พุทธธรรมบรรเทาผู้ป่วย โรคซึมเศร้า

พุทธธรรมบรรเทาผู้ป่วย โรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้า เป็นอีกโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับมนุษย์ และยังฆาตชีวิตของผู้คน พระพุทธเจ้าประทานคำสอนของพระองค์ให้เป็นที่พึ่งของมนุษย์ จึงหวังว่าคงมีธรรมะของพระองค์บ้างที่จะบรรเทาช่วยเหลือได้ มีเพื่อนคนหนึ่งเศร้าสร้อยมากหลังจากดาราเกาหลีคนโปรด ด่วนจากโลกนี้เพราะโรคซึมเศร้า เธอเสียใจเหมือนพรากจากของรัก เราในฐานะเพื่อนจึงได้แต่ปลอบใจ และอธิบายให้เธอรู้สึกดีและยอมรับความจริงได้ เธอขอร้องเราว่า อยากให้นำเรื่องที่บอกกับเธอในวันนั้นมาเขียนเป็นบทความให้คนอื่นได้อ่าน เพื่อเข้าใจถึงผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น จากวันนั้นที่รับปาก ก็ไม่มีเวลาเลยที่จะได้กดแป้นพิมพ์ กลั่นกรองเรื่องที่เล่าในวันนั้นมาเขียน จนมาถึงวันนี้ พอมีเวลาว่างที่จะบรรจงกดแป้นเล่าเรื่องราวของโรคนี้ และเรื่องราวพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบรมครูแห่งเทวดาและมนุษย์ ซึ่งเคยช่วยเหลือสตรีสองนางให้หายจากโรคนี้มาแล้ว แต่ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องราวพระเมตตาของพระพุทธเจ้า คงต้องเกริ่นลากเข้าศาสตร์ทางแพทย์ ให้รู้จักอาการและลักษณะของโรคนี้ก่อน     โรคซึมเศร้าคืออะไร อาการของโรคนี้เป็นภาวะจิตใจที่หม่นหมองหดหู่ ร่วมกับความรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง มองโลกในแง่ร้าย มีความรู้สึกผิด รู้สึกมีคุณค่าต่ำ ตำหนิตนเอง ความรู้สึกเหล่านี้คงอยู่เป็นระยะเวลานาน และเกี่ยวพันกับการสูญเสีย โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบใดระบบหนึ่งในร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะเคมีในสมองและฮอร์โมนบางส่วนในร่างกายขาดความสมดุล   โรคซึมเศร้าเกิดจากความทุกข์ 3 ประการ   อาการของโรคซึมเศร้าหากจะเทียบกับองค์ธรรมในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นคือ โสกะ (หรือโศกในภาษาไทย) ความเศร้าโศกเสียใจ เสียดาย อาลัย  ปริเทวะ ก็เป็นองค์ธรรมอีกอัน คือ […]

 True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นคิดว่าเลวร้าย แต่ฉันไม่เคยคิดท้อใจสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้ ช่วงแรกอาจดูเหมือนไม่ใช่ รักแท้ เพราะหลังจากแต่งงานกันมา 25 ปี มีลูก ด้วยกัน 8 คน ลอรี่ (Lorrie) และ เจฟฟ์ เอแกน (Jeff Agan) ชีวิตคู่เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหนัก ต่างคนต่างสาดคำพูดแย่ ๆ ใส่กันตลอดเวลา จนในที่สุดไม่มีทางออกไหนดีไปกว่าหย่าขาดจากกัน ในเวลานั้นเด็ก ๆ จำต้องกล้ำกลืนยอมรับสภาพครอบครัวที่แตกสลายอย่างขมขื่น เพราะหากฝืนต่อไป ลูกก็รังแต่จะได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน บ้านลุกเป็นไฟไม่ได้หยุดหย่อน เป็นเวลาเกือบสี่ปีที่อดีตสามีภรรยาแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย ทั้งสองต่างคนต่างแยกย้ายไปดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับปรุงตัวเองใหม่และสร้างทัศนคติใหม่ ๆ เจฟฟ์ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นคนขับรถบรรทุกไปจนถึงเป็นบุรุษพยาบาลในศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโทลีโด ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เริ่มปรับสภาพจิตใจ ด้วยการเขียนบทกวีและไปออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการสร้างความสงบให้ตัวเองโดยการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติและฝึกสมาธิไปพร้อม ๆ กัน และเมื่อไม่กี่เดือนก่อนทั้งลอรี่และเจฟฟ์ก็กลับมาคบกันอีกครั้งและเริ่มเดตกันเหมือนสมัยรักกันใหม่ ๆ จนกระทั่งถ่านไฟเก่าร้อนระอุจนต้านทานไม่ไหว เจฟฟ์จึงตัดสินใจขออดีตภรรยาแต่งงานกันอีกครั้ง เริ่มด้วยเจฟฟ์มอบของขวัญให้ลอรี่เป็นบทกวีที่เขาบรรจงแต่งให้เธอชื่อ “Love Burns Anew” ใส่กรอบห่อของขวัญอย่างดี หลังจากลอรี่แกะห่อเสร็จ เธอก็อ่านบทกวีของเขาออกมาดัง ๆ ในระหว่างนั้นเจฟฟ์ก็คุกเข่าถือกล่องแหวนโดยไม่ให้เธอเห็น […]

True story : คำ ขอโทษ ที่ป๊าไม่ได้ยิน…เรื่องจริงสุดเศร้าของลูก “บ้านใหญ่”

