ใช้ชีวิตให ้“สนุก” แล้วความสุขก็จะตามมา (เอง) – เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

เวลาที่ต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เวลาเจอะเจอปัญหา ชีวิตสะดุด หลายคนมักจะบ่นว่า ทำไมชีวิตมันยากจัง เหนื่อย หนัก น่าเบื่อ ไม่ไหวแล้ว ฯลฯ  เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ทว่าสำหรับผู้ชายคนนี้ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี หนุ่มมาดทะเล้นที่พกความสามารถทางภาพยนตร์มารอบตัว ทั้งการเขียนบทภาพยนตร์ ฝีมือการแสดงที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ชีวิตที่ผ่านมาของเขาแทบจะไม่เคยหยิบยกคำเหล่านี้ขึ้นมาใช้เลย นั่นเป็นเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ เขาคนนี้จะใช้คำว่า “สนุก” นำหน้าไว้ก่อนเสมอ สนุกกับการเรียน สนุกกับการทำงาน หรือแม้แต่ถ้ามี “ปัญหา” เข้ามา เขาคนนี้ก็จะพยายามเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเรื่องสนุกได้เหมือนกัน…สนุกกับการแก้ปัญหา เมื่อไรที่ใช้ชีวิตอย่างสนุก ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกดดัน…ความสุขก็จะตามมาเอง   แรงบันดาลใจจากขอบสนาม แรกเริ่มทีเดียวผมรู้จัก เรจจี้ มิลเลอร์ (Reggie Miller) ในฐานะสุดยอดนักบาสเอ็นบีเอที่ยิงได้แม่นสุดๆ ยิ่งพอได้รู้ประวัติของมิลเลอร์เข้า ผมก็ยิ่งทึ่งมากขึ้น เพราะเขาเคยเป็นโปลิโอมาก่อน!   ถึงจะเดินไม่ค่อยถนัดเพราะต้องใส่เหล็กช่วยดามขา แต่มิลเลอร์ก็ฝันอยากจะเป็นนักบาสเอ็นบีเอให้ได้ พอเพื่อนๆ รู้เข้า ก็พากันพูดกันว่า “เป็นไปไม่ได้” แต่มิลเลอร์ก็ไม่สน เขาเริ่มฝึกเดินจนคล่อง […]

หนุ่มเลือดร้อน ต้องสยบเมื่อพบธรรม ไนกี้ - นิธิดล ป้อมสุวรรณ

หนุ่มเลือดร้อน ต้องสยบเมื่อพบธรรม ไนกี้ นิธิดล ป้อมสุวรรณ นักแสดงหนุ่มมากความสามารถเคยเป็นหนุ่มเลือดร้อนไม่เคยเกรงกลัวใคร

