“เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะสู้ได้” สามพี่น้องสู้ชีวิตทำงานเลี้ยงยายและหาทุนเรียน

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินชีวิตเองได้ เหมือนอย่างเรื่องราวของ สามพี่น้องสู้ชีวิต ซัน-ชัชวาล สุธีพงษ์ พี่ชายคนโตวัย 15 ปี ก้อง-ด.ช.อดิศัย สุธีพงษ์ วัย 12 ปี และ บาส-ด.ช.จตุรภัทร สุธีพงษ์ วัย 10 ปี เป็นกำพร้า​ พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ ต้องช่วยยายขายพวงมาลัยและข้าวเกรียบว่าว บริเวณสี่​แยกแก่งเสี้ยน​ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี​ เด็กชายทั้งสามกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมปีที่ 6 ตามลำดับ ซัน เกิดและเติบโตที่ จ.ลพบุรี พ่อมีอาชีพตั้งแผงขายของเล่น ต่อมาถูกโจรปล้นและทำร้ายจนเสียชีวิต ซันจึงต้องช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่ชั้น ป.2 ด้วยการเป็นลูกมือช่วยน้าขายข้าวเกรียบว่าวอยู่ริมถนน  แต่พอย้ายมาอยู่ที่ อ.แก่งเสี้ยน จ.กาญจนบุรี  ตอนป.6 ได้เกือบปี แม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ถึงแม้จะรู้สึกเศร้าโศกและเคว้งคว้างเพียงใด แต่คำพูดของแม่ก่อนเสียชีวิตที่ว่า “หนูเป็นพี่คนโต ต้องดูแลน้อง ๆ และยายด้วยนะลูก” ทำให้เด็กชายคนนี้ฮึดสู้และลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักของครอบครัว […]

ทึ่ง ! น้องอิงค์ไม่เรียนต่อระดับมัธยม แต่ข้ามมาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเลย

ทึ่ง ! น้องอิงค์ไม่เรียนต่อระดับมัธยม แต่ข้ามมาเรียนต่อ ระดับมหาวิทยาลัย  เลย เรื่องราวน่าทึ่งของเด็กหญิงที่เรียนแค่ประถมศึกษาปีที่ 6 แต่สามารถข้ามขั้นมาเรียนต่อ ระดับมหาวิทยาลัย ได้เลย เธอทำได้อย่างไร มาติดตามกันค่ะ ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ได้นำเสนอข่าวของ น้องอิงค์ ภัสสรา จันทร์โชติเสถียร ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ระดับมหาวิทยาลัยที่สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ด้วยอายุเพียง 15 ปี ซึ่งตามปกติ อายุ 15 ปีน่าจะอยู่ประมาณมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่านั้นเอง โดยก่อนหน้านี้เธอศึกษาที่สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วย้ายมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่น้องอิงค์สามารถก้าวข้ามมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร โดยเธอเองยังมีเป้าหมายอีกว่าจะเรียนให้จบระดับปริญาญาเอกตอนอายุ 20 ต้น ๆ อีกด้วย     น้องอิงค์เผยว่า ตอนเธออายุ 3 เดือน คุณแม่เอาของเล่นของเด็กอายุ 6 เดือนมาให้เล่น นั่นคือก้าวแรกของการพัฒนา พออายุได้ 6 เดือน คุณแม่ก็หาของเล่นของเด็กวัย 9 […]

เหตุแห่งความเสื่อม : เมื่อแม่ชีตกหลุมรักกับพระ บทความธรรมะโดย ครูหนุ่ย งามจิต

เหตุแห่งความเสื่อม : เมื่อแม่ชีตกหลุมรักกับพระ บทความธรรมะโดย ครูหนุ่ย งามจิต มุทะธากุล ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขึ้นต้นอย่างกับนิทานอีสปเลยวันนี้   (เหตุแห่งความเสื่อม) ครูได้พบกับแม่ชีสาวท่านหนึ่ง ระหว่างการสนทนา ครูรับรู้ได้ว่าเธอกำลังมีปัญหาหนักอะไรบางอย่างที่พอจะเดาได้ว่าปัญหานั้นคืออะไร ครูจึงปวารณาว่า ถ้าอยากให้ช่วยก็ไปหาครูได้ และแล้ววันหนึ่งเธอก็ไปพบครู เธอเล่าปัญหาของเธออย่างตรงไปตรงมา มันก็เหมือนกับเวลาที่คุณป่วยแล้วไปหาหมอ ถ้าคุณเล่าอาการไม่ตรงกับที่คุณเป็น หมอก็จ่ายยาให้ไม่ถูกกับโรคของคุณ คุณก็ไม่มีทางหายจากโรคได้ แม่ชีเล่าว่าบวชมานาน 7 – 8 พรรษาแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในพรรษาที่ 7 เธอได้รู้จักกับพระรูปหนึ่งทางเฟซบุ๊ก เธอบอกว่าพระรูปนั้นเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ช่วงแรกพวกเขาติดต่อกันด้วยเหตุผลว่าเพื่อการแลกเปลี่ยนศึกษาหาความรู้ในการปฏิบัติธรรม แม่ชีรู้สึกศรัทธาว่าพระเก่ง เป็นถึงพระวิปัสสนาจารย์สอนกรรมฐาน หลังจากคุยกันไปได้สักระยะหนึ่งก็เกิดอยากเจอตัวจริงกันขึ้นมา แม่ชีหาเรื่องไปปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐานที่วัดที่พระรูปนั้นประจำอยู่ “เอาจริง ๆ ก็คือหาเรื่องไปเจอหน้าพระนั่นแหละ” เธอบอกอย่างนั้น เมื่อได้ประสบพบพักตร์ ตาต่อตามาประสาน ปะคารมกันสด ๆ ก็อดพิศวาสกันไม่ได้ แม่ชียอมรับว่าเธอหลงรักพระรูปนั้นเข้าแล้ว ความรักมันเบ่งบานอัดแน่นในหัวใจจนทนไม่ไหว ทำให้เธอสารภาพรักกับพระไปตรง ๆ พระก็ไม่ได้ตกใจผลักไสไล่ส่งเธอแต่อย่างใด แต่พูดกับแม่ชีว่า “ใครตัดรักได้ก็ตัดไป แต่ฉันยังตัดไม่ได้ ก็รักกันไปอย่างนี้แหละ แต่จะให้สึกไปแต่งงานนั้นไม่มีทาง ไม่สึกแน่นอน” […]

