8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวัน “สุข” ของ มนุษย์เงินเดือน

“วันหยุดมักผ่านไปเร็วเสมอ”  กลายเป็นวลีเด็ดของ มนุษย์เงินเดือน ไปซะแล้ว เพราะหลังจากที่ได้ใช้เวลาแห่งความสุขในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หมดไป ก็ต้องเปลี่ยนโหมดอย่างรวดเร็วกลับไปสู่เช้าวันจันทร์ที่ยุ่งเหยิง ไหนจะต้องเคลียเอกสารกองโต เช็กอีเมลและเตรียมรับมือกับงานชิ้นใหม่ ๆ ที่จ่อเรียงคิวยาวเป็นหางว่าวเพียงแค่คิดว่าพรุ่งนี้คือวันจันทร์ ก็…แทบจะเป็นลมล้มตึง!! ในเมื่อเราทำให้เวลาหยุดเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็ลองมาเปลี่ยนที่ตัวเองกันดีกว่า Secret มีวิธีแก้ปัญหาอาการเบื่อวันจันทร์มาฝากค่ะ เผื่อจะช่วยเปลี่ยนวันจันทร์ทึม ๆ ให้กลายเป็นวัน “สุข” ที่แสนสดใส พร้อมแล้ว…ลุย! 1. ใจเย็นๆอย่าพึ่งรีบเร่งให้ถึงวันศุกร์ เดี๋ยว ๆ จะรีบศุกร์ไปไหนสิ่งที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นเผชิญหน้ากับสัปดาห์ใหม่ได้อย่างไร้กังวลคือ การที่ไม่มีงานด่วนอะไรติดค้างอยู่ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ฉะนั้นในเย็นวันศุกร์อย่าเพิ่งดีใจจนลิงโลดรีบปิดหน้าจอคอมพ์แล้วบึ่งไปแฮ้งเอ๊าต์กับเพื่อน ลองเช็กให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้สะสางงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมีอะไรมารบกวนใจในวันเสาร์ อาทิตย์จนติดค้างมาถึงวันจันทร์ 2. ถอดปลั๊กหลังเลิกงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทั้งทีก็ควรใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ อย่าได้แอบเอางานกลับไปทำที่บ้านเชียวล่ะ เพราะนอกจากจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับทำงานไม่มีวันหยุดแล้ว คนในบ้านก็ต้องพลอยเสียบรรยากาศดี ๆ ไปด้วย ลองถอดปลั๊กออกให้หมด ไม่คิดถึงเรื่องงาน ไม่เช็กอีเมล งดติดต่อกับลูกค้าแล้วผ่อนคลายให้สุด ๆ ในวันหยุดนี้เลย 3. ลิสสิ่งที่จะทำในแต่ละวัน ในบ่ายวันอาทิตย์ลองนั่งจัดอันดับ “3 สิ่งดี ๆที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้”เช่น วันอังคารจะได้ออกไปพบลูกค้าคนสำคัญ วันพุธจะมีพนักงานคนใหม่เข้ามา และวันศุกร์จะได้นำเสนอผลงานที่ตั้งใจทำสุด ๆ หรือถ้านึกไม่ออก ก็อาจจัดอันดับ “3 สิ่งที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงให้ได้ในสัปดาห์นี้” เชื่อเถอะว่าวันจันทร์ของคุณจะสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว 4. แบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ก่อนเวลาปกติ ลองเข้านอนแต่หัวค่ำในคืนวันอาทิตย์ และตื่นก่อนเวลาปกติสัก 30 นาทีแล้วคุณจะค้นพบว่า คุณมีเวลาให้ตัวเองได้ทำนู่นนี่อีกสารพัด ลองเอาเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆช่วงนั้นไปใส่บาตร เลือกซื้อของสดในตลาดเช้า ทำอาหารเพื่อสุขภาพเล่นโยคะ พาน้องหมาไปเดินเล่น…แล้วคุณจะรู้ว่า คุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มีหน้าที่แค่ตื่น ทำงาน แล้วก็นอนหลับเท่านั้น 5. เลือกใส่ชุดตัวเก่ง เสื้อผ้าชุดไหนที่ใส่แล้วมีแต่คนชม ชุดไหนที่ใส่แล้วมั่นใจสุด ๆ หรือชุดไหนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ แล้วอยากใส่ไปอวดเพื่อน ก็ให้เอามาใส่วันจันทร์นี่แหละ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกหลงรักวันจันทร์และอยากให้ถึงวันจันทร์เร็ว ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะการรู้สึกดีกับตัวเองถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมองโลกในแง่ดีไงล่ะ 6. ถอยห่างจากเพื่อนขี้เมาท์ ทุกออฟฟิศ มักจะมีเพื่อนร่วมงานจอมเมาท์และจอมนอยด์ ที่บ่นได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงาน รถติด ลูกเกเร ไปจนถึงเรื่องแมวคลอด ฯลฯ พาให้คุณรู้สึกเซ็งได้อย่างไม่รู้ตัว ฉะนั้นในเช้าวันจันทร์ อย่าได้จับกลุ่มเมาท์กับคนเหล่านี้เป็นอันขาด แนะนำให้เดินถอยห่างออกมา หรือไม่ก็หยิบหูฟังมาอุดหูไว้ซะ แล้วเปิดเพลงสุดโปรดฟังให้สบายใจไปเลย 7. โปรยความสุขไปรอบ ๆ ตัว ในเมื่อเราสร้างความสุขของตัวเองได้แล้ว ก็อย่าลืมโปรยความสุขเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างบ้าง รับรองว่าจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในที่ทำงานได้ดีเลยทีเดียว โดยคุณอาจจะเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ที่พบเจอมาในช่วงเสาร์อาทิตย์ให้เพื่อนฟัง อัพเดตข่าวสารที่ดูในโทรทัศน์เมื่อเช้า หรือเอาขนมอร่อย ๆ มาแบ่งปันเพื่อนที่ทำงานบ้างก็ยังได้ 8. เย็นวันจันทร์ก็เป็นวันพิเศษได้ ใครกันนะทำให้คุณเข้าใจผิดว่าเย็นวันจันทร์  เป็นวันที่จะทำอะไรสนุก ๆไม่ได้…ลองมาเปลี่ยนเย็นวันจันทร์ให้กลายเป็นวันพิเศษดูดีกว่า โดยคุณอาจจะกำหนดให้วันจันทร์เป็นวันแห่งการนัดเจอแก๊งเพื่อนเก่า วันแห่งการทำขนมหรือไม่ก็เป็นวันแห่งการเล่นเกมกับลูก ๆ แต่ถ้านึกกิจกรรมสนุก ๆไม่ออก ก็อาจหารายการทีวีสุดโปรดดูสักเรื่องก็ยังได้   เพียงเท่านี้วันจันทร์ก็จะกลายเป็นวันอันแสนสุขของคุณได้แล้ว ข้อมูลจาก : นิตยสาร Secret คอมลัมน์ Life Management  Photo by Annie Spratt on […]

อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต

อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต หลายคนที่เห็นนักบินหรือ นักบินผู้ช่วย สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะมีโอกาสได้ใส่บ้าง เพราะเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน สำหรับ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ ก็เช่นกัน แต่กว่าที่เขาจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้นต้องเสียน้ำตาและแลกมาด้วยพลังชีวิตทั้งหมดอย่างแท้จริง เบสท์เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กว่า “คุณพ่อคุณแม่ของผมแยกทางกันตั้งแต่เด็ก ๆ คุณแม่เลี้ยงดูผมมาตลอด ท่านไม่ได้มีฐานะดีอะไรมากมาย ผมรู้จักว่าความจนเป็นอย่างไร และมีทุกอย่างเป็นอย่างไรในเวลาเดียวกัน ถึงขั้นเคยกินข้าวเหนียวกับปลาเค็มเป็นอาทิตย์ เพราะว่าเราต้องประหยัด “จนกระทั่งประถมศึกษาปีที่ 3 ผมได้ไปหาคุณพ่อบ้างช่วงปิดเทอม คุณพ่อของผมมีฐานะดีพอสมควร เวลาไปหาคุณพ่อผมอยากได้อะไรก็ได้หมดทุกอย่าง พอเปิดเทอมกลับมาที่บ้าน ผมอยากได้ของเล่นแล้วบอกคุณแม่ แต่ไม่ได้ ผมก็ซึม สิ่งแรกที่คุณแม่พูดซึ่งติดใจผมมาตลอดคือ ‘แม่เอาลูกมาลำบากหรือเปล่า’ วินาทีนั้นทำให้ผมฝังใจมาจนถึงตอนนี้ว่า ผมจะไม่ทำให้คุณแม่ลำบาก เพราะคุณแม่เลี้ยงทั้งผมและน้องชาย ท่านเหนื่อยมากเวลาเลี้ยงดูเรา 2 คน “โชคดีที่สามีใหม่ของคุณแม่ท่านเป็นคนดี แต่ผมก็ยังยึดถือความตั้งใจเดิมคือ จะต้องทำให้คุณแม่สบายด้วยตัวผมเองให้ได้ ช่วงมัธยมต้นมีพี่ ๆ ที่รู้จักแนะนำงานเดินแบบให้ที่เชียงใหม่ ผมก็ทำ และเริ่มคิดว่าจะทำงานในวงการบันเทิงดีไหม เพราะจริง […]

