียวกัน  วัยที่ผ่านโลกมาไม่ถึงห้าหรือหกปีด้วยซ้ำ  หรือเด็กที่คุณใช้คำว่า  เด็กเ…ย  อาจทำไปเพียงเพราะต้องการเรียกร้องความรักความสนใจ  อยากเล่นโดยไม่รู้ว่าเล่นแรง ๆ น่ะ  ผู้ใหญ่เขาเรียกว่ารังแก  เด็กที่คุณว่าเกเร  ขี้แกล้ง  อาจทำรุนแรงเพียงเพราะต้องการให้ใครสักคนช่วยอบรมเขาด้วยความเมตตา มากกว่าการเดินเข้าไปใช้ความรุนแรงหรือด่าทอ ดิฉันเป็นแม่ที่ดูจะเดินสวนทางกับคนอื่นมาตลอด  แม้แต่เพื่อนสนิทยังเคยถามว่าทำไมไม่สอนให้ลูกสู้  จนเกิดเป็นประเด็นให้อรรถาธิบายกันยืดยาว ด้วยความเป็นแม่ รู้ดีค่ะว่าการที่ ลูกถูกรังแก สร้างความเจ็บปวด และทำให้เกิดความโกรธมากแค่ไหน  แต่ดิฉันก็ไม่เคยสอนลูกเลยว่าให้สวนกลับทันทีที่ถูกรังแก  ใช่ว่าใจเป็นแม่พระอะไรหรอกนะคะ  แต่ด้วยตระหนักดีว่า การต่อสู้ที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงที่จะต่อสู้  และการสวนกลับเมื่อตัวเองเจ็บจะทำให้คู่กรณีเจ็บยิ่งกว่าด้วยแรงโกรธที่ถาโถม  แม้แต่กับโจรผู้ร้ายถ้าประจวบเหมาะเคราะห์ไม่ดีต้องเจอะเจอ  สิ่งแรกที่ดิฉันสอนลูกก็คือให้หนีก่อน นั่นเป็นหนทางรอดที่ดีที่สุด  การสอนลูกเช่นนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น การสอนตัวเองด้วย  สอนให้ตัวเองรู้ขันติ  อดทนอดกลั้น  เพราะเมื่อรู้สึกโกรธที่ลูกถูกรังแกเมื่อไร  […]

24 ปีผ่านไป พลังทวิตเตอร์ช่วยอดีตผู้ลี้ภัยกลับมาพบคนที่เคยช่วยเหลือเธออีกครั้ง

ถึงแม้เหตุการณ์จะเกิดมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่ เมแวน บาบาการ์ (Mevan Babakar) ไม่เคยลืมชายคนนั้นที่เธอพบในช่วงที่ครอบครัวของเธอกำลังลำบากอย่างแสนสาหัสที่สุด (พลังทวิตเตอร์) ตอนนั้นเมแวนอายุเพียง 5 ขวบ เธอต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง สงครามอ่าวในยุค 90 ทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพออกจากอิรักประเทศบ้านเกิดของเธอ หนูน้อยเมแวนและพ่อแม่ต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใกล้กับเมืองซโวลเลอในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่นั่นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลค่ายอพยพคนหนึ่งมีน้ำใจซื้อจักรยานให้เป็นของขวัญแก่เธอในยามที่ชีวิตกำลังทนทุกข์ ซึ่งเด็กหญิงซาบซึ้งใจมากเพราะมันช่วยให้สภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ของเธอมีความสุขขึ้น เวลาผ่านมาหลายสิบปี ตอนนี้เด็กหญิงเมแวนเติบโตเป็นหญิงสาวอายุ 29 ปี และเธออยากจะติดต่อกับชายคนนั้นเพื่อขอบคุณในน้ำใจของเขา เมื่อไม่นานมานี้ เมแวนได้ใช้เวลาในช่วงหยุดพักผ่อนจากงานที่เธอทำอยู่ในองค์กรตรวจข่าวจริงแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มาสืบหาย้อนรอยเส้นทางการอพยพลี้ภัยของครอบครัวของเธอ แน่นอนว่าเธอต้องการหาตัวเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นด้วย แต่เธอไม่รู้จักชื่อของเขา ดังนั้นเธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวทวิตเตอร์ โดยนำภาพถ่ายของชายคนนั้นซึ่งเธอมีอยู่ภาพเดียวมาโพสต์ลงทวิตเตอร์ โดยบอกว่า ชายในรูปมีน้ำใจซื้อรถจักรยานเป็นของขวัญให้เธอ ทำให้หัวใจของเด็กน้อยวัย 5 ขวบเต็มตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มใจและมีความสุข เธออยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร ชาวทวิตเตอร์ช่วยที อย่างที่รู้กันดีว่า พลังของโลกโซเชียลนั้นมหาศาลนัก ข้อความของเมแวนกลายเป็นไวรัลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีการแชร์โพสต์ของเธอหลายพันครั้งภายในเวลา 24 ชั่วโมง แม้แต่หนังสือพิมพ์ยังนำเรื่องของเธอไปเขียนเป็นข่าว ในที่สุดก็มีคนส่งข้อความมาว่า ตัวเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายในรูปและภรรยาเช่นกัน ในที่สุดเมแวนก็ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นชื่อ แอกเบิร์ต ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และเขาให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบัน ข่าวดียิ่งไปกว่านั้นคือเขาอยู่ใกล้พอที่จะพบกับเธอได้ภายในวันนั้นเลย! […]

