นุ่น-ต๊อด ทำบุญกฐิน สร้างอุโบสถวัดทางภาคเหนือ มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทุนการศึกษาให้กับ 7 โรงเรียน 

นุ่น-ต๊อด ทำบุญกฐิน สร้างอุโบสถวัดทางภาคเหนือ มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และทุนการศึกษาให้กับ 7 โรงเรียน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นางเอกสาวนุ่น-วรนุช และสามี ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี พากันไปทำบุญกฐินที่ภาคเหนือ ด้วยยอดเงินทำบุญทั้งสิ้น 1,592,768 บาท เพื่อสร้างอุโบสถวัดดงมะผาง จังหวัดเชียงราย และวัดพระธาตุเจ้าวงตา จังหวัดลำปาง       นอกจากงานบุญในพระพุทธศาสนาแล้ว คุณต๊อด-ปิติ ยังเป็นตัวแทนมูลนิธิปิติ ภิรมย์ภักดี มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลเมืองปาน จังหวัดลำปาง อีกด้วย อุปกรณ์ทางการแพทย์มีดังนี้ (1) เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 2 เครื่อง (2) เตียงผู้ป่วยทรงเตี้ย 5 หลัง (3) เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ 2 เครื่อง (4) เปลนอนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระบบไฮโดรลิค 3 หลัง (5) เครื่องดูดเสมหะ 2 เครื่อง (6) เตียงผู้ป่วย 10 […]

คุณพ่อออทิสติกผู้ไม่เคยแสดงความรู้สึก กลับเสียน้ำตาแห่งความปีติในวันวิวาห์ของลูกสาว

คุณพ่อออทิสติกผู้ไม่เคยแสดงความรู้สึก กลับเสียน้ำตาแห่งความปีติในวัน วิวาห์ ของลูกสาว  คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคุณพ่อที่กำลังยินดีกับลูกสาวซึ่งได้ลั่นระฆัง วิวาห์ กับชายหนุ่มที่เธอรัก แต่ถ้าบอกว่า คุณพ่อของเจ้าสาวผู้นี้ไม่ใช่คนปกติล่ะ จะแปลกใจไหม     คุณพ่อเจ้าสาวมีชื่อว่า “Martin Elliott” เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นจิตเภท แต่เป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาด เพราะแท้จริงแล้วเขาเป็นออทิสติก ซึ่งผู้วินิจฉัยได้ลงความเห็นนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ระหว่างที่คุณพ่อมาร์ตินถูกวินิจฉัยว่าเป็นจิตเภท เขาก็ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาโดยตลอด และพยายามทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข     นอกจากนั้นเขายังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้เหมือนคนปกติทั่วไป แถมมีความโอบอ้อมอารีอีกด้วย แต่เสียอย่างเดียวคือ คุณพ่อมาร์ตินไม่ค่อยจะแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้า ซึ่งคนในครอบครัวทราบกันดี และสิ่งที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของเขามีเพียงการปล่อยมุขตลกฝืด ๆ และเสียงเพลงเท่านั้น     และแล้ววันวิวาห์ของลูกสาวก็มาถึง วันนั้นเป็นวันที่คุณพ่อมาร์ตินแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจน เป็นสีหน้าแห่งความสุข ในระหว่างที่เขากำลังเต้นรำกับลูกสาว น้ำตาแห่งความปีติก็หลั่งออกมา  Hayley เจ้าสาวคนสวยบอกว่า ปกติคุณพ่อจะเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าเลย แต่วันนี้คุณพ่อกลับมีรอยยิ้ม และร้องไห้อีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านมีความสุขมาก การเต้นรำระหว่างเธอกับคุณพ่อในวันแต่งงานของเธอเอง จะกลายเป็นความทรงจำดี ๆ  ที่มีความหมายมากสำหรับเธอ   ที่มาและภาพ www.unilad.co.uk บทความน่าสนใจ […]

แฝดสองพี่น้องขยันเปิดร้านตัดผมยึดเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกเรียนและวันหยุด 