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

รักมีแต่ให้ : นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา 1 นางสามาวดีเป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวดีย์ ต่อมาบิดามารดาถึงแก่กรรม โฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายของบิดาจึงรับอุปการะนางดุจลูกสาวแท้ ๆ หลังจากนั้นจึงได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี 2 วันหนึ่งนางสามาวดีให้หญิงบริวารไปซื้อดอกไม้ โดยหญิงผู้นั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าที่ร้านขายดอกไม้จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับมาแสดงธรรมให้แก่นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอื่น ๆ ฟัง จนบรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งหมด หลังจากนั้นนางสามาวดีก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย สนใจธรรม ปฏิบัติธรรม และสมาทานรักษาศีลอุโบสถอยู่เป็นประจํา 3 ต่อมาพระเจ้าอุเทนได้อภิเษกสมรสกับนางมาคันทิยา สาวงามแห่งแคว้นกุรุ เพื่อเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง โดยบิดาและมารดาของนางมาคันทิยาเคยตั้งใจจะยกนางให้กับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ และทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นางมาคันทิยากลับโกรธเคืองพระพุทธองค์อย่างมาก 4 ด้วยความแค้นเคืองในพระพุทธเจ้า และเห็นว่านางสามาวดีเป็นมเหสีคู่แข่ง จึงใส่ร้ายนางสามาวดีหลายเรื่อง เช่น ออกอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจว่านางสามาวดีปันใจให้พระพุทธเจ้า นํางูที่ถอดเขี้ยวแล้วไปปล่อยในพิณที่พระเจ้าอุเทนทรงเล่นประจําและใส่ร้ายว่านางสามาวดีจะลอบปลงพระชนม์ เหตุการณ์ข้อหลังนี้เองทําให้พระเจ้าอุเทนลงโทษนางสามาวดีด้วยการเล็งธนูไปยังหัวใจของนาง แต่ก่อนที่ลูกศรจะแล่นไปนั้น นางสามาวดีให้โอวาทแก่บริวารว่า “แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ําเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย” 5 ครั้นโอวาทจบลง พระเจ้าอุเทนก็ปล่อยลูกศรออกไป แต่แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่หัวใจของนางสามาวดี กลับหวนพุ่งใส่พระองค์เสียเอง จึงทรงคิดว่า 6 […]

คริส เลมี่ เพื่อนใจคนไร้บ้าน

ใครจะคาดคิดว่ากีตาร์เพียงตัวเดียวสามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่คนไร้บ้านในกรุงนิวยอร์กได้มากมาย ทั้งยังเปลี่ยนแปลงชีวิตของ คริส เลมี่ (Chris Leamy) ชายหนุ่มธรรมดา ๆ อาชีพนักการธนาคารแถววอลสตรีท วัย 28 ปีได้ถึงเพียงนี้ 1 เมื่อสองปีก่อน ขณะที่ คริส เลมี่ กําลังเดินกลับบ้าน เขาบังเอิญได้พบกับหญิงไร้บ้านคนหนึ่ง เธอชี้มาที่กีตาร์ของคริส พร้อมกับกล่าวว่า “ชีวิตของฉันคงจะง่ายขึ้นมาก หากฉันมีกีตาร์บ้างสักตัว” หลังจากนั้นคริสจึงได้พูดคุยกับเธอและพบว่า คนไร้บ้านที่สามารถเล่นดนตรีได้จะหาเงินได้มากกว่าคนไร้บ้านธรรมดาทั่วไป จากนั้นเป็นต้นมา คริสจึงมักสะพายกีตาร์ของเขาไปนั่งเล่นใกล้ ๆ คนไร้บ้านเสมอ และมอบเงินที่ได้จากการเล่นกีตาร์ให้แก่คนไร้บ้านที่เขาไปนั่งอยู่ด้วย จากการพูดคุยกับคนไร้บ้านทําให้คริสได้รู้ว่า แท้จริงแล้วคนทั่วไปมีทัศนคติต่อคนเหล่านี้อย่างผิด ๆ พวกเขามักมองว่าคนไร้บ้านคือพวกติดสุรา ไม่ประกอบอาชีพใด ๆ จนสุดท้ายต้องถูกผลักไสออกจากบ้าน แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้มีเหตุผลส่วนตัวมากมายที่ไม่สามารถบอกใครได้ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้ตั้งใจออกมาเร่ร่อนอยู่กลางถนนด้วยซ้ํา เมื่อทราบดังนั้น คริสจึงพยายามช่วยเหลือคนไร้บ้านอย่างจริงจัง โดยการบริจาคเงินในจํานวนเท่ากับที่เขาได้จากการเล่นดนตรีช่วยคนไร้บ้านในแต่ละวันให้แก่ The Bowery Mission ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือคนไร้บ้านด้านที่พักอาศัยในกรุงนิวยอร์ก นอกจากนั้นเขายังได้ระดมทุนจากผู้ที่ติดตามเขาผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ด้วยการติดแฮชแท็ก #HePlaysForMe อีกด้วย 2 หลังจากนั้นไม่นาน ความดีที่คริสทําก็ออกดอกออกผลงดงาม ภายในหนึ่งปีเขาสามารถหาเงินช่วยเหลือคนไร้บ้านได้มากถึง […]

