มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของเทวดากับปุโรหิตขี้โกหก

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของ เทวดา กับปุโรหิตขี้โกหก เทวดา ลงมาเที่ยวเมืองมนุษย์ แต่ด้วยความหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎเป็นเหตุ จึงเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาอยู่พระองค์หนึ่ง เป็นผู้ครองครอบมงกุฎดอกไม้ทิพย์ที่งดงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่สร้างไว้ตอนเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระราชาพระองค์หนึ่งโปรดให้จัดการแสดงขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองชมเพื่อสร้างความรื่นเริง เทวดาพระองค์หนึ่งได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงชวนเพลินเพลิดจึงลงจากวิมานมายังโลกมนุษย์ เทวดาชมการแสดงอยู่ท่ามกลางพูดคน แต่ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น สิ่งหนึ่งที่เทวดาไม่สามารถอำพรางได้คือกลิ่นหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎของตน ปุโรหิตได้กลิ่นดอกไม้ทิพย์ก็อยากครอบครอง จึงตามหาที่มาของกลิ่น เทวดาปรากฏกายให้ปุโรหิตเห็น ปุโรหิตขอมงกุฎดอกไม้ทิพย์ เทวดาจึงถามปุโรหิตว่า “มงกุฎนี้ผู้ที่สามารถสวมใส่มันได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่าง ๆ ” ปุโรหิตผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบพูดเอาดีเข้าตัว ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบดื่มสุรา แต่ด้วยความที่อยากได้ดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎจึงกล่าวเท็จว่า “ข้าแต่เทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ข้านี้มีคุณสมบัติตามนี้ทุกประการ” เทวดาจึงถอดมงกุฎแล้วมอบให้แก่ปุโรหิต เทวดาหายตัวไป ปุโรหิตสวมมงกุฎนั้นก็ได้รับทุกขเวทนา ดอกไม้ทิพย์กลายเป็นใบมีดบาดศีรษะจนเลือดอาบ พระราชาเห็นดังนั้นก็พยายามให้องครักษ์หาทางเกาะมงกุฎนี้ออก แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทราบว่ามงกุฎใบมีดนี้เป็นของเทวดาที่ลงมาชมการแสดงในวันก่อน พระราชาจึงโปรดให้จัดการแสดงขึ้นอีก ปรากฏว่าเทวดาลงมาดูจริง ๆ พระราชาทูลขอร้องเทวดาให้ช่วยแก้มงกุฎนี้ออก เทวดานำมงกุฎดอกไม้ทิพย์มาสวมอีกครั้ง แล้วกลับสู่สวรรค์ไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ที่มา : […]

พลังแห่งสติ แมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย)

ครั้งหนึ่ง คุณแมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย) เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่าง แล้วธรรมะก็ตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงจุด “แมคเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเข้าวัดทำบุญเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ส่วนเรื่องงานท่านพาไปโรงงาน ไปประชุมด้วย ทำให้แมคซึมซับเรื่องธุรกิจ อยากทำธุรกิจ ชอบค้าขาย ช่วงเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ก่อนปัจฉิมนิเทศมีหลักสูตรพานิสิตไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นครั้งแรกที่รู้จักการทำวิปัสสนา แต่ก็ยังเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับธรรมะ” หลังจากเรียนจบ คุณจุฑาทิพย์เข้ามาทำงานที่บริษัทคุณพ่อ เรียนรู้งานด้านการตลาดจากพี่ ๆ ที่เชี่ยวชาญในองค์กร แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารที่ต่างประเทศการต้องอยู่ตัวคนเดียวทำให้รู้สึกกลัว เธอจึงกำจัดความกลัวด้วยการสวดมนต์ เพราะเคยได้ยินคนบอกว่าสวดมนต์แล้วดี แม้จะสวดมนต์บ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอสักเท่าไรจนกระทั่งกลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้ง “กลับมาทำงานไปได้สักพัก รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรบางอย่างขาดหายไป แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อย่างเวลาเราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง พอเราได้มันมา เราดีใจแค่ชั่วครู่ แล้วความดีใจนั้นก็หายไป เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนต้องถามตัวเองว่า มันใช่หรือ ไม่เห็นมีความสุขเลย อะไรคือสิ่งที่ขาด พอเกิดคำถาม จู่ ๆ ก็คิดถึงตอนไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ จึงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เข้าคอร์สของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย 8 วัน 7 คืน “คอร์สนี้เป็นคอร์สกลุ่มใหญ่ มีการจัดกลุ่มแล้วพูดคุยกับวิทยากร สิ่งที่แมคเห็นชัดเจนที่สุดเป็นอย่างแรกคือ ทุกคนมีปัญหาจริง ๆ บางคนมีปัญหาลูกติดยา บางคนมีปัญหาเรื่องสามี เขาทุกข์กันจริงจังมาก แมคถามตัวเองทันทีว่า แล้วเรามีทุกข์อะไร เราสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ส่วนอีกเรื่องที่แมคได้เรียนรู้ก็คือ แมคได้รู้จักการทำวิปัสสนาอย่างจริงจังว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร   “กลับจากการไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นก็ได้คำตอบของโจทย์ที่ว่าชีวิตขาดอะไร จริงๆแล้วเราไม่ได้ขาดอะไร ถ้าจะขาดคือขาดสติ คิดไปเองว่าขาด ไม่มีความสุข ต้องหาอะไรมาเติมเต็ม แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถเติมเต็มด้วยตัวเองได้ เรามีความสุขได้กับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน”   การไปปฏิบัติธรรมเหมือนกับได้ชาร์จพลังให้ชีวิต เธอเปรียบว่า เวลาเดินบนถนนแล้วเจอฝุ่น เราก็ต้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เป็นการชำระล้างจิตใจ เธอจึงพยายามไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่เธอเรียนรู้อีกหนึ่งอย่างก็คือธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปนั่งปฏิบัติในคอร์สเท่านั้นแต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกวัน “แมคให้ความสำคัญเรื่องการมีสติมากอย่างถ้าเราวางของไว้ตรงนี้ แล้วคุยไปด้วยเสร็จแล้วลุกไปโน่นนี่ สักพักเดียว อ้าววางของไว้ที่ไหน ถ้ามีสติเราจะไม่มีคำถามว่าของอยู่ตรงไหน แต่เราจะรู้ว่าวางมันไว้ตรงไหน “เวลาทำงานยิ่งต้องมีสติให้มาก ครั้งหนึ่งมีงานด่วนเข้ามา แมคสั่งงานลูกน้อง เอทำอันนี้ แล้วบีทำอันนั้น พอถึงเวลาแมคโทร.ตามงาน บีบอกว่ายังไม่เสร็จ เราถามเหตุผลว่าทำไมยังไม่เสร็จ เขาบอกว่าเอาไปให้ซีทำ ที่แมคไม่เลือกให้ซีทำตั้งแต่แรกเพราะซีทำงานดีแต่ช้า แต่เราต้องการคนทำงานเร็ว ตอนนั้นแมคอยากตำหนิบี แต่มีสติคิดทันว่าถ้าตำหนิไปตอนนั้นจะยิ่งทำให้งานช้าลงไปอีก จึงบอกว่าไม่เป็นไร รีบทำให้เสร็จก่อน สติใช้ได้กับทุกอย่างจริง ๆ”    อยากให้ชีวิตดีไม่ต้องไปร้องขอที่ไหนเพราะชีวิตจะดีแค่มีสติเท่านั้นเอง    ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 190 เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ:สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จักรยานให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จากการปั่นจักรยาน “สังคมแบ่งปัน” สิ่งดีๆ ที่แฝงมากับ “ วัฒนธรรมจักรยาน ” บริษัทดัง กับ “เทรนด์ปฏิบัติธรรม” เอสแอนด์พี ธรรมะคือหัวใจของบริษัท แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ […]

