โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็น ทำไมบางคนจึงไม่เห็น

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็นทำไมบางคนจึงไม่เห็น โอปปาติกะ คืออะไร และมีกี่ประเภท ทำไมบางคนจึงเห็นและทำไมบางคนจึงไม่เห็น เหตุผลที่โอปปาติกะจะปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว มีดังนี้   โอปปาติกะคืออะไร มีกี่ประเภท จากในพระไตรปิฎก โอปปาติกะ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่พอเกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอยู่ในครรภ์ เช่น มนุษย์หรือสัตว์บางประเภท หรืออยู่ในไข่ เช่น เป็ด ไก่ หรืออยู่ในสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น หนอน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้มีลักษณะเป็นกายทิพย์ ปกติแล้วจะมองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรต   เทวดา เทวดา คือโอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เรียกว่า สุคติ หรือก็คือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะรวมถึงรูปพรหมและอรูปพรหมด้วย โดยทั่วไป เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ที่ทำความดีมามากกว่าความชั่ว เน้นไปที่ด้านให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นประจำ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกำลังบุญจึงดึงดูดให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ ตามแต่กำลังบุญของตน รูปพรหม ได้แก่ อดีตมนุษย์ที่บำเพ็ญความดีทั้งทาน ศีล และภาวนาเป็นประจำ […]

ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง : คำสอนสุดประเสริฐ โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง : คำสอนสุดประเสริฐ โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ชีวิตที่มีคุณค่า นั้น ไม่ได้เกิดมาเพื่อรับใช้ตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นชีวิตที่เกิดมาเพื่อที่จะรับใช้คนอื่น และการที่จะรับใช้คนอื่นได้จะต้องฝึกตน ตนเป็นที่พึ่งของตน จากนั้นจึงให้คนเขาได้พึ่ง ฝึกตนให้เป็นคนที่เอาตัวเองให้รอด จากนั้นก็ทำให้คนอื่นรอดด้วย ไม่ใช่รอดคนเดียว พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ให้ข้อคิด หลักใจ เพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง ไว้ดังนี้   ชีวิตที่มีคุณค่า ต้องอย่าประมาทว่ายังหนุ่มยังสาว ท่าน ว. วชิรเมธี สอนไว้ว่า ความตายนั้น เกิดขึ้นกับเราทุกคนในทุกช่วงชั้นแห่งวัย จะประมาทว่ายังเป็นเด็กทารกอยู่ ไม่ตายหรอก ยังเป็นเด็กอยู่ ไม่ตายหรอก ยังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ตายหรอก ยังเป็นหนุ่มยังทำงานสนุก ขอยังไม่ตาย ก็ไม่ได้ เราต่อรองไม่ได้หรอกว่าจะตายในช่วงไหน ทุก ๆ คนสามารถตายได้ในทุกช่วงชั้นแห่งวัย โลงศพนั้นถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคนทุกวัย เวลาเห็นโลงศพให้หมั่นเตือนใจอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ เรามีสิทธิ์ที่จะลงไปนอนในโลงนั้น เตือนตัวเองอย่างนี้แล้วเราจะตระหนักในการใช้ชีวิตให้ดี ไม่ปล่อยให้ชีวิตอยู่ไปวันๆ จนใกล้มรณา     อย่าประมาทว่าสุขภาพยังแข็งแรง สุขภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนมักจะมองข้าม แต่พระพุทธองค์ไม่ได้มองข้าม พระองค์ตรัสว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หรือ ความไม่มีโรคเป็นโชคของชีวิต เพราะฉะนั้นเราอย่าไปมองข้ามเรื่องสุขภาพเป็นอันขาด คนในยุคสมัยของเราจำนวนไม่น้อยที่ทุ่มเทกำลังกาย […]