แฝดสองพี่น้องขยันเปิดร้านตัดผมยึดเป็น อาชีพเสริมหลังเลิกเรียน และวันหยุด เด็กดีมีหัวคิด…สองพี่น้องฝาแฝดไม่อยากเป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่ จึงชวนกันทำ อาชีพเสริมหลังเลิกเรียน และวันหยุด เพื่อหารายได้เสริมโดยการเป็นช่างตัดผม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ผู้จัดการออนไลน์ได้นำเสนอข่าวว่า  นายกรภัทร์ วัฒนาสถิตยานนท์ หรือน้องแต้ม  และนายกรฤต วัฒนาสถิตยานนท์ หรือน้องเติ้ล สองพี่น้องฝาแฝดที่มีอายุเพียงแค่ 15 ปี กำลังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ ปวช.1 ได้สร้างรายได้เป็นหลักหมื่นต่อเดือน ด้วยการเป็นช่างตัดผมหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์       แรงบันดาลใจที่ทำให้สองพี่น้องตัดสินใจเป็นช่างตัดผม มาจากตอนเด็กต้องไปตัดผมที่ร้าน และได้เห็นว่ามีลูกค้าเยอะมาก จึงทำให้ทั้งสองสนใจอาชีพช่างตัดผมอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงเท่านั้นน้อง ๆ ยังเรียนตัดผมที่โรงเรียนเสริมสวยในหาดใหญ่ตั้งแต่อายุ 11 ปี เรียนอยู่นาน 3 ปี จนชำนาญ คุณพ่อคุณแม่จึงส่งเสริมลูกทั้งสองด้วยการเปิดร้านตัดผมให้     คุณแม่ของน้องทั้งสองยังบอกอีกว่า ลูกชายอยากเป็นช่างตัดผม เพราะเห็นช่างร้านประจำที่ไปตัดฝีมือดีมาก ใช้เวลาตัดเพียง 10-15 นาทีต่อคน และเป็นอาชีพอิสระ ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนทำได้ ครอบครัวจึงสนับสนุนเต็มที่จนสามารถเปิดร้านตัดผมได้ […]

คนไข้ลาวเงินหมด คิดกลับไปตายบ้านเกิด หมอไทยช่วยกันลงขันยื้อชีวิตไว้ได้

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าประทับใจในโลกโซเชียล เมื่อทีมแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ระดมน้ำใจช่วยเหลือ คนไข้ลาว ฐานะยากจน ซึ่งครอบครัวพามารักษาตัวจนเงินหมด เหลือเงินติดตัวแค่ 200 บาท ครอบครัวจึงจะขอพากลับไปตายที่บ้านเกิด คุณหมอเจ้าของไข้เห็นว่าอาการของคนไข้สามารถรักษาให้หายได้ ไม่อยากปล่อยให้คนไข้กลับไปเสียชีวิตที่บ้านเกิด เพราะคนไข้ยังมีลูกเล็ก ๆ หลายคนที่ต้องดูแล จึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนหมอด้วยกัน และเกิดการระดมทุนช่วยกันลงขันในกลุ่มเพื่อนหมอ ในที่สุดก็สามารถช่วยชีวิตคนไข้เอาไว้ได้  ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wirat Sawangarom  ได้เผยแพร่เรื่องราวดังต่อไปนี้ เทวดาผู้คืนชีวิต พาพ่อคืนมาให้ลูก ๆ ได้สำเร็จ .. #สายของวันหนึ่ง .. หมอราชันย์ : เอาไงดีพี่ก๊อต คนไข้ลาว ญาติจะเอากลับไปตายที่บ้าน แต่ผมรักษาได้ ผมรักษาหายได้ อายุไม่เยอะ มีลูกเล็ก ๆ หลายคน รักษาจนหมดตัว เหลือแค่ 200 ค่าข้ามกลับไปยังไม่พอ ค่าข้าวกินแทบไม่มี ผม : ให้ทีมช่วยเลยครับ หมอราชันย์ : เอากลับไปเขาตายแน่นอน แต่ค่ารักษาต่อเนื่องอีกครึ่งเดือน แสนกว่าบาท ผม : […]