“ปล่อยวางได้ก็เป็นสุข” คารา พลสิทธิ์

คารา  พลสิทธิ์  ในยุคหนึ่งเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงโด่งดัง เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย - นิวซีแลนด์ที่ฮอตมาก งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์วิ่งเข้ามามากมาย เรียกว่ามีชื่อเสียงพอๆ กับซุปตาร์ในยุคนี้เลยทีเดียว นอกจากเคยเป็นนางแบบสุดฮอตแล้ว เธอยังเคยเป็นพิธีกรรายการ ฟุดฟิดฟอไฟ  ฒ.ไม่เฒ่า  เช้านี้ที่ช่อง 5  ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลพิธีกรดีเด่น  รางวัลโทรทัศน์ทองคำในปี 2544  และรางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมจาก Elle Style Awards และผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำมาจนทุกวันนี้คือบท คุณหญิงกีรติ ในภาพยนตร์เรื่อง ข้างหลังภาพ  ซึ่งเธอยังคว้ารางวัลพระสุรัสวดี สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 2544  จากการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิต ชีวิตของเธอไม่ได้สวยหรูราบรื่นมาตลอด เธอต้องผ่านความผิดหวังและยากลำบากทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องความรัก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่อาชีพนางแบบกำลังรุ่งโรจน์ ตอนนั้นคาราได้โกอินเตอร์ รับงานเดินแบบหลายประเทศ จนกระทั่งได้ไปเดินแบบที่ญี่ปุ่น ในเวลานั้นเองที่ความรักของเธอมาถึงจุดพลิกผัน…   หัวใจที่พังทลาย ดิฉันไม่รู้เลยว่าการไปญี่ปุ่นครั้งนั้นจะเปลี่ยนชีวิตรักของตัวเองอย่างไม่มีวันหวนคืน  เพราะเมื่อกลับมาทำงานเดินแบบต่อที่ประเทศไทย  แฟนหนุ่มสจ๊วร์ดซึ่งเป็นอดีตนายแบบที่คบหาดูใจกันมานานนับปีก็เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป  จนทำให้ดิฉันต้องตัดสินใจทำบางอย่างทั้งน้ำตา หลังจากไปทํางานถ่ายแบบเดินแบบที่ญี่ปุ่นได้ 2 เดือน ดิฉันก็เดินทางกลับเมืองไทยโดยไม่ล่วงรู้เลยว่ามีข่าวที่ทําให้เสียใจรออยู่ แฟนหนุ่มอดีตนายแบบแอบไปคบคนอื่นนานแค่ไหนแล้ว ดิฉันไม่ทราบแต่ทราบอีกทีก็ต่อเมื่อเดินทางกลับจากญี่ปุ่นแล้ว ดิฉันช็อกมากเพราะแม้เราจะไม่เคยพูดเรื่องแต่งงานกันแต่ดิฉันคิดมาตลอดว่าเขาคือคนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ดิฉันจําต้องบอกเลิกกับเขาและใช้ชีวิต 2 ปีให้หลังทั้งน้ำตา ร้องไห้ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงเขา แถมช่วงนั้นด้วยความเสียใจทําให้ตอบปฏิเสธงานจากเอเจนซี่ญี่ปุ่นที่ติดต่อมาอีกครั้งด้วย ตอนนี้มาย้อนคิด ดิฉันพบว่าการกระทําของตัวเองไร้สาระมาก เสียใจจนไม่เป็นอันทํางานทําการ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเวลาเห็นเขาโดยบังเอิญ ดิฉันก็ยังน้ำตาไหลแต่จะให้ไปรักอีกก็ไม่รักแล้วเพราะเขาก็มีครอบครัวของเขา หลังจากนั้นดิฉันเคยมีแฟนบ้างแต่เลิกรากันไปหมดเพราะดิฉันชอบทําอะไรคนเดียว มีความรู้สึกว่าคล่องตัวมากกว่า ความจริงมีแฟนก็มีความสุขไปอีกแบบแต่สุดท้ายก็รู้สึกอึดอัดไม่สามารถทําอะไรที่อยากทํา อย่างเรื่องง่ายๆ แค่ให้อาหารหมาที่บ้านซึ่งเลี้ยงไว้หลายตัว ดิฉันจะใช้เวลาคลุกข้าวเป็นชั่วโมง พอมีแฟนเขาก็จะรู้สึกว่าทําไมให้อาหารหมานานจัง หรือเขาชอบไปเดินจตุจักรดูคอนเสิร์ต แต่ดิฉันไม่ชอบไปในที่ร้อนๆ หรือที่ที่มีคนเยอะๆ เราเลยไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน ทําให้ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าดิฉันน่าจะไม่เหมาะกับการมีแฟน ไม่ใช่เพราะอกหักเข็ดกับความรักแต่เป็นเพราะมีแฟนแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยเป็นอิสระ     ชีวิตสาวโสดที่มีความสุข ทุกวันนี้ดิฉันมีความสุขที่ได้อยู่บ้าน  ได้อยู่กับหมา  แมว […]

การเดินทางเพื่อหาจุดกึ่งกลางของชีวิต ธนากร โปษยานนท์

ถ้าชีวิตที่สมดุลคือชีวิตที่มีจุดกึ่งกลาง ชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็คงจัดอยู่ในกลุ่มที่ “สุดขั้ว” เพราะเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ทั้งซ้ายสุดและขวาสุดรวมอยู่ด้วยกัน ไม่ค่อยมีตรงกลาง… ธนากร โปษยานนท์ หรือ อู๋ คือนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ ซึ่งแจ้งเกิดจากละครแอ๊คชั่นสุดมันเรื่อง โปลิศจับขโมย ในบทของนายตํารวจมือปราบเมื่อ พ.ศ. 2539 ในบรรดาเครือญาติซึ่งสืบทอดรับราชการมาแต่สมัยรัชกาลที่ 6 อู๋ถือเป็นคนแรกของตระกูลที่พลิกเส้นทางชีวิตเข้าสู่การเป็นนักแสดง ระยะแรกแม้ว่าอู๋จะต้องต่อสู้กับแรงกดดันทั้งด้านการเรียนและการทํางานที่ต้องแบ่งเวลาทําควบคู่กันไป แต่ในที่สุดอู๋ก็คว้าปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาครองได้สําเร็จ พร้อมกับก้าวขึ้นสู่ทําเนียบนักแสดงชั้นนําในเวลาต่อมา   เมื่อทะเลไม่มีคลื่น สมัยก่อนผมเป็นคนใจร้อนมาก เรียกว่าถามอะไรไม่พอใจขึ้นมาก็สามารถระเบิดออกได้เดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งหลายครั้งพอคิดย้อนกลับไป ผมก็เสียใจอยู่เหมือนกันว่า “เราไม่น่าทําอย่างนั้น” วันเวลาผ่านไป ด้วยวัยและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นมีส่วนช่วยให้ผม “ลด” ความใจร้อนลงได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ได้บวชเรียน ผมได้ทําและได้เห็นหลายๆ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่น นอนบนผ้าห่อศพที่เต็มไปด้วยคราบเลือดน้ำเหลือง ได้เห็นวาระสุดท้ายของชีวิต เข้าใจความรู้สึกของคนที่ใกล้ตาย นั่นคือหนึ่งในกลวิธีการสอนของพระอาจารย์ว่า “ชีวิตคือความไม่แน่นอน” และ “อย่ายึดติด” เพราะคนเราจะตายวันตายพรุ่งอย่างไรไม่มีใครรู้ ฉะนั้นเราจะเก็บเอาทุกอย่างมาเป็นอารมณ์ทําไม เราจะยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นทําไม เพราะแท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย แม้แต่ร่างกายของเรา ตายแล้วเราก็เอาไปด้วยไม่ได้ ผมรู้สึกสงบกับชีวิตในช่วงนั้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนทะเลที่ไม่มีคลื่น และตั้งใจจะนําความเข้าใจเหล่านี้ไปใช้ในทางโลกให้ได้ (บ้าง)…แม้จะไม่ดีที่สุดแต่จะพยายามทําให้ได้มากที่สุด   ในโลกนี้มี […]