เผยมุมธรรมะของดาราวัยรุ่น ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เรื่องราวๆดีๆ ของการเผยมุมธรรมะของ ต่อ ธนภพ หรือปืน โอเนกาทีฟ จากเด็กหนุ่มเกเรที่คิดว่าตนเองกับศาสนาห่างไกลกันมาก แต่แล้ววันหนึ่งพุทธศาสนากลับทำให้ชีวิตของ

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้ จิตว่างในขณะทำงาน

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้ จิตว่างในขณะทำงาน เรื่องว่าด้วยการทำให้ จิตว่างในขณะทำงาน เข้าใจว่า จิตว่างเป็นสภาวะหนึ่งของพระนิพพาน เป็นสภาวะหนึ่งของการเห็นธรรม และทำให้บรรลุธรรมได้ ปัญหาธรรมข้อนี้นับว่าเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิชนทั้งหลาย และเป็นโอกาสดีที่ พระโพธินันทะ  มาแสดงธรรมที่สำนักพิมพ์อมรินทร์พอดี ซีเคร็ตจึงขอความกรุณาจากท่าน เป็นพระอาจารย์ผู้ตอบปัญหาธรรมในข้อนี้ เพื่อความสุขทางธรรมแด่ชนทั้งหลาย คำถาม  ทราบว่า จิตว่างเป็นเรื่องดีต่อการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ จึงอยากทราบว่า เราจะทำอย่างไรให้จิตของเราว่างได้ในขณะที่กำลังทำงาน เพราะการทำงาน จิตมักจดจ่อกับงาน และมีอารมณ์ที่แปรปรวน เพราะงานและคนร่วมงานเสมอ      ตอบ  ปฏิบัติเพื่อการงานในชีวิตประจำวัน ขอเพียงปฏิบัติในหลักของไตรสิกขา อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่าเหมือนโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองมองดูลูกน้อย อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา สามารถปฏิบัติได้ในเรื่องของการงาน การงานกับการปฏิบัติก็เป็นสิ่งเดียวกัน วิธีการก็คือ โคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้า แล้วชำเลืองมองดูลูกน้อย แม่โคเล็มหญ้าไป เหลียวมองดูลูกไป เราทำการงานในชีวิตประจำวันก็มองดูจิตไปด้วย ใจของเราคือธรรมะ หรือสัจจะ   เราสามารถปฏิบัติได้ในทุกการงานที่เราทำอยู่ ถ้าเรารู้จักวิธีที่จะพัฒนา ทุกครั้งที่เรามองดูใจ ความคิดมันก็จะหายไป ใจมันจึงว่าง […]

นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

นิพพานเทียมสำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ ได้แสดงทรรศนะถึงเรื่องของ นิพพานเทียม ไว้ดังนี้ “นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้” หรือ “นิพพานในชีวิตประจำวัน” น่าจะหมายถึงนิพพานของคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ทัศนะเช่นนี้อาจไปกระทบความเห็นของผู้ที่ตีความนิพพานอย่างเคร่งครัดว่าคือการเข้าถึงอรหันตผลเท่านั้น แต่ถ้าให้พระอาจารย์ออกความเห็นก็สามารถอนุมานเปรียบเทียบจากพระสูตรได้ดังนี้ ใน คิริมานนทสูตร นั้น พระพุทธเจ้าทรงจัดนิพพานดิบและนิพพานสุกของพระอรหันต์เป็นโลกุตรนิพพาน ส่วนโลกิยะนิพพาน ได้แก่นิพพานพรหม เป็นต้น หมายถึงพวกที่ไปเกิดในพรหมโลก เช่น อรูปพรหม อันเป็นผลมาจากการทำสมาธิจนได้ฌาน จิตเข้าไปพักอยู่ในความสงบลึก แม้จะมีความสุขสงบก็เป็นเพียงห้วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ในพรหมโลกเท่านั้น หมดอายุขัยก็ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะยังไม่หมดกิเลส และมีสิทธิ์พลาดพลั้งไปเกิดในอบายภูมิได้ สภาวะของนิพพานคือ สภาวะของจิตที่หมดกิเลสโดยถาวร ข้อนี้เป็นสภาวะจิตของพระอรหันต์ที่เรียกว่า “โลกุตรนิพพาน” แต่ถ้าเป็นปุถุชนคนทั่วไปแล้ว หากจิตว่างจากกิเลสยามใดก็เข้าถึงสภาวะนิพพานได้ยามนั้น การว่างจากกิเลสในที่นี้ มิได้หมายถึงหมดกิเลส เพียงแต่กิเลสถูกข่มไว้ไม่ให้แสดงตัวออกมา ลักษณะนี้เป็น “โลกิยนิพพาน” หรือนิพพานของผู้ที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานชั่วคราว อาจจะเรียกว่า “นิพพานเทียม” เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายไม่สับสน ในชีวิตประจำวันของปุถุชนที่ยังไม่หมดกิเลสนั้นยากที่จะเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่หมั่นฝึกฝนอบรมจิตรู้ธรรมนำชีวิตแล้ว ก็อาจเข้าถึงสภาวะนิพพานเทียมได้เป็นบางช่วงบางเวลา เป็นต้นว่า เมื่อทำสมาธิเข้าถึงความสงบ จิตอยู่ในความว่างไม่มีความโลภ โกรธ หลง […]

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก”

