คำให้การ ของแม่บ้านสมองไ (ห) ว

วันนี้ดิฉันกำลังแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับอาชีพที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก นั่นคือ “แม่บ้าน” อันตัวข้าพเจ้าเองนั้นได้กรอกอาชีพนี้ลงในช่องอาชีพของเอกสารต่าง ๆ มาได้ 9 ปีเท่าอายุลูกชายคนเล็ก ในตอนแรกนั้นขอสารภาพว่า ดิฉันพูดได้ไม่ค่อยเต็มปากเท่าไรนัก เมื่อใครถามว่าทำอาชีพอะไร ดิฉันต้องอ้อมแอ้มตอบไปว่า “เป็นฟรีแลนซ์” ซึ่งแปลในใจเสร็จสรรพว่า “รับจ้างอิสระ” ก็รับจ้างที่จะอิสระนี่แหละไม่ใช่ใดอื่น แม้จะเคยทำแก่นเก๋พิมพ์นามบัตรตัวเองสมัยแรก ๆ ที่ออกมารับจ๊อบก๊อปปี้ไรเตอร์อิสระว่า “Inspiration Lighter” ก็ทนพิษบาดแผลความอายไม่ไหว ประกอบกับงานฟรีแลนซ์ที่ไม่ค่อยจะแน่นอน จึงค่อย ๆ ปลงใจบอกใคร ๆ ว่าเป็นแม่บ้านนี่แหละ งานหลักของคุณ แม่บ้าน นั้นแท้จริงแล้วแสนสบาย รับส่งลูก จ่ายตลาด เตรียมอาหารไว้ให้พร้อมเป็นมื้อ ๆ ทั้งผักและเนื้อสด ทำกับข้าว ระหว่างวันควรเก็บบ้านให้เรียบร้อย จัดเสื้อผ้าในตู้ ถูบ้าน ล้างจาน ล้างรองเท้า ล้างระเบียง เช็ดฝุ่น หน้าที่แสนสำคัญเหล่านี้อย่าให้บกพร่อง บ้านต้องสะอาดไร้ฝุ่น (ดิฉันเป็นนักถูบ้านระดับมือวางเชียวนะ!) อาหารต้องอร่อยสะอาด ในแต่ละสัปดาห์อาจเปิดหูเปิดตาด้วยการทานข้าวกับเพื่อนเพื่อวิจัยเมนูแปลก ๆ บ้าง ไปช็อปปิ้งตามป้ายเซลตัวใหญ่ ๆ เข้าคอนเซ็ปต์ครัวเรือนพอเพียง ที่สำคัญคุณจะมีเวลาที่จะบำเรอตัวเองด้วยการต่าง […]

วินาทีหลวงปู่ขาวบรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วินาที หลวงปู่ขาว บรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงลำคัญของ หลวงปู่ขาว ไว้ว่า “เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ ท่านขาวออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขากำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็นจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน     “ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลังอนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอย่ากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึก ไม่ลดละการพิจารณาระหว่างอวิชชากับใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ “การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับกลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่าง ๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่หลือให้ชมอย่างสมใจคือความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ใน กระท่อมกลางขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล     “ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวักไปได้แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นธรรมอัศจรรย์ […]

มองตัวตนผ่านกระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติจากท่านว.วชิรเมธี

มองตัวตนผ่าน กระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติท่านว.วชิรเมธี มนุษย์มีตัวตนอยู่ 3 ตัวตน การส่องกระจกธรรมดาไม่สามารถมองเห็นทั้งสามตัวตนได้ จะต้องใช้ กระจกแห่งสติ จึงจะมองเห็นตัวตนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย 1. ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุก ๆ วัน เป็นอย่างที่เป็น เป็นอย่างที่เห็น มนุษย์ทุกคนมีตัวตนอย่างที่เป็น บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใคร ๆ เห็นก็ชื่นใจ บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใครเห็นก็หวาดกลัว เพราะตัวตนนี้ก็คือผลของบุคลิกภาพที่เราสั่งสมมาอย่างยาวนานนั่นแหละ ตัวตน อย่างนี้ก็คือตัวตนที่เป็นธรรมชาติของทุกคน (ฉันเป็นฉันเอง) 2. ตัวตนที่เราอยากให้สังคมมองเห็น ตัวตนเช่นนี้ก็คือตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดงนั่นเอง อยู่ที่บนเป็นแบบหนึ่ง เข้าสังคมเป็นอีกแบบหนึ่ง และวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า ตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดง (ฉันเป็นอย่างที่เธอเห็น) 3. ตัวตนที่เราต้องการไปให้ถึงในอนาคต เรียกว่า ตัวตนในอุดมคติ ตัวตนนี้จะชัดมาก ถ้าไปถามดารานักร้องซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ก็จะได้คำตอบชัดเจน คือมีความคาดหวังว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ถ้าไปไม่ถึงก็อยู่ที่ตัวตนเดิม ๆ ไปก่อน (ฉันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น)     มนุษย์มีตัวตนสามตัวตนอย่างนี้ตลอดไป และเมื่อเราไม่เคยฝึกสมาธิ ไม่เคยฝึกตัวตน เราก็ไม่รู้ว่าตัวตนไหนที่กำลังออกโรงแสดงอยู่และกำลังพาเราโลดแล่นไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนั้น คนเราโดยมากแสดงผิดแสดงถูกอยู่ตลอดเวลา […]