True Story : จะผ่าตัดมากี่ร้อยครั้ง ใจฉันก็ยังสู้ แม้ไม่รู้ว่าจะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ อวัยวะบางส่วนของทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีโอกาสสูงมากที่เด็กจะเสียชีวิตภายในสองชั่วโมงนี้…หมออยากให้คุณพ่อทำใจนะครับ” พ่อเล่าว่า พอสิ้นเสียงหมอ หัวใจพ่อก็แทบแหลกสลาย แข้งขาอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง…

เพื่อนบ้านตัวแสบ ! ประสบการณ์รับมือเพื่อนบ้านด้วยความเมตตา

บ้านของฉันเป็นทาวน์เฮ้าส มีเพียงกําแพงกั้นระหว่างบ้านแต่ละหลัง หากจะมีพื้นที่นิดหน่อยก็ตรงหน้าบ้านซึ่งใช้เป็นที่จอดรถ และจัดเป็นมุมสวนเล็กๆ ไว้  เพื่อนบ้าน บรรยากาศโดยทั่วไปก็สงบดี เพื่อนบ้าน เป็นมิตรกันเกือบทุกหลัง ยกเว้นหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ผูกมิตรกับใคร แถมยังสร้างอริเพิ่มอีกต่างหาก โชคไม่ดีเลยที่บ้านหลังนั้นอยู่ติดกับบ้านของฉันเอง บ้านหลังนั้นมีผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่กับหมาอีกสองตัว ไม่เคยมีใครเห็นว่ามีคนมาหาเขาเลยสักครั้ง แต่สิ่งที่ทําให้พวกเรา หมายถึงฉันกับบรรดาบ้านหลังอื่นๆ เห็นต้องกันก็คือ นิสัยใจคอที่ไม่น่ารักของเขา เริ่มตั้งแต่เช้าเขาจะปล่อยหมาทั้งสองตัวออกจากรั้วบ้าน จากนั้นก็พยายามให้หมาทั้งสองเดินไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าบ้านของตัวเอง คงรู้ใช่ไหมคะ เช้าๆ หมามีนิสัยที่ต้องอึต้องฉี่ ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าหมาทั้งสองตัวของเขาทําอย่างนั้นแล้วเจ้าของคอยจัดการเก็บตามหลังให้เรียบร้อย แต่เขาไม่เคยทําเลย แม้จะมีบางบ้านที่อดทนไม่ไหวเคยเจรจาดีๆ แต่ก็เปล่าประโยชน์ แถมยังเจอแต่ความเฉยชาของเขาอีก คิดๆ แล้วบางทีก็นึกอยากจะรวบรวมก้อนอึพวกนั้นไปวางไว้หน้าบ้านเขาเหมือนกัน! นอกจากเรื่องนี้แล้ว อีกเรื่องที่แสดงความเห็นแก่ตัวของเขาก็คือ เขามักจะจอดรถคันใหญ่นอกบ้านเป็นประจํา ถึงเวลาค่ำคืนก็ไม่ยอมเอารถตวเองเข้าบ้าน คงจอดทิ้งขวางทางอยู่อย่างนั้น คงพอทราบใช่ไหมคะ ว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มักมีถนนแคบๆ พอที่รถยนต์ธรรมดาจะวิ่งสวนกันได้ แต่ถ้าเป็นรถคันใหญ่ๆ จะสวนกันลําบาก โดยเฉพาะรถเก็บขยะที่เข้ามาเก็บขยะเป็นประจํา พอเขาไม่สามารถขับเข้าไปถึงบ้านที่อยู่ท้ายๆ ซอยได้(บ้านที่อยู่เป็นซอยตัน) พวกที่อยู่ท้ายซอยก็เลยเจอปัญหาขยะเต็มล้นหน้าบ้าน เคยมีคนไปบอกเขาให้ช่วยถอยรถให้หน่อย ก็กลับถูกตะคอกออกมาว่าคนกําลังนอน กลายเป็นคนที่ไปบอกไม่มีมารยาทเสียอย่างนั้น ความไม่เห็นแก่จิตใจเพื่อนบ้านทําให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แน่นอนขนาดที่บ้านยังเป็นอย่างนี้แล้วที่ทํางานล่ะ เพื่อนของฉันทํางานอยู่ที่เดียวกับเขาในตําแหน่งที่ต่ำกว่า แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของเขาโดยตรง เพื่อนบอกฉันว่า เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ ที่ทํางานก็ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วยเช่นกัน เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจแบบที่เขาเป็น […]