งานจิตอาสาทางธรรมคือความสุขของผม : อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล

งานจิตอาสาทางธรรมคือความสุขของผม : อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล น้อยคนนักจะรู้ว่า ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถแห่งช่อง 8 อย่าง อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล จากรายการข่าวเด่นและรายการคุยข่าวค่ำ ทั้งยังได้มีเครื่องการันตีคือ รางวัลผู้ประกาศข่าวยอดเยี่ยม นอกจากชีวิตที่เป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว คุณอ๊อฟ-อัครพลยังเป็นจิตอาสาที่อุทิศแรงกายและใจให้กับพระพุทธศาสนาอย่างทุ่มเทจนได้รับรางวัลบุคคลต้นแบบดีเด่น รางวัลบุคคลสร้างสรรค์สังคมดีเด่น และรางวัลบุคคลต้นแบบและผู้นำจิตอาสาจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ อีกด้วย แต่ทว่าชีวิตของเขาพลิกผันมาสนใจงานจิตอาสาทางธรรมได้อย่างไร ลองติดตามกันค่ะ   มารู้จักวัดปทุมวนารามได้อย่างไร “ผมเคยเดินผ่าน เพราะเราจะมาเที่ยวห้างฯในสมัยวัยรุ่น หรือตอนเล่นละคร ก็แค่ผ่านมาเฉย ๆ ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นวัดสายอรัญวาสี เป็นสายปฏิบัติจริงจัง ตอนหลังมีรุ่นน้องชวนมาสวดมนต์ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้มารู้จักกับวัดปทุมวนาราม ผ่านกลุ่มวัยรุ่นด้วยกันที่มาทำงานในวัดปทุมวนารามจึงมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มจิตอาสากลุ่มนี้ “ เพื่อนของผมอยู่ในกลุ่มนี้อยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ชวนกันมาเพราะตอนนั้นผมเป็นนักข่าว ให้ผมมาทำสกู๊ปข่าว เลยมีโอกาสได้เจอกลุ่มบัวลอย และได้รู้จักกับพระปกรณ์วินณ์ ฐิตวํโส หรือ หลวงพี่วินณ์ท่านเป็นพระอาจารย์ที่บวชอยู่ที่นี่ และเคยทำงานสื่อมาก่อน ตอนนั้นเข้ามาทำข่าว เกี่ยวกับกลุ่มปทุมมามหาสิกขาลัย หรือกลุ่มบัวลอย ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อต้องการให้วัยรุ่นหันมาเข้าวัดและศึกษาธรรมะ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้เข้ามารู้จักกับกลุ่มบัวลอย หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ศึกษาหลักธรรมต่าง ๆ กลายเป็นการเข้ามาทีละนิด ๆ ” […]

เด็กน้อยรักคุณครูของเขามาก จึงแบ่งเงินของตนให้ เพราะคิดว่าเงินเดือนครูน้อย

เด็กน้อย รักคุณครูของเขามาก จึงแบ่งเงินของตนให้ เพราะคิดว่าเงินเดือนครูน้อย เป็นเรื่องที่สร้างรอยยิ้มให้แก่สองสามี-ภรรยา  Darrell และ Jennifer Williams เมื่อทั้งสองพบกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ในกระเป๋านักเรียนของ เด็กน้อย เรื่องนี้เกิดขึ้นที่แทมปา ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อ Darrell Williams และ Jennifer Williams ได้เจอกับแผ่นกระดาษมีข้อความว่า “ถึง คุณครู CHAMBERS ผมไม่คิดว่า เงินเดือนที่คุณครูทั้งหลายได้รับนั้น จะเพียงพอกับสิ่งที่พวกเขาทำ ถ้าอย่างนั้นครูจะช่วยรับของขวัญชิ้นนี้ไปได้ไหม?” และมีลูกศรชี้ลงมาที่ธนบัตร โดยมีข้อความกำกับว่า “นี่เงินของผม”     Darrell Williams และ Jennifer Williams รู้สึกปลื้มใจมาก พวกเขาไม่รอช้าที่จะถามลูกชายคนเล็กถึงแผ่นกระดาษนี้ คำตอบที่ทั้งสองได้จากปากของลูกชายคือ “ผมรักคุณครู CHAMBERS และผมอยากมอบบางสิ่งให้กับคุณครู ผมคิดว่าอาชีพครูได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอ”  คุณพ่อคุณแม่ถ่ายรูปข้อความในกระดาษนี้ลงในโซเชียล เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา คุณครู Mary Hall Chambers […]