เวทนาคือสิ่งที่เสียบแทงจิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ 

เวทนาคือสิ่งที่ เสียบแทง จิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ นี่มาพูดถึงคำว่า เสียบแทง กันบ้าง อย่าถือเอาตามความหมายของภาษาไทยธรรมดาว่าต้องแทงด้วยมีด ด้วยอะไรทำนองนั้น เสียบแทงคือมันมีอะไรมาทำให้เจ็บปวด เหมือนกับถูกของแหลมแทง ร่างกายถูกแทงด้วยมีด เป็นต้น แต่จิตมันถูกแทงด้วยความรู้สึกบางชนิด ความทุกข์นั่นแหละเสียบแทงจิต แม้กิเลสก็เสียบแทงจิต ความโลภ ความโกรธ ความหลง เต็มตัวจะเสียบแทงจิตทีนี้วิญญาณนั้นมีทิฏฐิ ความคิดเห็นผิดหรือถูกเป็นเครื่องเสียบแทงวิญญาณ หรืออวิชชาโดยเฉพาะนี่ นี่เราดูให้ชัดลงไปว่า คนเราอยู่ในโลกเป็นประจำวันนี่มันมีเรื่องสำคัญอยู่ 3 เรื่องที่เรียกว่าเวทนา เรารู้สึกสบายใจเป็นสุขนี้เรื่องหนึ่ง เราไม่รู้สึกสบายใจ และเป็นทุกข์นี้เรื่องหนึ่ง ถ้าเรารู้สึกไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสุขหรือทุกข์ คือยังไม่เป็นสุขหรือทุกข์ หรือมันไม่แน่นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าเวทนามี 3 ชนิดอย่างนี้ สุขเวทนา-รู้สึกเป็นสุขสบายใจ, ทุกขเวทนา-รู้สึกเป็นทุกข์ไม่สบายใจ, อทุกขมสุขเวทนา-ไม่รู้อย่างไรแน่ มันอยู่ในสภาพที่สงสัย หวัง วิตกกังวล อันนี้ไม่จัดเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ จัดเป็นอทุกขมสุขแต่ก็เป็นเวทนา ทีนี้ขึ้นชื่อว่าเวทนาแล้วทั้ง 3 ชนิดนี้จะเสียบแทงทั้งนั้น ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ให้ทุกคนสังเกตให้ดี ๆ จากจิตใจของตน ถ้ามีอะไรมาถูกใจเรา สิ่งที่ถูกใจเรามันก็เสียบแทงใจเรา เดี๋ยวจะพังไม่ถูก อะไรไม่ถูกใจเรามาหาเรามันก็เสียบแทงใจเรา อะไรที่ยังไม่แน่ว่าสุขหรือทุกข์มันก็เสียบแทงใจเรา […]

พระเอกโป๊ป-ธนวรรธน์และเพื่อนดาราเตะฟุตบอลการกุศล ช่วยเหลือโรงพยาบาลและโรงเรียน 9 แห่ง 

พระเอกโป๊ป-ธนวรรธน์และเพื่อนดาราเตะ ฟุตบอลการกุศล ช่วยเหลือโรงพยาบาลและโรงเรียน 9 แห่ง โป๊ป-ธนวรรธน์ พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนดาราร่วมกันก่อการดี ปีที่ 2 ช่วยเหลือโรงพยาบาลและโรงเรียน 9 แห่ง ด้วย การแข่งขัน ฟุตบอลการกุศล กับราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่จังหวัดราชบุรี เมื่อราววันที่ 12 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โป๊ป-ธนวรรธน์โพสต์รูปถ่ายของสมุดบัญชีธนาคารที่เปิดรับเงินบริจาคจากผู้ศรัทธา เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงเรียนและโรงพยาบาล 9 แห่ง และขออนุโมทนากับผู้ศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคมา แล้วพระเอกหนุ่มโป๊ป-ธนวรรธน์ยังบอกอีกว่า “เจอกัน 14 ธ.ค. นี้ราชบุรีครับ” เพราะหนุ่มโป๊ปและเพื่อน ๆ ดาราร่วมใจกันจัดแข่งขันฟุตบอลการกุศลเพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือ       ในวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแข่งฟุตบอลการกุศล ก่อนแข่งขันได้มีการนิมนต์พระเมธีวชิโรดม หรือ ท่านว.วชิรเมธีมาแสดงธรรม ณ มิตรผล สเตเดี้ยม อีกด้วย พระเอกหนุ่มโพสต์ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าน้อง เพื่อน […]