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่โหยหาความรักมาตลอดชีวิต ถึงแม้ภายนอกฉันดูเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง หน้าที่การงานก้าวหน้า เป็นคนสนุกสนาน มึงมาพาโวย และใจป้ำกับทุกคน จึงมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่เรื่องความรักฉันดันไปไม่ถึงไหน มีอันต้องล้มเหลวทุกครั้งไป ฐานะครอบครัวของฉันไม่ได้ยากจน แต่ฉันไม่เคยมี ความสุข อย่างแท้จริงเสียที ครอบครัวของฉันเป็นคนจีน มีพี่น้องสามคน ฉันเป็นพี่สาวคนโต คนกลางเป็นชาย คนสุดท้องเป็นผู้หญิง ตอนเด็ก ๆ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำอาชีพอะไร เห็นพ่อออกไปทำงานทุกวัน ส่วนแม่เปิดร้านทำผมที่บ้านแก้เหงา บ้านของเราเป็นตึกแถวหนึ่งคูหาอยู่ใจกลางเมือง ตามประสาคนจีนหัวเก่า พ่อของฉันให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ยิ่งครอบครัวเรามีลูกชายคนเดียว พ่อยิ่งใส่ใจมากกว่าลูกคนอื่นเป็นพิเศษ เราสามคนได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนฝรั่งชายล้วนและหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ย่านใจกลางเมือง ตอนแรกฉันกับน้องสาวเกือบไม่ได้เข้าเรียน เพราะพ่อจะส่งน้องชายเรียนคนเดียว ส่วนฉันกับน้องสาวพ่อจะให้เข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป โชคดีที่แม่เกลี้ยกล่อมพ่อให้ลูกทั้งสามได้เรียนเหมือนกัน ฉันรู้สึกมาตลอดว่า พ่อไม่ใส่ใจเพราะฉันเป็นลูกสาว ฉันจึงพยายามทำตัวเก่งกล้า พูดจาไม่กลัวใคร เพื่อแสดงอำนาจเหนือน้องชาย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเรียกความสนใจจากพ่อไม่ได้อยู่ดี พ่อยังคงปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับแม่เสียเป็นส่วนใหญ่ แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกอับอายไม่อยากไปโรงเรียน คือจู่ ๆ เพื่อนก็มาล้อว่าพ่อของฉันเป็นคนฆ่าหมู ตอนแรกฉันงงมาก เพราะตั้งแต่จำความได้ฉันก็ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อทำอาชีพอะไร ฉันตะโกนโต้เถียงกับเพื่อนด้วยความโมโห บอกว่า […]

อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์ มีอยู่ 7 ประการ ได้แก่ 1.ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหันตผลโดยพลัน 2.ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ จะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย 3.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 4.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 5.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 6.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 7.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า […]

3 คำคม 5 คำสอนสุดอมตะของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

 3 คำคม 5 คำสอนสุดอมตะของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซีเคร็ตขอรำลึกถึง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผ่าน 3 คำคมและ 5 คำสอนของท่าน ที่จดจำอยู่ในหัวใจของชาวศิลปากรอย่างไม่มีวันลืมเลือง 2 “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร”   ถ้าหากคนเราไม่ขวนขวายด้วยความเพียรพยายาม แล้วจะได้ความสำเร็จมาจากไหน การแสวงหาความรู้ก็เช่นกัน หากไม่ขวนขวายแล้วจะมีความรู้ได้อย่างไร การอ่านหนังสือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ หากไม่อ่านจะมีความรู้ที่เพิ่มพูนได้อย่างไร 1 “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”   งานศิลปะไม่ต่างจากสิ่งบันทึกเรื่องราว เราสามารถทราบเรื่องราวของผู้คนในอดีตจากงานศิลปะเก่าแก่  เช่น ภาพเขียนบนผนังถ้ำ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ถ้ำ มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่าภาพของคนล่าสัตว์ กิจกรรมของมนุษย์ในสมัยก่อนมากมาย ภาพเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดำรงชีวิตอย่างไรบ้าง ดังนั้นศิลปะจึงมีอายุที่ยืนยาวกว่าชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ในบางยุคสมัยอาจตายไปแล้ว แต่ศิลปะในยุคสมัยนั้นยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน 0 “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว”   เป็นคำคมที่สะท้อนความจริง ดังคำว่า “เวลาและวารี (สายน้ำ) ไม่คอยใคร” เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครห้ามให้เวลาหยุดเดินได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจารย์ศิลป์ต้องการสอนให้ตระหนักถึงเรื่องความเสียดายของเวลาที่ล่วงเลยไป เมื่อเราอยากทำอะไรก็จนรีบทำ […]