หน่วยลูกเสือหญิงเพื่อเด็กเร่ร่อน

เด็กหญิงใน หน่วยลูกเสือหญิง Troop 6000 ดูไปแล้วก็เหมือนลูกเสือหญิงทั่วไป ตรงที่พวกหนู ๆ สวมเสื้อกั๊กที่มีตราสัญลักษณ์ลูกเสือติดหน้าอกและเดินขายคุกกี้การกุศลกับคนทั่วไป แต่หน่วยนี้มีความพิเศษคือ เด็กหญิงในหน่วยเป็นเด็กเร่ร่อน หน่วย Troop 6000 ก่อตั้งในปี 2016 เพื่อเด็กหญิงที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักพิงสำหรับคนเร่ร่อนในเมืองนิวยอร์ก โครงการนี้นับว่ามีความพิเศษไม่มีใครเหมือนและเป็นไอเดียที่บรรเจิดมาก หน่วยลูกเสือหญิงนี้ถูกฝึกอบรมจากภายในบ้านพักพิงนั้น ๆ เอง จุดประสงค์เพื่อเพิ่มพลังให้ผู้หญิงและเด็กหญิง และเพิ่มโอกาสให้พวกเธอได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งที่โปรแกรมลูกเสือหญิงมีให้ ผู้ก่อตั้งคือ จีเซลล์ เบอร์เจสส์ (Giselle Burgess) คุณแม่ลูกห้าซึ่งกลายมาเป็นคนเร่ร่อนขณะทำงานให้ Girl Scouts of Greater New York ในปี 2016 บ้านของเธอถูกขายทอดตลาด เธอกับลูก ๆ ต้องอาศัยนอนในโรงแรมเล็ก ๆ กับครอบครัวอื่นที่กำลังตกอยู่ในภาวะไร้บ้านเช่นกัน เมื่อต้องกลายมาเป็นคนเร่ร่อนเสียเอง จีเซลล์จึงเกิดไอเดียก่อตั้งหน่วย Troop 6000 ขึ้นมา ปัจจุบันมีเป็นสมาชิกหลายร้อยคนแล้ว ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หน่วย Troop 6000 มีส่วนร่วมในประเพณีการขายคุกกี้เพื่อระดมเงินเข้าการกุศล จึงตั้งร้านขายคุกกี้ที่ยูเนี่ยนสแควร์ในนิวยอร์ก โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขายคุกกี้ให้ได้ 6,000 […]

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็นพนักงานที่เก่ง

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็น พนักงานที่เก่ง พนักงานใหม่ในที่นี้หมายถึงนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์ทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต ตอนที่เป็นนักศึกษาอาจมีความคิดว่า เราเรียนมาเยอะแยะขนาดนี้ การทำงานต้องจิ๊บ ๆ แน่นอน แต่หารู้ไม่ว่าโลกของคนวัยทำงานนั้นเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาจเจอทั้งดีและไม่ดีก็ได้ สิ่งที่ควรตระหนักคือ เราจะเป็น พนักงานที่เก่ง ได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ คำแนะนำของคุณนัมอินซุก เจ้าของหนังสือเรื่อง “ความสำเร็จของผู้ชายบอกได้ตอนอายุ 20 s” หนังสือ How to ที่น่าอ่านเล่มหนึ่งสำหรับคุณผู้ชาย โดยเฉพาะนักศึกษาชายที่เพิ่งเรียนจบและกำลังจะมองหาออฟฟิศในอนาคต เพราะผู้เขียนจะเผยเคล็ดลับความสำเร็จ 54 ประการ ที่คนประสบความสำเร็จแล้วไม่เคยบอกใครให้เราได้รู้ “ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นพนักงานที่เก่ง ?” ตามจริงแล้วบริษัทวางกรอบในการมองคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานไว้ 2 อย่าง คือ (1) ทัศนคติ และ (2) การรับรู้ คุณนัมอินซุกแชร์เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านคำสอนของผู้มีประสบการณ์หลายท่านว่า นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเป็นพนักงานใหม่ต้องจัดการสองสิ่งนี้ให้ดีคือ ทัศนคติ และ การรับรู้ ถ้าทำได้การทำงานในฐานะพนักงานใหม่ก็จะกลายเป็นพนักงานที่เก่งได้ไม่ยาก และสิ่งรองลงมาคือ การวางตัวกับสิ่งแวดล้อมของออฟฟิศ ทำไมต้องเป็นต้องวัดกันที่ทัศนคติและการรับรู้ เพราะทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจจริงและความรู้ของแต่ละคน ส่วนการรับรู้ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่อาจมีการรับรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ถ้าทัศนคติดีต่อให้ขาดการรับรู้ไปบ้างก็พอที่จะทดแทนกันได้ สำหรับคนที่มีการรับรู้ที่ไม่ดี […]