“ ขอโทษ ” และ “ขอบคุณ” เป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนควรพูดให้ติดปาก ขอโทษเมื่อรู้สึกว่าตนผิดกับใครสักคน และขอบคุณเมื่อใครทำอะไรดีๆ ให้เรา แต่คำสองคำนี้คงแทบไม่มีความหมาย หากไม่ได้เอ่ยออกมาจาก “ใจ” จริงๆ หนูชื่อ “ปัน” ค่ะ อายุ 22 ปี ครอบครัวของหนูมีสมาชิก ทั้งหมด 4 คน พ่อ แม่ ลูกสาวและลูกชายอย่างละหนึ่ง ไม่มากไม่น้อยเกินไป…ดูเป็นครอบครัวในฝันเลยค่ะ แต่ไม่นานนักลูกชายคนเล็กก็เริ่มรักสวยรักงาม มีจริตจะก้านกระเดียดไปทางผู้หญิงมากขึ้นทุกวันๆ และกลายเป็นลูกสาวคนเล็กไปในที่สุด ลูกชายคนเล็กที่ว่านั้นก็คือ…หนูเอง! ถึงหนูจะเป็น “ไม้แปลกป่าหรือปลาที่ว่ายผิดน้ำ” ในสายตาคนข้างนอก แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว เรื่องนี้แทบไม่สำคัญอะไรเลย เพราะแม้แต่ “ป๊า” ผู้ชายคนเดียวของบ้าน (ที่เหลืออยู่) ก็ยังไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า แถมยังแนะนำหนูกับคนอื่นๆ ว่า “นี่ลูกสาวผม” มาแล้วด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับหนู…แต่ที่เป็นปัญหาคือเรื่องที่หนูกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ ฐานะทางบ้านหนูจัดว่าดีเข้าขั้นรวยก็ว่าได้ มีทั้งเงินทองที่ดิน บ้าน อาคารพาณิชย์สะสมไว้มากมาย ทว่าเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นค่อนข้างจะ “สุขเศร้าเคล้าน้ำตา” เวลาป๊าไม่เมาเหล้า ไม่โมโห ไม่เสียม้า ป๊าจะใจดีกับลูกๆ เสมอ อยากได้อะไร แค่เอ่ยปาก…เป็นได้หมด แต่เมื่อไรที่ป๊าเมา โมโห หรือเสียม้ากลับมา ป๊าจะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีซึ่งตอนนี้แหละที่หนูว่า “น่ากลัวที่สุด” อะไรที่ว่าแย่ๆ ไม่ว่าจะการทำลายข้าวของ พูดจาหยาบคาย ด่าทอ พูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ ป๊าทำหมด ขนาดแกล้งพูดประกาศไปทั่วว่า “แม่มีชู้” ป๊าก็เคยทำมาแล้ว…บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่ก็มี ที่หนักสุดเท่าที่จำได้คือ ป๊าเคยถือมีดวิ่งไล่ฟัน แล้วก็ขู่จะฆ่าหนู พี่สาว และแม่ด้วย พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า “มึงฟังไว้นะ เดี๋ยวพอพวกมึงหลับกัน กูจะเอามีดแทงให้ตายให้หมดเลย” ด้วยเหตุนี้ หนู พี่สาว และแม่จึงต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนไปอยู่กับคนข้างบ้านบ้าง ไปอยู่กับเพื่อนแม่บ้าง เรียกว่าค่อยๆ ขยับหนีออกไปไกลบ้าานมากขึ้นทุกทีๆ ชีวิตเราสามแม่ลูกช่วงนั้นเรียกว่า “ไม่มีความสุขเอาเสียเลย” ในที่สุดความอดทนของแม่ก็สิ้นสุดลง แม่จึงตัดสินใจขอหย่าขาดกับป๊าโดยที่ไม่แตะต้องทรัพย์สินใดๆ ของป๊าทั้งสิ้น นอกจากขอให้ป๊าส่งเสียดูแลลูกสองคนต่อ เพราะป๊ามีความพร้อมทางการเงินมากกว่า ส่วนแม่จะกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด หลังจากป๊ากับแม่หย่าขาดจากกัน ความรู้สึกเป็น “เด็กบ้านแตก” ของหนูก็ยังมีไม่มากเท่าไร จนกระทั่งป๊ามีผู้หญิงคนใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตในฐานะ “ภรรยาใหม่” ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะอายุน้อยกว่าป๊าถึง 20 ปีแล้ว! บุคลิกของเธอยังดู “แรง” ใช้ได้ทีเดียว ไม่ว่าเสื้อผ้าหน้าผม การพูดจา หรือท่าทางการเดินเหิน แม้แรกๆ หนูกับผู้หญิงคนนั้นจะดูเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเพราะมีจริตบางอย่างที่ตรงกัน เช่น บ้าช็อปปิ้ง บ้าของแบรนด์เนม ล้างผลาญเงิน (ป๊า) เก่งเหมือนกัน แต่เมื่อผู้หญิงคนนั้นมีลูก…ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หนูกับแม่เลี้ยงกลายเป็นคู่กัด เราทะเลาะกันทุกวันแบบไม่มีใครยอมใคร  บางครั้งก็ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นที่หนูหยิบมีดขึ้นมาอยากจะแทงเธอให้ตายคามือก็เคยมาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอเพราะไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดอะไร ป๊ามักจะเชื่อเป็นจริงเป็นจัง…จนคำพูดของหนูแทบไม่มีความหมาย ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ แม้บางเรื่องหนูจะไม่ได้ทำผิดอะไร  แต่เธอก็มีวิธีพูดเกลี้ยกล่อมจนป๊าเชื่อว่า “หนูผิดจริงๆ” จากนั้นป๊าก็จะตามมาด่าทอ ต่อว่าหนูแรงๆ ให้เจ็บใจอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่ให้สตางค์ ฯลฯ จากความน้อยใจเริ่มสะสมเพิ่มระดับเป็นความโกรธและยกระดับจนกลายเป็นความเกลียดในที่สุด ไม่ใช่แค่เกลียดเฉพาะแม่เลี้ยง แต่หนูกำลังเกลียดป๊าตัวเอง! และเกลียดมากจนถึงขั้นเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าป๊าตายหนูจะไม่เสียใจเลย จะใส่ชุดสีแดงไปงานด้วยซ้ำ! สิ่งเดียวที่พอจะหล่อเลี้ยงหัวใจหนูและยับยั้งไม่ให้ทำอย่างใจคิดก็คือ คำพูดจากแม่ค่ะ เพราะหนูจะโทรศัพท์คุยกับแม่ทุกวัน เล่าทุกอย่างให้แม่ฟังแบบหมดเปลือก  ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีแม่ก็จะคอยห้าม “ปันอย่าไปทำเขา อยู่ห่างๆ เขาไว้ อย่าไปยุ่งกับเขานะลูก” และแม่จะคอยสอนให้หนูรู้จักอดทนอดกลั้น แต่ในที่สุดความอดทนของหนูก็หมดลง เพราะท่าทีของแม่เลี้ยงที่หนักข้อขึ้นทุกวันๆ นิสัยลำเอียงของป๊าก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หนูและพี่สาวจึงตัดสินใจย้ายออกไปอยู่กับแม่ ซึ่งตอนนั้นฐานะของแม่ดีขึ้นมากแล้ว แรกๆ หนูก็มีความสุขดีที่ได้มาอยู่กับแม่ แต่ต่อมาไม่นานก็มีเรื่องมากวนใจอีก เมื่อได้รู้จากแม่ว่า “แม่นั่นผลาญเงินป๊าจนหมดตัวแล้ว” ป๊าต้องขายสมบัติทุกอย่างที่มีจนหมด ไม่เหลือแม้กระทั่งบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน ต้องไปหาบ้านเช่าอยู่แทน แต่ในที่สุดป๊าก็ทนแบกรับภาระค่าเช่าบ้านไม่ไหว เมื่อแม่รู้เรื่องนี้ จึงรีบยื่นมือไปเข้าช่วยเหลือทันที  ด้วยการอนุญาตให้ป๊า แม่เลี้ยง ลูก และอาม่า (แม่ของป๊า) มาอยู่อาคารพาณิชย์ที่แม่ซื้อเก็บไว้ และรับหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า “แม่สงสารอาม่า (แม่ของป๊า) เพราะถ้าไม่มีอาม่า แม่ก็คงไม่มีวันนี้ ส่วนเด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ช่วยอะไรได้ก็ช่วยเขาไปเถอะลูก” อาม่าอยู่บ้านหลังใหม่นี้ได้ไม่นานก็เสียด้วยโรคคนแก่ส่วนป๊าก็เริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน ตอนนั้นหนูไม่สนใจไยดีป๊าเลย จะเป็นอะไรก็ช่าง เพราะยังโกรธเกลียดป๊าไม่หาย แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่กึ่งวานกึ่งบังคับให้หนูไปหาป๊าบ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี ภาพแรกที่หนูได้เห็นป๊า…จะเป็นเพราะหนูไม่ได้เจอป๊ามานาน หรืออาการของโรคที่รุมเร้าป๊าอย่างหนักกันแน่ที่ทำให้ป๊าดู “ย่ำแย่มาก” จนหนูนึกสงสาร แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรจู่ๆ แม่เลี้ยงก็เดินตรงรี่เข้ามาชี้หน้าด่าว่าหนูเสียๆ หายๆ จนหนูแทบตั้งตัวไม่ติด และเพียงชั่วพริบตา แม่เลี้ยงก็เปลี่ยนทีท่าเป็นยกมือขึ้นร่ายรำไปมา ยกแข้งยกขาราวกับเป็นนางรำ ตอนนั้นความโกรธของหนูหายไปทันที พร้อมกับมีความกลัวเข้ามาแทนที่ หนูรีบออกจากบ้านป๊าอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะคิดว่าแม่เลี้ยงบ้าแน่ๆ จากนั้นอาการเพี้ยนๆ ของแม่เลี้ยงก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม่ของหนูสงสารต้องพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา…ซึ่งทำให้หนูรู้สึกขัดหูขัดตาอีกเช่นเคย ส่วนอาการป่วยของป๊าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นต้อง “ตัดขาทิ้งหนึ่งข้าง” และก็เริ่มมีโรคไตแทรกเข้ามาอีกโรค คราวนี้ป๊าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการฟอกไตสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง หนูจึงมีหน้าที่ต้องไปหาป๊าทุกวันหลังเลิกเรียน แต่ถึงอย่างนั้นหนูก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี อยากไปก็ไป เบื่อก็เล่นกับเพื่อน อ้อ…ลืมบอกไปค่ะว่า พออาการของแม่เลี้ยงเริ่มดีขึ้น แม้จะยังไม่หายสนิท แต่เธอก็เริ่มกลับมาซ่าอีก คราวนี้แผลงฤทธิ์กับแม่ของหนูตรงๆ จนหนูต้องขอให้แม่ช่วยไล่แม่นั่นและลูกชายออกไปจากบ้าน ก่อนที่หนูจะอดทนไม่ไหว (ซึ่งก็ไม่ยาก  เพราะป๊าหมดตัวจนไม่เหลืออะไรให้แม่นั่นสูบอีกแล้ว) วันหนึ่งหนูไปเยี่ยมป๊าตามหน้าที่ ป๊าน่าจะเพิ่งฟอกไตเสร็จ  เลยมีอาการเบลอนิดๆ แต่อะไรก็ไม่น่าตกใจเท่ากับว่าป๊าพยายามยกขาข้างที่ตัดออกไปขึ้นมา (ยังพันผ้าพันแผลอยู่เลย) แล้วพูดว่า “ไปซื้อรองเท้ากีฬาสีแดงให้ป๊าหน่อยนะ เราจะได้ไปวิ่งกันต่อไปนี้ป๊าจะออกกำลังกาย ป๊าจะได้แข็งแรง แล้วก็จะงดน้ำ งดผลไม้ ป๊าจะดูแลตัวเอง จะได้อายุยืนๆ อยู่กับลูกได้นานๆ” นี่เป็นครั้งแรกที่หนูสงสารป๊าจนน้ำตาไหล เพราะอาการของป๊าตอนนี้ย่ำแย่เสียจนป๊าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกตัดขาไปแล้ว ทว่าความรู้สึกอยากให้อภัยก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี จนกระทั่งวันที่คุณหมอบอกว่า ป๊าเหลือเวลาอีกไม่มาก หนูถึงได้ตัดสินใจไปหาป๊าที่โรงพยาบาลและค่อยๆ กราบลงที่เท้าป๊าพร้อมกับบอกว่า “ป๊าคะ หนูขอโทษ” แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูดที่ออกมาจากปากเท่านั้น เพราะใจหนูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าป๊าสิ้นใจแล้ว หนูก็แค่รู้สึกอึ้งเท่านั้น คิดในใจว่า “ป๊าเสียแล้วจริงๆ หรือ” ในวันเก็บกระดูกป๊า สัปเหร่อตั้งข้อสังเกตว่า กระดูกของป๊าทำไมไม่เป็นสีขาว หรืออย่างเข้มที่สุดก็สีเทา แต่กลับเป็นสีดำ แถมยังเปราะมาก  ชนิดที่แค่ใช้นิ้วกดเบาๆ ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว! หนูเองได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งพอได้รับโทรศัพท์จากแม่ ความสงสัยทุกอย่างก็คลี่คลายลงเพราะหลังจากป๊าเสียแล้ว แม่ได้พาคนไปช่วยกันยกข้าวของของป๊าเพื่อไปบริจาค แต่ขณะที่กำลังยกเตียงที่ป๊านอนเป็นประจำออกมานั้นเอง แม่กลับได้เจอสิ่งที่ไม่คาดฝันซ่อนอยู่ใต้เตียง สิ่งนั้นคือตุ๊กตา 2 ตัวผูกมัดติดกันด้วยด้ายสายสิญจน์เก่าๆ เหมือนตุ๊กตาทำเสน่ห์ในละครอย่างไรอย่างนั้น! ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ส่วนหัวของตุ๊กตาตัวหนึ่งมีรูปภาพติดอยู่ด้วย ซึ่งภาพนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็น “รูปป๊า” ของหนูนี่เอง แถมยังมีอักขระอะไรบางอย่างเขียนเต็มตัวไปหมด เพียงเท่านี้หนูก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า พฤติกรรมแย่ๆ ที่ป๊าแสดงออกมาตลอด ไม่ว่าจะไม่ใส่ใจเรา หรือเข้าข้างแม่เลี้ยงจนน่าเกลียด ป๊าทำไปโดยไม่รู้ตัว เพราะโดนทำเสน่ห์นี่เอง พอรู้อย่างนี้ กำแพงความโกรธเกลียดป๊าที่หนูสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนาก็พังทลายลงทันที หนูอยากจะตามไปฆ่าแม่เลี้ยงให้สาสมกับสิ่งที่มันทำกับครอบครัวหนูเอาไว้ มันทำให้ป๊าหนูหมดตัว  ทำให้ป๊าป่วยหนักจนตาย และที่สำคัญ ทำให้หนูต้องเกลียดป๊า แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่พูดเตือนสติว่า “ลูกจะไปทำเขาทำไม ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรแถมยังเป็นบ้าด้วย เขาได้รับผลกรรมของเขาแล้ว แม้แต่ลูกชายของเขาเองก็ได้รับกรรมที่แม่ต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน” เรื่องผลกรรมที่แม่เลี้ยงได้รับนี้ หนูกับแม่สรุปกันว่าน่าจะเป็นเพราะสายสิญจน์ที่ผูกตุ๊กตาตรงส่วนคอขาดออกจากกันนั่นเอง จึงทำให้ “ของที่ทำเสื่อม” ความเลวร้ายต่างๆ ถึงได้ย้อนกลับไปทำลายตัวคนทำ ฝ่ายแม่เลี้ยงเองคงพอจะรู้แล้วว่าอาการบ้าของตัวเองต้องแก้ไขอย่างไร จึงย้อนกลับมาหาแม่เพื่อขอตุ๊กตาคืน โชคร้ายว่าแม่นั่นมาสายเกินไป เพราะแม่ของหนูเอาตุ๊กตาลอยน้ำทิ้งไปแล้วนับตั้งแต่วันนั้น แม่นั่นจึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง และจากนั้นมาก็ไม่มีใครได้ข่าวหรือพบเห็นแม่เลี้ยงที่บ้าๆ บอๆ และลูกชายเล็กๆ ของเธออีกเลย ความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ในใจหนูจนแทบจะระเบิด ถ้าป๊ายังอยู่ วันนี้หนูคงทรุดตัวลงร้องไห้กราบเท้าป๊าเป็นร้อยๆ ครั้ง หนูเสียใจที่ปล่อยให้ความโกรธความเกลียดเข้าครอบงำจนทำสิ่งที่ลูกไม่สมควรทำกับพ่อมานานเป็นสิบๆ ปี เสียใจที่ละเลยไม่เคยดูแลป๊า มองป๊าแบบผิดๆ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง เมื่อป๊าจากหนูไปแล้ว สิ่งที่หนูทำได้ตอนนี้คงมีแต่เอ่ยคำขอโทษออกมาจากใจจริงเท่านั้น… “ป๊าคะ หนูขอโทษ” หนูไม่รู้ว่าป๊าจะได้ยินหนูไหม แต่หนูเชื่อว่าป๊าคงไม่โกรธหนู หนูตั้งใจว่าชีวิตต่อจากนี้ หนูจะไม่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดเข้าครอบงำจิตใจอีกแล้ว หนูจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ […]