แค่กล้าตัดสินใจ “โลกใบใหม่” ก็อยู่แค่เอื้อม “ จินนี่ -ธนิดา กาญจนวัฒน์”

ด้วยความที่ จินนี่ เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงสักเท่าไหร่ ไม่แต่งหน้า ไม่หวาน ชอบแต่งตัวลุย ๆ แล้วก็เดินขากาง ๆ แขนแกว่ง ๆ เพื่อนผู้ชายจึงมักประณามว่า “แมน” อย่างนี้ จะมีแฟนเหมือนคนอื่นเขาไหม ลำพังถ้าได้ยินแค่ครั้งหรือสองครั้งจินนี่คงไม่ติดใจอะไร คิดว่าเพื่อนคงแซวเล่นสนุกปาก แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เพราะตลอดสองปีที่อยู่เอแบค จินนี่ได้ยินพวกเพื่อนตัวแสบพูดทำนองนี้ใส่หูแทบทุกวัน บ่อยเข้า ๆ ก็ชักหงุดหงิดเหมือนกัน แต่จินนี่ก็พยายามอดทนเพราะรู้ดีว่าพูดไปก็เท่านั้น ถ้าเราไม่อยากฟังก็เดินหนี หรือไม่ก็พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าจินนี่ก็เป็นผู้หญิงได้ (เหมือนกัน) จินนี่ไม่เพียงแต่เลือกข้อหลังเท่านั้นนะคะ แต่ยังเลือก “ท้าทายตัวเอง” ด้วยการทำในสิ่งที่แตกต่างกับตัวเองแบบสุดขั้ว นั่นก็คือ การประกวดนางงามค่ะ คิดว่าวิธีนี้น่าจะช่วยให้จินนี่ดูเป็นผู้หญิงขึ้นมาได้บ้าง จินนี่จึงตัดสินใจสมัครมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2005 ค่ะ ลองดู เป็นไงเป็นกัน! เพียงแค่วันแรกที่เริ่มกิจกรรมเก็บตัว ชีวิตจินนี่ก็เริ่มเปลี่ยนทันทีค่ะ จากที่ไม่เคยตื่นเช้า (นอกจากเวลาไปปฏิบัติธรรม) คราวนี้ต้องตื่นตีสี่เพื่อแต่งหน้าทำผม กว่าจะเสร็จใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ พอจะออกงานก็ต้องใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ซึ่งนั่นถือเป็นงานหนักของจินนี่ที่ต้องหัดเดินบนส้นสูงให้เป็น ที่สำคัญ ต้องเดินหลังตรง ขาชิดด้วย เพราะจินนี่เป็นคนเดินไหล่ห่อ ขากาง จากนั้นก็ต้องฝึกยิ้มด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นนางงาม […]