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของพรานเบ็ดที่ชื่อว่า “อริยะ”

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของ พรานเบ็ด ที่ชื่อว่า “อริยะ” ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านทางตอนเหนือของกรุงสาวัตถี โดยทรงแวดล้อมไปด้วยพระภิกษุ ในหมู่บ้านแห่งนั้น มี พรานเบ็ด คนหนึ่งชื่อว่า “อริยะ” เขาพึงพอใจในชื่อของเขามาก เพราะมีความหมายว่า “ผู้ประเสริฐ” เมื่อคณะสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้ผ่านมาถึงบริเวณที่พรานอริยะกำลังลงเบ็ดเพื่อจับปลาอยู่นั้น  พรานอริยะทราบว่าเป็นคณะพระสาวกของพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งเบ็ดของตน แล้วเข้าไปกราบนมัสการ เขาได้ถามชื่อพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีละรูป จนทราบว่ามีพระสาวกผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่หลายรูปด้วยกัน เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น แต่แปลกที่พระเถระไม่ถามชื่อของพรานเบ็ดกลับเลย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทัศนะว่าพรานผู้ปลื้มในชื่อของตน ต้องการให้พระสาวกถามชื่อกลับ เพื่อที่จะได้บอกชื่ออันประเสริฐนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพรานว่า “พราน ท่านมีชื่อว่าอะไร” พรานเบ็ดจึงรีบตอบทันทีว่า “ชื่อของข้าพเจ้าคือ อริยะ พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “พราน เธอเป็นผู้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เธอจะเป็นอริยะไม่ได้ เพราะอริยะคือผู้ที่ไม่เบียดเบียนใคร”  เรื่องเล่าจบเพียงแค่นี้ ถึงจะเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ ช่วงพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เป็นธรรมะที่ได้จากพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นคือ การเป็นอริยะที่แท้จริงคือผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ได้เบียดเบียนแค่ชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ท่านจะไม่เบียดเบียนตนเอง เพราะได้กระทำให้ตนแจ้งในธรรม เมื่อแจ้งในธรรมแล้วยังไม่เบียดเบียนตนเองให้ตกอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป   ที่มา […]