งานล้นมืออย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก

งานล้นมือ อย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก การที่เราคิดตั้งต้นไว้แต่แรกว่า ” งานล้นมือ ” ก็ไม่ต่างจากการก่อกำแพงปิดกั้นศักยภาพการพัฒนาของตนเอง เราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทลายกำแพงนี้ออก เพื่อให้ความพยายามที่ดีได้เกิดขึ้น ดังนั้นการที่จะเอาตัวเองออกจากกองงานที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งเวลาให้เป็น เพื่อไม่ให้งานเหล่านั้นเข้ามาแทรกอยู่ในลมหายใจของเราตลอดเวลา หลายคนอาจสงสัยว่า หากจะบอกว่า สิ่งที่จัดการกับงานที่ล้นมือได้คือ “การหยุดพัก” อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้ว่า ถ้าหยุดพักแล้วงานจะไม่เสร็จ งานที่ค้างไว้จะไม่เดิน ขอให้ฟังก่อนแล้วค่อยพิจารณาว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้หรือไม่ คุณฮิโรคาซึ ยามานาชิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย” ได้บอกวิธีการแบ่งเวลาสำหรับคนที่งานล้นมือว่า ตอนเขาทำงานอยู่ที่แมคคินซีย์ รุ่นพี่จะสอนพนักงานรุ่นน้องว่า การหยุดพักนั้นช่วยได้ ซึ่งเขาเรียกว่า “กำหนดเวลาวางมือ”     กำหนดเวลาว่างมือสำหรับพนักงานที่แมคคินซีย์คือ การที่เราทำงานไปแล้วเริ่มมองหาว่า เราจะทำงานชิ้นนี้เสร็จตอนไหน หลังจากเสร็จแล้วก็จะพักหลังจากนั้น เช่น เขียนแผนการประชุม ใช้เวลา 1 ชม. เริ่มทำตอน 13.00 น่าจะเสร็จตอน 14.00 เราจะพักนิดนึงแล้วเริ่มทำงานอื่นต่อตอน 14.30 หรืออาจจะพักสั้นกว่านั้นก็ได้ หากคิดว่าถ้ามากไปอาจกระทบต่องานอื่นที่กำลังจ่อคิวเข้ามา หากเปรียบเทียบการทำงานที่มีงานกองสุมเป็นภูเขาเหล่ากา จนต้องเลยเวลางานกับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด […]

กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับความหายนะ

กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับ ความหายนะ สิ่งที่ทำแล้วนำความเสื่อมและภัยมาสู่ตน พระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หลายหลักธรรมเลยทีเดียว เช่น อบายมุข 6 ประกอบด้วย (1) การดื่มสุรา (2) เที่ยวสถานเริงรมย์ (3) เที่ยวชมการแสดงร้องรำ (4) เล่นการพนัน (5) คบคนพาลเป็นมิตร และ (6) เกียจคร้านในการทำงาน แต่พระพุทธเจ้าตรัสสิ่งที่หากผู้ใดได้พลาดทำลงไปแล้วจะนำ ความหายนะ มาสู่ตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่า “กรรม 6”  ลองมาดูกันค่ะว่า กรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงนี้เป็นอย่างไร แล้วทำไมพระองค์ถึงตรัสถึงเรื่องนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อนัตถปุจฉกพราหมณ์”  เกิดความสงสัยว่า “พระพุทธเจ้าทรงทราบเพียงสิ่งที่มีคุณเท่านั้น หรือทรงทราบสิ่งที่ไม่มีคุณด้วยหรือไม่หนอ เราจะนำข้อสงสัยนี้ไปทูลถามพระองค์ เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่เรา” อนัตถปุจฉกพราหมณ์ไม่รีรอ รีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเชตวันทันที ตลอดพระชนม์ชีพของพระบรมศาสดามักได้รับการท้าทายจากพราหมณ์และเดียรถีย์อยู่เสมอ แต่ก็มีพราหมณ์และเดียรถีย์ที่เกิดความสงสัยและต้องการหาคำตอบ พวกเขาจึงเห็นพระองค์เป็นที่พึ่ง หวังว่าพระองค์จะประทานคำตอบที่มีความกระจ่าง ซึ่งเป็นจริงตามนั้นเสมอ เมื่ออนัตถปุจฉกพราหมณ์อยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระรัศมีเรืองรองสว่างไสว […]

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ”

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” พุทธานุสสติ หรือการระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเป็นหนึ่งในพระกรรมฐานที่เรียกกันว่า “อนุสสติ” อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้เกิดขึ้นกับเด็กชายชาวราชคฤห์คนหนึ่ง ทำให้เด็กน้อยตนนี้รอดพ้นมาจากภัยอันตรายของภูต ผี ปีศาจ โดยเรื่องมี่อยู่ว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห์ นายทารุสากฏิกะเป็นอุบาสกผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงพลอยทำให้ภรรยาและลูกชายซึ่งยังเด็กน้อยเลื่อมใสและนับถือพระพุทธคุณเป็นสรณะไปด้วย เขามีอาชีพเลี้ยงวัว มักจะพาวัวออกไปหาหญ้ากินนอกประตูเมืองกรุงราชคฤห์ ใกล้บริเวณป่าช้าอยู่เสมอ ภรรยาและลูกชายก็อยู่ในเรือนภายในประตูเมือง ภรรยาได้ปล่อยให้ลูกชายไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน ซึ่งครอบครัวของเด็กคนนี้นับถือนิครนถ์ ขณะที่เด็กชายทั้งสองกำลังทอดขลุบ (การละเล่นประเภทหนึ่ง) ลูกชายของนายทารุสากฏิกะเป็นฝ่ายทอด ขณะที่กำลังทอดขลุบ เด็กน้อยได้เปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” ปรากฎว่าตานั้นทอดขลุบชนะ พอเป็นฝ่ายเด็กข้างบ้านทอดขลุบ เขาก็เปล่งว่า “นะโม อรหัตานัง” ผลออกมาว่าทอดขลุบแพ้ลูกชายนายทารุสากฏิกะ เด็กน้อยสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เพื่อนเปล่งคำว่า “นะโม พุทธัสสะ” ในตานั้นจะทอดขลุบชนะ ตนจึงเปลี่ยนมาเปล่งตามอย่างเพื่อนบ้างปรากฏว่าเล่นชนะเช่นกัน กลายเป็นว่าเด็กคนนั้นพอจะชนะขึ้นมาบ้าง แต่แล้วการเจริญพุทธานุสสติได้หยั่งรากลงในจิตใจของเด็กน้อยผู้เป็นเพื่อนเสียแล้ว ลูกชายของนายทารุสากฏิกะมักเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” อยู่บ่อยครั้งจนเป็นนิสัย ซึ่งแต่ละครั้งก็มีจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งนายทารุสากฏิกะพาวัวไปกินหญ้านอกประตูเมือง แล้วพาลูกชายไปด้วยโดยให้เด็กน้อยนั่งอยู่บนเกวียน วัวก็กินหญ้าไปเรื่อย แต่ครั้งนี้นานกว่าทุกครั้ง […]