ชารีซ สาวน้อยเสียงมหัศจรรย์

จะมีสักกี่คนในโลกนี้… ที่มีเสียงร้Œองที่แสนวิเศษขนาดสะกดลมหายใจผู้Œชมนับล้Œานให้Œนิ่งงันได้Œ มีโอกาสออกรายการดิโอปราห์ วินฟรีย์ โชว์ ถึงสามครั้งในหนึ่งปี‚… จะมีสักกี่คนที่ได้ขึ้นเวทีและร้องเพลงกับนักร้องระดับโลกอย่าง ซีลีน ดีออน (Celine Dion) และออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองตั้งแต่อายุ 18 โดยมีเดวิด ฟอสเตอร์ มิวสิคโปรดิวเซอร์มือทองและนักแต่งเพลงระดับโลกเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ชารีซ เพ็มเพ็งโค (Charice Pempenco) คือหนึ่งใน “ไม่กี่คน” นั้น หลายคนอาจอิจฉาในวาสนาและความโชคดีของสาวน้อยคนนี้…แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากว่าชารีซจะก้าวมาได้ถึงจุดนี้ เธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง ชารีซ เพ็มเพ็งโค เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2535 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในครอบครัวที่ความสัมพันธ์ไม่ปกตินัก ครั้งหนึ่งพ่อของชารีซพยายามทำร้ายร่างกายและใช้ปืนจ่อศีรษะแม่ของเธอ โชคดีที่เพื่อนบ้านสามารถช่วยไว้ได้ทัน หลังจากนั้นแม่ของชารีซตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากบ้านไปพร้อมกับชารีซและน้องชาย และเธอไม่เคยได้เจอพ่ออีกเลย แม่ของชารีซค้นพบพรสวรรค์ในการร้องเพลงของลูกน้อย ขณะที่ชารีซร้องเพลง Happy Birthday ตั้งแต่เธออายุเพียง 4 ขวบ ผู้เป็นแม่จึงเริ่มฝึกฝนลูกให้ร้องเพลงตั้งแต่วันนั้น ครอบครัวชารีซใช่ว่าจะมีฐานะร่ำรวย…ในการประกวดร้องเพลงครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ แม่ของเธอถึงขนาดนำเศษผ้าเก่า ๆ ของยายมาเย็บเป็นเสื้อผ้าให้ลูกใส่ไปประกวด แต่กลับโดนต่อว่าจากคณะกรรมการตัดสินและห้ามเธอขึ้นเวที สุดท้ายชุดที่ว่านี้กลับได้รางวัลเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมไปครองในที่สุด! หลังจากนั้นชารีซเริ่มเข้าร่วมประกวดร้องเพลงเกือบทุกเวทีเพื่อหาเงินรางวัลมาจุนเจือครอบครัวที่อัตคัตขัดสน แต่เธอแทบไม่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดใด […]

5 เทคนิคการพูดกับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว

5 เทคนิคการพูด กับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว คนที่มี เทคนิคการพูด และความรู้เฉพาะทางที่ยอดเยี่ยมแต่สร้างคนให้เจริญเติบโตไม่ได้นั้นมีปัญหาอะไรหรือ มาลองยกตัวอย่างดูกันสักหน่อย 1. ประเภทอธิบายไม่พอ… เป็นคนที่บอกว่า “จงศึกษาโดยดูแผ่นหลังของข้า” คนที่มีความรู้ฝึงลึก (Tacit Knowledge) แต่อธิบายความรู้ของตนเองเป็นคำพูดไม่ได้ และคนที่กำลังหยุดนิ่งอยู่ที่ความรู้จากประสบการณ์ (ความรู้เชิงประจักษ์) โดยไม่มีแม้กระทั่งความรู้ฝังลึก จะไม่สามารถสอนคนอื่นพร้อมกับอธิบายอย่างมีตรรกะได้ นอกจากนี้ยังมีคนที่บอกว่า “ยังไงก็ตาม ควรทำตามที่ข้าบอก” เพราะพูดไม่เก่ง ถ้าอยู่ด้วยกันกับคนเหล่านี้เป็นเวลานานอาจถ่ายทอดเทคนิคได้ แต่ตราบใดก็ยังไม่จ้างงานก็คงยากจะสร้างคน ถึงแม้จะมีระบบฝึกงานแบบกินนอนอยู่ด้วยกันก็ตาม     2.ประเภทพูดยาว… เป็นคนที่พูดวกวนไปเรื่อย ๆ ฝ่ายเดียว ไม่ใส่ใจว่าคู่สนทนาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ หัวข้อสนทนากระุโดดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วก็ยังคุยต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอกสบายใจ สิ่งที่พูดไปนั้นก็มีส่วนที่จะอ้างอิงได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกต่อการพูดยาว ๆ ว่าเหมือน “ถูกจับกุม” 3. ประเภทคุยโว… เป็นคนที่เหมือนจะรู้สึกดีกับการบอกว่าตนเองทำอย่างนี้มา หรืออย่างนี้มา หรือทำอย่างนี้แล้วประสบความสำเร็จ ถ้าอยู่ในระดับที่พอดีฝ่ายที่ได้รับการสอนจะรู้สึกเคารพ แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเกิดปฏิกิริยาว่า “เล่าให้ฟังแต่เรื่องในอดีต กลุ้มใจจัง” “อยากให้พูดเรื่องที่น่าจะเข้ากับพวกเราตอนนี้” เหตุที่เรียกว่าการคุยโวเพราะเรื่องราวที่พูดต่างจากความจริงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน     4. ประเภทเทศนา… เป็นคนที่เทศนาในระหว่างพูดโดยไม่รู้ตัว […]