เชฟอาร์ม Tagple จากเด็กติดยายสู่ พ่อครัว ล้านวิว

เชฟอาร์ม Tagple จากเด็กติดยายสู่ พ่อครัว ล้านวิว เพราะเรื่องกินไม่ใช่เรื่องเล่นๆ วิธีทำอาหารจึงกลายเป็นคำค้นหายอดนิยมในกูเกิลอย่างไม่ต้องสงสัย หลายเมนูมียอดวิวถล่มทลายอย่างคลิป “วิธีทำหมูกรอบสูตรอยากบอกว่ากรอบยันข้างบ้าน!!” ที่ถูกส่งต่อกว่า 7 แสนแชร์ ยอดวิวมากกว่า 41 ล้านครั้ง คลิปดังกล่าวเป็นฝีมือของ เชฟอาร์ม – วทัญญู ดอนปานไพร หนุ่มราชบุรีที่หลงใหลการทำอาหารตั้งแต่เด็ก เป็น พ่อครัว หัวป่าของครอบครัวและกลุ่มเพื่อนยามสังสรรค์ จนใคร ๆ เรียกติดปากว่า เชฟอาร์ม “ผมเป็นเด็กติดยาย สมัยเด็ก ๆ ยายชอบพาไปจับปลาแล้วมาทำกับข้าว ผมก็สนุก และชอบทำอาหารมาตลอด แต่ผมไม่ได้เรียนสายอาหารจริงจัง เพราะผมมีความสุขที่ได้เรียนรู้จากยายมากกว่า ท่านเสียไปนานแล้ว แต่ผมก็ยังสานต่อสิ่งที่ท่านรัก และผมก็รักสิ่งนี้” แม้สูญเสียผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจ แต่อาร์มยังคงทำอาหารเองเป็นประจำ เรียนรู้สูตรและเทคนิคเพิ่มเติมจากหนังสือ คุณแม่ และพี่สาว หมั่นหาเมนูใหม่ ๆ มาทดลองทำกินเองที่บ้านและแบ่งให้เพื่อนบ้านอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งสามปีก่อนเขาลองอัดคลิปทำอาหารลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ผลปรากฏว่ามียอดวิวและแชร์ดีเกินคาด “ครั้งแรกผมอัดเป็นคลิปสั้น ๆ จากมือถือ ทำเกี๊ยวผูกโบแล้วชิม ก็มีคนแชร์เยอะมาก คนดูเป็นแสน […]

ความรัก ความทุกข์   ต้นเหตุของความสุขในปัจจุบัน – ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี

ความรัก ความทุกข์   ต้นเหตุของความสุขในปัจจุบัน – ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี – แน่นอนว่าความล้มเหลวในความรักสร้างทุกข์ให้เธออย่างมาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป 

ประคอง จิต ถอนพิษรัก บทความดี ๆ จากพระราชญาณกวี

เราต้องประคองจิต  ถอนพิษรัก ให้ได้ด้วยการตั้งสติ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ตัว  อย่าปล่อยอารมณ์เพ้อคลั่งให้พรั่งพรูจนใครเขา รู้ว่าเราหลง 