หลวงปู่มั่นเทศน์ถึงความมหัศจรรย์ของ พระแก้วมรกต

หลวงปู่มั่นเทศน์ถึงความมหัศจรรย์แห่ง พระแก้วมรกต หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอิทธิและญาณวิเศษ ปรารถนาพระนิพพาน ได้เทศน์ถึงความมหัศจรรย์แห่ง พระแก้วมรกต ไว้ ซึ่งหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ ได้จดจำแล้วนำมาบอกเล่าผ่านตัวอักษรในหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “รำลึกวันวาน” ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของพระแก้วมรกตมากขึ้น       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตจำวัดอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระอุปัชฌาย์อุ่น (พระครูบริบาลสังฆกิจ (อุ่น อุตตโม) แห่ง วัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร) ได้ไปกราบนมัสการฟังเทศน์ และได้นำรูปพระแก้วมรกตขนาด 20 นิ้ว ไปถวายท่านพระอาจารย์ แต่ดูท่านจะลืมทำความสะอาด เพราะมีฝุ่นจับอยู่ ท่านพระอาจารย์น้อมรับภาพพระแก้วมรกตด้วยความเคารพ หลังจากท่านอุปัชฌาย์อุ่นลาลงกุฏิไปแล้ว ท่านพระอาจารย์ได้ทำความสะอาด โดยนำผ้าสรงน้ำของท่าน มาเช็ดถู หลวงตาทองคำเอาผ้าเช็ดพื้นเข้าไปช่วยทำความสะอาดด้วย เพราะเห็นว่าผ้ายังสะอาดอยู่ ท่านหันมาเห็นเข้า ก็พูดว่า “อะไรกัน นั่นรูปพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ยังเอาผ้าเช็ดพื้นมาถูได้” หลวงตาทองคำสะดุ้งไปทั้งตัว เพราะด้วยความไม่รู้ ท่านจึงทำความสะอาดเอง   […]

ช่อผกา วิริยานนท์ … ในวันที่ค้นพบสัจธรรมจากความตาย

บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราได้อย่างเหลือเชื่อ อุ๊ ( ช่อผกา  วิริยานนท์ ) พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง  แต่เป็นมะเร็งชนิดพิเศษที่มีอายุเพียง 4 วันเท่านั้น! เรื่องมีอยู่ว่า อยู่ดีๆ วันหนึ่งอุ๊รู้สึกว่าเต้านมตัวเองมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ จากคัพบีเป็นคัพซี แข็งโป๊ก และมีอาการเจ็บ ก่อนหน้านี้อุ๊เคยมีซีสต์ถุงน้ำที่เต้านมมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายก็คิดว่าต้อง “เป็นอะไร” สักอย่างแน่นอน แต่เป็นอะไรนั้นตัวเราเองก็ไม่ทราบ ได้แต่คิดในใจว่าอย่าเป็นในสิ่งที่ฉันคิดเลย เข้าใจว่าป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นด้วยความที่เชื่อถือเรื่องการแพทย์ทางเลือกมากกว่าแผนปัจจุบัน (ในกรณีที่เจ็บป่วยเป็นมะเร็ง) อุ๊จึงตัดสินใจไปหาหมอทางเลือกท่านหนึ่งที่ต่างจังหวัดตามคำแนะนำของเพื่อน ก่อนไปก็โทร.สอบถามว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง คนรับเรื่องบอกว่าไม่ต้อง แต่พอไปถึงจริงๆหมอบอกว่า ความจริงแล้วอยากให้ไปตรวจกับหมอในโรงพยาบาลก่อนเพื่อจะได้นำคำวินิจฉัยของหมอมาใช้ประกอบการรักษา แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว  หมอก็ตัดสินใจรักษาเลย  ด้วยการใช้มือคลำบริเวณที่เจ็บ  หลังจากสำรวจดูสักพัก หมอพูดว่า “ดูสภาพแล้วเนี่ย เป็นมะเร็งแน่เลย” ได้ยินแบบนั้น ใจอุ๊ไม่ได้วูบหรือตกใจอะไร แต่กลับกลายเป็นว่า“กูว่าแล้ว…ว่าต้องเป็นมะเร็ง” รู้อย่างนี้ก็ดีจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว สิ้นความสงสัยไปเสียที รู้สึกว่าตัวเองทุกข์ใจน้อยกว่าตอนก่อนไปหาหมอเพราะรู้แล้วว่าตัวเองเป็นอะไร แต่หลังจากนั้นเมื่อขับรถจากต่างจังหวัดกลับบ้านเงียบๆ คนเดียว ความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้นมา มีเสียงหนึ่งในใจพูดว่า “ชีวิตเรามันแค่นี้เองหรือ” อุ๊จินตนาการว่าตัวเองคงอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี นั่นหมายความว่าอุ๊จะตายตอนอายุ 40กว่าๆ […]

วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด โดย พระไพศาล วิสาโล

วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด โดย พระไพศาล วิสาโล วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด คือการยอมรับความจริง แต่ส่วนใหญ่ยอมรับความจริงไม่ได้จึงเกิดทุกข์มาก มาดูกันว่าทำอย่างไรใจเราถึงจะไกลทุกข์ได้ แนะนำโดย พระไพศาล วิสาโล     วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ อย่าซ้ำเติมตัวเอง พระไพศาลกล่าวว่า อย่างแรกที่ควรทำก็คือ เมื่อมีทุกข์ อย่าซ้ำเติมตัวเอง หากเจ็บป่วยก็ให้ป่วยแต่กาย อย่าปล่อยให้ใจป่วยไปด้วย เมื่อสูญเสียทรัพย์ ก็ให้เสียแค่นั้น อย่าให้ใจเสียไปด้วย หลายคนชอบซ้ำเติมตัวเอง เศร้าโศกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ไม่พอ ยังไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน หรือกินไม่ได้ นอนไม่หลับอีกด้วย เลยเสียสุขภาพไปด้วย ถึงเวลาทำงานก็ทำไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เหม่อลอย เสียงานอีก แม้กระทั่งในเหตุการณ์ประจำวัน เราก็ซ้ำเติมตัวเองเป็นประจำ เจอรถติดแทนที่จะเสียแค่เวลา กลับเสียอารมณ์ด้วย เสียเวลานั้นเราห้ามไม่ได้เพราะรถติดเป็นเรื่องที่อยู่เหนือวิสัยของเราที่จะป้องกันแก้ไขได้ แต่เสียอารมณ์นั้นเป็นเพราะเราทำตัวเราเอง คือวางใจไม่ถูก     ยอมรับความจริง เรื่องนี้พระไพศาลเล่าว่า มีตัวอย่างของการยอมรับความจริงที่ดีมากคือ ผู้หญิงคนหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะตอนอายุสามสิบต้นๆ มะเร็งที่เธอเป็นปกติจะเกิดกับคนที่มีอายุ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้นกับเธอ เธอเฝ้าแต่โอดครวญว่าทำไมต้องเป็นฉัน เธอมีความทุกข์มาก จึงเหวี่ยงวีนใส่คนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ […]

แค่รับโทรศัพท์ที่ออฟฟิศก็ฝึกสติได้ : วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่

แค่รับโทรศัพท์ที่ออฟฟิศก็ฝึกสติได้ : วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่ วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เราปรี๊ดแตกได้ตลอดเวลานั้นมีหลายวิธี วิธีที่ง่ายเกินคาด ก็คือฝึกสติผ่านการรับโทรศัพท์ นี่คือวิธีฝึกสติในที่ทำงาน ที่ทุกคนทำได้จริง ในช่วงที่เสียงโทรศัพท์ดังหนึ่งหรือสองครั้ง มันจะเป็นโอกาสให้เราได้หยุดนิ่ง สูดลมหายใจเข้า-ออก แล้วตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแทนที่โทรศัพท์จะเป็นสิ่งที่รบกวนเรา ก็ให้เราพร้อมที่จะรับโทรศัพท์ รวมไปถึงพร้อมสำหรับคนที่อยู่ปลายสายด้วย วันนี้เรามีเคล็ดแต่ไม่ลับ วิธีฝึกสติในที่ทำงานจากการรับโทรศัพท์ มาฝากชาวออฟฟิศทุกท่าน หากคุณพร้อมที่จะฝึกสติไปกับเรา มาลองดูกันเลยว่ามีวิธีฝึกสติจากการรับโทรศัพท์อย่างไรบ้าง       ดูความรู้สึกตอนเสียงโทรศัพท์ดัง เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ให้ดูความรู้สึกของลมหายใจ รับรู้ถึงความรู้สึกบริเวณก้นที่แตะอยู่บนเก้าอี้และเท้าที่แตะพื้น สำรวจความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ หรือความรู้สึกทางกายที่อาจเกิดขึ้นในตอนนั้น จากนั้นหายใจเข้าและหายใจออก     สังเกตความรู้สึกที่เกิดระหว่างและหลังคุย ลองพิจารณาดูว่าในการรับโทรศัพท์แบบที่ทำตามปกตินั้น ระหว่างคุยและหลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วคุณมีความรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันในการรับโทรศัพท์ครั้งต่อไปอย่างมีสติ คุณสังเกตเห็นอะไรบ้าง การมีสติส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างคุณกับคนที่อยู่ปลายสายหรือไม่     ฟังคู่สนทนาอย่างตั้งใจ ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างตั้งใจ รับความรู้สึกจากอีกฝ่ายว่าเขาอยากจะเล่า หรือแค่อยากพูดให้ฟัง หลีกเลี่ยงการใช้แรงกดดัน สังเกตการตอบสนองที่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณเอง ใช้ลมหายใจเป็นตัวช่วยให้คุณหนักแน่น     หลีกเลี่ยงการขัดจังหวะ หลีกเลี่ยงการขัดจังหวะด้วยการพูดว่า “ฉันรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร…” หรือพูดแทรกด้วยเรื่องราวของตัวเราเองที่เลวร้ายกว่า […]