ทำกรรมฐานพิจารณากามคุณให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท 

ทำกรรมฐาน พิจารณากามคุณ ให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เมื่อเรา พิจารณากามคุณ ทั้ง 5 รูป เสียง กลิ่น รส แล้วเห็นเป็นโทษทั้งหมด ความพอใจก็เป็นโทษ ความไม่พอใจก็เป็นโทษ คือ เห็นโทษของราคะและโทสะพร้อมกันในตัวเดียวกัน วางพร้อมกันโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เรียกว่าทิ้งทั้งคู่นั่นเอง คือพอใจก็ไม่น่ายึด ไม่พอใจก็ไม่น่ายึด โทสะก็ไม่น่ายึด ราคะก็ไม่น่ายึด จึงปล่อยวางเสียได้ เมื่อเห็นโทษของความพอใจและไม่พอใจของรูป เสียง กลิ่น รส ที่เรายึดมั่นถือมั่น และปรุงแต่งโดยสัญญาอารมณ์ ปรุงถึงรูปสวยและรูปไม่สวย ปรุงถึงเสียงดีและเสียงไม่ดี เห็นโทษที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความสุข เพราะหลงยึดมั่นถือมั่น ถ้าวางทุกข์เพราะรูป เสียง กลิ่น รสได้ ก็ไม่ทุกข์เพราะกามคุณทั้ง 5 อีก พระอนาคามีเกิดจากตรงนี้ เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วท่านจะไม่กลับมาเกิดแล้วโลกมนุษย์นี้ ชาติสุดท้ายก็คือพรหมโลก ไปเกิดพรหมโลก และสำเร็จเป็นพระอรหันต์บนพรหมโลกนั่นเอง เราปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น แต่เราไม่รู้จุดหมายปลายทางไม่รู้วิธีทำ เราจึงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่อธิบายข้างต้นคือหลักและแผนที่ ชัยภูมิในการประพฤติปฏิบัติ เราจะเป็นนักรบก็ดี […]

ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย เข้าพิธีอุปสมบทหมู่ ณ วัดราชบพิธฯ

ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย เข้าพิธี อุปสมบทหมู่ ณ วัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ดาราหนุ่มเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช พร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อเข้าพิธี อุปสมบทหมู่ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562  ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร       ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ปั้นจั่น ปรมะได้เข้าพิธีปลงผมเป็นนาค เพื่ออุปสมบทหมู่พร้อมกับนาคอีก 15 คน โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “ธัมมโชโต” มีความหมายว่า “ผู้รู้แจ้งแห่งธรรม” ในวันนั้นนอกจากคนในครอบครัวและบรรดาญาติมิตรแล้วยังมีผู้ใหญ่ที่เคารพรวมถึงเพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงมาร่วมปลงผมนาคปั้นจั่นอีกด้วย เช่น หน่อง อรุโณชา , กอบสุข จารุจินดา, ก้อง ปิยะ, เต๋า สมชาย, รอน AF 5    […]

ถ้าอยากกลับไปคืนดีอีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี 

ถ้า อยากกลับไปคืนดี อีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี ถูกคนที่รักมากทิ้งไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ อยากกลับไปคืนดี กับเขา คนที่มีปัญหาความทุกข์ว่าทำอย่างไรก็ลืมเขาไม่ได้ ลองเริ่มจากการวิเคราะห์ภายในใจตนเองดูว่า ทำไมจึงถูกทิ้ง เขาพูดอะไรตอนที่จะทิ้งไป “เพราะรำคาญความเจ้ากี้เจ้าการน่ะสิ” “เซ้าซี้!” “ชอบคนอื่นแล้ว” “ตอนนี้ทำงานสำคัญมาก จึงอยากเว้นระยะระหว่างเรา” “งานอดิเรกไม่ตรงกัน” “ไม่สามารถคิดเรื่องแต่งงานได้” “ถ้าไม่แต่งหน้าก็กลายเป็นอีกคนเลย เหมือนถูกหลอก…” ลองคิดดูว่า ตนเองคิดอย่างไรกับเหตุผลที่ถูกเขารังเกียจเหล่านั้น และตนเองคิดอย่างไรกับผู้ชายที่พูดอย่างนั้น   ขั้นตอนการคืนดีที่ 1 : ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อเขาออกมา  ด้วยความที่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมาและยังมีความอาลัยอาวรณ์อยู่ จากความยึดมั่นถือมั่นที่มีทั้งหมดจึงอาจทำให้ตอนกลางคืนอยากส่งอีเมลหรือโทรศัพท์หาเขา… แต่เดี๋ยวก่อน!! ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองออกมาดูว่า ก่อนหน้านี้เราคิดอย่างไรกับเรื่องของเขา ลองเขียนออกมาเยอะ ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา พอทำแล้ว บางคนอาจคิดว่า “คงจะไม่ชอบเขาแล้วอย่างสิ้นเชิง!” ไม่ชอบ เพราะเขาถูกคนอื่นเอาไปแล้ว หรือเพราะไม่สบายใจว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แล้วหรือยัง หรือเพราะถ้าคนรอบข้างรู้ว่าเราถูกทิ้ง ตัวเองจะน่าสมเพชและไม่ชอบเขาเพราะความเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง จึงไม่อยากแยกทางกับเขา เป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อเรามีสติขึ้นเล็กน้อยและรู้ตัวว่า “อะไรเนี่ย ฉันคงจะไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้นแล้วมั้ง” “มองเห็นจุดที่น่ารังเกียจมากขนาดนี้เลย” ก็จะเกิดช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อตนเองขึ้นมา   […]

จะตามหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร 

จะตามหา ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ กำหนดว่าจะทำอะไรให้กลายเป็น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตน น่ากลัวว่าคงมีหลายคนที่สับสนมากใช่ไหม ผมคิดว่าเงื่อนไขในการเลือกมีหลายข้อ เช่น 1. เลือกความถนัดที่ตอนนี้ได้สะสมประสบการณ์มามากพอแล้ว  ไม่ถึงกับจะให้เลือกความถนัดที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงพอสมควรมากกว่าความถนัดที่ไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติเลย และก็ไม่ได้หมายความว่ามีเงื่อนไขตายตัว ถ้าไม่มีความสุขกับความถนัดที่มีประสบการณ์มาจนถึงตอนนี้และไม่คิดว่าจะทำให้มันเป็นความถนัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ ผมคิดว่าลองหาอย่างอื่นและนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ ในกรณีนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงภายในของบริษัทเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะมีตำแหน่งที่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นให้เกิดประโยชน์เต็มที่ (สามารถเรียนรู้) หรือไม่ถ้าจินตนาการภาพสถานที่ที่จะสะสมประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หนทางไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็จะสูงชันขึ้นพอสมควร   2. เข้าใจความต้องการของสังคมอย่างชัดเจนว่า ความเชี่ยวชาญนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณค่าในบริษัทหรือไม่  เนื่องจากเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานจึงจำเป็นต้องมองเห็นปลายทางในสายตา (โอกาส) ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากนี้เป็นต้นไป การลองคิดดูว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นต่อบริษัทของคุณและสิ่งที่ภายในบริษัทมีบุคลากรไม่เพียงพอคืออะไร ก็คงจะดีให้ความสนใจแก่งานที่ต้องจ้างคนจากภายนอกเข้ามากลางคันเพราะบุคลากรภายในบริษัทมีไม่เพียงพอ 3. เลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถทำได้บางระดับในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับการทำงานอื่น ๆ การจะรับเงินในฐานะมืออาชีพต้องไปให้ถึงระดับที่เหมาะสม ดังนั้นควรพยายามเต็มที่ที่จะหลีกเลี่ยงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาตั้ง 10 ปี หรือ 20 ปีกว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์นำหน้าคนอื่น ลองมองหาด้วยมุมมองว่าสิ่งที่สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยใช้ความพยายามน้อยที่สุดคืออะไร   4. จินตนาการภาพตัวเองที่กำลังทำงานเฉพาะทางนั้นอย่างมีความสุข  เพราะมีหน้าที่ที่เหมาะสมกับแต่ละคน จึงไม่ควรเลือกสาขาที่ไม่ค่อยเหมาะกับตนเอง คนที่ไม่ถนัดตัวเลขและไม่ชอบงานละเอียดกองพะเนินเทินทึก แม้ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก็ไปได้ไม่ราบรื่น ควรถือโอกาสนี้ลองเข้ารับการตรวจสอบความเหมาะสมกับงาน   ที่มา : ทิ้งคนเก่าที่ไม่เก่ง มาเป็นคนใหม่ที่เจ๋งกว่า โดย ยูคิโอะ โอคุโบะ […]

แม้เสียขาสองข้าง คุณตาก็ไม่เคยหยุดปลูกป่าเพื่อให้กลับมาเขียวอีกครั้ง

สำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่เรื่องราวน่าประทับใจของคุณตา หม่าซานเสี่ยว ทหารผ่านศึกวัยชรา ซึ่งถึงแม้เสียขาไปทั้งสองข้าง คุณตาก็ยังมุ่งมั่นลุย ปลูกป่า ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันของคุณตาหม่าคือ คุณตาจะตื่นก่อนตีห้า ลุกขึ้นมาสวม “ขาเทียม” แล้วคว้าจอบเสียมมุ่งหน้าขึ้นเขา เพื่อไปปลูกต้นไม้ในหมู่บ้านห่างไกล ที่อยู่ลึกเข้าไปในทิวเขาของมณฑลเหอเป่ย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน คุณตาหม่าเสียขาทั้งสองข้างจากภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงแม้จะกลายเป็นคนพิการ มีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำอะไรอย่างคนปกติไม่ได้ แต่คุณตาก็ไม่เคยท้อแท้ หรืออยู่บ้านเฉย ๆ รอให้คนอื่นมาช่วยเหลือ คุณตาหม่าเริ่มลงมือปลูกต้นไม้บนภูเขาแห้งแล้งใกล้บ้านในปี 2001 ช่วงแรกทำเพียงเพราะจะขายต้นไม้หารายได้ เนื่องจากเป็นหนี้ก้อนใหญ่หลังจากตัดขา แต่เมื่ออาการดีขึ้น บวกกับเงินบำนาญของทหารที่เพิ่มมากขึ้น คุณตาหม่าก็ยังปลูกต้นไม้ต่อไป แต่ไม่ได้ปลูกเพื่อขายหารายได้เหมือนเมื่อก่อน คุณตาปล่อยให้ต้นไม้เติบโตต่อไป เพื่อให้ระบบนิเวศบนภูเขาดีขึ้นกว่าเดิม คุณตาหม่ากล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวอย่างน่าฟังว่า “ผมปลูกต้นไม้เพื่อให้ภูเขาต่าง ๆ เขียวขจีกว่าเดิม และอย่างที่เห็น ต้นไม้ที่ปลูกเป็นแนวตรงดูเหมือนเป็นทหารแห่งธรรมชาติในชุดสีเขียวเข้าแถวเรียงกัน”   ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก สำนักข่าวซินหัว Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ สามีปลูกต้นไม้นับพันเพื่อรำลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ 15 ปีต่อมากลายเป็นป่ารูปหัวใจ พาเมลา &  อนิล มัลโฮตรา ซื้อ พื้นที่เสื่อมโทรม […]

เชิญชวนสักการะพระบรมเกศาธาตุจากศรีลังกาที่ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่