อะพิโถ่ อะพิถัง กะละมังเอ๊ย! คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน

ป้าลิ้มเคยเป็นพี่เลี้ยงพี่สาวผมตั้งแต่ผมยังไม่เกิด (คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน) พอพี่ผมเข้าเรียนจุฬาฯก็รับป้าลิ้มมาอยู่กับครอบครัวผม ตอนนั้นผมอายุ 10 – 11 ขวบ ส่วนป้าลิ้มอายุร่วม 90 แล้วยังแข็งแรงดี ป้าลิ้มพักอยู่ด้านหลังแยกจากตัวเรือนใหญ่ มีหลานสาวโตกว่าผมหน่อย อายุประมาณ 14 – 15 ปี ตอนเช้าหลานไปเรียนหนังสือ บ่าย ๆ กลับมาอยู่กับป้าลิ้มจนกระทั่งเข้านอน ป้าลิ้มเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 เอกลักษณ์ประจำตัวคือ ป้าลิ้มจะเกล้าผมทำเป็นผมมวยอยู่ด้านหลังมีปิ่นทำด้วยไม้เสียบเอาไว้ บางทีมองไปมองมาหาปิ่นไม่เจอ แกก็เอาตะเกียบเสียบแก้ขัดไว้ก่อน ส่วนเสื้อผ้าอาภรณ์ แกใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอกสีขาว นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาลแดง เรียกว่าแฟชั่นแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กระโปรงจะสั้นจะยาว หรือปีนี้สีสด ปีหน้าสีเข้ม ไม่มีผลกระทบเสื้อผ้าของป้าลิ้มเลย เพราะแกมีชุดประจำตัวอยู่ชั่วนาตาปี เมื่อป้าลิ้มแก่ตัวกระดูกหลังแกโค้ง เวลาเดินหลังโกงต้องมีไม้เท้าช่วยค้ำยัน แต่แกก็เดินขึ้นลงบันได 2 – 3 ขั้นไปห้องแกได้ไม่ยาก การที่ป้าลิ้มอายุยืนถึง 5 แผ่นดิน ถ้าเอาหลัก 5 อ. สมัยนี้ไปจับก็คงผ่านได้สบายมาก หลักที่ว่าคือ อาหาร ป้าลิ้มทานมังสวิรัติ มีเต้าหู้ […]

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสือมือฉมัง : BOOK CLINIC

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง : BOOK CLINIC เวลาที่เราป่วย จะรีบรักษาให้หาย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติดังเดิม แต่เวลาที่หนังสือป่วยขึ้นมาล่ะ คุณจะทำอย่างไร วันนี้ซีเคร็ตขอแนะนำเรื่องแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่เขาเริ่มต้นจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง และเปิด “BOOK CLINIC” เพื่อรับ “รักษา” หนังสือสำหรับทุกคน กว่าคุณกุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไลจะกลายเป็นนักซ่อมหนังสือมืออาชีพ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานในร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่งที่วัน ๆ ต้องอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสาร แสงเลเซอร์ และกองกระดาษสีขาวหลายรีม     เขาเริ่มต้นจากการที่มีลูกค้าคนหนึ่งขอร้องให้ช่วยซ่อมหนังสือให้ ด้วยความที่เขาเป็นคนช่างสังเกตทุกครั้งเวลาเอางานของลูกค้าไปส่งร้านเข้าเล่มเอกสารและวิทยานิพนธ์ ทำให้คุณกุ๊กพอมีวิชาครูพักลักจำมาบ้าง ทำให้คุณกุ๊กหลงเสน่ห์การซ่อมหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มสังเกตลักษณะการเข้าเล่มของหนังสือประเภทต่าง ๆ ที่เขาได้หยิบจับมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าหนังสือแต่ละประเภทเข้าเล่มกันอย่างไร ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากไม่ได้ขวนขวายที่จะศึกษา เขาเริ่มถ่ายเอกสารตำราสอนวิธีการซ่อมแซมหนังสือจากหอสมุดแห่งชาติมาศึกษาด้วยตนเอง ทำให้การเป็นนักซ่อมหนังสือของเขาที่เริ่มจากความอยาก และความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการซ่อมหนังสือ กลายเป็นความชำนาญ และความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสืออย่างเต็มตัว เมื่อ พ.ศ. 2542     ความสำเร็จในฐานะนักซ่อมหนังสือของเขาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ” หลังจากคุณกุ๊กเริ่มทำงานซ่อมหนังสือได้ไม่นานนัก เขาก็ได้รับโอกาสที่สำคัญคือ […]