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก” ครอบครัว ของฉันเป็นชนชั้นกลาง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่บ้าน มีพี่สาวและพี่ชายรวม 4 คน ทุกคนที่เอ่ยมานี้ล้วนมีชีวิตออกแนวอนุรักษนิยม อยู่ในกรอบ และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ มีแต่ฉัน “พลอย” ลูกสาวคนเล็กของบ้านเท่านั้นที่ดูจะ  “ต่าง” ออกมาจากกลุ่ม ความ “ต่าง” ของฉันเริ่มตั้งแต่การที่ฉันเป็น “ลูกหลง” ของบ้าน ซึ่งแค่เทียบอายุกับพี่คนที่ 4 เราสองคนก็ห่างกันถึง 13 ปีแล้ว ทุกคนในบ้านจึงประคบประหงมฉันอย่างดีไม่ต่างจากไข่ในหิน ยิ่งพอพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้แค่ 5 ขวบ ทุกคนก็ยิ่งทวีความรักความใส่ใจฉันมากยิ่งขึ้นแต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่การ “สปอยล์” พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พี่ ๆ ก็เริ่มให้ฉันหัดทำงานพิเศษเพื่อให้รู้จักคุณค่าของเงิน แรก ๆ ก็เหนื่อย แต่พอได้เงินก็มีแต่ความดีใจ ภูมิใจ และมั่นใจเข้ามาแทนที่ว่า “ฉันเป็นคนเก่ง หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย” ต่อมาก็เรื่องการเรียน พี่ ๆ ของฉันทุกคนเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย แต่ฉันเรียนไม่เก่ง หนีเรียน แต่กลับชนะเลิศด้านกิจกรรมมาตั้งแต่ประถมจนชั้นมหาวิทยาลัยด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นที่รักของอาจารย์ รุ่นพี่และเพื่อน ๆ ยิ่งกับรุ่นน้องด้วยแล้ว ฉันเป็น “ไอดอล” ของพวกเขาก็ว่าได้ ชีวิตช่วงนั้นเรียกว่า “เต็มอิ่มทุกอย่าง” จะขาดอยู่เรื่องเดียวที่ฉันยังไม่เคยมีก็คือ “ความรักแบบหนุ่มสาว” ฉันไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรู้ว่าเขาจีบกันอย่างไร กระทั่งขึ้นชั้นปีที่ 2 ความเป็นนักกิจกรรมพาให้ฉันไปรู้จักนักเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งเข้า และคนนี้เองคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร เขาคนนี้ดูแลฉันอย่างดี ทุกอย่างระหว่างเราดูเพอร์เฟ็กต์ไปหมดจนใคร ๆ อิจฉา ทว่าหลังจากคบกันได้เกือบ 4 ปี พอเขาเริ่มติดยศร้อยตำรวจโท ทุกอย่างระหว่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไป…เมื่อฉันจับได้ว่าเขาแอบมีคนอื่น แถมนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่นอกใจเพราะตั้งแต่คบหากันมา เขาก็แอบคบคนอื่นไปพร้อม ๆ กับฉันด้วย ความรู้สึกช็อก เสียใจ และผิดหวังประดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าเขาจะพยายามขอโอกาส แต่ฉันก็ปฏิเสธกลับไปเพราะมั่นใจว่าผู้หญิงเก่งอย่างฉันต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน ฉันตัดสินใจหั่นผมยาวสลวยที่ฟูมฟักมานานปีทิ้งทันที ราวกับว่า “นี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นชีวิตใหม่” และจากนี้ไปอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นเคยขอร้องไม่ให้ทำเพราะไม่ชอบ แต่ขอให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันก็ทำมันหมดทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวแรง ๆเที่ยวกลางคืน ฯลฯ เพราะไม่ต้องแคร์อะไรหรือใครอีกต่อไป…ชีวิตนี้เป็นของเรา อยากทำอะไรก็ทำ คนรอบข้างต่างตกใจในความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือของฉัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไร ยิ่งคนที่บ้านด้วยแล้วยิ่งไม่มี แต่ฉันเองก็พอจะรู้ว่า แม่และพี่ ๆ พลอยทุกข์ใจไปกับฉันมากแค่ไหน หลังจากว่างเว้นจากความรักไปพักใหญ่ในที่สุดฉันก็พบรักใหม่ที่ต่างจากการเป็น“ว่าที่คุณนายตำรวจแบบสุดขั้ว” เพราะเขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็น “มาเฟียใหญ่ที่พัทยา” เราคบกันได้สักพักถึงได้รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วฉันจึงตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตของเขาทันที เพราะไม่อยากทำร้ายครอบครัวใคร แล้วชีวิตของฉันก็เดินทางต่อไป วันหนึ่งความเป็นนักเที่ยวกลางคืนก็พาฉันมาพบความรักอีกครั้ง ทว่าผู้ชายคนนี้ก็มีภรรยาอยู่แล้ว (อีกแล้ว!) แต่กำลังจะเลิกกับภรรยา น่าแปลกว่าคราวนี้ฉันกลับตัดสินใจให้โอกาสเขา ทั้งที่บรรดาเพื่อนสนิทต่างไม่เห็นชอบด้วยเลย แม้แต่เจ้านายที่รักฉันที่สุดก็ยังออกปากเตือนว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องผิดศีลห้านะพลอย เพราะโปรไฟล์ชีวิตมันจะเสีย แล้วมันก็บาปด้วย” ถึงจะสะอึกกับคำพูดนี้ แต่ฉันก็ยังให้โอกาสผู้ชายคนนี้ ในที่สุดแม้จะรอมานานเกือบสามปีแล้ว เขาก็ยังไม่เลิกรากับภรรยาฉันจึงตัดสินใจบอกลา…จบสิ้นกันทีการรอคอยที่ไร้ความหวัง แต่ถึงอย่างนั้นมิตรภาพของเราสองคนก็ยังคงอยู่ เขายังคงไว้ใจและมอบหมายให้ฉันช่วยเป็นผู้จัดการร้านเหล้าให้เหมือนเดิม (ตอนกลางวันฉันทำงานออฟฟิศ) ที่ร้านแห่งนี้เองที่ฉันได้พบกับ “ติ๊ก” ผู้ชายคนที่สองซึ่งยอมเปิดเผยตัวว่า “ไม่มีแฟน” ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีสักทีที่ได้เจอคนไม่มีเจ้าของ หลังจากฉันกับติ๊กคบหาเป็นแฟนกันได้ไม่นาน อยู่ ๆ ติ๊กก็ถูกไล่ออกจากงานความที่ไม่เคยเก็บเงินไว้ เมื่อไม่มีงานติ๊กจึงแทบไม่ต่างจากคนตัวเปล่า ไปไหนมาไหนฉันก็ต้องเป็นคนจ่าย เท่านั้นยังไม่พอ ติ๊กยังอยากได้โน่นนี่อยู่เรื่อย ๆ และแน่นอนว่าเป็นฉันที่ต้องคอยรับหน้าที่ “ผ่อนชำระ” ให้ พักหลัง ๆ ฉันเริ่มปฏิเสธ เราจึงทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนในที่สุดติ๊กก็หายไป 4 วันพอย่างเข้าวันที่ห้าติ๊กโทร.