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ จูฬสุภัททา เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมของสตรีผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา นางเป็นธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนที่จะออกเรือน นางมีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารและวัตถุทานตามคำขอของบิดา สำหรับจัดเตรียมไวhถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย แต่เมื่อนางไปอยู่ในครอบครัวฝ่ายสามี หน้าที่นี้จึงตกมาเป็นของนางสุมนาเทวี ซึ่งทำให้นางสำเร็จธรรมเป็นสกทาคามี สิ่งที่นางจูฬภัททาทำไว้ในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นการที่นางทำให้ครอบครัวสามีหันมานับถือพระพุทธศาสนา โดยเรื่องมีอยู่ว่า อุคคเศรษฐี เป็นสหายเก่าแก่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ทั้งสองเคยทำสัญญาต่อกันว่า หากฝ่ายใดมีลูกสาวและอีกฝ่ายมีลูกชายจะให้แต่งงานกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปช่วยกิจการครอบครัวของตน เมื่อบิดาได้สิ้นบุญลง จากบุตรเศรษฐีก็กลายเป็นเศรษฐี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีเดินทางมาทำการค้าขายที่กรุงสาวัตถี จำได้ว่าอนาถบิณฑิตเศรษฐีพำนักอยู่ที่เมืองนี้จึงแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน เมื่ออุคคเศรษฐีมาถึงเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้นางจูฬสุภัททาออกมาดูแลสหายเก่าของพ่อ อุคคเศรษฐีสังเกตกิริยามารยาทของนางจูฬสุภัททาแล้วก็ชื่นชอบ จึงได้ทวงสัญญาที่เคยให้กันไว้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าควรจะยกธิดาแต่งงานไปกับลูกชายของอุคคเศรษฐีหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ธิดาของท่านเศรษฐีสามารถแต่งงานกับบุตรชายของอุคคเศรษฐีได้ไม่มีปัญหา” เมื่อทราบดังนั้นแล้วอนาถบิณฑิตเศรษฐีก็สบายใจ ทั้งสองครอบครัวได้ทำการปรึกษาหารือเพื่อตระเตรียมพิธีมงคลสมรส ก่อนถึงวันงานอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สอนให้ธิดาเป็นลูกสะใภ้และภรรยาที่ดี หลังจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ก่อนนางจูฬสุภัททาจะไปสู่ครอบครัวของสามี เมื่อนางจูฬสุภัททาไปอยู่ในเรือนของสามี อุคคเศรษฐีได้จัดเลี้ยงนิครนถ์ เขาบอกให้ลูกสะใภ้ออกมาไหว้นิครนถ์ นางจูฬสุภัททาตกใจที่ตนต้องไหว้ชีเปลือก นางก็ไม่ยอมออกมาทำการสักการะนักบวชนุ่งลมห่มฟ้าเหล่านั้น เพราะนางมองว่านักบวชเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีความละอาย ทำให้อุคคเศรษฐีเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เศรษฐีได้ถามลูกสะใภ้ว่า “ทำไมเจ้าไม่ทำความเคารพต่อนักบวชที่เราเคารพ แล้วนักบวชที่เจ้าจะเคารพพึงเป็นเช่นไหน” นางจูฬสุภัททาตอบว่า “นักบวชที่เราจะเคารพท่านต้องเป็นผู้มีกาย ใจ และสายตาที่สำรวม พูดพอประมาณ การกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจสะอาดหมดจด เป็นผู้ไม่มีมลทินดุจสีของเปลือกสังข์และไข่มุก […]