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน “ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ” คำพูดนี้คงสอดคล้องกับเรื่องราวของไกด์ วัย 70 ปี ผู้นี้กับเส้นทางชีวิตที่กว่าจะมาพบสิ่งที่ใช่ในวันที่อายุมากแล้ว จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเริ่มต้นกับอาชีพนี้ได้ไวกว่านี้ เขาคงประสบความสำเร็จไปนานแล้ว ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม คุณสมชาย เทศะแพทย์ หรือไกด์วัย 70 ปีผู้นี้ เรียนจบจากโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย) และได้เข้าทำงานเป็นผู้ตรวจแบบแปลนและสถานที่ ประจำอยู่กองควบคุมอาคาร เทศบาลนครกรุงเทพ หลังจากนั้นไม่นาน เขาตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาต่อและทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สิ่งที่เขาได้นอกเหนือจากเงินทองและประสบการณ์ชีวิตคือ “ภาษา” ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นใบเบิกทางที่ทำให้เขาได้มาพบกับงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตมาจนทุกวันนี้ ตอนใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขาเดินทางไปทำงานในหลายรัฐ แล้วปักหลักอยู่ที่รัฐฮาวาย แต่งงานกับภรรยาชาวญี่ปุ่น ต่อมาไม่นานเขาเดินทางไปทำงานที่แคนาดา และซาอุดิอาระเบียตามลำดับ หลังจากใช้ชีวิตและทำงานอยู่ต่างประเทศนานร่วม 10 ปี เขากลับมาเมืองไทย แล้วเริ่มทำธุรกิจแรกโดยการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมาขายที่ห้างไทยไดมารู ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนัก จึงเปลี่ยนมาทำรถกาแฟขายที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน จนสุดท้ายอาชีพที่ใช้ภาษาอย่างไกด์ กลายเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์และหล่อเลี้ยงชีวิตเขา เขาเริ่มต้นการเป็นไกด์โดยการขวนขวายหาความรู้ด้านนี้มากขึ้น เขาสมัครเข้าอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  และได้เป็นไกด์อย่างเต็มตัวตอนอายุ 40 ปี […]

ทนให้คนล้อว่าเป็นเด็กผู้หญิงอยู่สองปีครึ่ง เพื่อเลี้ยงผมยาวไว้บริจาคให้ผู้ป่วยมะเร็ง