“ลงโทษด้วยความรัก” บทความที่อยากให้พ่อแม่ทุกคนได้อ่าน

วันหนึ่ง มัดหมี่ เด็กหญิงอายุ 12 ปี ไปโรงเรียนในตอนเช้าด้วยความร่าเริงแจ่มใสตามปกติ แต่ตกเย็นวันนั้น มัดหมี่เดินลงจากรถโรงเรียนด้วยสีหน้ากังวลใจและเต็มไปด้วยความทุกข์  ลงโทษด้วยความรัก มัดหมี่เดินเข้าบ้าน ไม่พูดไม่จาอะไร เนื่องจากในใจประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะต้องถูกดุ หรืออาจถูกตีแน่ๆ มัดหมี่นั่งลงที่โซฟา กําลังคิดว่าจะเริ่มต้นพูดกับพ่ออย่างไรดี มัดหมี่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าและหยิบผลการสอบออกมาช้าๆ อย่างลังเล มองหน้าพ่อแล้วส่งให้ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “พ่อ…หนูสอบตกสองวิชา” สิ่งที่พ่อทําในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นกลับตาลปัตร แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุมัดหมี่ หรือแม้แต่ตําหนิความไม่ใส่ใจในการเรียน พ่อกลับนั่งลง ยิ้มที่มุมปากแล้วถามมัดหมี่ว่า “ทุกข์ไหมลูก” มัดหมี่มองหน้าพ่อแล้วพยักหน้า พ่อจึงอ้าแขนออก มัดหมี่เดินเข้าไปหา แล้วพ่อลูกก็กอดกันแน่น พ่อพูดต่อว่า “พ่อไม่ต้องพูดอะไรใช่ไหม” มัดหมี่ตอบว่า “ไม่ต้องค่ะ” (ทั้งสองรู้กันดีว่า หมายถึงพ่อคงไม่ต้องดุใช่ไหม) พ่อเห็นแล้วว่า ทุกข์ที่กําลังเกิดขึ้นกับมัดหมี่นั้นยิ่งกว่าการดุเสียอีก “อย่าทุกข์ไปเลยลูก ไม่คุ้มกันเลย เรื่องมันผ่านไปแล้ว หนูคงรู้อยู่แล้วว่าต้องทําอย่างไรต่อไป” มัดหมี่เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น หลังจากวันนั้น มัดหมี่สอบได้ที่สองติดกันสองครั้ง ได้คะแนนห่างจากที่หนึ่งเพียง 1 คะแนนและสุดท้ายขึ้นมาเป็นที่ 1 ของห้องอย่างภาคภูมิใจ นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตยามที่กําลังทุกข์ กําลังใจหรือคําด่าทอ ลองมองย้อนดูตัวคุณเอง ในแต่ละวันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้เสมอ […]

True Story : ชีวิตเปื้อนบาป มลทินที่ล้างไม่ออก

ฉันจำเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นได้ฝังใจฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 12 ปีที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ในชุมชนคลองเตยกับพ่อและแม่หลังจากที่ยายเป็นคนเลี้ยงดูมาหลายปี คืนนั้นแม่ไปต่างจังหวัด ฉันนอนหลับสนิทอยู่ในมุ้งแต่แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรหนัก ๆ มาทับบนตัวเมื่อลืมตามองในความมืดมิดนั้น ก็เห็นภาพชายคนหนึ่งสลัวๆ คร่อมอยู่บนลำตัวพร้อมมีดจี้อยู่ที่คอของฉัน

True story : ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรลล่า’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ฉันชื่อ แก้ว  เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี แม่เสียตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ส่วนพี่ๆ มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่จำความได้มีเพียงพ่อที่ดูแลฉันอย่างดีฉันไม่เคยเหงาเพราะได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ มีเพียงสิ่งเดียวที่พ่อไม่มีให้คือ เงิน

True Story : ความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ ความทุกข์ของผู้ป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน

ความเจ็บปวด ทางกาย กับความปวดร้าวในใจ คุณว่าอย่างไหนทรมานกว่ากัน เรื่องราวความทุกข์กายระทมใจที่หนักหนาสาหัสที่ยากจะทำใจยอมรับ

True Story : เราคือผู้ ลิขิตชีวิตเอง เรื่องจริงของผู้หญิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรรม

แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เธอคนนี้รู้ดีว่า เธอสามารถ ลิขิต และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะลำบากเพียงใด แต่ไม่เคยกล่าวโทษโชคชะตาเลย

อาลัย ปรมาจารย์ด้านจารึกศึกษา ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ปราชญ์แห่งแผ่นดิน

อาลัย ปรมามาจารย์ด้านจารึกศึกษา ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร  ปราชญ์แห่งแผ่นดิน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562  ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ณ บ้านพักภายในซอยท่านผู้หญิงพหล ย่านงามวงศ์วาน โดยสิริอายุรวม 100 ปี เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการการศึกษาด้านภาษาศาสตร์ จารึกศึกษา  และโบราณคดีไทย กับการจากไปอย่างสงบของท่าน ผู้รวบรู้ในสหวิทยา คือศึกษาประวัติศาสตร์ไทยด้วยความหลงใหลในการอ่านจารึก และนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์ สถิต และตัวเลขนำมาประยุกต์ใช้ด้วย     ท่านสร้างผลงานที่มีคุณค่าและมีคุณภาพสูงต่อวงการวิชาการ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของท่าน สมกับได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ด้านจารึกศึกษา ด้วยความสนใจในการอ่านจารึกของท่าน ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยสุโขทัยได้รับการตีความใหม่ นับว่าเป็นความเบินบานทางวิชาการ ความเห็นของท่านกลายเป็นสิ่งจุดประกายให้เกิดการถกเถียงทางด้านวิชาการสุโขทัยศึกษา และเป็นแบบอย่างให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีรุ่นหลังยึดปฏิบัติตามคือการอ้างอิงหลักฐานจากจารึก และเอกสารประวัติศาสตร์ต่าง ๆ จากจุดเริ่มต้นนี้ทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับ ได้รับเชิญเป็นสมาชิกสมาคมซิกมาซายในฐานะนักวิจัยดีเด่น ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ราชบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ และอื่นอีกมากมาย กรม   […]