เมืองแปลกหน้า – เรื่องลึกลับจากต่างแดน

เมืองแปลกหน้า – เรื่องลึกลับจากต่างแดน สายฝนเทกระหน่ำลงมาตลอดทาง แต่แครอล เชส แม็ค เอลเฮนีย์ (Carol Chase McElheney) ยังคงมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองเพอร์ริส แคลิฟอร์เนีย เพื่อไปชมโชว์สุนัขเลี้ยงแกะในช่วงวันหยุดอันแสนสั้น เธอหรี่ตามองป้ายบอกทางฝ่าม่านฝนบนกระจกรถ ริเวอร์ไซด์ ตรงไป ภาพความทรงจำเก่า ๆ หวนคืนมา ริเวอร์ไซด์คือเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแวดล้อมไปด้วยภูเขาและบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรของชาวเมือง เธอรู้จักริเวอร์ไซด์เป็นอย่างดี เพราะเคยใช้ชีวิตวัยเด็กที่นั่น กระทั่งเรียนจบจากวิทยาลัย ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ซานเบอร์นาร์ดิโน ตระกูลของเธอตั้งรกรากอยู่ที่ริเวอร์ไซด์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่นเดียวกับปู่และย่าซึ่งเกิดที่นี่และได้ฝากร่างไว้ในสุสานที่ริเวอร์ไซด์แห่งนี้ แม้ด้านนอกรถยังคงเปียกชุ่มไปด้วยสายฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่ามีบางสิ่งที่ทำให้บรรยากาศภายในรถเย็นยะเยือกยิ่งกว่า เพราะขณะที่เธอกำลังนึกถึงปู่และย่าอยู่นั้น จู่ ๆ กลิ่นบุหรี่ก็โชยเข้ามาในรถโดยไม่รู้ที่มา…ทั้ง ๆ ที่กระจกรถยังคงปิดสนิท! มีเพียงภาพควันที่พ่นออกมาจากปลายมวนบุหรี่ของปู่เท่านั้น ที่พอจะเป็นตัวแทนภาพความทรงจำเดียวที่เธอมีเกี่ยวกับปู่ ก่อนที่ท่านจะจากไปตั้งแต่เธออายุได้เพียงห้าขวบ…หากว่ากลิ่นนี้หมายถึงการมาเยือนของปู่ เธอเองก็ไม่แปลกใจนัก แครอลขับรถผ่านริเวอร์ไซด์ไปโดยไม่พยายามค้นหาคำตอบของกลิ่นประหลาดนั่น กระทั่งมันจางหายไปเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นไม่นานเธอก็ลงทะเบียนเข้าพักโรงแรมในเมืองเพอร์ริสเพื่อชมโชว์สุนัขในวันรุ่งขึ้น เมื่อการแสดงชุดแรกสิ้นสุดลง เธอตัดสินใจขับรถย้อนกลับไปยังริเวอร์ไซด์อีกครั้งเพื่อหวนระลึกถึงกลิ่นอายของอดีต ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวไปตามเส้นทาง จู่ ๆ ก็มีบางสิ่งสะกดให้เธอต้องตะลึงงัน…ถนนเส้นเดิมกลับดูไม่คุ้นเคยอีกต่อไป…เธอไม่ได้จากมานานขนาดจะหลงลืมว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นบ้านของเธอ ทว่าตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว มีเพียงบังกะโลบนสนามหญ้าเล็ก ๆ […]

ใจดีกว่านี้มีอีกไหม หนุ่มน้ำใจงามใช้สิทธิ์ “ชิมช็อปใช้” ช่วยคุณลุงผู้ยากไร้

โลกโซเซียล แห่ชื่นชมชายหนุ่มน้ำใจงาม ใช้สิทธิ์ “ชิมช็อปใช้” ซื้อของให้คุณลุงผู้ยากไร้ อีกหนึ่งเรื่​อง​ราวดี ๆ ในโลกโซเซียล ที่กำลังเป็นไวรัล มีคนพูด​ถึงมากมาย เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊​กที่ใช้ชื่อว่า Khotcharat Sinlaphan ย​อมสละเ​งิน​ที่ไ​ด้จากโครงการ “ชิมช็อปใช้” ซึ่งเป็นมาต​รกา​รกระตุ้นเศร​ษฐกิจ​ของ​รัฐบา​ล ที่แจกเงิ​นคนละ 1,000 บาท ให้ไปเที่​ยวชิมช็อปใช้ นำไปซื้อ​ของ​กิน ข​อ​งใช้ เพื่อไป​มอบให้​กับคุ​ณลุงที่มีฐานะขัดสน ประกอบอาชีพ​ถี​บรถขายไอ​ศ​กรี​ม โ​ดยไ​ด้โพสต์ข้อความระบุ​ว่า ​   “สำห​รับผม การได้ช่​วยเ​หลือเพื่อนร่ว​มโล​กค​นที่ไม่มี ผมมีความสุขค​รับ ปล.ลุ​งไ​ม่รู้ถึ​งสิท​ธิ์ 1000 ที่​รั​ฐให้ และไม่มี smart phone #สิทธิ์1000ที่ได้​ผมให้ลุง​ครับ #​มาร่วมกัน​ทำแค​มเ​ปญนี้กันครั​บช่วยเ​หลือ​คนที่เข้าไม่​ถึงสิ​ทธิ์นี้ทำ1000ของรั​ฐที่ให้มาให้​มี​ค่าค​รับ #เลิกทะเลาะกั​นเถอะ”   สำหรับผม การได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกคนที่ไม่มี ผมมีความสุขครับ ^^ปล.ลุงไม่รู้ถึงสิทธิ์ 1000 ที่รัฐให้ และไม่มี smart… 由 Khotcharat Sinlaphan 发布于 2019年10月4日周五   ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก  เฟซบุ๊ก […]

ท่านได้อะไร เมื่อไปงานศพ โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านได้อะไร เมื่อไป งานศพ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) งานศพ ให้อะไรมากกว่าที่คิด หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เราจะได้จากการไปงานศพ ดังความตอนหนึ่งว่า “…ที่เรามาในงานศพนี้ คนโบราณเขาบอกว่ามีอานิสงส์มาก อานิสงส์ นั้นหมายถึงอะไร ก็หมายถึง “ผล” ผลในที่นี้หมายถึงคุณค่าทางจิตใจ มากกว่าทางวัตถุ เพราะว่าทางวัตถุนั้นเราจะหาจากที่ใดก็ได้ แต่คุณค่าทางใจนั้นมักจะได้จากที่อย่างนี้ “เรามาในงานศพ ถ้ามาเฉย ๆ กลับไปก็ไม่ได้อะไร เราควรมาคิดนึก นั่งเงียบ ๆ แล้วก็ดูศพ เอาศพมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง แล้วถามตัวเองว่าเวลานี้ อายุเท่าไหร่ เราอยู่ในฐานะอะไร มีโรคภัยประจำตัวบ้างไหม เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเรานั้น เวลานี้เป็นคนอย่างไร บางคนก็ไปแล้ว ไปหลายวัน หลายเดือน หลายปีแล้วก็มี เรานี่ยังอยู่ ก็นับว่าเป็นบุญนักหนาที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่ออะไร…? อยู่เพื่อความดีต่อไปไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพื่อเล่น เพื่อความสนุกสนาน เพราะเพียงกินเล่นสนุกสนาน ไม่ต้องเป็นมนุษย์ก็ทำได้ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็กินได้ สนุกได้ มัวเมาในเรื่องอะไร ๆ ก็ได้ เราเป็นผู้เป็นคน มันต้องวิเศษกว่าสัตว์เหล่านั้น เราต้องนึกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง […]