ชนะใจหญิงงามด้วยเข็ม นิทานธรรมะ สร้างความเพียร

ชนะใจหญิงงามด้วยเข็ม นิทานธรรมะ สร้างความเพียร เรื่องราวของชายหนุ่มที่มีความรู้เพียงเรื่องเหล็กเท่านั้นที่มี แต่หมายปรารถนาหญิงงามแห่งหมู่บ้านช่างเหล็ก เขาต้องพิสูจน์ ด้วยการ สร้างความเพียร เพื่อให้ทุกคนยอมรับในตัวเขา หญิงงามที่หมายปองก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีเพียงแต่ความรู้ทางด้านการตีเหล็กเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ยึดอาชีพเป็นช่างตีเหล็กทั้งหมู่บ้าน ปรากฏว่าชายหนุ่มไปถูกต้องใจกับลูกสาวนายหมู่บ้าน (เทียบได้กับผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งมีความสวยเป็นที่เลื่องลื่อ บ้านของนางจะมีความมั่งคั่งมากกว่าบ้านเรือนอื่น เพราะนายจ้างชอบมาจ้างให้พ่อของนางตีเหล็ก เพื่อหวังได้ชมโฉมของนาง ชายหนุ่มปรารถนาหญิงสาวมาเป็นภรรยาจึงออกอุบายฝนเหล็กจนเป็นเข็ม ใช้เวลาอยู่นานพอควร แต่ในที่สุดก็ได้เข็มมาหนึ่งเล่ม     ชายหนุ่มร้องขายเข็มที่ทักฝนมาไปตามบ้านเรือนจนถึงบ้านของหญิงสาวที่ท่านหมายปอง หญิงสาวแปลกใจที่ในหมู่บ้านช่างตีเหล็กที่ชำนาญการด้านเหล็ก จะมีคนนำเข็มเข้ามาขาย ทั้งที่ทุกบ้านเรือนล้วนสามารถทำเข็มขึ้นมาใช้เองได้ หญิงสาวจึงลงจากเรือนมาหน้าบ้าน เพื่อดูพ่อค้าขายเข็ม เธอเปรยต่อชายหนุ่มว่า   “ท่านพ่อค้า ในหมู่บ้านช่างตีเหล็กแห่งนี้ ไม่มีบ้านเรือนไหน ต้องการเข็มของท่านหรอก”     “แม่นาง เข็มในมือของข้า หาใช่เข็มธรรมดาอย่างที่ช่างเหล็กทั้งหลายในหมู่บ้านนี้มี ข้าถึงกล้านำมันมาขาย ขอบิดาของแม่นาง นำมันไปพิสูจน์ก็ได้ว่า สิ่งที่ข้าพูดมาเป็นเรื่องจริง”   หญิงสาวจึงขึ้นเรือนไปตามบิดาลงมาหาชายหนุ่ม บิดาของนางยินดีซื้อเข็มเล่มนี้มา แล้วเรียกประชุมช่างตีเหล็กทุกคน  เพื่อมาพิสูจน์ว่าเข็มของชายหนุ่มนี้ดีกว่าเข็มที่พวกตนทำหรือไม่ พ่อของหญิงสาวนำเข็มมาปักไว้กับดิน แล้วทุ่มถังน้ำทับลงไป ปรากฏว่าเข็มนั้นทะลุก้นถังน้ำขึ้นมา พ่อของหญิงสาวถึงกับกล่าวว่า […]

เฟื่องลดา สรานี สงวนเรือง นางฟ้าไอทีหน้าหวาน

เฟื่องลดา สรานี สงวนเรือง นางฟ้าไอทีหน้าหวาน จากคนข่าวสายบันเทิงกลายมาเป็นนางฟ้าไอทีที่มีคนติดตามมากมาย เฟื่องลดา สรานี สงวนเรือง สาวร่างเล็กหน้าหวานวัย 26 อดีตผู้ประกาศข่าวช่องไทยรัฐทีวี และพิธีกรรายการแบไต๋ไฮเทค ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของบริษัท Flourish Digital ทำยูทูบแชนเนลเกี่ยวกับ IT ของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ยูทูบแชนเนลของเธอมีผู้ติดตามชมอย่างล้นหลามด้วยยอดวิว 6 หลักขึ้นไปในระยะเวลาแค่ 1 ปีเท่านั้น เธอมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กแฟนเพจเฟื่องลดา-Faunglada กว่า 5 แสนคน และทางยูทูบแชนเนลกว่า 2 แสนคน “ตอนแรกที่ทำแชนเนลก็ไม่ได้คิดจะทำจริงจัง แค่ขำ ๆ ไม่ได้วางแผนอะไร พอดีเป็นคนชอบร้องเพลง ก็ลองทำคัฟเวอร์เพลงแต่ไม่เกิด (หัวเราะ) หลังจากหาข้อมูลอยู่ 6 เดือนก็ตัดสินใจซื้อกล้องตัวหนึ่งที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุด แล้วเอามาบอกต่อในช่องโดยไม่ได้คิดอะไร ใช้ไอแพดถ่ายเองตัดต่อคลิปเอง โดยไม่เคยทำมาก่อน เรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด ปรากฏว่ามันบูมขึ้นมาเอง” หลังจากนั้นเธอจึงทำคลิปรีวิวอย่างจริงจัง และคลิปนี้ทำให้คนรู้จักเธอมากขึ้น ยอดผู้ติดตามจากหลักพันกลายเป็น 2 – 3 หมื่นภายในเวลา 1 – 2 […]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จุดไต้เข้าวังตอนกลางวันแสก ๆ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จุดไต้เข้าวังตอนกลางวันแสก ๆ   สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระอริยเจ้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กับกิริยาที่แสดงออกเป็นปริศนาธรรมเพื่อให้รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระสติ   สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือสมเด็จฯ โต แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม เป็นพระภิกษุที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ความเคารพเลื่อมใส ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 – 5 เป็นพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติในวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากพระมหากษัตริย์แล้ว ประชาชนก็เลื่อมใสในสมเด็จฯท่าน   ครั้งสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมเด็จฯ โต แสดงกิริยาหลายอย่างเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระสติ เช่น ครั้งหนึ่งสมเด็จฯ โตพายเรือด้วยตนเองข้ามฟาก   รัชกาลที่ 4 ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสต่อสมเด็จฯโตว่า “ทำไมเป็นถึงสมเด็จเจ้าแล้ว ต้องแจวเรือเอง เสียเกียรติยศแผ่นดิน”   สมเด็จฯโตจึงกล่าวขึ้นว่า “ข้าถวายพระพร อาตมาภาพทราบว่าเจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จก็ต้องแจวเรือ”   รัชกาลที่ 4 สดับดังนั้นแล้วบังเกิดมีพระสติขึ้น แล้วตรัสขึ้นว่า […]