เคล็ดลับพลังใจเปลี่ยนชีวิต “รวิศ หาญอุตสาหะ” ผู้พลิกตำนานแป้งศรีจันทร์

ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโฉม “แป้งโบราณ” ให้กลายเป็นแป้งทันสมัยขวัญใจสาวๆ หากแต่วิธีคิดวิธีใช้ชีวิตของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย เขาใช้ “พลังใจ” สร้างนิสัยที่ดีของตนเอง จนกลายเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน การเป็นพ่อและสามีที่ดี รวมทั้งการทำงานเพื่อสังคม อยากรู้เคล็ดลับดี ๆ ตามเราไปหาคำตอบจาก คุณ รวิศ หาญอุตสาหะ ได้เลย   ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไรคะ ครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร  ตอนผมเกิดบ้านเราค่อนข้างยากจน  ผมมีพี่สาว 2 คน  เราทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในห้องเดียวในบ้านของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายคุณพ่อ  จำได้ว่าเรานอนเรียงกัน 5 คน  พ่อ  แม่  ลูก  ไม่มีใครมีห้องส่วนตัว อยู่อย่างนี้จนผมอายุ 6 ขวบ  คุณพ่อคุณแม่ถึงแยกออกมามีบ้านของตนเอง  ตอนนั้นพี่ผมโตเป็นวัยรุ่นแล้ว  แต่ก็ยังต้องนอนรวมกับน้อง ๆ  แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเราลำบากอะไรมากนัก คุณแม่ผม (ขนิษฐา  หาญอุตสาหะ) เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา  ส่วนคุณพ่อ (วิรุฬห์  หาญอุตสาหะ) เป็นวิศวกรโยธา จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมเป็นคนประหลาดมาก  คือต้องทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษที่เป็นลายมือคุณแม่เท่านั้น หมายความว่าคุณแม่ต้องคัดแบบฝึกหัดทั้งเล่มให้  ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคุณแม่เหนื่อยมาก  เพิ่งมารู้ตอนหลัง  แต่วิชาภาษาอังกฤษนี่เองที่ทำให้เอาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้  ทำให้ผมเอนทรานซ์ติดวิศวะ จุฬาฯ  ได้ไปเรียนเมืองนอก  กลับมามีงานมีการทำ ทั้งหมดเกิดมาจากสิ่งที่คุณแม่ทุ่มเทให้   คุณพ่อคุณแม่สอนอะไรบ้างคะ คุณแม่สอนว่า ชีวิตจะเติมเต็มได้  ต้องรู้จักสังเกตพิจารณา  และสร้างแรงบันดาลใจ  ตอนเด็ก ๆ คุณแม่เป็นคนช่างสังเกต  ชอบเอาวัสดุต่าง ๆ มาทำของเล่นให้ผม  เช่น  เอาไม้เอาดิน  เอาอะไรมาปั้นให้เล่น ของเล่นอย่างเดียวที่ซื้อให้คือเลโก้  เพราะคุณแม่บอกว่าถึงราคาแพงมาก  แต่เป็นของเล่นที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ตอนเด็ก ๆ ผมชอบเลโก้มาก  เล่นเลโก้กับคุณแม่และคุณพ่อบ่อยมาก  ทุกวันนี้จึงซื้อเลโก้ให้ลูกเล่นเหมือนกัน  เพราะเป็นของเล่นที่มีประโยชน์มากโดยเฉพาะเรื่องการฝึกความคิดสร้างสรรค์ คุณพ่อผมเป็นคนค่อนข้างซีเรียสและพูดน้อย  แต่ชอบเล่าเรื่องงานให้ฟัง  ท่านเป็นวิศวกรโยธา  เวลาขับรถผ่านสะพาน  มักอธิบายให้ฟังว่า  สะลิงขึงเพื่อรับน้ำหนักสะพานได้อย่างไร  ทำไมมันถึงต้องอยู่ตรงนี้  ทำไมสะพานถึงไม่ถล่มลงมา อีกเรื่องที่คุณพ่อสอนคือ  พื้นฐานการทำธุรกิจ  เพราะคุณพ่อบริหารบริษัทของตัวเอง  ท่านเคยบอกว่าบริษัทขาดทุนยังไม่เป็นไร  แต่ไม่มีเงินจ่ายสำคัญที่สุด  ดังนั้นต้องใส่ใจเรื่องเงินให้ดี  ห้ามจ่ายเจ้าหนี้ช้า  เพราะชื่อเสียงสำคัญมาก  เมื่อเสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้  ผมได้เรียนรู้ตรงนี้จากคุณพ่อเยอะมาก   จบวิศวกรรมไฟฟ้า  ทำไมถึงไปทำงานด้านการเงินการธนาคาร   สาเหตุที่ผมเรียนวิศวะเพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนผมจึงไปเรียน  แต่ความจริงผมอยากเรียนด้านการเงินตั้งแต่ตอนอยู่มัธยมแล้ว  ดังนั้นหลังเรียนจบผมจึงไปทำงานด้านการเงินที่ธนาคารซิตี้แบงก์หลายปี  ก่อนจะลาออกมาสืบทอดธุรกิจแป้งศรีจันทร์ของครอบครัว ผมคิดว่าการที่เรามีพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาก่อนทำให้สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานด้านการเงินได้เหมือนกัน เพราะงานวิศวกรรมและการเงินมีวิธีการคิดคล้าย ๆ กันคือการคิดอย่างมีเหตุผล  คล้ายกับการทดลอง  จาก 1 ไป 2 ถ้าไม่ได้ก็ต้องย้อนกลับมาทำใหม่   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