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ …ชีวิตนี้ขออุทิศเพื่อเพื่อนมนุษย์

ในโลกออนไลน์ เมื่อคลิกเข้าไปในเฟซบุ๊กของ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ภาพที่เราได้เห็นจะไม่ใช่ภาพดาราโพสท่ากับอาหารจานโปรด หรือภาพกิจกรรมที่แสดงถึงความสุขสนุกสนานแบบคนทั่วไป แต่จะเป็นภาพของผู้ประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณยายซึ่งเป็นมะเร็งที่ใบหน้าและเป็นแผลลุกลามจนไม่เหลือเค้าเดิม หรือไม่ก็เป็นภาพชีวิตความเป็นอยู่อันแสนอนาถาของสองตายายที่ป่วยเป็นอัมพาต ฯลฯ โดยจะมีการอัพเดตเรื่องราวการช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทั้งยังมีการลงหมายเลขบัญชีไว้ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้ใจบุญสามารถบริจาคเงินให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้โดยตรง ในโลกออฟไลน์ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่ช่วยผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีทีมงานไปกับเขาเพียงไม่กี่คน ก่อนที่จะสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือในโลกออนไลน์ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง…พร้อม ๆ กับที่ค่อย ๆ ลดงานในวงการบันเทิงลง เหลือเพียงงานกำกับภาพยนตร์เท่านั้นเกิดอะไรขึ้นกับอดีตพระเอกคนหนึ่งที่ตัดสินใจเฟดตัวเองจากโลกแห่งเงินทองและชื่อเสียง แล้วหันไปอุทิศตัวให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยไม่ได้อะไรตอบแทน… ช่วงหลังๆ มานี้รู้สึกว่าคุณเริ่มลดงานในวงการบันเทิงลงเรื่อยๆ นะครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าบทบาทที่ได้รับมันไม่สร้างสรรค์สังคมสักเท่าไหร่ มีหนังหรือละครหลายเรื่องที่ติดต่อเข้ามาแล้วผมให้ ไทด์(เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ น้องชายฝาแฝด) ไปเล่นแทน ที่คิดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผมทรยศหรือดูถูกอาชีพนี้นะครับ แต่ผมอยากรับบทบาทที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือเยาวชนรุ่นต่อไป ถ้าเป็นละครเทิดพระเกียรติหรือละครที่ให้แง่คิดดี ๆ ผมยินดีเล่นให้ฟรีเลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยรับงานแสดงก็เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากกับมูลนิธิร่วมกตัญญูนี่ละครับ ถือว่าเป็นงานที่ทำแล้วได้บุญมากเลยนะครับ ครับ แต่ก็ไม่เสมอไปที่เรื่องจะจบแบบนี้ อย่างคุณลุงมัคนายกคนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความที่เขาไม่มีญาติ เลยได้แต่นอนอยู่ในห้องมืด ๆ เหมือนโดนขังไว้เป็นเวลากว่าสิบปี ใครผ่านไปก็โยนข้าวให้กิน วันไหนไม่มีใครผ่านไปแกก็นอนอยู่อย่างนั้น แถมตาข้างหนึ่งยังบอดเพราะโดนมดโดนแมลงกัดกิน ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มาได้ยังไงตลอดเวลาเป็นสิบปีตอนผมไปเจอ สภาพลุงน่ากลัวมาก […]