เมื่อชาตินี้มีกรรม ก็ควรเข้าใจกรรมเพื่อจะได้ไม่ต้อง ก้มหน้ารับกรรม

วลีเด็ดคนไทย ได้ยินอยู่บ่อยๆ นั้นคือคำว่า “ชาตินี้มีกรรม” นัยยะน่าจะเป็นการบ่นก่นว่าวาสนา แต่ก็อีกนั่นแหละ ส่วนใหญ่บ่นแล้วไม่เห็นทำอะไร เพราะพร้อม ก้มหน้ารับกรรม อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าบรมศาสดา ทรงสอนเรื่องหลักกรรมว่าเป็นสัจธรรมที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบพบเจออยู่ทุกขณะ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คำว่า “กรรม” ในที่นี้ มีหลายคนที่เข้าใจผิดว่า เป็นอำนาจลึกลับที่ดลบันดาลชีวิตให้เป็นไป หรือเข้าใจว่ากรรมก็คือดวงคนนี่แหละ การที่ร่ำรวยหรือยากจนก็เพราะกรรมเก่าในอดีตชาติปางก่อน มองกรรมในแง่ของผลร้ายของกระทำชั่วในอดีตชาติ มองกรรมในแง่ชั่วร้าย ไม่ดี  เป็นเรื่องทุกข์ เรื่องโศก มุ่งไปเฉพาะในอดีตเท่านั้น เราจึงมักได้ยินคำพูดเหล่านี้อยู่บ่อยๆ “ชาตินี้มีกรรม” “ก้มหน้ารับกรรม” “ชดใช้กรรม” “สุดแต่เวรกรรมจะพาไป” แล้วความหมายที่ถูกต้องของ “กรรม” คืออย่างไร ? คำว่า “กรรม” นี้ ความหมายที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงที่พุทธองค์ทรงตรัสสอน หลักพื้นฐานบอกไว้ว่า กรรมก็คือการกระทำนั่นเอง การกระทำอันนี้ไม่ได้หมายถึงตัวผล แต่เป็นตัวการกระทำ ในแง่เป็นเหตุมากกว่าเป็นผล จะมุ่งกาลเป็นอดีตก็ได้ ปัจจุบันก็ได้ อนาคตก็ได้ ไม่เฉพาะต้องเป็นอดีตอย่างเดียว คือปัจจุบันที่ทำอยู่ก็เป็นกรรม จะมองในลักษณะว่าดีหรือชั่วก็ได้ทั้ง 2 ด้าน คือกรรมดีก็มี กรรมชั่วก็มี เป็นคำที่เป็นกลางๆ […]

โจอี้ บอย… ผู้ชายมาดร้ายกับ “บางสิ่ง” ที่ซ่อนไว้หลังแว่นดำ

ขาเป็นแร็พเปอร์คนแรกๆ ของประเทศ  ที่อัลบั้ม Fun Fun Fun ของเขามียอดขายเกินล้านชุด

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ !

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ ! “ถ้าอยู่ที่นี่แล้วลำบากขนาดนี้  ไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยกันดีกว่า แฟนฉันเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่  อยากหาคนไปช่วยอยู่พอดี”

แมรี่ อีตัน คุณแม่ใจถึง ลดน้ำหนัก 100 กิโล ภายใน 2 ปี

แมรี่ อีตัน คุณแม่ใจถึง ลดน้ำหนัก 100 กิโล ภายใน 2 ปี แมรี่ อีตัน เธอทำได้อย่างไร ฉันต้องเรียกเธอว่า คุณแม่ใจถึงเสียแล้ว เพราะเธอสามารถ ลดน้ำหนัก จาก300 กิโลกรัม ให้เหลือ 200 ภายใน 2 ปี 0 สำหรับผู้หญิงทุกคนแล้ว คงไม่มีหน้าที่ใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เป็น “แม่” และคงไม่มีวินาทีไหนที่น่าจดจํามากเท่ากับการที่แม่ได้เห็น “ลูกของแม่” มีความสุข แมรี่ อีตัน (Marie Eaton) คุณแม่ชาวอังกฤษตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี… 0 ราว 26 ปีก่อน แมรี่ อีตัน ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อแม่ของเธอมีอาการหัวใจวายเฉียบพลันทุกอย่างในวันนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและจบลงอย่างรวดเร็ว โดยที่แมรี่ไม่มีโอกาสขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย เธอทําได้แค่กอดแม่ไว้…จนกระทั่งแม่ของเธอจากไป 0 การสูญเสียคนที่เธอรักมากที่สุดไปในครั้งนั้น สร้างความเจ็บปวดให้แมรี่อย่างรุนแรง จนเธอต้องหา “ทางออก” เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดนี้ให้ได้ แมรี่จึงเลือกที่จะ “กินแบบไม่ยั้ง” จนในที่สุดจากเด็กหญิงวัย 16 […]

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)    ความดี คือ การสร้างตนและสร้างคนอื่นได้ดีเฉพาะตน ไม่มองคนอื่นว่าดี ยังไม่ชื่อว่าดี ความดี คือ จิตที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กามราคะ โลภโกรธ หลง เข้ามาเล่นงาน ความดี คือ การฝึกฝนตน ทนทุกข์ลำบากได้ จนยืนได้ด้วยลำแข้งของตน ความดี คือ การมีจิตสงสาร หาทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ให้พ้นทุกข์ โดยไม่เพิกเฉยทอดธุระ ความดี คือ ความสามารถดำรงชีวิตโดยสุจริต แม้จะมีโอกาสให้ทุจริตได้ แต่ไม่ทำ ความดี คือ การเสียสละ มิใช่เพื่อสร้างตน แต่เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองเยี่ยงวีรบุรุษ ความดี คือ การทำตนให้คนอยากเอาอย่างในทางดี ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนมีอนุสาวรีย์ให้โลกยกย่อง ความดี คือ การเอาภาระธุระของตน ด้วยการตั้งระเบียบวินัย ไม่ทำอะไรตามสบาย จนก้าวถึงเป้าหมายที่ต้องการ ความดี คือ การมุมานะบากบั่น ไม่หวั่นไหว แต่มีจิตเข้มแข็ง อดทนต่อเรื่องราวร้ายแรงที่ผ่านมาในชีวิต ไม่คิดสั้น คนดี คือ คนที่มีความดีดังกล่าว สั่งสมเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานชีวิต ชีวิตคนดีสั้น แต่ความดีของคนดีอยู่ได้นานนับพันปี ทรัพย์คนดีอาจหมดไป แต่ความดีของเขายังยั่งยืนพันปีอำนาจอาจสูญสิ้น แต่ความดีไม่มีเสื่อมคลาย คนดี ไม่เคยทำดีเพื่อประกาศว่าตนเป็นคนดี คนดี คือคนที่พร้อมจะยกย่องคนอื่นว่าดีกว่าตน คนดี คือ คนที่มีดี แต่ไม่อวดดี คนดี คือ คนที่ให้ความดีพูด มิใช่ตัวคนพูด คนดีมิใช่ดีเพราะสร้างภาพลักษณ์ คนดี อาจมิใช่คนหน้าตาดี มีทรัพย์ มีเกียรติ มีอำนาจมีอิทธิพล คนเกรงกลัว คนดี อาจมิใช่คนเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งคนดี ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ คนดีที่โลกยกย่อง ให้เพ่งมองดูว่าเขาเคยทำอะไรไว้ให้โลก นักวิทยาศาสตร์นักศิลปะ นักเคมี ศาสดา หรือนักบวชที่โลกยกย่องมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี ท่านเหล่านั้นมีดีอะไร คนจึงนับถือ ให้เราดูว่าท่านเหล่านั้นได้ให้อะไรแก่มวลมนุษยชาติ มิใช่ท่านได้อะไรไปจากโลกนี้มากกว่ากัน การจะตัดสินว่าใครดี ไม่ดี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ซึ่งใจของแต่ละคนจะสัมผัสเอง ในทางพระพุทธศาสนา มีเครื่องมือตรวจสอบคนดีด้วยวิธีง่าย ๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”  Secret Magazine (Thailand) Photo by Ryan Loughlin on Unsplash