หากมีใครขอให้ ดีอีนนา โธมัส (Deeanna Thomas) พูดถึงหนูน้อยคริสเตียน แมคฟิลามี (Christian McPhilamy) ลูกชายของเธอ เธอก็คงจะใช้คำว่า มีน้ำใจ ใจอ่อนขี้สงสาร และ มีความมุ่งมั่นแรงกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องของการช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือคำจำกัดความของเด็กชายจากเมืองเมลเบิร์น รัฐฟลอริดา ซึ่งเขาอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้นตอนที่ริเริ่มทำภารกิจช่วยเหลือเด็กอื่น ๆ ย้อนไปในปี 2012 คริสเตียนได้เห็นโฆษณาของโรงพยาบาลเด็ก St. Jude Children’s Research Hospital เป็นเรื่องของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งและผมร่วงจนหมดในระหว่างกระบวนการรักษา ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้กระทบความรู้สึกของหนูน้อยมาก ภาพเหล่านั้นติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคริสเตียน ถึงขนาดที่เขาต้องเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งได้พบกับมูลนิธิแห่งหนึ่งที่จัดหาวิกผมให้เด็ก ๆ ที่ต้องทนทุกข์กับผมที่ร่วงเอา ๆ ดีอีนนาอธิบายให้ลูกชายฟังว่า คนทั่วไปสามารถบริจาคเส้นผมของตัวเองให้นำไปทำวิกได้ คริสเตียนจดจำเอาไว้ทันที ต่อมาในเวลาสองปีครึ่งหนูน้อยก็เลี้ยงผมตัวเองจนยาวพอที่จะบริจาคได้ ในระหว่างที่คริสเตียนเลี้ยงผมให้ยาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขณะที่ผมสีบลอนด์สวยของเขาค่อย ๆ ยาวลงมาบนแผ่นหลัง เขาก็กลายเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ และบรรดาคุณครูที่โรงเรียนจะสนับสนุนเขาในเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนที่เริ่มล้อเลียนเขาว่าเหมือนเด็กผู้หญิง ผู้ใหญ่หลายคนก็เข้าใจผิดนึกว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิงเช่นกัน บางคนก็เสนอตัวจะออกเงินค่าตัดผมให้ คริสเตียนบอกว่าการกระทำเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกแย่เอามาก ๆ […]

“หรือเป็นเพราะ…จิตสุดท้าย”

ตอนที่ลูกสาวบอกว่าจะเอานกแก้วพันธุ์ Forpus มาเลี้ยง ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะน่ารักได้ขนาดนั้น เนื่องจากเขาไม่ใช่นกแก้วแบบที่เราเคยเห็น เพราะตัวเขาเล็กจิ๋วและมีความยาวแค่ประมาณ 4 – 5 นิ้ว สีฟ้าหม่น ๆ แต่ลูกสาวตั้งชื่อให้ว่า “ฟ้าใส”  จิตสุดท้าย เธอบอกว่า นกพันธุ์นี้มีอายุขัยนานถึง 20 – 30 ปี และมีความฉลาดเท่ากับเด็กอายุ 4 ขวบ ถึงแม้ขนาดสมองจะเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียว แต่ฟ้าใสพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ ตรงที่เขามีความรักอันยิ่งใหญ่ และสามารถทำให้ทุกคนในบ้านรักเขาได้หมดหัวใจภายในเวลาอันแสนสั้น… ยังจำได้ว่า วันแรกที่ฟ้าใสมาถึง ขนยังขึ้นไม่เต็มเสียด้วยซ้ำ แต่เวลาเรายื่นนิ้วไปหา เขาก็เรียนรู้ที่จะก้าวขึ้นมายืนโดยไม่ต้องสอนเลย และพอฉันเกาหัวให้ เขาก็ก้มหน้าหมุนคอไปมาอย่างเคลิบเคลิ้ม แถมอ้าปากหาวจนเห็นลิ้นกลม ๆ ฉันเดาว่าเขาคงง่วงจึงลองร้องเพลง “Twinkle, Twinkle, Little Star” เบา ๆ โดยไม่คิดว่า เพลงกล่อมลูกของฉันจะสามารถกล่อมนกได้ด้วย! เพราะหลังจากร้องได้ไม่นาน ฟ้าใสก็ก้มหน้าลงเรื่อย ๆ เหมือนคนสัปหงก ก่อนจะพับคอไปข้างหลังและหลับไปจริง ๆ พอตื่นขึ้นก็เหยียดแข้งขาและกางปีกออกเหมือนคนบิดขี้เกียจ…ฉันว่ามันเป็นกิริยาท่าทางที่น่ารักที่สุด และเริ่มตกหลุมรักฟ้าใสทันที […]