เรื่องเล่า กล่าวขวัญ ตำนาน วัดชลอ

เรื่องเล่า กล่าวขวัญ ตำนาน วัดชลอ ชาวพุทธเชื่อกันว่าความฝันของคนเราเกิดจากสาเหตุ 4 ประการ คือ 1. กรรมนิมิต 2. จิตนิวรณ์ 3. เทพสังหรณ์ 4. ธาตุกำเริบ 1. กรรมนิมิต คือ กรรมที่เราทำทุกอย่างทั้งดีและชั่วซึ่งมารวมอยู่ที่จิตของเรา ดังนั้นในบางครั้งที่กรรมไม่ว่าดีหรือร้ายจะให้ผล จิตจะเตือนให้เรารับรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการปรากฏให้เห็นทางความฝัน 2. จิตนิวรณ์ เกิดจากการที่จิตของเราพะวงหรือคำนึงถึงสิ่งใด หรือฝังใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกินไป พอหลับจึงเกิดความฝันฟุ้งซ่าน 3. เทพสังหรณ์ เกิดจากการที่เทพเจ้า เทวาอารักษ์ทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรูกับเรามาดลจิตดลใจในขณะที่เราเคลิ้มๆ จะหลับ ซึ่งอาจเป็นความปรารถนาดีของเทวดาที่ตั้งใจมาบอกเหตุหรือให้คำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 4. ธาตุกำเริบ เกิดจากการกินอาหารมากผิดปกติ ผิดความต้องการของร่างกาย ผิดกาล ผิดเวลา หรือรสจัด ร้อนจัด เย็นจัดมากไป ร่างกายจึงเกิดปฏิกิริยา พอหลับจึงฝันมากมาย ดังคำกล่าวที่ว่ากินมาก ถ่ายมาก นอนมาก และฝันมาก จากบันทึกความเป็นมาของวัดชลอในเอกสารหลักฐานของกรมการศาสนาพบว่า วัดชลอสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2300 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม มีคลองบางกรวยและบางกอกน้อยผ่านทางทิศเหนือและทิศตะวันตก ภายในวัดมีอาคารเสนาสนะต่างๆมากมาย อาทิ พระอุโบสถ (หลังเก่า) ลักษณะเป็นทรงไทย รูปเรือสำเภาโบราณ ตัวพระอุโบสถตั้งอยู่ในเรือ หน้าบันปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและสาวก พระประธานในพระอุโบสถสร้างขึ้นสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนหลายองค์อยู่ที่วิหาร พระอุโบสถเก่าหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2513…และพระอุโบสถหลังเก่านี่เองที่เป็นต้นกำเนิดตำนานเก่าแก่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความฝันและการสร้างโบสถ์ หนังสือพิมพ์ฐานข่าว (ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 วันที่ 1 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2540) ได้เล่าถึงประวัติของวัดชลอไว้ว่า วัดชลอสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ผู้มีความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ช่วงนั้นบ้านเมืองไม่มีการรบพุ่ง ชาวบ้านชาวเมืองต่างอยู่กันอย่างสงบสุขทุกคนจึงมีเวลาว่างในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จฯทางชลมารคมาตามลำน้ำเจ้าพระยา ผ่านจังหวัดนนทบุรี เรื่อยมาทางคลองลัด ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “คลองบางกรวย” พระองค์ทอดพระเนตรสองฟากคลองแล้วทรงมีพระราชดำริว่า ที่ตรงนี้น่าจะสร้างวัดขึ้นมาสักวัดหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์เมื่อได้ฟัง ต่างพากันตกใจกลัวและกราบบังคมทูลว่า ที่ตรงนี้มีอาถรรพ์ ในอดีตเคยมีเรือสำเภาจากเมืองจีนแล่นมาแล้วโดนพายุพัดล่มลงตรงนี้ มีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่แถบนี้เกิดหายนะทำมาค้าขายไม่ขึ้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ฟัง ทรงมีรับสั่งว่า สร้างวัดเสียตรงนี้แหละดี เรื่องร้ายๆ จะได้ไม่เกิดขึ้นและชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเพิ่มขึ้น ทว่าการสร้างวัดในบริเวณดังกล่าวกลับเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคนานัปการ อาทิ ฝนตกหนักและฟ้าผ่าลงกลางโบสถ์ จนบรรดาทหารที่มาช่วยกันก่อสร้างวัดท้อถอยหมดกำลังใจ บางคนถึงกับหนีกลับกรุงศรีอยุธยาไปเลยก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานกับเทพยดาฟ้าดินว่า มาตรแม้นพระองค์มีบุญญาภินิหารจริง ก็ขอให้บอกเหตุผลในการแก้เคล็ดด้วย และในคืนนั้นเอง พระองค์ได้ทรงพระสุบินว่ามีชายชราชาวจีนมากราบทูลขอให้พระองค์ทรงปลดปล่อยพวกตน ซึ่งเป็นผีตายโหงเพราะเรือล่มด้วยการสร้างวัดตรงนี้ แต่ต้องสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภาแทน เมื่อทรงตื่นจากบรรทม พระองค์ทรงเชื่อเป็นอย่างมากว่าความฝันนั้นเปรียบเสมือนลางบอกเหตุที่เทพยดาฟ้าดินมาบอกวิธีแก้เคล็ด จึงทรงมีพระบัญชาให้สร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภา และน่าแปลกตรงที่ระหว่างการก่อสร้างในครั้งนี้ไม่มีเหตุอาเพศใดๆ เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อน ครั้นสร้างเสร็จก็พระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดชลอ” น่าเสียดายที่หลังจากสมัยนั้น วัดชลอก็ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าและผุพังไปตามกาลเวลา กว่าจะมีพระภิกษุมาจำพรรษาก็ล่วงเข้าในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือรัชกาลที่ 4 และตลอดเวลาที่ผ่านมา วัดแห่งนี้ก็มีเจ้าอาวาสเพียงแค่ 11 รูปเท่านั้น…และเพื่อมิให้วัดทรุดโทรมมากไปกว่าเดิม จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์ของวัดชลอในเวลาต่อมา ครั้งหนึ่งท่านพระครูนนทปัญญาวิมล ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าอาวาสของวัดชลอ เกิดนิมิตเห็นเรือหงส์ลอยมาอยู่หน้าโบสถ์หลังเก่าที่ท่านจำพรรษาอยู่ ท่านจึงคิดอยากจะสร้างเรือหงส์ไว้หน้าโบสถ์ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ใช้สอยแล้ว ท่านเกรงว่าจะเสียเงินเปล่า จึงให้ลูกศิษย์ออกแบบก่อสร้าง โดยให้โบสถ์ตั้งอยู่ในเรือหงส์แทน เพราะคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อีกนานัปการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงได้มีการก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่นี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่ทำให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระสุบินนิมิตแก้เคล็ด แต่ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ชาวไทยโดยเฉพาะชาวบ้านตำบลวัดชลอมีโอกาสได้กราบไหว้วัดที่มีโบสถ์ตั้งอยู่ในเรือหงส์ที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาจนถึงทุกวันนี้ อยากแวะวัด เชิญทางนี้ วัดชลอ ตั้งอยู่ที่ ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี …อย่าลืมไปแวะชมกันให้ได้นะคะ   ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ “ลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อ ๆ” ฝึก เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ทีละขั้นตอน 