True Story : ลูก …ของขวัญชิ้นพิเศษในชีวิต

ในชีวิตของฉันได้รับของขวัญมามากมายหลายชิ้น แต่ไม่มีของขวัญชิ้นไหนพิเศษเท่าของขวัญชิ้นนี้อีกแล้ว   ฉันเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่มีความสุขตอนอายุ 20 ปี ฉันและสามีมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ฉันรับราชการที่กระทรวงสาธารณสุขส่วนสามีทำธุรกิจส่วนตัว หลังแต่งงานได้ไม่นานเราก็มีลูกชายคนแรกที่สมบูรณ์แข็งแรง แปดปีต่อมา ฉันตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง สุขภาพครรภ์และร่างกายของฉันแข็งแรงดี แม้ในช่วงเดือนที่ 3 – 4 ฉันจะอยากให้คุณหมอเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจว่าลูกในท้องมีความเสี่ยงเป็นกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ เพราะรู้สึกกังวลใจเมื่อเห็นว่าลูกของคนข้างบ้านมีอาการนี้ แต่คุณหมอกลับแนะนำว่าไม่ควรตรวจ เพราะด้วยวัยแค่เพียง 30 ปีของฉันมีโอกาสเสี่ยงเพียง 1 ในล้านเท่านั้น ฉันจึงดูแลตัวเองตามปกติด้วยการไปพบคุณหมอเดือนละครั้งตามกำหนด เมื่อถึงวันคลอด… ฉันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพราะการคลอดแบบธรรมชาติ ครั้งนี้ฉันต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าครั้งก่อน เหมือนลูกน้อยไม่มีแรงดิ้นเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉันเจ็บปวดขณะคลอดอยู่นานมาก แต่เมื่อเห็นหน้าลูกแวบหนึ่งฉันก็เบาใจ เพราะลูกชายตัวน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและร้องไห้จ้าเหมือนเด็กทั่วไป ฉันจึงผล็อยหลับไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนล้า โดยที่ไม่รู้เลยว่า อีกแค่หนึ่งวันถัดมาความจริงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนชีวิตแม่คนนี้ไปตลอดกาล เช้าวันรุ่งขึ้น กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลขอพบฉัน ด้วยความที่ทำงานในแวดวงการแพทย์ ฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี กลัวว่าจะมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก วันนั้นฉันรีบไปพบคุณหมอเพียงลำพังเพราะสามีกลับไปทำธุระที่บ้าน คุณหมอยิ้มให้ฉัน ก่อนเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วทำให้ฉันปากสั่น มือเย็น และน้ำตาเอ่อล้นขอบตาโดยไม่รู้ตัว      “ลูกของคุณเป็นดาวน์ซินโดรมนะคะ” วินาทีที่ฉันได้ยินประโยคนี้ มันเหมือนกับโลกที่สวยงามถล่มลงตรงหน้า ฉันเข้าใจเลยว่าคำว่า “ใจสลาย” เป็นอย่างไร ความรู้สึกแรกคือสงสารลูกจับใจ คิดกังวลสารพัดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ทำไมเหตุการณ์นี้ต้องมาเกิดกับลูกของเราด้วย ฉันร้องไห้ฟูมฟายปริ่มจะขาดใจ รู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ในสมองคิดไปสารพัด คิดแม้กระทั่งว่าอยากจะตายไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกเสียตอนนั้นเลย เมื่อสามีทราบเรื่อง เขารีบมาหาที่โรงพยาบาล ฉันกลัวมากว่าเขาจะรังเกียจลูก แต่เขารีบบอกทันทีว่าไม่ได้คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อยทั้งยังให้กำลังใจว่าเราต้องช่วยกันเลี้ยงดูลูก ได้ยินอย่างนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความเครียดหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ที่ต้องรู้สึกทรมานหลังจากนั้นคือ การเฝ้ารอผลตรวจโครโมโซมของลูกเพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ช่วงเวลานี้บีบคั้นหัวใจของฉันที่สุด ฉันเฝ้าภาวนาให้ผลตรวจออกมาว่าลูกของฉันปกติ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าคงไม่มีหวัง ฉันได้แต่เศร้าซึม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีจิตใจอยากจะทำอะไร คิดกลัวไปสารพัดว่าคนอื่นจะรังเกียจลูกเราไหม ลูกเราจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร และแวบหนึ่งฉันก็รู้สึกโกรธคุณหมอที่ไปฝากครรภ์จนอยากจะฟ้องร้องให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อีกใจก็คิดว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม ทำไปก็เป็นบาปกรรม หลังจากนั้นเมื่อผลตรวจออกมาว่าลูกชายตัวน้อยเป็นดาวน์ซินโดรมจริง ๆ จิตใจของฉันก็จมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกนานนับเดือน แต่หลังจากสลัดความเศร้าท้อแท้ออกไปได้ ฉันก็คิดจะตั้งหลักให้ตัวเอง จึงไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมกับแม่ที่สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบของที่นี่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของฉันให้สงบนิ่ง หยุดคิดฟุ้งซ่าน อีกทั้งได้กำลังใจจากคู่ชีวิตและพ่อแม่ ฉันจึงกลับมาตั้งหลักได้เร็ว และตั้งใจเดินหน้ากลับมาทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูก จากนั้นฉันจึงเข้าไปพบหัวหน้างานเพื่อขอลาออกมาดูแลลูก ท่านกลับให้ข้อคิดและกำลังใจ อีกทั้งยังอนุญาตให้ฉันลางานมาดูแลลูกได้ 1 ปี พร้อมแนะนำโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อพาลูกไปเสริมพัฒนาการอีกด้วย […]