ก่อนที่ความตายจะมาพราก…

ตอนเด็กๆ ฉันเคยคิดว่า ถ้าแม่เป็นอะไรไปฉันคงต้องตายตาม… อาจเป็นเพราะฉันผูกพันกับแม่มาก ต่อมาเมื่อแม่ล้มป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ฉันก็รู้สึกทุกข์ทรมานใจ จนทุกครั้งที่แม่เข้าโรงพยาบาล ฉันจะต้องบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอต่ออายุให้แม่ทุกครั้ง ความในใจของลูก …แต่มาวันนี้ ฉันกลับไม่ต้องการยื้อยุดหรือร้องขอชีวิตแม่กับใครอีกต่อไป เพราะฉันคิดว่า การที่จะฉุดรั้งใครไว้เพื่อความสุขของเรามันเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่า ในขณะที่คนคนนั้นอยู่ในความทุกข์ทรมานมาโดยตลอด ฉันรู้ว่าเวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกที ฉันจึงอยากใช้วันคืนกับแม่ให้คุ้มค่าที่สุด…ฉันได้พาแม่มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทุกเช้าก่อนไปทำงานฉันมีเวลาเพียงแค่ทักทายแม่ แต่ทุกเย็นฉันก็จะชดเชยด้วยการป้อนข้าวหรือแปรงฟันให้แม่ ในขณะที่ทุกวันหยุดก็จะได้ป้อนเกือบทุกมื้อ แถมด้วยการอ่านหนังสือให้ฟังตอนกลางวัน อาบน้ำแต่งตัว และพาไปนั่งรถเข็นดูดอกไม้ตอนเย็น…แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคืนฉันจะนำแม่สวดมนต์และทำสมาธิก่อนนอน ฉันดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนที่แม่ทำให้ฉันตอนเด็กๆ มันทำให้ฉันรู้ว่า แม่เลี้ยงลูกทุกคนมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความอดทนขนาดไหน ก่อนนอนฉันจะพูดกับแม่เสมอว่า “แม่หลับให้สบายนะคะ ไม่ต้องนึกถึงอะไรนอกจากลมหายใจเข้า – ออกและความดีทั้งหลายที่แม่ได้ทำมาตลอดชีวิต…อย่าไปสนใจร่างกายนี้ เพราะมันถึงเวลาที่ต้องเสื่อมโทรมแล้ว ใครๆ ก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย…แต่ถ้าแม่ทำใจให้มีความสุข แม่จะได้ไปสวรรค์นะ ไม่ต้องห่วงใครทั้งนั้น แม่แค่ไปรออยู่ที่นั่น แล้วเราก็จะได้พบกันอีก หรือถ้าแม่ทำใจให้ว่างเปล่า แม่อาจไม่ต้องเกิดอีกเลยก็ได้นะคะ” พูดจบฉันก็จะเปิดเทปเพลงธรรมะให้แม่ฟัง ความในใจของลูก ฉันไม่คิดว่าการพูดถึงความตายเป็นสิ่งอัปมงคล แต่ตรงกันข้าม เราควรให้ผู้ที่กำลังจะพบกับมันได้เตรียมตัวเตรียมใจและรับรู้ว่า ความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานะเท่านั้น…ถึงแม้ส่วนใหญ่แม่จะหลับไปก่อนด้วยความอ่อนเพลีย แต่ฉันก็ดีใจที่ใบหน้าแม่ระบายไปด้วยความสงบสุข มันทำให้ฉันเชื่อว่า ถ้าแม่จากไปในวันนั้น […]

นิพา เดชมา เศรษฐินีร้อยล้าน “ฉันมีความจนเป็นแรงบันดาลใจ”

เรื่องราวต่อไปนี้ถ่ายทอดจากชีวิตจริงของหญิงแกร่งร่างเล็กที่ชื่อ นิพา เดชมา หรือ คุณปุ๋ยอดีตลูกชาวนาผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