พระเอกหนุ่มสุดหล่อจิตใจงาม นาย ณภัทร รับปริญญา ไม่ขอช่อดอกไม้ แต่ขอเป็นเงิน !

พระเอกหนุ่มสุดหล่อจิตใจงาม นาย ณภัทร รับปริญญา ไม่ขอช่อดอกไม้ แต่ขอเป็นเงิน ! นาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ ลูกชายสุดหล่อของแม่หมู พิมพ์ผกา ซึ่งซีเคร็ตคุ้นเคยกับสองท่านนี้เป็นอย่างดี ยอมรับว่าเป็นแม่ลูกที่มีธรรมะและชอบทำบุญมาก ในวันที่ 20 กันยายน 2561 (พรุ่งนี้แล้ว) เป็นวันที่ นาย ณภัทร รับปริญญา แล้วแต่เขาบอกว่าของขวัญไม่ขอเป็นช่อดอกไม้นะ แต่ขอเป็นเงินแทน !?   View this post on Instagram Thank you for guiding me, inspiring me and showing me the right path through your experiences and knowledge. I am more than grateful […]

5 วิธีดูแลความรักให้สดใสในวัยเลข 4

การประคับประคอง ดูแลความรัก ให้ตลอดรอดฝั่งนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก โดยเฉพาะเมื่ออายุย่างเข้าเลข 4 ซึ่งเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มประสบความสำเร็จ