มาบอกฉันสั้น ๆ ว่า “พลอย เราคงไปกันไม่ได้แล้ว ผมจะกลับไปหาครีม (แฟนเก่า) นะ” นาทีนั้นแม้ความผิดหวัง เสียใจโกรธ แค้นจะผสมกันยุ่งไปหมด แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า “คนไม่ดีอย่างนี้เลิกดีกว่าอย่าเสียเวลาอีกเลย เพราะแค่สี่เดือนที่คบกันมายังถือว่ามากไปด้วยซ้ำ” ทว่าเรื่องร้าย ๆ กลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะจากนั้นไม่ถึงเดือน ประจำเดือนของฉันก็เริ่ม “ขาด” ฉันกังวลไปสารพัด กลัวจะท้องเป็นที่สุด และแล้วสิ่งที่ฉันกลัวก็เป็นจริง เมื่อคุณหมอแจ้งว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว ต้องทานโฟเลตเสริมนะคะ” นาทีนั้นหูของฉันอื้อไปหมด ตาสองข้างพร่ามัวทันทีเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเสียใจ ขณะที่ในหัวก็คิดไปสารพัด“จะทำอย่างไรดี” จะบอกคนที่บ้านให้รู้ก็ไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ใครมาเสียใจด้วยฉันตัดสินใจโทร.หาเพื่อนสนิท ก่อนจะได้รับคำแนะนำว่า “เธอต้องบอกพ่อแม่ผู้ชายให้รับรู้เรื่องนี้ ห้ามปล่อยผ่าน” แม้สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ฉันบอกพ่อแม่ของเขาคือ ติ๊กกลับมาขอโทษ มาบอกรักแต่ตอนนั้นหัวใจของฉันตายด้านไปแล้วนอกจากจะไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ฉันยังหมดรักเขาไปแล้วด้วย คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ฉันต้องแต่งงานให้เร็วที่สุด” ก่อนที่ท้องจะโตไปกว่านี้ เพราะไม่อยากให้แม่กับพี่ ๆ ต้องอับอายคนอื่น จากนั้นวิญญาณเวดดิ้งแพลนเนอร์(จำเป็น) ก็เข้าสิงทันที ฉันจัดแจงให้พ่อแม่ฝ่ายชายมาสู่ขอ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ออกแบบการ์ดแต่งงาน สั่งพิมพ์ ไปหาซื้อของชำร่วย หาสถานที่จัดงาน ไม่ใช่“ลงแรง” เท่านั้น แต่ยังต้อง “ลงทุน”ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่แค่พาตัวมาร่วมงานให้ได้เท่านั้น งานแต่งในวันนั้นดูเหมือนจะราบรื่นดี ทว่า “ซองเงินช่วย” จากฝ่ายชายกลับหายไปเกินครึ่ง! แถมยังทิ้งซองเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้าในถังขยะหลังร้านอีกด้วย เรื่องที่เกิดคงเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากสามีตัวแสบ นอกจากจะไม่ช่วยงานไม่ช่วยเงินแล้ว มันยังกล้ามาเอาเงินก้อนนี้ไปอีก สรุปลงทุนไปสามแสน แต่ได้เงินช่วยกลับมาแค่เก้าหมื่น ขาดทุนย่อยยับ!อย่างที่บอก ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเดือดร้อนไปด้วย ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ เร่งหาเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการคลอดเจ้าตัวน้อยในอีก 4 เดือนข้างหน้า วันหนึ่งโชคชะตาดูจะเข้าข้าง เมื่อฉันได้งานพิเศษที่มีค่าเหนื่อยสูงถึง 70,000 บาทพอเหมาะพอดีกับที่ฝันไว้เป๊ะ แต่แล้วทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า เพราะเมื่อถึงวันรับเงินจริง ๆ ผู้จ้างกลับอ้างว่าเขาสามารถจ่ายได้เต็มที่เพียง 15,000 บาทเท่านั้น โดยที่ฉันไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องอะไรได้เลย เพราะไม่ได้เซ็นสัญญากันเอาไว้ ส่วนติ๊กก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้จะย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวฉัน ติ๊กก็ยังเป็นชาวเกาะเหมือนเดิม กลางวันเล่นเกม กลางคืนไปกินเหล้าแถมยังมีเรื่องผู้หญิงมากวนใจเป็นระยะ ๆ จนถึงวันกำหนดคลอด ติ๊กก็ยังแอบออกจากโรงพยาบาลไปกินเหล้า…กลับมาอีกทีก็ตอนฉันคลอดลูกแล้ว หลังคลอดลูกฉันพยายามประหยัดเงินทุกวิถีทาง แต่สถานการณ์การเงินของฉันก็ยังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะต้องเลี้ยงทั้งลูกและสามีไปพร้อม ๆ กัน สุดท้ายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออยู่ ๆ “ทอง” ของแม่ที่เก็บมาทั้งชีวิตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย กรณีนี้ไม่มีใครน่าสงสัยเท่าสามีตัวแสบของฉันอีกแล้ว ฉันพยายามจะทวงถามหาความจริงจากติ๊กให้ได้ แต่พี่ ๆ ทุกคนก็บอกว่า “ติ๊กไม่ได้เอาไป ไม่ใช่ติ๊ก ๆ” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะไม่อยากให้ฉันทะเลาะกับสามีนั่นเอง ส่วนแม่นั้นใครจะรู้ว่าภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย ท่านซ่อนความเครียดไว้มากแค่ไหน จนกระทั่งแม่ล้มป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แม้จะโกรธแสนโกรธ แต่ฉันก็ไม่กล้าทำร้ายเขาหรือบอกเลิก อย่างดีก็แค่ไล่ออกจากบ้าน เพราะคิดว่าสักวันเขาจะ “เปลี่ยน” ตัวเองได้ แต่วันนั้นก็ยังมาไม่ถึง กลับมีแต่เรื่องร้าย ๆ ตามมาไม่หยุดหย่อน ที่ร้ายที่สุดก็คือ ติ๊กเมาแล้วขับรถไปชนจนพังยับถึงขั้นต้องขายซากทิ้ง ซึ่งฉันก็ต้องเป็นธุระจัดการคดีและเป็นหนี้อีกหลายแสน คราวนี้เมื่อรถไม่มีใช้ก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงานแทน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น ฉันจึงตัดสินใจเอาทองที่แม่ซื้อให้ไปขาย แล้วก็ต้องอึ้ง เมื่อทางร้านบอกว่าฉันเอาทองปลอมมาขาย! เคราะห์ดีที่เคลียร์กันรู้เรื่อง ฉันจึงรอดมาได้หวุดหวิด ความสังหรณ์ใจทำให้ฉันรีบย้อนกลับไปที่บ้านแล้วก็ต้องช็อก เพราะแหวนแต่งงานของฉันก็หายไปด้วย ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ต้องเป็นฝีมือติ๊กแน่ ๆ ฉันเอาโจรเข้ามาอยู่ในบ้านชัด ๆ สถานการณ์ระหว่างฉันกับติ๊กเลวร้ายลงทุกที เมื่ออยู่ ๆ ติ๊กก็ขอย้ายออกไปอยู่หอ เพราะอ้างว่าใกล้ที่ทำงานใหม่มากกว่า ตอนนั้นฉันอดใจหายไม่ได้ว่าครอบครัวเราแตกแล้วจริง ๆ ใช่ไหม แต่ก็แอบคิดว่า บางทีความห่างอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ได้ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะเขาไม่กลับมาอีกเลย ฉันร้องไห้กับความล่มสลายของชีวิตรักครั้งนี้อยู่ถึง 3 วัน เสียใจที่คิดว่าตัวเองเก่งแน่ และเจ๋ง ที่สามารถจัดการทุกอย่างได้เสียใจที่คิดน้อยเกินไป ไม่มีสติ จนทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนและพลอยทุกข์ไปด้วย ทว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ […]