หญิงสาวเลี้ยงขนมคนเร่ร่อนและชวนคุย สุดท้ายกลายเป็นการช่วยชีวิตเขาไว้

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนจำนวนมากมาเป็น คนเร่ร่อน ถูกรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งในรายที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ เพียงคำพูดที่โหดร้ายไม่กี่คำ ก็อาจทำให้คนเหล่านี้ถึงขั้นคิดสั้นได้ นักศึกษาสาว เคซีย์ ฟิชเชอร์ (Casey Fischer) ได้พบกับชายเร่ร่อนคนหนึ่งที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจ แต่แทนที่เธอจะเมินเฉยไม่ใส่ใจ เธอกลับทำบางอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่เธอเองก็นึกไม่ถึง วันนั้นเคซีย์กำลังไปที่ร้านดังกิ้นโดนัท เธอพบชายเร่ร่อนคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ริมถนนและเก็บเศษเหรียญขึ้นมาจากพื้น จากนั้นเขาก็เดินไปที่ร้านดังกิ้น เคซีย์ยืนต่อคิวจากเขา ระหว่างที่เขานับเศษเหรียญเพื่อซื้อโดนัท เธอก็เริ่มทำตัวน่ารำคาญด้วยการพยายามพูดคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะแสดงทีท่าว่าไม่อยากคุยด้วยเลย เมื่อเธอเห็นเขานับเหรียญจนครบ 1 ดอลลาร์แล้ว เธอจึงซื้อกาแฟและเบเกิลอีกหนึ่งชิ้นให้เขา และชวนเขามานั่งกับเธอ ยาเสพติดคือหายนะ เมื่อทั้งสองนั่งคุยกัน ทำให้เคซีย์ได้รู้เรื่องของผู้ชายคนนี้มากมาย เขาชื่อคริส เขาเล่าให้ฟังว่าเขาถูกผู้คนกระทำต่าง ๆ นานาอย่างไรบ้างเพียงเพราะว่าเขาเป็น คนเร่ร่อน ยาเสพติดทำลายชีวิตของเขาพังพินาศอย่างไร มันทำให้เขาเกลียดตัวเองและเขาไม่คุ้นเลยเวลาที่มีคนมาทำดีกับเขา เคซีย์ยังได้รู้อีกว่า คริสไม่รู้ว่าพ่อตัวเองคือใคร และถึงแม้แม่ของเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเพราะโรคมะเร็ง แต่เขาก็ยังต้องการเป็นลูกที่แม่ภูมิใจ เคซีย์นั่งคุยกับคริสเกือบหนึ่งชั่วโมง และตั้งท่าจะอยู่คุยต่ออีกแต่นึกขึ้นได้ว่าเธอต้องไปเรียนอีกคลาสหนึ่งและกำลังจะไปเข้าเรียนสายแล้ว เรื่องราวชีวิตของคริสกระทบใจของเคซีย์ จนเธอต้องนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของเธอ โดยบอกว่า คริสเป็นหนึ่งในคนที่จริงใจและซื่อตรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมาในชีวิต เศษกระดาษยับยู่ยี่แผ่นนั้น เมื่อเคซีย์บอกคริสว่าเธอต้องไปเรียนแล้ว เขาขอร้องให้เธออยู่ต่ออีกนิดเพราะเขาจะเขียนโน้ตบางอย่างให้เธอ คริสขอโทษที่ลายมือของเขาขยุกขยุยมาก แล้วรีบยัดเศษกระดาษยู่ยี่แผ่นนั้นใส่มือเธอ เขายิ้มและรีบออกจากร้านไป เหมือนเป็นนัยบอกให้รู้ว่า เขาต้องการให้เธอรอเขาออกไปก่อนแล้วค่อยเปิดอ่าน […]

เยียวยาหัวใจ เมื่อเขามีใครอีก (หลาย) คน

เมื่อฉันรู้ว่าคนที่ฉันรักที่สุดกำลังทำลายชีวิตคู่ของเราด้วยการนอกใจ ไม่ใช่กับผู้หญิงเพียงคนเดียว แต่มีสัมพันธ์กับผู้หญิงถึงสองคนในเวลาเดียวกัน และเขาสารภาพว่า การนอกใจเป็นสิ่งที่เขาทำมานานตั้งแต่ปีแรกที่แต่งงานกับฉัน กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา ฉันร้องไห้ดัง ๆ อย่างไม่อายใคร เมื่อรู้ว่าสิ่งที่สงสัยเป็นความจริง ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ เรารักกันมานานมาก แต่งงานกัน มีลูกที่น่ารัก ตัวฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง เป็นระดับผู้จัดการในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่งของเมืองไทย หน้าตาและรูปร่างยังสะสวย มีหลายคนเอ่ยปากชมอยู่บ่อย ๆ หลังจากจับได้ว่าเขานอกใจ ฉันนั่งร้องไห้กับตัวเองทุกวัน ร่างกายผ่ายผอม หัวใจแสนจะบอบช้ำ และมองไม่เห็นทางที่จะกู้หัวใจกลับคืนมาได้เลย แต่เมื่อลูกเข้ามาใกล้ ฉันก็ปาดน้ำตาและฝืนยิ้ม เพราะนี่คือความทุกข์ของฉัน เขาไม่ควรรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้น ฉันโกรธเขามากและไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า ความคิดขณะนั้นคือ “ฉันจะหย่า” ผู้หญิงอย่างฉันทำไมต้องทนกับคนที่หักหลัง ฉันยังมีทางไป หาเลี้ยงตัวเองได้ และอยู่กับลูกได้โดยไม่มีเขา แต่ในที่สุด “ลูก” คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉันไว้ไม่ให้ตัดสินใจหย่ากับเขา เพราะต้องการให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีผู้หญิงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณนานมา แม้แต่ในปัจจุบันที่ต้องอดทนกับความเจ้าชู้ของผู้ชายและกล้ำกลืนน้ำตาด้วยเหตุผลที่เหมือนกับฉัน เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจการกระทำของคนรุ่นคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ว่าเป็นเพราะอะไรจึงต้องทน แต่มาวันนี้ฉันรู้ซึ้งดี เมื่อเทียบความทุกข์โศกของฉันกับความสุขของลูก ฉันยอมทนเพื่อลูก แล้วหัวใจของตัวเองเล่าจะเยียวยาอย่างไร ฉันนั่งลงมองลึกลงในหัวใจตัวเอง ความบกพร่องของเขาคือการเป็นสามีที่ไม่ดี แต่สำหรับความเป็นพ่อนั้น เขาไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวคือฉัน […]