เรื่องราวปาฏิหาริย์แห่งธรรมของ หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้บำเพ็ญเพียรเพิ่มพูนบารมีมาเป็นระยะเวลานานจวบจนวันละสังขาร บารมีของท่านได้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมาย รวมทั้งสรรพสัตว์ที่ต่างก็นอบน้อมแก่มธุรสวาจาของท่าน จนเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ประกอบด้วยธรรมที่ผู้คนได้เล่าขานต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ผู้มีเมตตาย่อมเป็นที่รักของสรรพชีวิตทั้งหลาย หลวงปู่ขาวได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิงโต ค่าง ช้าง เสือ มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์อันแสดงถึงความเมตตาที่ไม่มีประมาณของท่าน ดังนี้ 1.ช้างคิดกลับใจรักษาศีล 5 คืนวันหนึ่งในพรรษา หลวงปู่ขาวจำพรรษาอยู่ด้วยกันกับพระ 2 รูป ในยามดึกสงัด หลวงปู่ขาวกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิเล็ก ๆ ขณะนั้นช้างใหญ่เชือกหนึ่งที่เจ้าของปล่อยให้เที่ยวหากินตามลำพังในป่าเขาแถบนั้นได้เดินตรงเข้ามาในบริเวณด้านหลังกุฏิของท่าน แต่เผอิญด้านหลังกุฏิมีม้าหินใหญ่บังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้ แต่ก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิ ทึ้งกลดและมุ้ง สูดลมหายใจดมกลิ่น ท่านเสียงดังฟูดฟาด ๆ จนกลดและมุ้งไหวไกวไปมา หลวงปู่ขาวเองก็นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธ ๆ อย่างที่เรียกได้ว่าฝากเป็นฝากตายกับพุทโธ ช้างใหญ่ตัวนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ที่นั้นไม่ยอมหนีไปไหน และคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับจะคอยตะครุบท่านให้แหลกไป นาน ๆ จะได้ยินเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งแล้วก็เงียบไปอีก เมื่อช้างมีพฤติกรรมเช่นนี้ หลวงปู่ขาวจึงตัดสินใจออกไปโปรดช้างด้วยวาจาอ่อนหวานว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ ขอพี่ชายจงฟังคำของน้องจะพูดเวลานี้” พอได้ยินเสียงท่านพูดขึ้น มันก็หยุดนิ่งเงียบราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ จากนั้นหลวงปู่ก็กล่าวกับช้างว่า “พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน […]

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

คิดถึงอาจารย์ฝรั่ง ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย

คิดถึงอาจารย์ฝรั่ง ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” คติพจน์สุดคลาสสิคที่ไม่มีวันหายไปจากใจชาวศิลปากร คำพูดของอาจารย์ฝรั่ง ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี หรือ ที่ใคร ๆ ต่างเรียกท่านว่า อาจารย์ศิลป์ ชายหนุ่มชาวฟลอเรนซ์ผู้นี้มุ่งสู่สยามประเทศ เพื่อนำความรู้จากถิ่นกำเนิดซึ่งเป็นดินแดนแห่งศิลปะที่สำคัญของโลก มาสู่ดินแดนตะวันออก ด้วยความสามารถที่มีได้สรรค์สร้างงานศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและตะวันตกได้อย่างลงตัว บุรุษผู้นี้มีนามว่า “คอร์ราโด เฟโรชี”     ชายหนุ่มชาวฟลอเรนซ์ผู้รักในงานศิลปะสุดหัวใจ คอร์ราโด เฟโรชี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี (San Giovanni) เป็นบุตรของนายอาตูโด เฟโรชีและนางซานตินา เฟโรชี ซึ่งประกอบธุรกิจการค้า และเนื่องจากเกิดและอาศัยอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ นครแห่งการกำเนิดศิลปะเรอเนซองส์ชื่อก้องของอิตาลี จึงมีความสนใจในศิลปะมาตั้งแต่วัยเด็ก ศิลปินที่ชื่นชอบคือมิเกลันเจโลและโลเรนโซ กีแบร์ตี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้สมัครเป็นลูกมือช่วยงานศิลปินที่มีชื่อเสียงตามสตูดิโอต่าง ๆ ของเมืองฟลอเรนซ์ ถึงจะรักในศิลปะแต่บิดาและมารดากลับไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ช่วยสืบทอดธุรกิจของครอบครัว ด้วยความตั้งใจที่จะศึกษาศิลปะอย่างจริงจัง จึงเก็บเงินส่งตนเองเรียนที่สถาบันศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ (Accademia […]