ทำไม พระมหากัจจายนะ จึงเป็นที่เคารพและรักของเทวดา 

ทำไม พระมหากัจจายนะ จึงเป็นที่เคารพและรักของเทวดา พระมหากัจจายนะ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี เดิมท่านมีชื่อว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปร่างลักษณะงามสง่า เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เรียนจบพระเวททั้ง 3  และได้ขึ้นเป็นปุโรหิตแทนบิดาที่เสียชีวิตไป อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงอยากอาราธนาพระพุทธเจ้ามายังกรุงอุชเชนี จึงมอบหมายให้ปุโรหิตเป็นผู้ไปอาราธนา กัจจายนพราหมณ์พร้อมด้วยบริวารทั้ง 7 ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงแล้วได้ฟังธรรมก็บรรลุอรหัตตผลกันทั้งหมด จึงทูลขอบวชในสำนักของพระองค์ และอาราธนาพระพุทธเจ้ามายังกรุงอุชเชนี ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในที่แห่งนี้ ด้วยพระมหากัจจายนะเป็นปราชญ์มาตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาส ท่านได้ใช้ความสามารถที่มีอธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้าได้โดยย่อ แล้วผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ พระพุทธเจ้าทรงสถาปนาพระมหากัจจายนะว่าเป็นเอตทัคคะคือผู้อธิบายความย่อโดยพิสดารนั่นเอง ตามจริงแล้วชาวพุทธคุ้นเคยกับพระเถระรูปนี้เป็นอย่างดี เพราะได้รับการเคารพนับถือในทุกหลังคาเรือน และในวัดวาอารามก็มีรูปเคารพของท่านในรูปลักษณ์ของพระอ้วน ซึ่งแต่เดิมพระมหากัจจายนะไม่ได้อ้วนเหมือนอย่างในรูปเคารพ เหตุที่ท่านต้องจำแลงกายให้อ้วนมีเหตุมาจาก เวลาที่พระมหากัจจายนะเดินทางไปที่ใด เหล่าเทวดาและมนุษย์ที่ได้เห็นท่าน ต่างคิดว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า เพราะมีรูปลักษณ์ที่เปล่งปลั่งเหมือนพระองค์ เพื่อไม่ให้เป็นการเทียบเสมอพระบรมศาสดา ท่านจึงจำแลงกายเป็นคนอ้วน นอกจากเรื่องที่เล่ามาของพระมหากัจจายนะแล้ว ท่านยังเป็นพระเถระที่เทวดารักและเคารพ ครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่บุพพาราม อันเป็นวัดที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างถวาย ในวันนั้นท้าวสักกะเทวราช (หรือพระอินทร์) ได้เสด็จจากสวรรค์มานมัสการพระพุทธเจ้า แต่ไม่พบพระมหากัจจายนะจึงรำพึงขึ้นว่า “ทำไมไม่พบพระอาจารย์หนอ” ตอนนั้นพระมหากัจจายนะอาศัยอยู่ที่อวันตีชนบท ได้เดินทางมาถึง เมื่อพระเถระนั่งลงบนอาสนะ ท้าวสักกะเทวราชได้เข้าไปนวดบีบข้อเท้าของพระเถระแล้วกล่าวว่า “พระอาจารย์ของเรามาแล้ว เรายินดียิ่งในการมาของท่าน” พอนวดข้อเท้าเสร็จ ท้าวสักกะเทวราชก็บูชาพระมหากัจจายนะด้วยดอกไม้และเครื่องหอมทิพย์ แล้วไปยืนอยู่ในจุดหนึ่งอย่างสงบเพื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พระภิกษุบางรูปในอารามแห่งนี้ยังเป็นปุถุชนจึงกล่าวประกาศขึ้นว่า […]

บทเรียนจากพลทหารเดนตาย ลาซาร์ ปองตีเซลลี

นายลาซาร์ ปองตีเซลลี (Lazzaro Ponticelli) เป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเสียชีวิตในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2551 รวมอายุได้ 110 ปี เขาเป็นทหารผ่านศึกฝรั่งเศสคนสุดท้ายที่รอดตายจากสงครามครั้งนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457 – 2461) นั้น เดิมได้รับการขนานนามว่า ””สงครามซึ่งยุติทุกสงคราม”„ มีทหารจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเข้าร่วมรบกว่า 60 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ทั้งทหารและพลเรือนถึง 40 ล้านคน เป็นสงครามที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ นอกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จะไม่ใช่สงครามที่ยุติทุกสงครามแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย นายปองตีเซลลีเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2440 ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอิตาลีซึ่งอยู่ติดกับชายแดนฝรั่งเศส ครอบครัวของเขายากจนชนิดที่ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย และความจนนี่เองที่ทำให้เขาอพยพตัวเองเข้าไปในฝรั่งเศสประเทศที่เขาเรียกว่า ””สวรรค์”„ จนวันสุดท้าย เมื่อสงครามเริ่ม เขาอาสาเข้ารบให้กองทัพฝรั่งเศสและเข้าร่วมในกองทหารต่างด้าวซึ่งคนชาติใดก็เข้าร่วมได้ มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคนฝรั่งเศส นายปองตีเซลลีเล่าว่า […]

เพียงแค่หันไป…ฉันก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้มีอนาคตที่สดใส