มาเช็คระดับ ” ความใจร้อน ” ในตัวคุณกันหน่อยดีกว่า!

เคยสงสัยไหมว่า คุณเป็นคน ใจร้อน แค่ไหน อยากรู้คำตอบจนแทบรอไม่ไหวแล้วใช่ไหมล่ะ! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำแบบทดสอบกันเลยดีกว่า

“คุณค่าของเป้าหมาย ยิ่งใหญ่กว่าจะยอมแพ้” หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขา เอเวอเรสต์

“คุณค่าของเป้าหมาย ยิ่งใหญ่กว่าจะยอมแพ้ ” หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขา เอเวอเรสต์ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 หลายคนคงได้เห็นภาพของ หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พาธงชาติไทย และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปโบกสะบัดอยู่บนยอดเขา เอเวอเรสต์ ได้สำเร็จ จนกลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมาย หมออีม…ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีหัวใจและความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่สามารถทลายข้อจำกัดของคำว่า “สตรี” ในความคิดของคนทั่วไป เล่าถึงเรื่องราวของการเดินทางสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทยว่า “สมัยเรียนอีมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เรียนอย่างเดียว จนกระทั่งเรียนจบ มีเวลาว่างมากขึ้น จึงอยากลองทำอะไรที่เราเคยอยากทำ “เมื่อ 7 ปีที่แล้ว อีมเริ่มต้นจากการเดินเขาที่พูนฮิลล์ในประเทศเนปาลก่อน ตอนนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ทั้งเหนื่อย ทั้งทรมาน แต่มีความสุข เพราะได้เห็นความสวยงามของทิวทัศน์และรายละเอียดต่าง ๆ ระหว่างทางที่ไม่สามารถบันทึกได้ด้วยภาพถ่าย ตอนนั้นเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับอีมเลยค่ะ มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราได้อยู่กับตัวเอง และต่อสู้กับตัวเอง ทำให้อีมรู้สึกมีความสุขมาก “หลังจากนั้นมาอีมก็เริ่มหาข้อมูลทริปเดินป่าปีนเขา เพราะอยากไปปีนเขากีนาบาลูในประเทศมาเลเซีย ที่สูง 4,101 […]

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ”

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ” โรงเรียนแห่งหนึ่งในบัลติมอร์ใช้ ธรรม มาเปลี่ยนวิธีทำโทษเด็ก ๆ ที่ไม่อยู่ในระเบียบวินัยหรือเกเรจากการกักบริเวณไว้ในห้อง เป็นการส่งเข้าห้องเจริญสติเพื่อฝึกสมาธิแทน ตามปกติโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีลงโทษนักเรียนด้วยการสั่งพักการเรียน หรือกักบริเวณไว้ในห้องรวมกัน โดยมีจุดประสงค์ให้เด็กได้ใช้เวลาคิดทบทวนการกระทำของตัวเอง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล เพราะเด็ก ๆ ก็จะนั่งมองเพดาน หรือมองเหม่ออย่างไร้จุดหมายด้วยความเบื่อหน่าย บางคนก็แอบคุยกันโดยไม่ให้ครูจับได้ เพราะห้ามคุยกัน หรือบางคนก็แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ แต่จริง ๆ แค่ฆ่าเวลาเท่านั้น ซึ่งเด็ก ๆ ส่วนใหญ่บอกว่า เป็นมาตรการที่งี่เง่าและน่าเบื่อมาก ดังนั้นโรงเรียนประถม Robert W. Coleman Elementary School ในบัลติมอร์ จึงสร้างความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีลงโทษซะใหม่ด้วยการส่งนักเรียนเข้าห้องเจริญสติ ซึ่งห้องนี้จะไม่เหมือนห้องกักบริเวณที่ไม่มีหน้าต่าง ห้องเจริญสติจะมีการตบแต่ง เช่น มีโคมไฟ เบาะรองนั่ง เมื่อเข้าห้องเจริญสติ เด็ก ๆ จะถูกสอนให้ทำสมาธิโดยการดูลมหายใจ ให้หายใจเข้า หายใจออกลึก ๆ ซึ่งช่วยให้นักเรียนจอมดื้อจอมซนทั้งหลายรู้สึกผ่อนคลายลง สงบขึ้น รวมถึงช่วยให้พวกเขาจัดการกับอารมณ์โกรธหรือความวิตกกังวลของตนเองได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการให้เด็ก […]