เมื่อลุงโจนส์บุกโซเชียล กล้อง – อาริยะ คำภิโล เจ้าของร้านและเพจ Jones’ Salad

เมื่อลุงโจนส์บุกโซเชียล กล้อง – อาริยะ คำภิโล เจ้าของร้านและเพจ Jones’ Salad ในช่วงที่เทรนด์สุขภาพกำลังมา โลกออนไลน์ก็ได้รู้จัก “ลุงโจนส์” การ์ตูนคุณลุงหน้านิ่งที่เล่าเรื่องสุขภาพใหเ้ ป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็น Influencer ที่คนแชร์กันเต็มฟีดจนเพจ Jones’ Salad ยอดไลค์พุ่งขึ้นเกือบถึงหลักล้าน คุณกล้อง – อาริยะ คำภิโล เจ้าของร้านและเพจ Jones’ Salad วัย 29 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังลุงโจนส์เล่าที่มาของร้านและเพจว่า “แรงบันดาลใจแรกเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ผมมีก้อนเนื้อขนาดผลส้มที่ขา พอไปตรวจละเอียดก็พบว่าเป็นก้อนเนื้อที่มีโอกาสเป็นเซลล์มะเร็งถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ผมไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ ก็เห็นคนไข้แน่นโรงพยาบาล หลังจากผ่าตัดและรักษาจนหาย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการทำร้านสลัดเมื่อสี่ปีที่แล้ว โดยหวังว่าจะช่วยลดผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ “พอเปิดร้านก็เปิดเพจไปด้วยพร้อมกัน ช่วงแรกในเพจลงคอนเทนต์เกี่ยวกับโปรโมชั่นของร้าน ยอดไลค์ไม่เยอะเท่าไหร่ จนเมื่อสองปีที่แล้ว ผมทำคลิปขอแฟนแต่งงานแล้วโพสต์ลงออนไลน์ ลงไปแค่วันเดียวมียอดวิวถึง 3 ล้านวิว แล้วก็ขึ้นเป็น 10 ล้านวิว ผมตื่นเต้นที่โลกออนไลน์ทำให้คลิปเป็นไวรัลได้เร็วมาก จึงหันมาสนใจศึกษาพวกออนไลน์คอนเทนต์และออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง และเริ่มทำคอนเทนต์ลงเพจจริงจังตั้งแต่ปี 2559 […]

” โกหกบาปแค่ไหน ” … สงสัยจัง !? พระอาจารย์มีคำตอบ

รู้ทั้งรู้ว่าการ โกหก เป็นสิ่งไม่ดี แต่บางครั้งก็ต้องโกหกบ้างตามมารยาทหรือโกหกให้คนฟังสบายใจ แล้วอย่างนี้โกหกจะบาปแค่ไหน

“วิ่ง” แม้ไม่เห็นเส้นชัย แรงบันดาลใจจากผู้พิการทางสายตา มาร์ลา รันยัน

หลายคนยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะมองว่าข้อบกพร่องทางร่างกายคืออุปสรรคของความสําเร็จ แต่ มาร์ลา รันยัน (Marla Lee Runyan) ชาวแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นเช่นนั้น 1 มาร์ลาเกิดมาเหมือนเด็กหญิงทั่วไป เริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่อายุได้เพียง 3 ปี เช่น ยิมนาสติก ว่ายน้ํา และฟุตบอล กระทั่งอายุได้ 9 ปี มาร์ลากลับป่วยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม (Stargardt Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาในวัยเด็ก ผู้ป่วยโรคนี้จะค่อย ๆ มองเห็นน้อยลงจนบอดสนิท ซึ่งพบได้เพียง 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น ครอบครัวของมาร์ลาและแพทย์ต่างคิดว่าอนาคตของมาร์ลาคงริบหรี่เสียแล้ว เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษา มีแต่จะทรุดหนักยิ่งขึ้น แต่เด็กหญิงมาร์ลาก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เธอพยายามใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไปและบอกครอบครัวอยู่เสมอว่า อาการของเธอไม่ได้น่าเป็นห่วงอย่างที่ทุกคนหวาดกลัว 2 ยิ่งนานวันอาการยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มาร์ลามองเห็นเลือนรางจนมองไม่เห็นลูกฟุตบอล แม้ต้องเลิกเล่นกีฬาที่เธอรัก แต่ความผิดปกติทางสายตาก็ไม่ทําให้เธอย่อท้อ เธอหันมาทุ่มเทให้การวิ่งแทน และฝึกซ้อมอย่างหนักจนได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับชาติหลายรายการ ในที่สุดมาร์ลา รันยัน ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้พิการทางสายตาคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ลงแข่งโอลิมปิกเกมส์ปี 2000 สนามเดียวกับนักวิ่งปกติ ปัจจุบันมาร์ลาผันตัวเองมาเป็นนักอรรถบําบัด ช่วยบําบัดรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติด้านการพูด […]

Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

Mawlynnong หมู่บ้านที่สะอาดที่สุดในเอเชีย

เมื่อพูดถึงสถานที่ที่สะอาดที่สุดในทวีปเอเชีย หลายคนคงจินตนาการถึงประเทศที่มีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับความสะอาดที่ค่อนข้างเข้มงวดอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศที่มีฟ้าครามน้ําใสอย่างญี่ปุ่น แต่รู้หรือไม่ว่า หมู่บ้านที่สะอาดที่สุดกลับอยู่ในประเทศอินเดีย 1 หมู่บ้านที่สะอาดที่สุดในทวีปเอเชียนี้ชื่อ หมู่บ้าน Mawlynnong ในรัฐเมฆาลัย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 600 คน และสมาชิกในหมู่บ้านทุกคนก็ช่วยกันรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้เริ่มต้นเอาใจใส่เรื่องความสะอาดและสุขอนามัยมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 130 ปีก่อน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรค คณะผู้สอนศาสนาจากตะวันตกจึงปลูกฝังจิตสํานึกรักความสะอาดให้แก่คนในหมู่บ้านเพื่อยับยั้งการระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว 2 นอกจากนั้นคนในหมู่บ้านMawlynnong ยังสืบเชื้อสายมาจากชาวกาสีซึ่งเป็นชนเผ่าที่ให้อํานาจสตรีเป็นใหญ่ ที่อยู่อาศัยและพื้นที่แวดล้อมจึงมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามลักษณะนิสัยของสตรี 3 ชาวบ้านพากันปฏิบัติตามกฎการรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด โดยในทุก ๆ เช้า เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะเริ่มต้นทําความสะอาดด้วยการเก็บเศษขยะ ใบไม้แห้ง และนําขยะไปทิ้งตั้งแต่เวลาหกโมงครึ่งก่อนไปโรงเรียน จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เก็บกวาดพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านให้เป็นระเบียบและปลูกต้นไม้ เพื่อปรับภูมิทัศน์ของหมู่บ้าน นอกจากนั้นยังมีการคัดแยกขยะ โดยแบ่งขยะออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ขยะอินทรีย์หรือขยะชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ชาวบ้านจะนําขยะเหล่านี้ไปฝังดินเพื่อให้ขยะแปรสภาพเป็นปุ๋ยต่อไป และประเภทที่สองได้แก่ขยะที่สามารถนําไปเผาได้ ชาวบ้านจะเก็บรวบรวมขยะเหล่านี้ และนําไปฝังในพื้นที่ที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน 4 สําหรับขยะที่เป็นพลาสติกซึ่งไม่สามารถฝังหรือเผาได้ ชาวบ้านจะนํากลับมาใช้ใหม่ โดยการแปรรูปบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้เป็นกระถางต้นไม้ และแปรรูปถุงพลาสติกให้กลายเป็นชิงช้าสําหรับเด็ก ๆ นอกจากนั้นภายในหมู่บ้านยังมีถังขยะที่เป็นภาชนะจักสานรูปทรงกรวยดูแปลกตาวางโดยรอบ เพื่อให้คนในชุมชนรู้จักทิ้งขยะให้ถูกที่อีกด้วย ปัจจุบันหมู่บ้านMawlynnong […]

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า ห้วงโอฆสงสาร หมายถึง ห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด หรือหมายถึงกิเลสอันเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ท่วมใจสัตว์โลก มีด้วยกัน 4 ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ดังนั้นหากข้ามโอฆะ ห้วงน้ำแห่งสังสารวัฏได้ ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในห้วงน้ำนี้อีก เพราะได้ข้ามไปสู่ฝั่ง คือ พระนิพพาน พระโพธินันทะยกพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โอฆตรณสูตรที่ 1 ว่าด้วยการข้ามโอฆสงสารของพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีเทวดาเข้ามาทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระพุทธเจ้าทรงข้ามโอฆะ คือข้ามพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว เทวดาทูลถามต่อว่า พระองค์ไม่พัก ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า พระพุทธองค์จึงได้ตรัสคลายข้อสงสัยแก่เทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดเรายังพักอยู่ เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แลฯ เมื่อได้ฟังดังนี้ เทวดาจึงกล่าวว่า นานทีเดียวหนอ ข้าพเจ้าจึงจักได้เห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ […]