ลูกชายสุดยอดกตัญญู ยอมแต่งหญิงเพื่อแม่นานกว่า 20 ปี

ลูกชายสุดยอดกตัญญู ยอมแต่งหญิงเพื่อแม่นานกว่า 20 ปี เรื่องของ ลูกชายสุดยอดกตัญญู นี้เกิดขึ้นที่เมืองกุ้ยหลิน ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน ผู้ชายคนหนึ่งยอมแต่งตัวเป็นหญิง เพื่อปลอบโยนมารดาซึ่งเศร้าโศกเสียใจ เนื่องจากพี่สาวของเขาได้เสียชีวิตด้วยโรคลูคีเมียตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น พี่สาวของเขาเสียชีวิตในปี 1990 แม่ซึ่งรักลูกสาวคนนี้มากจึงทำใจไม่ได้ เศร้าโศกเสียใจอย่างหนักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ สภาพจิตใจและร่างกายทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงคิดหาวิธีให้แม่อาการดีขึ้นด้วยการลองแต่งตัวให้เหมือนพี่สาวที่เสียชีวิตไป ปรากฏว่าเมื่อแต่งตัวครั้งแรก เขาเห็นแม่ยิ้มแย้มมีความสุข เขาจึงแต่งตัวเป็นผู้หญิงตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 30 ปีแล้ว ทุกวันนี้เขาแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตลอด จึงไม่มีเสื้อผ้าของผู้ชายเลย ใครจะมองหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยสนใจ เพราะเขาทำเพื่อให้แม่มีความสุข ดังนั้นจึงไม่กลัวเสียงหัวเราะเยาะ ถ้าแม่มีความสุข เขาก็มีความสุขเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว คลิปเรื่องราวของชายยอดกตัญญูผู้นี้ถูกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของจีน และกลายเป็นไวรัลฮือฮาไปทั่วโลก จนเกิดแฮชแท็ก #HePosedAsHisDeadSisterFor20Years# ตอนนี้เสียงชื่นชมสรรเสริญความกตัญญูของเขาล้นหลามเลยทีเดียว   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 220 เรียบเรียง : ชนาฉัตร ภาพ :  Newshub   thehook.news Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ ข้าวสวย […]

แฟมิลีต้นแบบ! ซินดี้-สิรินยา นำครอบครัวทำกิจกรรมงามยันหัวใจ เห็นแล้วรักเลย

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางงาม นางแบบ นักแสดง อาจเป็นสเตตัสที่คุ้นชินของใครหลายๆ คน แต่อีกภาคหนึ่ง เธอคือผู้หญิงที่มี “หัวใจแห่งการให้” บรรจุอยู่อย่างเต็มเปี่ยม และที่ดีเลิศคือเมื่อเธอมีแต่งงาน มีครอบครัว เธอยังชักชวนสมาชิกในบ้านมาร่วมกันทำกิจกรรม Sharing ด้วย “จุดเริ่มต้นการให้ของซินดี้เริ่มมาจาก “หัวใจ” ค่ะ  ใจที่คิดอยากจะให้ในสิ่งที่เรามีจริงๆ ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะให้ได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้า “เต็มใจ” เสียอย่าง เพียงเท่านี้ทุกการให้ของซินดี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว “ซินดี้รู้จักการให้เพราะคุณพ่อคุณแม่ จำได้ว่าตอนเด็กๆ งานปาร์ตี้วันเกิดของซินดี้ไม่เคยจัดแค่ภายในครอบครัวเลยสักครั้ง เพราะคุณพ่อคุณแม่จะชักชวนเด็กๆ ทั้งชายหญิงจาก มูลนิธิฟาเธอร์เรย์ (มูลนิธิเด็กกำพร้าที่พัทยา จังหวัดชลบุรี) มาร่วมปาร์ตี้ด้วย แรกๆ ซินดี้เข้าใจแค่ว่าท่านอยากให้งานวันเกิดของลูกสาวสนุกสนาน มีแขกมาร่วมงานเยอะๆ แต่ที่จริงแล้วท่านกลับแฝงนัยที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น นั่นคือท่านต้องการให้ซินดี้รู้จัก การให้ การแบ่งปัน Sharing ทั้งการแบ่งปันสิ่งของและการแบ่งปันความสุข “มันทำให้ซินดี้ได้เรียนรู้ว่า การให้สามารถ “ทำ” ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องทำให้ใคร เพราะเราจะทำให้คนแปลกหน้าก็ได้ หรือจะทำที่ไหนอย่างไรก็ได้เหมือนกัน “พอโตขึ้น ซินดี้มีโอกาสติดตามคุณแม่ไป คามิลเลียน โซเชียล เซ็นเตอร์ จังหวัดระยอง (ศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอชไอวี) แรกๆ ที่ไป พวกเราก็ไปเลี้ยงข้าว ซื้อขนม ซื้อของใช้ไปมอบให้ ยิ่งไปก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน โดยไม่เคยนึกรังเกียจหรือกลัวน้องที่ติดเชื้อเหล่านั้นเลย แต่กลับชื่นชมน้องๆ มากกว่าว่าแม้เขาจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ แต่ทุกคนก็ยังมีรอยยิ้มที่สดใส หัวเราะได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเขาสุดยอดมากจริงๆ “สิ่งเหล่านี้สอนให้ซินดี้รู้ว่า เราต้องภูมิใจ รู้สึกขอบคุณ และมีความสุขกับสิ่งที่เรามี ไม่ตั้งหน้าตั้งตาไขว่คว้า อยากได้ อยากมี หรือคอยเปรียบเทียบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นอยู่ร่ำไป “วันหนึ่งน้องๆ ที่คามิลเลียนฯ ถามซินดี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ห้างสยามพารากอนเป็นอย่างไร ใหญ่ไหม รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นอย่างไร เคยขึ้นหรือเปล่า ตอนนั้นซินดี้แต่งงานแล้ว เลยปรึกษากับไบรอน (คุณไบรอน บิชอพ […]

keyboard_arrow_up