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่พ่อแม่ เพราะถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีเรา เมื่อเติบใหญ่จงอย่าลืมทดแทนคุณแต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็อย่าทำให้ท่านทุกข์ อย่าทำให้ท่านเสียใจ “ สิ้นเสียงเทศน์สอนนาค ผมหรือนาคท็อป ณ ตอนนั้นก็ถึงกับสะกดอารมณ์ไม่อยู่“น้ำตาร่วง” ต้องรีบก้มหน้าลง เอามือเช็ดเป็นพัลวัน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าผมกำลังร้องไห้ น้ำตาที่ร่วงในวันนั้นไม่ใช่แค่ซาบซึ้งใจแต่เพราะผมรู้สึกผิดที่เคยทำให้แม่ร้องไห้ เคยทำให้พ่อเสียใจมาหลายต่อหลายครั้ง…เรื่องมีอยู่ว่า ผมเติบโตมาในครอบครัวทหาร ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเข้มงวดและกวดขันลูกๆ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะลูกชายคนโตอย่างผม “ยิ่งโดนหนัก” นัยว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อง ตอนนั้นสิ่งที่คุณแม่ย้ำเสมอๆ คือเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะการแต่งกายที่ถึงขั้น “เป๊ะเว่อร์” เช่น ผมต้องตัดให้สั้น ดูสะอาดตาเสมอ ถ้าออกจากบ้านก็ต้องเอาเสื้อใส่ในกางเกง ใส่ถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบทุกครั้งห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด นอกนั้นก็มีเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น เสาร์ – อาทิตย์ห้ามไปเที่ยวเล่น ห้ามไปนอนค้างบ้านเพื่อน     ด้วยข้อจำกัดมากมายนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเด็กเก็บกดหน่อยๆ ดังนั้นพอถึงโรงเรียน ไกลหูไกลตาคุณพ่อคุณแม่ปั๊บผมก็รีบสลัดกรอบพวกนี้ออกจนหมด ตอนนั้นคิดแบบเด็กๆ ว่า “เกเร” แล้วเท่ชะมัด เพื่อนที่ผมเลือกคบจึง ออกแนวนี้หมดเลย เราจะพากันไปนั่งหลังห้อง นั่งคุย นั่งเล่น […]

Dhamma Daily : เราสามารถชดใช้ กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้ได้หมดสิ้นโดยเร็วหรือไม่

ถาม  :  กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้   จะสามารถชดใช้ให้หมดสิ้นในชาติหนึ่งหรือไม่?    ถ้าไม่สร้างกรรมเวรใหม่    และมีวิธีใดจะชดใช้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วในชาติหนึ่งๆ พระอาจารย์เปลี่ยน    ปัญญาปทีโป ได้ไขปัญหาธรรมดังนี้ ตอบ  :  โอ้ ญาติโยม    เรื่องกรรมเรื่องเวรเนี่ย    ปัญหานี้อาตมาไม่อยากให้คิดจะดีกว่า    อยากให้มุ่งสร้างความดีเลยปฏิบัติดีไปเลย กรรมเวรที่สร้างมาทุกภพทุกชาตินี้     มีมากมายก่ายกองอย่าไปคิดถึงมัน    ครูบาอาจารย์ทุกองค์เนี่ย    อาตมาถามท่าน    ถ้าเราว่าจะใช้ให้มันหมดเนี่ย    มันเล่นงานเราทีเดียวเลยนะโยม    เล่นงานให้เจ็บป่วยเลย    มันรุมใส่เลย    เหมือนเราปฏิบัติเร่งเดินจงกรม เร่งนั่งภาวนา    เร่งปฏิบัติ    ขันธ์มารในร่างกาย    ก็มีการเจ็บป่วยเป็นหวัดเป็นไอเป็นไข้รบกวน    มันไม่อยากให้เราพ้นทุกข์    นี่ก็อย่างหนึ่งมันเป็นมาร    ทีนี้ถ้าเรานึกว่ากรรมเวรทั้งหลาย    ทุกชาติที่ทำมาขอจะใช้ ให้มันหมดชาตินี้    มันรุมจนโยมลุกไม่ได้แน่    อย่าไปคิดเลยเรื่องอย่างนี้    รีบพากันทำความดีไปเลย    กรรมที่ไม่ดีที่มันจองเวรจองผลาญกัน    ที่มันผูกเวรผูกพยาบาท    หยุดเลยหยุดเลย พระพุทธเจ้าจึงสอน    เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวรเอาไว้ ก็เหมือนเราไปผิดกันโกรธกันเนี่ย    แล้วก็ไปเข้าหากันเลยคุยกันให้เลิกไม่มีเวรต่อกันไปเลยดีกว่า    หรือใครเป็นเวรเป็นกรรมกับพ่อกับแม่ทำไม่ดีกับพ่อกับแม่    ก็รีบเข้าไปหาเลยยอมรับผิด    ลูกทำผิดลูกไม่ดี    ให้อโหสิกรรมกันตั้งแต่มีชีวิตอยู่ดีที่สุด     กับเพื่อนกับฝูงเหมือนกันถ้าเราทำผิดอะไรรีบเข้าไปแก้ไขเลย   ให้มันสิ้นในชาตินี้อย่าให้มันผูกต่อไปข้างหน้า    มันก็หมดเวรหมดกรรมไป   ทีนี้กรรมเวรแต่ชาติอดีต    เราทำบุญทำกุศลทำความดีอะไร    รักษาศีล ภาวนา    […]

ก่อนมาเป็น หลวงพ่อเทียน โดย พระไพศาล วิสาโล

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งได้รับการยกย่องจากนายแพทย์ประเวศ วะสี ว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการเจริญสตินั้น ชื่อเดิมของท่านคือพันธ์ อินทผิว ส่วน “เทียน” นั้นเป็นชื่อบุตรชายของท่าน ธรรมเนียมของเชียงคานบ้านเกิดของท่านนิยมเรียกผู้ใหญ่ตามชื่อของลูกคนหัวปี (หรือคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่) ใครต่อใครจึงรู้จักท่านในนามของ “หลวงพ่อเทียน” พันธ์ อินทผิว เป็นคนที่ใฝ่ในการทำบุญตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้นำชาวบ้านในการทำบุญเสมอมา นอกจากนั้นความที่ท่านเป็นพ่อค้า มีเรือค้าขายขึ้นล่องตามลำน้ำโขงไปจนถึงเมืองลาว ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เมื่ออายุราว 40 ปีได้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้ท่านหันมาสนใจปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง ครั้งนั้นท่านเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่เมืองลาว ในงานมีมหรสพต่าง ๆ มากมาย เช่น หมอลำ ภาพยนตร์ ท่านได้ตกลงกับภรรยาว่า การใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนการจัดอาหารเลี้ยงแขก ยกให้เป็นหน้าที่ของภรรยา ส่วนตัวท่านเองจะรับอุโบสถศีลและรับแขกทางไกล ครั้งถึงเวลาเช้าภรรยาของท่านมาถามว่าจะต้องจ่ายค่าหมอลำเป็นจำนวนเท่าใด ท่านรู้สึกโกรธมาก ท่านเล่าความรู้สึกตอนนั้นว่า “มันหนักจนลุกแทบไม่ได้ มันตำเข้าในใจ” แต่ท่านก็ข่มอารมณ์ไว้ และตอบด้วยสีหน้าปกติว่าเป็นหน้าที่ของภรรยาท่าน อย่างไรก็ตาม ความโกรธนั้นยังคงคุกรุ่นในจิตใจของท่าน เมื่อเสร็จงานกฐิน ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็นกับภรรยา ท่านเปรยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเช้าว่า “คนไม่รู้จักเคารพนับถือก็อย่างนี้แหละ” ท่านกล่าวซ้ำหลายหนจนภรรยาเอะใจ เมื่อสอบถามจนรู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ภรรยาท่านก็พูดขึ้นว่า […]