บอกลา 5 “ พฤติกรรมแย่ๆ ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

บางคนมีความเคยชินทางใจที่ควรแก้ เช่น ชอบนินทา ชอบแอบฟังคนอื่นคุยกัน ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่ก็เลิกไม่ได้ซักที วันนี้มี 5 ขั้นตอนบอกลาพฤติกรรมแย่ๆ มาแนะนำ

Dhamma Daily : การต้องคอย ปรนนิบัติ คนในบ้านจะฉุดไม่ให้เข้านิพพานจริงหรือ

ถาม: ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าการต้องคอย ปรนนิบัติ ดูแลพ่อแม่ สามี ภรรยา และลูก จะฉุดไม่ให้เข้านิพพาน จริงหรือไม่ ตอบ: ไม่จริงเลย ความคิดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไรๆ ก็ขวางกั้นอะไรๆ ไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นอุปสรรคให้กับอะไรๆ ไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้กับเราทั้งนั้น ทิฏฐิต่างหาก ความเห็นของเราต่างหากที่เป็นอุปสรรค เช่น สามี ภรรยา ทรัพย์สมบัติรถเบนซ์คันหนึ่งก็ยังอยู่อย่างนั้น จอดอยู่อย่างนั้น เงินในธนาคารก็อยู่อย่างนั้น ไม่สามารถนำมาร้อยรัดตัวเราได้ สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่คนต่างหากที่มีมิจฉาทิฏฐิ ผูกโยงความคิดของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งแล้วยึดมั่นถือมั่น สมมุติว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีค่ามีราคา แล้วนำไปจับไปทูนไว้ ว่าเป็นของของเรา หากมีความคิดเช่นนี้ ต้องให้เขาศึกษาธรรมะเรื่อยๆ แล้วจะพบว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางเลย ยิ่งเห็นทุกข์ ยิ่งทำให้ใกล้ฝั่งพระนิพพาน เพราะถ้าได้เห็นทุกข์มากๆ จะทำให้ได้เห็นธรรมะที่แท้จริงเร็วขึ้น เช่น คนผิดหวังในความรัก หย่าขาดจากสามี ภรรยา หรืออกหักจากแฟน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าหากมีรักครั้งใหม่จะไม่พบทุกข์อีก เมื่อเขาทุกข์มากๆ เขาจะเห็นความไม่เป็นแก่นสาร จะเกิดความเบื่อหน่ายแล้วหันกลับมาแสวงหาหนทางหลุดพ้นทุกข์ จนเกิดปัญญาได้พบกับนิพพานเร็วขึ้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเข้าใจธรรมะ จะไม่ไปโทษเหตุปัจจัยภายนอก ไม่โทษสิ่งอื่น แต่จะหันกลับเข้ามาดูภายในใจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึงนิพพาน อย่าไปมองสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษใครว่ามาคอยขัดขวาง เพราะถ้ายังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ จะไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ แต่ถ้าไม่โทษสิ่งใดแล้ว จะเริ่มเห็นทางวิมุตติหลุดพ้น ก้าวหน้าทางธรรมได้สำเร็จในที่สุด ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่ การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ  

มุย โทมัส สาวน้อยดักแด้ “ความแตกต่างไม่เป็นอุปสรรคต่อความฝัน”