เชิญชวนสักการะพระบรมเกศาธาตุจากศรีลังกาที่ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 เพจมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ข้อความว่า  “ นับตั้งแต่แรกรับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในสมัยสุโขทัยจวบจนปัจจุบัน ถือเป็นวาระครบรอบ ๒๖๖ ปี แห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา นิกายที่ได้รับการอุปสมบทจากคณะพระสมณทูต นำโดยพระอุบาลีมหาเถระ จากวัดธรรมารามแห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ถือเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกาขึ้นมาอีกครั้ง หลังเสื่อมถอยไปด้วยอิทธิพลของชาวต่างชาติและผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอื่น นิกายสยามวงศ์จึงเป็นส่วนสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-ศรีลังกา จวบจนปัจจุบัน “ วันที่ ๑๕ ธันวาคมนี้ พุทธศาสนิกชน คนไทยจะได้มีโอกาสบูชาพระบรมเกศาธาตุ เนื่องด้วยมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิธรรมดี และองค์กรภาคี จัดพิธีอัญเชิญ พระบรมเกศาธาตุ จากประเทศศรีลังกา มาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์เถรวาทไทย-ศรีลังกา อันสืบเนื่องมานานกว่า ๗๐๐ ปี     “ ปัจจุบันนี้ พระบรมเกศาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ที่ Nelligala […]

เมื่อ “เปิดหน้าต่าง” ก็เท่ากับ “เปิดใจ”

วันนี้เป็นอีกวันที่ท้องฟ้าแปรปรวนเหลือเกิน ตอนเช้ายังสดใสสว่างจ้า อากาศกำลังสบาย ลมพัดมาแผ่ว ๆ แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนดำทะมึนด้วยเมฆฝน ลมพัดโหมแรงขึ้น เหล่านกน้อยที่กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่บนฟ้าคงกำลังหาที่กำบัง บรรยากาศแบบนี้หากเป็นเมื่อก่อนฉันจะรู้สึกกังวลใจ เพราะฉันชอบเปิดหน้าต่างห้องทำงานทิ้งไว้เพื่อให้ลมพัดผ่าน แต่พอถึงเวลาฝนตก ถึงแม้พ่อจะทำกันสาดให้ยื่นยาวออกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีลมแรง ๆ ฝนก็สาดเข้ามาทางหน้าต่าง เจ้ากันสาดที่พ่อทำไว้กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำให้หนังสือเอกสารสำคัญ ๆ และสิ่งของอีกหลายอย่างบนโต๊ะเปียกชุ่ม แต่ตอนนี้ฉันได้ปิด “หน้าต่างบานนั้น” ไว้แล้ว จึงทำให้ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกราวกับได้กำชัยชนะเล็ก ๆ ส่วนในใจก็คิดว่า “เจ้าฝนเอ๊ย เจ้าทำอะไรห้องทำงานของฉันไม่ได้หรอก” หน้าต่างก็คล้ายใจคน เมื่อเราเปิดออกก็ทำให้ได้เรียนรู้หลาย ๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ความเจ็บไข้ได้ป่วย การพลัดพรากจากคนที่เรารัก การถูกเลิกจ้างงาน ความล้มเหลวในการทำธุรกิจ หากเราได้เตรียมใจไว้ก่อน เราจะรับมือกับเรื่องราวร้าย ๆ ได้ดีขึ้นและคงผ่อนความรู้สึกจากหนักให้เป็นเบาลงไปได้บ้าง หลายปีที่ผ่านมาฉันเที่ยวหาอ่านหนังสือทางด้านปรัชญาและจิตวิทยาตะวันตก แต่สุดท้ายเมื่อได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้าและได้ศึกษาธรรมะ ก็กลับพบว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นล้ำเลิศลึกซึ้งกว่าปรัชญาและจิตวิทยาของฝั่งตะวันตกเสียอีก ฉันจึงได้อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งเสียคุณตาที่ฉันรักมากไป ในยามที่ฉันมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส ฉันจึงมีแต่ธรรมะเท่านั้นเป็นที่พึ่ง ฉันพยายามเอาความตายของคุณตามาฝึกจิตและสอนใจตัวเองว่า ชีวิตเรานี้แสนสั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เราควรดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท […]