Dhamma Daily : เลิกกับแฟนหลายเดือนแล้ว ขอ วิธีตัดใจ ให้ลืมเขาเสียที

ถาม : หนูเลิกกับแฟนมา 6 – 7 เดือนแล้ว แต่ตอนนี้ยังคิดถึงเขาอยู่ ตัดใจไม่ลง ลืมเขาไม่ได้เสียที คุณแม่ชีมีเทคนิค มีวิธีคิดดีๆ หรือ วิธีตัดใจ ให้หนูหลุดจากอาการที่เป็นอยู่ไหมคะ 1 ตอบ : 6 – 7 เดือนที่ผ่านมาคงทุกข์มิใช่น้อยนะคะ 2 ตัดใจไม่คิดถึงนั้นยากอยู่ค่ะ เพราะเป็นเรื่องของจิตที่ถูกปรุงแต่ง 3 ถ้าจะพูดให้เห็นชัดก็ต้องขอยกตัวอย่าง เช่น เวลาเราดูละครสักเรื่อง ถ้าประโยคที่ออกมาจากปากพระเอกเป็นประโยคเดียวกับคนที่เลิกกับเราไปแล้ว 6 – 7 เดือนเคยพูดกับเรามาก่อน เราจะเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในละครน้ําเน่าเรื่องนั้นทันที คือเราจะมีสมมุติบัญญัติมากมายเหลือเกิน แต่ไปไม่ค่อยถึงวิมุตติหรือการหลุดพ้น แล้วก็แสดงออกกันหลากหลายแนว สะอึกสะอื้นบ้าง โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ้าง ซึมเศร้าบ้าง 4 หนูถามถึงเทคนิคใช่ไหมคะว่าจะหลุดจากอาการคิดถึงเขา ตัดใจไม่ลงได้อย่างไร ง่าย ๆ เลยก็คือ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ลมหายใจคือพลังแห่งชีวิตของเรา 5 ลองกลับมารักตัวเองด้วยการหายใจลึก ๆ อย่างรู้ตัวทั่วพร้อมว่า กายของเราอยู่ที่นี่ ใจของเราอยู่ที่นี่ […]

ว่าด้วยเรื่องสวดมนต์ : สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล

สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล โดย ดร. สนอง วรอุไร ทำไมต้องสวดมนต์ การสวดมนต์เป็นกุศโลบายที่จะทำให้จิตมีสติและตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับบทมนต์ที่สวด จึงถือได้ว่าเป็นการพัฒนาจิตให้มีสติขั้นต้นในรูปแบบของสมถภาวนา นอกจากทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว การสวดมนต์ยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วย เพราะเจริญสติแล้วสมาธิย่อมเกิด และเมื่อสมาธิเกิดจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ ทำให้การปรุงแต่งของจิตเป็นอารมณ์ลดน้อยลง และส่งผลให้พลังงานของร่างกายเพิ่มมากขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยจึงลดลงเป็นธรรมดา และมีสุขภาพร่างกายดีเป็นผลในเบื้องสุด สวดมนต์อย่างไรให้ถูกวิธี วิธีสวดมนต์ให้ดีที่สุดคือ ต้องสวดด้วยการให้จิตจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยใจที่นอบน้อม อ่อนน้อม ศรัทธา และเชื่อมั่นในคุณธรรมของพระพุทธเจ้า และควรจะสวดออกเสียงเพื่อทำกรรมทั้งสามให้สมบูรณ์ คือ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม ผลของกุศลจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเรื่องภาษาของบทมนต์ที่ใช้นั้น จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ยิ่งรู้ความหมายของบทสวดมนต์ที่สวดด้วยยิ่งดี เพราะเท่ากับเป็นการเจริญปัญญาให้ถูกตรงได้ในอีกทางหนึ่งด้วย หากบุญเก่าส่งผลถึงพร้อม สามารถทำให้บรรลุธรรมขณะที่กำลังสวดมนต์เลยก็ได้ สวดมนต์บทไหนดี เบื้องต้นควรสวดบทบูชาคุณพระรัตนตรัย คือ “นะโม ตัสสะฯ” แล้วต่อด้วย “อิติปิโสฯ” “สวากขาโตฯ” และ “สุปะฏิปันโนฯ” ไปจนจบ เพื่อให้จิตจดจ่อมั่นคงในพระรัตนตรับ ส่วนมนต์บทอื่น ๆ เช่น พาหุง พระปริตร […]

keyboard_arrow_up