10 คำสอนอันทรงคุณค่าจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

10 คำสอน ” หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ” สำหรับเตือนสติในการดำเนินชีวิต หากใครที่กำลังต้องการคำสอนเพื่อใช้นำทางในการดำเนินชีวิต ลองอ่าน 10 คำสอนนี้ค่ะ

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สตรีชั้นสูงผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนางพยาบาล

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สตรีชั้นสูงผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนางพยาบาล ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ชื่อที่แสนจะไพเราะนี้เป็นนามของสตรีคนหนึ่ง ที่ทำตามความฝันในวิชาชีพพยาบาล จนนำไปสู่การปฏิวัติแผนพยาบาลสมัยใหม่ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เธอคือ มารดาแห่งพยาบาลศาสตร์สมัยใหม่ นางพยาบาลชุดขาวบริสุทธิ์ สุภาพ เรียบร้อย เป็นนางฟ้าของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ใครจะล่วงรู้ว่าก่อนที่พยาบาลจะมีลักษณะเช่นนี้นั้น มีสตรีชั้นสูงคนหนึ่งผู้มีนามว่าฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ชื่อของเธอมาจากเมืองแห่งหนึ่งในอิตาลี เพราะเธอเกิดที่เมืองนี้ ในขณะที่มารดาของเธอมาพักอาศัยเพื่อรอคลอด     อาชีพพยาบาล งานที่ใครก็รังเกียจ แต่กลับเป็นงานในฝันของเธอ ในสมัยนั้น อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่ใครๆก็รังเกียจ เพราะต้องอยู่กับคนป่วย คนที่มาทำงานนี้ มักเป็นคนที่สิ้นหนทางทำมาหากิน แต่ในสายตาและความฝันของคุณหนูฟลอเรนซ์ที่เติบโตในครอบครัวชนสูงของอังกฤษ ตระกูล ไนติงเกล เธอบ่มเพาะความปรารถนาอยากช่วยเหลือผู้อื่นในฐานะนางพยาบาล เพื่อได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในความทุกข์จากโรคภัย แต่ครอบครัวของเธอไม่ยินยอม เพราะสตรีชั้นสูงไม่ควรเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนางพยาบาล     เมื่อเธออายุได้ 25 ปี เธอเดินตามความฝัน เธอไม่ฟังเสียงของครอบครัวที่พยายามห้ามปราม เธอไม่สมัครเป็นนางพยาบาล แต่เธอเข้าไปเป็นนางพยาบาลในฐานะจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือคนอนาถาที่ล้มป่วย ภายในสถานกักกันของประเทศอังกฤษขณะนั้น เธอมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เธอปรารถนา เธอไม่ดูแลผู้ป่วยสมความอยากที่คอยมานาน เธอซึมซับวิธีการดูแลผู้ป่วย แถมยังคิดวิธีการดูแลผู้ป่วยอย่างสุขอนามัยจนเธอเชี่ยวชาญ จนกระทั่งเปิดอบรมให้กับสตรีคนอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และเปิดสถาบันฝึกสอนหลักสูตรพยาบาลขึ้น  กลายเป็นการปฏิวัติอาชีพนางพยาบาลจากหน้ามือเป็นหลังมือ […]

8 มาตรวัดตรวจสอบความเป็น คนดี คุณมีเกินครึ่งหรือเปล่า เช็คเลย

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนรอบกายคนไหน คือ คนดี วันนี้ พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ลูกที่มีอายุมากกว่าพ่อ นิทานธรรมะสอนสัจธรรมของ การบรรลุธรรม ไม่เลือกวัย

ลูกที่มีอายุมากกว่าพ่อ นิทานธรรมะสอนสัจธรรมของ การบรรลุธรรม ไม่เลือกวัย การบรรลุธรรม เป็นเรื่องที่สัมผัสได้เฉพาะตัว เป็นความรู้สึกในแต่ละบุคคล ไม่สามารถอธิบายสภาวะนี้ได้ แต่เรื่องที่ยกมานี้ เรื่องของลูกที่เกิดมีอายุมากกว่าพ่อ จากคัมภีร์ แปลกจริงมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ จะเป็นเรื่องแปลกไหม ถ้าลูกเกิดมีอายุมากกว่าพ่อของตนเอง จะเป็นไปได้อย่างไรกันนะ ตามความเป็นจริงแล้ว พ่อต้องมีอายุมากกว่าลูกถึงจะถูก แต่มันก็เป็นไปแล้ว เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเศรษฐีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาอุบาสกอันดับหนึ่งของพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลคือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐีเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามาก ถวายทานและบริจาคทรัพย์สร้างวัดในพระพุทธศาสนาได้แก่ เชตวันมหาวิหาร และบำรุงพระพุทธเจ้าและพระสาวกมิได้ขาด อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้โปรดปรานในการถวายทาน จะแต่งตั้งในลูกสาวของท่านเป็นผู้จัดแจง คือ นางสุภัททา ต่อมาเมื่อนางสุภัททาแต่งงานออกเรือนไป เศรษฐีก็ยกหน้าที่นี้ให้ลูกสาวคนที่สองคือ นางจุฬภัททา เมื่อนางจุฬภัททาออกเรือนไปแล้ว ก็ตกมาเป็นหน้าที่ของนางสุมนาเทวี ลูกสาวคนสุดท้อง นางสุมนาเทวีเป็นสาวแรกรุ่น มีโอกาสฟังธรรมจากพระเถระและพระพุทธเจ้าบ่อยครั้ง เริ่มซึบซับและมีจิตรู้สึกเบื่อหน่ายในกายสังขาร จนทำให้นางไม่อยากรับประทานอาหาร นางสุมนาเทวีล้มป่วย เพราะไม่รับประทานส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ นางขอให้สาวใช้ไปตามอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาหานาง เมื่อเศรษฐีมาถึงก็ได้แต่เสียใจในอาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก นางสุมนาเทวีจึงกล่าวขึ้นว่า   “เราไม่ได้เป็นอะไรหรอกน้องชาย”   “ลูกรักช่างน่าสงสาร เจ้าเพ้อจนสับสนเรียกพ่อว่าน้องเลยหรือ” “เราไม่เพ้อนะน้องชาย” “ลูกสุมนาคงกลัวจนเพ้อ อย่าได้กลัวไปเลยนะลูกรัก” “เราไม่กลัวหรอกน้องชาย” จากนั้นนางก็สิ้นลมหายใจ การจากไปของสุมนาเทวีสร้างความเศร้าโศกแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นอย่างมาก เศรษฐีทำบุญอุทิศให้แก่ลูกสาว […]