มุย โทมัส (Mui Thomas) ป่วยเป็นโรคเด็กดักแด้ ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และเกือบจะฆ่าตัวตายเพราะถูกคนแปลกหน้าในโลกไซเบอร์ล้อเลียนเรื่องความผิดปกติของเธอ แต่ความรักจากครอบครัวทําให้เธอกลายเป็นกรรมการกีฬารักบี้คนแรกที่ป่วยเป็นโรคนี้ และเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ 1 มุยอาศัยอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกําพร้าตั้งแต่ยังแบเบาะ เพราะพ่อและแม่แท้ ๆ ทอดทิ้งเธอไปเมื่ออายุได้ 3 ปี ทิน่าและโรเจอร์ โทมัสก็รับมุยเป็นบุตรบุญธรรม แต่ฟ้าหลังฝนของมุยกลับไม่ได้สวยงามเท่าใดนัก เนื่องจากอาการป่วยทําให้ลักษณะทางกายภาพของเธอแตกต่างจากคนทั่วไป ผิวหนังของมุยมีลักษณะแห้ง ลอก และตกสะเก็ดทั่วร่างกาย เผยให้เห็นหนังแท้สีชมพู ด้วยเหตุนี้มุยจึงติดเชื้อบ่อยครั้งเพราะเธอไม่มีหนังกําพร้าสําหรับป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกจากภายนอก เมื่อมุยอายุได้ 4 ปี เธอติดเชื้อทางผิวหนังอย่างรุนแรง ไม่มียาตัวใดสามารถรักษาอาการของเธอได้จนแพทย์เริ่มถอดใจและคิดว่าเธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ในที่สุดยาปฏิชีวนะตัวสุดท้ายก็ทําให้อาการของเธอค่อย ๆ ดีขึ้น จนมุยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 2 จนกระทั่งมุยอายุได้ 13 ปีก็ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายอีกครั้ง เมื่อเธอถูกผู้ไม่หวังดีต่อว่าด่าทอและดูถูกอย่างรุนแรงเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของเธอในสังคมออนไลน์ ถึงแม้ว่าการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ แต่การกระทําเช่นนี้ ทําให้มุยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพราะเธอมีปมเรื่องความผิดปกติทางร่างกายอยู่แล้ว คําพูดดูถูกเหยียดหยามที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จึงเป็นเสมือนมีดที่คอยทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจของเธอซ้ําอีก 3 “ฉันไม่รู้ว่าผู้ไม่หวังดีที่หลบซ่อนอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์เหล่านั้นคือใคร แต่มันทําให้รู้สึกว่าฉันไม่สามารถเชื่อใจใครได้” 4 เมื่อการล้อเลียนและดูถูกมุยผ่านทางโลกไซเบอร์เริ่มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น บวกกับความหวาดระแวงคนรอบข้างทําให้เด็กสาวคิดฆ่าตัวตาย เธอเริ่มหยุดใช้ยารักษาอาการป่วย เพราะคิดว่าการใช้ยาทําให้เธอดูผิดแผกจากคนทั่วไป อาการของมุยจึงเริ่มแย่ลง แต่เพราะความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่เธอได้รับจากพ่อและแม่ […]

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ เติมเต็มความสุขของลมหายใจสุดท้าย

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ ทำให้ทุกครั้งที่เธอ สุธีทัศน์ ติณวัฒนานนท์ รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เธอจะรู้สึกตัวเบา ความเจ็บปวดต่าง ๆ ลดลงอย่างน่าประหลาด

“ลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อ ๆ” ฝึก เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ทีละขั้นตอน 

เป็นวิถีปฏิบัติของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่สอนให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ด้วยการ เจริญสติแบบเคลื่อนไหว  และขณะเคลื่อนไหวก็รับรู้เพียงว่าร่างกายกำลังเคลื่อนไป

Reo’s Deli เคล็ดลับความสำเร็จพร้อมเสิร์ฟ – ชณา วสุวัต

คนส่วนใหญ่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง บ้างก็หวาดกลัวผลลัพธ์ที่ยากเกินคาดเดาแต่ไม่ใช่สำหรับ คุณชณา วสุวัต เจ้าของแบรนด์อาหารแช่เย็น REO’s Deli

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง : ชีวิตจริงของคนเกเรที่ล้มซ้ำๆ แต่ยังมีวัน “เกิดใหม่”

ผมเกิดในครอบครัวแตกแยก พ่อกับแม่เลิกกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก พ่อมีฐานะมั่นคงกว่าแม่ จึงรับพี่สาวและผมซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องไปเลี้ยงดูที่หัวหิน ส่วนพี่ชายอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ เธอไม่สบายใจนักที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับลูกเลี้ยง พ่อจึงตัดปัญหาด้วยการพาผมและพี่สาวไปอยู่โรงเรียนประจำ ทั้ง ๆ ที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่กี่ร้อยเมตร

ก้าวที่พลาด บทเรียนครั้งใหญ่ของเด็กชายในสถานพินิจ

ครอบครัวของผมมีฐานะปานกลาง พ่อกับแม่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนที่ 4 มีพี่ชาย 3 คน และน้องสาว 1 คน เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ไม่ค่อยดุว่าอะไรมากนัก แต่จะให้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยท่านจะคอยชี้แนะอยู่เสมอ

keyboard_arrow_up