ความสุข…คือจุดเริ่มต้น – บทความดี ๆ เพิ่มพลังบวกให้ชีวิต

ภาพดวงอาทิตย์อัสดงกำลังลาลับหมู่เมฆและทิวเขาเบื้องหน้าแต่งแต้มขอบฟ้าจนเป็นสีส้มแดงระเรื่อ น้ำในอ่างเก็บน้ำกระเพื่อมพลิ้วไหวเป็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ ยามเมื่อเรือหางยาวของชาวประมงแล่นผ่านมุ่งหน้าสู่ทางกลับบ้าน (ความสุข) ผ่านไปไม่นาน ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมโดยรอบ เสียงมวลหมู่จิ้งหรีดตัวน้อยเริ่มกรีดร้องเพลงบรรเลงกล่อมพงไพร ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ขณะที่ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม แต่ภายในใจกลับรำลึกย้อนไปในอดีตถึงภาพชีวิตพนักงานบริษัทนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็น ๆ ถ้าคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าน่าจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นชีวิตที่ถูกจองจำ ไปไหนไม่ได้ แบกรับความเครียดและแรงกดดันตลอดทั้งสัปดาห์ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันอยู่เป็นนิจ สายตาที่ไม่เป็นมิตรกับใคร ปากที่ไม่เคยแย้มยิ้ม ทุกวันนี้แปรเปลี่ยนไปตามหัวใจที่เป็นสุข ดวงตาเป็นประกายยามพบเจอผู้คน รอยยิ้มที่พร้อมจะส่งต่อให้ใครต่อใคร เกิดจากเส้นทางแห่งความสุขที่ฉันเลือกเดิน บางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การแต่งงานมีครอบครัว หรือการงาน และบางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนเส้นทางชีวิต บางครั้งเราไม่ชอบคณะที่เรียน ลองเปลี่ยนไปเรียนคณะอื่น บางครั้งเราไม่รักคู่ชีวิตที่เราอยู่ด้วยแล้ว เราก็ชวนกันไปหย่า และบางครั้งเราไม่อยากมีชีวิตเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เราก็ลาออก ฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คนเปลี่ยนชีวิตไปตามทางที่คิดว่าจะมีความสุขมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ฉันเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์หมอลี่ผู้เป็นข่าวโด่งดังในโลกออนไลน์ คุณหมอหน้าตาน่ารักเรียนจบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่สุดท้ายเลือกที่จะลาออกจากการทำงานที่โรงพยาบาลมาเป็นแม่ค้าในตลาด ทำไมคุณหมอถึงทิ้งเกียรติและอาชีพที่ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก ก็เพราะเธอเลือกเดินตามฝันของตัวเองด้วยงานที่ทำแล้วมีความสุขมากกว่าความเครียดที่ได้รับจากการเป็นหมอรักษาคนไข้ คุณเมย์ – ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ครั้งหนึ่งเคยช้ำใจอย่างหนักกับผลงานภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จนต้องทิ้งวงการบันเทิงไปนานกว่า 7 ปี บัดนี้เธอค้นพบความสุขที่เกิดจากการทำอาหารซึ่งทำให้เธอเรียนรู้การมีความสุขกับปัจจุบัน […]

แสงแฟลชแห่งสันติภาพของ ฟาราห์ นอช ช่างภาพสงครามชื่อดัง

“เธอ” เกิดในนามความเจริญเสรี โลกของเธอมีเสียงดอกไม้บาน แต่หัวใจของเธอได้ยินเสียงร่ำเรียกขาน ณ อีกซีกโลกไม่เคยมีดอกไม้บาน… มีเพียงเสียงแห่งความทุกข์ทรมานที่เธอไม่อาจทนฟังอย่างดูดาย ขอมอบบทกวีนี้แด่ ฟาราห์ นอช (Farah Nosh) ช่างภาพสารคดีที่มีดีทั้งชั้นเชิงการถ่ายภาพและวิธีการเลือกนําเสนอข้อมูล แม้จะถือสัญชาติแคนาดา แต่นอชมีเชื้อสายอิรักด้วยเช่นกัน นอชเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย จากนั้นเธอศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพจากสถาบัน Western Academy of Photography นอชได้รับรางวัลภาพสื่อดีเด่นหลายรางวัลด้วยกัน ผลงานการันตีความสามารถอันมีอยู่มากมาย ทําให้นอชมีโอกาสได้ทํางานที่มั่นคงและมีอนาคตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของความสําเร็จ คล้ายกับว่านอชได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาดังมาจากดินแดนแสนไกล…เสียงคาร์บอมบ์ที่อิรัก…เสียงระเบิดพลีชีพที่เลบานอน…เสียงกองกําลังไม่ทราบฝ่ายถล่มฉนวนกาซา…เสียงปืนกลที่ทําเอาอัฟกานิสถานระส่ำระสาย ช่างภาพฝีมือดีอย่างนอชจะนิ่งดูดายได้อย่างไร   สามเดือนหลังจากจบการศึกษา นอชแบกกระเป๋าเดินทางตรงไปยังใจกลางกรุงแบกแดด ด้วยหวังว่าแสงแฟลชจากกล้องคู่ใจของเธอจะช่วยให้จิตใจของผู้คนที่มืดบอดเพราะสงครามสว่างขึ้นมาบ้าง ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการนําโดยนายซัดดัม ฮุสเซ็น ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปกครองที่โหดร้าย รุนแรง และไร้เหตุผลที่สุด นอชเป็นหนึ่งในบรรดาช่างภาพเพียงไม่กี่คนที่ทํางานอยู่ที่นั่นในฐานะช่างภาพอิสระชาวตะวันตกเป็นเวลานานเกือบหนึ่งปี แม้จะเก็บภาพได้เพียงพอแล้ว แต่ทว่านอชก็ยังเดินทางกลับไปที่นั่นบ่อยครั้ง ตราบใดที่ยังไม่มีความสุขสงบ ตราบนั้นภารกิจของช่างภาพลูกครึ่งอิรัก-แคนาดาคนนี้ก็ยังไม่จบสิ้น จริง ๆ แล้วนอชไม่เคยพบญาติพี่น้องชาวอิรักของเธอมาก่อน กระทั่งเกิดการสู้รบระหว่างอิรักและกองทัพอเมริกาในปี 2003 นอชจึงตัดสินใจทิ้งงานหนังสือพิมพ์ที่กําลังไปได้สวยเพื่อไปทํางานภายใต้การคุมเข้มของทางการอิรัก เธอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในบ้านหลังเล็กทางตะวันตกของกรุงแบกแดด เพื่อเก็บภาพผู้บาดเจ็บจากการสู้รบโจมตี ฝุ่นควันและสะเก็ดระเบิดที่เกิดจากการห้ำหั่นทําลายล้าง ไม่เพียงเท่านั้น ช่างภาพสาวคนนี้ยังเข้าไปทํางานในดินแดนที่มีปัญหาสู้รบแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเลบานอน […]