คุณครูช่วยเหลือลูกศิษย์ผู้หิวโหย โดยรวบรวมเงินไปซื้อหาเสบียงให้ทันที

คุณครูได้ยินลูกศิษย์ตัวน้อยถามถึงอาหารแจกฟรี จึงรีบรุดไปซื้อที่ร้านให้ทันที คุณครูส่วนใหญ่มักจะทำหน้าที่มากกว่าแค่ให้ความรู้ลูกศิษย์ บางครั้งคุณครูก็มาเป็นแนวหน้าต่อสู้กับความหิวโหย บรู๊ค โกอินส์ (Brooke Goins) เป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียนประถมศึกษา Jacksboro ในเมือง Campbell County รัฐเทนเนสซี วันหนึ่งในระหว่างการเรียนการสอนในชั้นเรียน เธอถึงกับน้ำตาคลอเมื่อลูกศิษย์ซึ่งเป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า คุณครูแนะแนวจะมาแจกอาหารฟรีอีกเมื่อไหร่ครับ ตามปกติ ทางโรงเรียนจะส่งอาหารแห้งและอาหารกระป๋องไปที่บ้านของนักเรียนที่มีฐานะยากไร้ถึงขั้นไม่มีอาหารรับประทาน แน่นอนว่าบรู๊คทราบว่าทางโรงเรียนมีโครงการนี้ แต่เธอไม่ได้สนใจอะไรมากจนกระทั่งมาได้ยินลูกศิษย์ตัวเองถามขึ้นมาในชั้นเรียน ณ วินาทีนั้นเธอจึงตระหนักว่า หากปราศจากโครงการช่วยเหลือจากทางโรงเรียน ลูกศิษย์คนนี้จะไม่มีอะไรไว้กินเพื่อประทังชีวิตเลย ครูบรู๊คถามเด็กชายตัวน้อยว่าเขาโปรดปรานอะไรที่สุดในตะกร้าแจกอาหาร แล้วเธอก็ต้องน้ำตารื้นอีกรอบเมื่อได้ยินคำตอบที่ไร้เดียงสาของลูกศิษย์   เด็กน้อยมองหน้าฉันแล้วบอกว่า ‘ผมชอบอันที่เป็นรูปตัวโอ (พูดพลางทำมือเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ) ที่บ้านเราไม่มีอันนี้ แต่เวลาผมกินมัน มันจะทำให้ท้องผมอุ่นและช่วยให้ผมหลับ’ พอได้ยินคำตอบฉันก็เสียศูนย์ ร้องไห้โฮต่อหน้าลูกศิษย์ตัวน้อยอีก 20 คน เด็ก ๆ ไม่ควรจะต้องอดอยากหิวโหยแบบนี้เลย   ครูบรู๊ครวบรวมสติอย่างรวดเร็วและทำสิ่งที่คนเป็นครูสมควรทำ เธอคิดหาทางช่วยเหลือลูกศิษย์ เธอส่งข้อความเข้ากลุ่มเพื่อนครูด้วยกัน ซึ่งทุกคนต่างไม่ลังเลที่จะเจียดเงินส่วนตัวมาช่วย เมื่อบรู๊ครวบรวมเงินทั้งของตัวเองและเพื่อนครูได้เรียบร้อย เธอก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อซื้อหาอาหารที่เด็กสามารถทำกินเองได้ รวมทั้ง SpaghettiOs ของโปรดของลูกศิษย์ด้วย เมื่อคุณครูผู้แสนดีโพสต์เรื่องราวของเธอลงในเฟซบุ๊ก […]

ชื่นชมคุณหมอลงขันรวมเงินเป็นค่าเดินทางมารักษาตัวให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งยากไร้

โลกโซเชียลพากันชื่นชมทีมแพทย์และบุคคลากร ห้องผ่าตัดและวิสัญญี โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ที่มีน้ำใจลงขันรวมเงินเป็นค่าเดินทางมาโรงพยาบาล และเป็นค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยมะเร็งที่มีฐานะยากจน เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ทิชาฉัตร ชาทอง ได้โพสต์เรื่องราวการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่มีฐานะยากจน โดยบุคคลากรและแพทย์ของแผนกห้องผ่าตัดและวิสัญญี ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี จ.อุดรธานี ได้ร่วมบริจาคเงินค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วย เพื่อจะได้มีโอกาสมารับการรักษาด้วยคีโม ข้อความมีดังนี้   “เรื่องเล่าเย็นนี้ ขณะทำผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ศัลยแพทย์ในดวงใจของเราเล่าขึ้นว่า คนไข้คนนี้เดินทางมาหาหมอด้วยรถมอเตอร์ไซค์ กว่าจะได้ผ่าตัดครั้งนี้คือครั้งที่5 อาชีพคือกรีดยางในไร่ตัวเองที่มีอยู่น้อยนิด ขายได้ครั้งละ 600-700บาท พอแค่กินกัน 2 คนสามีภรรยา อยู่กันอย่างประหยัด เมื่อมีคนหนึ่งป่วยอีกคนต้องดูแล รายได้ก็หายไปเงินทองที่เก็บไว้ต้องนำมาใช้ยามเจ็บป่วย พีคสุดคือออกจากบ้านตั้งแต่ตี 2 เพื่อมาหาหมอในเมืองใหญ่ หากนั่งรถโดยสารต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และจะกลับไม่ทันรอบรถประจำทาง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขในครั้งนี้ อ.เจริญ เริ่มก้นถุงให้เราในจำนวนที่มาก ๆ และเรา #ชาวห้องผ่าตัดและวิสัญญี ก็ช่วยกันลงขันเพื่อเป็นทุนให้คนไข้ได้กลับมารับยาเคมีบำบัดโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตแบบครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ มีความสุขหากต้องได้เดินทางก็ขอให้การเดินทางสะดวกปลอดภัย สาธุ ไม่เคยเขียนอะไรยาวขนาดนี้….,แท็ก อ.เจริญ ผู้ไม่มี Facebook […]