ฉันชอบคํากล่าวที่ว่า “Be wise enough not to trust in miracles but be foolish enough to believe in one.” หรือ “จงฉลาดพอที่จะไม่งมงายในความมหัศจรรย์แต่จงโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง” เพราะการที่คนเรามีความเชื่อในอะไรที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ก็ทําให้เรามีความหวังว่าจะมีอะไรที่แปลกประหลาดหรือมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับเราได้ โดยเฉพาะเมื่อเรากําลังตกอยู่ในความทุกข์หรือหมดหวังในชีวิต ความกตัญญู ฉันเองเคยอยู่ในภาวะนั้น เมื่อแม่ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงต้องประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกลายเป็นอัมพาตทั้งตัวภายในชั่วข้ามคืน ฉันพยายามทําทุกวิถีทางที่จะไม่ให้แม่ต้องพิการไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ฉันไม่เคยยอมจํานนต่อคําตัดสินของหมอคนไหน และคิดเสมอว่าต้องมีทางอื่นที่เป็นไปได้ ฉันจึงพาแม่ไปรักษาทุกโรงพยาบาลที่ใครบอกว่ามีหมอเก่งทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ทําบุญสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกหัวระแหง…แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริงสําหรับแม่ ฉันจึงได้แต่คิดว่าคงเป็นกรรมเก่าที่แม่ทําไว้ชาติที่แล้ว เพราะชาตินี้แม่เป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาของทุกคน ถึงแม้จะหมดหวัง แต่ฉันก็ไม่เคยท้อแท้ที่จะดูแลแม่และทําชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่ให้มีคุณภาพที่สุด เพราะแม่ยังสมองดีและรับรู้ทุกอย่าง ระยะแรกฉันไปหาแม่ทุกวันที่ทําได้ ไม่ว่าแม่จะต้องไปรักษาตัวอยู่ไกลแค่ไหน บางครั้งฉันต้องขับรถไปถึงต่างจังหวัดเพื่อดูแลแม่ แล้วก็กลับมาเยี่ยมพ่อที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ในช่วงที่พ่อล้มเจ็บเพราะไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ ฉันต้องทําทุกอย่างคนเดียว เนื่องจากตอนนั้นน้องคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัดและอีกคนอยู่ต่างประเทศ บางวันฉันเหนื่อยจนต้องร้องไห้ขณะขับรถ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เห็นฉันอ่อนแอ แต่ก็ไม่เคยนึกเบึ่อที่จะทําสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้าม ฉันภูมิใจและมีความสุขที่ได้ดูแลคนที่ฉันรักและรักฉันมากที่สุด น่าเสียดายที่พ่อมาด่วนจากฉันเร็วเกินไป ฉันเสียใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดว่าควรจะได้ตอบแทนพระคุณท่านมากกว่านี้ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไม่ให้ตัวเองต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทําอะไรจนสุดความสามารถอีก เมื่อแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันจึงดูแลเอาใจใส่ท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ พาท่านไปทุกหนทุกแห่งเพื่อให้ท่านคลายทุกข์ ถึงแม้บางแห่งจะลําบากมากสําหรับคนพิการ […]

โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ร็อคเกอร์หัวใจรักษ์โลก

โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ร็อคเกอร์หัวใจรักษ์โลก ไม่มีใครไม่รู้จัก โตโน่ หนุ่มหน้ามนที่แจ้งเกิดจากเวทีเดอะสตาร์ ปีที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2553 และจดจำได้ไม่รู้เลือนจากละครเรื่องเรือนแพในบทของแก้ว และบทเสือเล้งจากละครเรื่องเพชฌฆาตดาวโจร จนวันนี้ ร็อคเกอร์หนุ่ม โตโน่ – ภาคิน นอกจากจะเป็นนักร้องและนักแสดงมากฝีมือแล้ว ตอนนี้หัวใจของเขากำลังเป็นสีเขียว เพราะอะไรตามมาดูกัน จากข่าวคราวที่ทราบกันดีว่า ร็อคเกอร์หนุ่มจากบ้านเดอะสตาร์ ประกาศบนอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2562 ว่า ” ถึงเวลาหรือยัง…ที่เราจะใส่ใจมลพิษทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ผมขอเริ่มที่ตัวผมเองแล้วกันนะครับ ผมจะตระเวนเก็บขยะในกรุงเทพฯ ในวันที่ผมว่าง วันละ 3-5 ชั่วโมง เริ่มจากวันพรุ่งนี้ ใครจะว่าผมบ้าก็ไม่เป็นไร ผมอึดอัดใจที่ต้องเห็นสิ่งที่แผ่นดินไทยกำลังเผชิญอยู่ ใครอยากเก็บ อยากช่วยผมขอบคุณมาก ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับคนไทย ผมขอใช้ชื่อสิ่งที่เราจะทำชื่อว่า โครงการเก็บรักษ์ #มลพิษทางอากาศ #ฝุ่นPM2.5 #เริ่มเลยแล้วกันครับ #เก็บรักษ์ จาก คนไทยคนหนึ่ง […]

keyboard_arrow_up