คนเร่ร่อนเสี่ยงชีวิตช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุ ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นท่วมท้นเกินคาด

เราไม่มีทางรู้เลยว่า เมื่อไรเราจะอยู่ถูกที่ถูกเวลา สำหรับ ดาริน บาร์ตัน (Darin Barton) จากเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด การอยู่ถูกที่ถูกเวลาของเขาเป็นความบังเอิญที่เสี่ยงอันตรายพอดู ปกติเขาใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งขอทานประทังชีวิตอยู่ตรงสี่แยกที่การจราจรวุ่นวาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงอยู่ใกล้พอที่จะช่วยชีวิตผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนกันครั้งใหญ่นั้นไว้ได้ ดารินเล่าว่า เขากลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2014 หลังจากที่เขาบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถยนต์ ซึ่งทำให้เขาอยู่ในสภาพที่หางานทำไม่ได้ เขาไม่มีงานไม่มีเงินร่างกายก็ไม่แข็งแรงในที่สุดก็ลงเอยด้วยการอาศัยหลับนอนอยู่ใต้ทางยกระดับ และกระเสือกกระสนดิ้นรนหาเศษเงินเพื่อยังชีพ จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดารินนั่งขอทานอยู่ตรงทางหลวง I-70 ในเมืองเลควู้ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็เกิดอุบัติเหตุรถชนกันวินาศสันตะโรถึง 15 คัน รถบรรทุกชนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหลายคัน จากนั้นรถที่ตามหลังมาก็เบรคไม่อยู่ ชนกันเป็นกองพะเนิน แล้วไฟก็ลุกพรึ่บ ดารินซึ่งมองเห็นเหตุการณ์จากริมถนนนั้น ไม่ปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เขาเหวี่ยงป้ายขอเงินที่ถือไว้ทิ้งไป แล้วรีบตรงไปยังรถที่ไฟกำลังลุกไหม้โดยไม่กลัวอันตราย ช่วยดึงผู้บาดเจ็บออกมาได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา ดารินบอกกับผู้สื่อข่าวอย่างถ่อมตัวว่า เขาแค่ทำสิ่งที่ทุกคนต้องทำหากนั่งอยู่ตรงนั้นและเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ถึงแม้เขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ แต่คนอื่น ๆ มองเขาเป็นแบบนั้น และรู้สึกขอบคุณที่เขายอม เสี่ยงชีวิต ตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่นึกถึงความปลอดภัยของตัวเองสักนิด สำนักข่าวในท้องถิ่นจึงทำ wish list ใน Amazon เพื่อให้คนเข้ามาซื้อของขวัญให้เขา เช่น บัตรของขวัญไว้ซื้ออาหาร เสื้อผ้า […]

วิธีกำหนดดูลมหายใจที่ถูกต้อง โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

วิธี กำหนดดูลมหายใจ ที่ถูกต้อง โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท การ กำหนดดูลมหายใจ เข้าออก ทำความสงบให้เกิดขึ้นที่กายใจของเรา ทำความรู้กายทั่วพร้อม จับดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าอยู่ที่สองช่องจมูก ลมหายใจออกก็อยู่ที่สองช่องจมูก สังเกตดูลมเข้า สังเกตดูลมออก ลมเข้าก็ที่ปลายจมูก ลมออกก็ที่ปลายจมูก ทำความรู้สึกรู้ลมเข้า รู้ลมออก ไม่ต้องรู้อะไร รู้แต่ลมเข้า รู้แต่ลมออก เพื่อให้เกิดสติ มีความจดจ่อ เพ่งอยู่ที่ลม กำหนดอยู่ที่ลม ทำความรู้อยู่ที่ลม ทำความเข้าใจในลมเข้า ทำความเข้าใจในลมออก ขณะที่ลมเข้าเป็นอย่างไร ลมออกเป็นอย่างไร ให้รู้เฉพาะสองช่องจมูกเท่านั้น     ให้รู้ต้นลมที่เข้ามาที่ปลายจมูก และปลายลมที่เข้ามาที่ปลายจมูก ต้นลมที่ออกไปปลายจมูก ปลายลมที่ออกไปสู่ปลายจมูก ให้ตั้งความรู้เด่นชัดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกที่เดียว ไม่ต้องรู้ตามลมเข้าลมออก เหมือนเรานั่งอยู่ที่ธรณีประตู เวลาคนเดินผ่านเข้าไป เราก็ไม่ต้องหันไปมองว่าใครเข้าไป เวลาคนออกจากห้องเราแล้วออกไปนอกประตู เราเพียงแต่รู้อยู่ตรงธรณีประตูว่าเขาผ่านเข้าและผ่านออก ให้ทำความรู้และสังเกตอย่างนั้น ลมก็เช่นกัน ให้สังเกตว่าเข้าแล้วที่ปลายจมูก ออกแล้วที่ปลายจมูก ให้รู้เฉพาะเด่นชัดที่ปลายจมูก จับดู สังเกตดู ไม่ต้องตามเข้าตามออก […]

keyboard_arrow_up