คุณแม่เพิ่งเสียลูกน้อย ตัดสินใจบริจาคน้ำนมตัวเองเพื่อช่วยเด็กอื่น

เธอคือคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเสียลูกน้อยไป แม้จะโศกเศร้าเพียงใด เธอก็ตัดสินใจปั้มน้ำนมจากอก รวมแล้วมากกว่า 1,000 ออนซ์ เพื่อบริจาคให้เด็กอื่น ๆ ได้ต่อชีวิต ลองนึกภาพว่า หากคุณเป็น “ว่าที่คุณแม่” ซึ่งกำลังอุ้มท้องไปตรวจอัลตร้าซาวนด์ ตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ลูกหญิงหรือลูกชาย แต่เกิดเหตุผิดคาด เมื่อคุณหมอบอกว่า “ลูกของคุณอาจไม่รอดชีวิต” นั่นคือสิ่งที่ อเล็กซิส มาร์ริโน (Alexis Marrino) ต้องประสบเมื่อเธอไปสแกนตรวจลูกในครรภ์ตามปกติ ข่าวร้ายนี้ทำให้เธอใจสลาย แต่เธอก็ยังเลือกที่จะขอมีโอกาสได้อุ้มลูกน้อยไว้แนบอกสักครั้ง ในที่สุดหนูน้อย แมคคินเลห์ เจด (McKinleigh Jade) คลอดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2019 เวลา 11.49 น. ในสภาวะกะโหลกศีรษะไม่ปิด (anencephaly) ซึ่งมีผลให้ทารกเกิดมาโดยมีกะโหลกและสมองไม่ครบ ในช่วงเวลาอันมีค่าที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ อเล็กซิสและ ไมเคิล สามีของเธอได้อุ้มลูกน้อยแนบไว้กับอก ทั้งคู่แสดงความรักและทำพิธีศีลจุ่มให้ลูกน้อย อเล็กซิสบอกว่า การได้อุ้มร่างเล็ก ๆ อุ่น ๆ ของลูกไว้แนบอกเป็นความรู้สึกที่แสนวิเศษมาก ต่อจากนั้นในเวลา 12.59 น.วันเดียวกัน หนูน้อยแมคคินเลห์ก็จากไปอย่างสงบ […]

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ?

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นคุณแก่โลกอย่างอเนกอนันต์ การมีโอกาสได้พบเจอกับพระองค์นับได้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต จึงมีไม่น้อยที่มักอธิษฐานขอให้ได้พบเจอพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต แม้กระทั่งพญานาคราชตนหนึ่งมีนามว่า ” เอรกปัตตนาคราช ” ก็เป็นอีกโอปาติกะที่อยากพบพระพุทธเจ้ามาก เป็นเพราะอะไร และทำไมพญานาคตนนี้ถึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้ ลองมาติดตามกันค่ะ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธองค์แล้ว ทรงประกาศสัจธรรมที่ทรงค้นพบประทานต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลาย มีพญานาคตนหนึ่งมีร่างใหญ่โตจนเต็มแม่น้ำคงคา หากขยับตัวทีสามารถทำให้เกิดคลื่น ชายฝั่งริมแม่น้ำสามารถพังทลายลงได้ พญานาคตนนี้มีนามว่า “เอรกปัตตะ“ พญานาคตนนี้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้ามานานหลายพุทธันดร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความคิดขึ้นว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้ว สุดท้ายเอรกปัตตนาคราชก็ใช้วิธีแต่งเพลงขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อร้องว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรจึงจะชื่อได้ว่าเป็นพระราชา พระราชาเปรียบเหมือนผงธุลีบนศีรษะได้อย่างไร และคนพาลขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากผงธุลีอย่างไร”  พญานาคสอนให้พระธิดาขับร้องเพลงนี้จนสามารถจดจำเนื้อเพลงได้ จากนั้นพญานาคได้บอกอุบายแก่พระธิดาว่า “พ่อจะคืนร่างเป็นนาค (ตัวใหญ่) ขอให้ลูกขึ้นมาเต้นร่ายรำพร้อมกับขับร้องเพลงที่พ่อสอนนี้บนพังพานของพ่อเถิด” เมื่อพระธิดายินดีปฏิบัติตามที่พระบิดาขอร้องแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็พากันขึ้นไปเหนือผิวน้ำ และทำเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานถึงกึ่งเดือน (ครึ่งเดือน) พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าเอรกปัตตนาคราชต้องการพบพระองค์ จึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา ขณะนั้นเองในทิพยญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรวจตราสรรพสัตว์อยู่นั้น ได้ปรากฏภาพของอุตตรมาณพขึ้นมา พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า มาณพผู้นี้สามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ หากเขาได้ร้องเพลงแก้ที่พระองค์ทรงแต่ง เพื่อให้เอรกปัตตนาคราชได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับใต้ต้นซึก ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสีนัก พระองค์ทรงได้ยินคำกล่าวขานของชาวเมืองพาราณสี ต่างถกกันเรื่องเพลงที่พระธิดาของพญานาคร้องนั้นหมายถึงอะไร อุตตรมาณพได้เดินผ่านมาในบริเวณที่ประทับของพระบรมศาสดาพอดี พระองค์ทรงเรียกชื่อของเขา “อุตตระ เธอโปรดมาหาเรา” […]