คุณแม่ที่ลูกเป็นมะเร็ง ถูกคนต่อว่า ร้อนถึงคนในชุมชนต้องรีบมาช่วยเหลือ

เมื่อคุณมีลูกเล็ก การดูแลซ่อมบำรุงบ้านมักจะล้มเหลวไปไม่ถึงไหนเพราะหาเวลาว่างได้ยากเต็มทน แค่เลี้ยงลูกก็เหนื่อยแทบสลบแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลบ้านที่รกรุงรังในช่วงชีวิตที่แสนลำบากนี้ แรนดา แรคแลนด์ (Randa Ragland) เป็นคุณแม่ลูกห้าที่มีเวลาดูแลบ้านน้อยเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้รับจดหมายจากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง บอกว่าบ้านเธอเป็น “สิ่งที่อุจาดตา” เพราะหญ้าและต้นไม้ในบริเวณบ้านรกรุงรังมาก คุณแม่ลูกห้าผู้แสนเหน็ดเหนื่อยจึงนำเรื่องนี้ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของเธอเพื่ออธิบายว่า เหตุใดบ้านของเธอจึงมีสภาพเช่นนั้น เมื่อบรรดาเพื่อนบ้านใจดีคนอื่น ๆ เห็นเข้า จึงรีบมาช่วยเหลือเธออย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เมื่อปลายปีที่แล้วหนูน้อยจาเซ่น วัย 3 ขวบ ลูกคนสุดท้องของแรนดาซึ่งพูดไม่ได้และเป็นออทิสติค ถูกคุณหมอตรวจพบว่าป่วยเป็น โรคมะเร็งของเนื้อเยื่อประสาท (Neuroblastoma) ระยะ 4 นับแต่นั้นมาครอบครัวของแรนดาก็มีชีวิตอยู่กับการพาลูกไปพบหมอตลอดเวลา นอกจากนั้นจาเซ่นยังต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อทำเคมีบำบัดและผ่าตัดรวมทั้งกระบวนการรักษาอื่น ๆ อีก ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จาเซ่นต้องเข้าโรงพยาบาล 20 ครั้ง และผ่าตัดมากกว่า 7 ครั้งทั้งที่เป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่คุณแม่ผู้กล้าหาญผู้นี้ตัดสินใจแชร์เรื่องราวของเธอ ไม่ใช่เพื่อวิงวอนขอความเห็นใจ แต่เพื่อเตือนให้เพื่อนบ้านตระหนักว่า “คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคนคนหนึ่ง” และเพื่อกระตุ้นให้คนเหล่านั้นมีเมตตาต่อทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนแปลกหน้า แรนดาแนบภาพกระดาษจดหมายแผ่นนั้น ที่บุรุษไปรษณีย์นำมาหย่อนในตู้รับจดหมายหน้าบ้านของเธอในโพสต์ด้วย  ซึ่งมีใจความประมาณว่า บ้านของแรนดาเป็นสิ่งอุจาดตาที่มีผลต่อราคาบ้าน ใครเล่าจะอยากมาซื้อบ้านใกล้กับบ้านของแรนดาถ้าต้องมองอะไรแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน และตบท้ายให้เธอหันมาจัดการบริเวณบ้านให้ดูดีกว่านี้! […]

keyboard_arrow_up