ซาดาโกะ ซาซากิ ขอให้เรื่องของหนูเป็น อุทาหรณ์เตือนใจ โลก

ซาดาโกะ ซาซากิ ขอให้เรื่องของหนูเป็น อุทาหรณ์เตือนใจ โลก  ซาดาโกะ ซาซากิ เธอพยายามพับนกกระดาษให้ครบพันตัว เพื่ออธิษฐาน ขอให้เธอหายจากโรคร้าย ที่เป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็สายไปเสียแล้ว เด็กหญิงหมดลมก่อนที่นกกระดาษจะพับครบ จึงขอให้เรื่องจนนี้เป็น อุทาหรณ์เตือนใจ ภาพหนึ่งของชั้นหนังสือขณะที่กำลังไล่ตากวาดหาหนังสือเล่มที่อยากอ่าน ก็ไปหยุดกับหนังสือเล่มผอมบาง ที่ถูกหนังสือเล่มที่หนากว่าทั้งสองข้างเบียดจนจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับหนังสือที่ประกบ ด้วยความสงสัยจึงหยิบหนังสือเล่มที่น่าสงสารนี้ออกมาดู กว่าจะดึงมันออกมาได้ ก็เล่มเอาเหนื่อยจนเหงื่อตก หน้าปกเป็นภาพของเด็กหญิงในชุดกิโมโนสวยงาม กำลังพับนกกระดาษ ใช่ชื่อของเรื่องคือ “ซาดาโกะ ซาซากิ” เป็นหนังสือนิทานเล่มเล็กปกสีส้มทอง พอเปิดอ่านก็ทำให้นึกถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ต่างมีอัตตาจึงคิดประหัตประหารกัน แต่อย่างว่า เราคงไปโทษใครไม่ได้ เพราะเรื่องราวในอดีตย่อมเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว เราทำได้เพียงแต่พยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเท่านั้นเป็นพอ อยากให้เรื่องของเด็กหญิงผู้น่ารักคนนี้เป็นอุทาธรณ์อีกครา จึงขอนำเรื่องราวของเธอมาบอกเล่า เพื่อหวังให้เป็นอีกเหตุการณ์ย้ำเตือนมนุษย์ อย่าได้ยึดอัตตาสูงจนทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง       เด็กหญิงผู้อาบพิษปรมาณู ผลสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูสองลูกลงที่ ฮิโรชิม่า และ นางาซากิ ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นและพลเมืองญี่ปุ่นมีชีวิตที่เปลี่ยนไป เด็กหญิงซาดาโกะในวัย 2 ขวบ ก็ได้รับผลกระทบจากระเบิดครั้งนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนั้นเธอจะไม่ได้พิการหรือป่วยหนักเหมือนคนอื่น แต่ครอบครัวของเธอก็ดีใจที่ลูกน้อยไม่เป็นอะไร แต่ทว่าร่างกายของเธอได้อาบสารพิษจากระเบิด (สารกัมมันตรังสี) […]

โทมัส อัลวา เอดิสัน จากเด็กปัญญาทึบ สู่ผู้ให้แสงสว่างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

โทมัส อัลวา เอดิสัน จากเด็กปัญญาทึบ สู่ผู้ให้แสงสว่างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โทมัส อัลวา เอดิสัน ราชานักประดิษฐ์ ผู้ถูกจดจำในฐานะผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ สิ่งประดิษฐ์ของเขายังอยู่คู่โลกใบนี้ไปอีกนาน จนกว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งไฟฟ้า ผู้เขียนรู้จักโทมัส อัลวา เอดิสัน ครั้งแรกไม่ใช่จากตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือป้ายนิทรรศการเรื่องนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ที่ครูจัดให้ความรู้ในงานวันวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักจากหนังสือการ์ตูน นักวิทยาศาสตร์ ที่คุณพ่อซื้อให้ในวัยเด็ก ยังจำได้ดีว่าเขาเป็นผู้ที่คิดประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่ตามจริงแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์นี้เป็นคนแรก เขาเพียงค้นพบสื่อนำไฟฟ้าที่มันดีกว่าเดิม โทมัส (ขออนุญาตเรียกชื่อเขาสั้นๆ) ไม่ได้ประดิษฐ์เพียงหลอดไฟเท่านั้น เขายังเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์พันกว่ารายการ พอย้อนกลับไปในวัยเด็กของเขา ในช่วงที่การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์กำลังเบินบาน หนูน้อยโทมันก็ซุกซนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และหลงรักในการประดิษฐ์สิ่งของเป็นชีวิตจิตใจ เรื่องราวของเขาน่านำมาปลุกให้คนอื่นเกิดแรงบันดาลใจ จึงอยากชวนทุกท่านมารู้จักเรื่องราวของเขาให้ลึกกว่านี้  นั่งทามแมกซีนไปทัวร์ชีวิตของโทมัส อัลวา เอดิสันกันทุกท่าน     เด็กปัญญาทึบของครูและเพื่อน โทมัส เป็นลูกคนสุดท้ายจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน ครอบครัวของเขามีฐานะที่ยากจนและเลี้ยงชีพด้วยการทำนา เมื่อฐานะครอบครัวของเขาไม่ค่อยดี โทมัสจึงทำงานช่วยครอบครัวหาเงินตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สวรรค์มอบความสงสัยให้แก่เขา ซึ่งมันเป็นของดีสำหรับนักคิดค้น แต่กลับเป็นสิ่งที่ครูและเพื่อนๆดูถูก เขาซักถามครูถึงข้อสงสัยต่าง ๆ แต่ครูจะพยายามต่อว่าว่าทำไมเพื่อนคนอื่นไม่เห็นสงสัยเหมือนเธอเลย มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น ครูจึงตัดสินว่าโทมัสมีศักยภาพที่ไม่เท่าเทียมเพื่อนๆ […]

keyboard_arrow_up