วิธีสังเกตลมหายใจ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

วิธีสังเกตลมหายใจ ทำอย่างไร พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้ ตอนนี้หากมีคนถามว่ากำลังหายใจเข้าหรือออกอยู่ ตอบได้ทันทีหรือไม่ ตอบได้ไหมว่าขณะนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก หาก ณ ขณะที่อ่านประโยคแรก เรายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก นั่นเป็นเพราะเรายังไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม ยังไม่ทันได้สังเกต หากอ่านคำถามจบแล้วสังเกตต่อทันที เราจะรู้เลยว่าตัวเองกำลังหายใจอย่างไรอยู่ นั่นแสดงว่าเรารู้สึกตัวแล้ว ความแตกต่างระหว่างคนที่ฝึกสังเกตกายกับคนไม่ได้ฝึกก็คือ คนกลุ่มแรกจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ตลอดเวลา การตามดูลมหายใจเข้าออกนั้นให้ดูอย่างสบาย ๆ สังเกตลมหายใจที่มีอยู่แล้วตามปกติในชีวิตประจำวัน เป็นลมหายใจที่เข้าออกตามความเป็นจริง สังเกตโดยไม่มีการฝืน ไม่มีการบังคับ หรือเข้าไปจดจ้อง หากเข้าไปจดจ้องหรือตั้งท่าว่าจะดูให้ได้ ส่วนมากมักไม่ค่อยได้ผล ต้องปล่อยให้ทุกลมหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ จะสั้นบ้างยาวบ้าง หรือหนักเบาไม่เท่ากันก็ไม่เป็นไร เราเพียงแต่สังเกตไว้เฉย ๆ ก็พอ การสังเกตลมหายใจไม่จำเป็นต้องดูทันทั้งหมด จะรู้ทันบ้างไม่ทันบ้างก็ปล่อยมันไป แต่ให้อาศัยความพยายามสักนิดที่จะระวังตัวพอไม่ให้หลับ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความชำนาญให้แก่การรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้เป็นอย่างดี อีกวิธีหนึ่งในการดูลมหายใจเข้าออกก็คือ ให้ดูที่ปอดซึ่งอยู่บริเวณทรวงอก ซึ่งจะมีอาการขยับขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้เราลองสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบว่าเมื่อเราหายใจเข้า บริเวณทรวงอกจะขยับขึ้น และเมื่อเราหายใจออก ทรวงอกจะขยับลง การสังเกตอาการขยับขึ้นลงของทรวงอกจะทำให้เรารู้ลมหายใจเข้าออกของตนเองได้อย่างชัดเจน การสังเกตลมหายใจเข้าออกนั้น ให้เราหายใจเข้าออกตามปกติแล้วแค่เราสังเกตไปเฉย ๆ […]

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต  

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หากพูดถึง ” พญาช้างปาลิเลยกะ ” หลายท่านอาจงงและไม่คุ้นชื่อของพญาช้างเชือกนี้เท่าไหร่นัก แต่หากบอกว่า  ” ป่าเลไลยก์ ”   ชื่อปางหนึ่งของพระพุทธรูปที่มีช้างและลิงอยู่ด้วย ก็คือชื่อของพญาช้างเชือกนี้เหมือนกัน แต่อาจเพี้ยนไปบ้าง เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงของคนไทย หลายคนคงถึงบางอ้อตาม ๆ  กัน มาทำความรู้จักกับพญาช้างเชือกนี้กันว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร  ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ในกรุงโกสัมพี ได้เกิดเรื่องวิวาทขึ้นระหว่างพระภิกษุชาวโกสัมพี 2 รูป พระภิกษุในโฆสิตารามต่างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เรียกได้ว่าเป็น “สังฆเภท” เรื่องวิวาทนี้เกิดขึ้นจากการที่พระภิกษุผู้เป็นนักเทศน์ ในคัมภีร์เรียกท่านว่า “พระธรรมกถึก” ได้เข้าส้วมพอเสร็จกิจแล้วก็ตักน้ำเพื่อจะราดทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล แต่ท่านราดน้ำไม่หมดภาชนะ เมื่อพระภิกษุอีกรูปเป็นผู้เคร่งในพระวินัยมาก จึงได้ชื่อว่าเป็น “พระวินัยธร” เข้ามาใช้ส้วมต่อ เมื่อเห็นว่าน้ำในภาชนะเหลือ จึงกล่าวต่อพระธรรมกถึกว่า “ท่าน ! การที่ท่านเหลือน้ำไว้ในภาชนะเช่นนี้เป็นอาบัตินะ” พระธรรมกถึกตอบกลับว่า “กระผมไม่ทราบ ต้องขอโทษด้วย การไม่ทราบและไม่เจตนาคงไม่อาบัติหรอกขอรับ” “ท่านไม่ทราบก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็อาบัติอยู่ดี เพราะผิดพระวินัยที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้” พระวินัยธรว่าตามพระวินัยที่พระบรมศาสดาบัญญัติ พระธรรมกถึกก็ไม่ยอมรับว่าตนอาบัติ […]

keyboard_arrow_up