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจเกิดจากการกระทำที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยกับความใส่ใจอีกนิดหน่อย โดยลืมคำว่า “ธุระไม่ใช่” ไปเสียและใครจะรู้…การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจส่งผลถึงสังคมส่วนรวมอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กน้อยคนนี้… วันนั้นฉันไปซื้ออาหารสุนัขที่ร้านแถวจตุจักร ขณะกำลังเดินกลับมาที่รถ ฉันเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่กับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ฉันเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังไล่หลังมาว่า “เด็กคนนี้มันน่าสงสารจริง ๆ พ่อค้ายาบ้าจนติดคุก แม่ก็ไม่ดูแล มันเลยต้องไปขอข้าวบ้านนั้นทีบ้านนี้ที” เมื่อหันกลับไปฉันก็ได้เห็นว่าต้นเสียงคือชายคนดังกล่าว และข้าง ๆ เขาเป็นเด็กผ้ชู ายผิวดำเกรียมอายุประมาณ 5 – 6 ขวบหน้าตาน่าเอ็นดู แต่รูปร่างผอมเกร็ง สวมเพียงกางเกงขาสั้นมอซอกับรองเท้าแตะเก่า ๆ ในมือกำธนบัตรสีเขียวไว้แน่น…ฉันหันไปมองรอบตัว ไม่เห็นใคร ก็เลยแน่ใจว่าชายคนนั้นคงไม่ได้พูดกับคนอื่น ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปหา “ดูซิครับคุณ ผมต้องให้มันวันละยี่สิบบาท เพราะมันไม่มีจะกิน วัน ๆ ก็วิ่งอยู่แถวนี้ ผมละกลัวมันจะโดนรถทับ…ป่านนี้ยังไม่ได้เรียนหนังสือกับเขาเลย” ชายคนนั้นบ่นพลางลูบหัวเด็กน้อยด้วยท่าทางเอ็นดู แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงทำให้ฉันไม่ปักใจเชื่อใครง่าย ๆ ‘อาจเป็นพวกแก๊งขอทานเอาเด็กมาหากินก็ได้’ ฉันคิดก่อนจะดึงตัวเด็กชายออกมาห่าง ๆ และลงมือซักถามเขาด้วยตัวเอง แล้วฉันก็ได้รับคำตอบทุกอย่างตามคำบอกเล่าของชายคนนั้น แต่รู้เพิ่มขึ้นมาว่า “เอก” อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย และเขาอยากเรียนหนังสือมาก…เด็กน้อยพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” ทุกประโยค […]

พิยุช เทวารี นักบุกเบิกผู้ปฏิวัติท้องถนนอินเดียให้เป็นสีขาว

“อินเดีย” เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก ประมาณกันว่า ในทุก ๆ 13 ชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างน้อย 1 ราย พิยุช เทวารี (Piyush Tewari) เป็นคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียน้องชายไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ พ.ศ. 2550 บนถนนสายหนึ่งในเมืองเดลี แม้การจากไปของเด็กหนุ่มอนาคตไกลคนนี้จะสร้างความโศกเศร้าอาลัยให้ครอบครัวและโรงเรียนอย่างมาก แต่นั่นก็ยังไม่มากเท่ากับความจริงที่ทางโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ถ้าเด็กหนุ่มมาถึงมือหมอ “เร็ว” กว่านี้สักนิด ก็ยังพอมีโอกาสรอดอยู่บ้าง เพราะบาดแผลของคนเจ็บไม่ได้หนักหนาอะไร จะมีก็แต่การเสียเลือดมากเท่านั้นที่ทำให้ร่างกายคนเจ็บต้านทานไม่ไหว แรก ๆ เหตุผลนี้ฟังดูคล้ายกับการปัดความรับผิดชอบของทางโรงพยาบาล แต่ทว่าเมื่อพิยุชได้ตรึกตรองถึงการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ประกอบกับประสบการณ์การสัญจรบนท้องถนนอินเดียตลอดชีวิต 26 ปีที่ผ่านมาของตัวเขาเอง จากคำบอกเล่าจากเพื่อนฝูง คนรู้จัก ไม่นานนักเขาก็ได้คำตอบอย่างชัดเจนว่า อินเดียไม่มีหน่วยกู้ภัย ไม่มีหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินเหมือนในอเมริกา ยุโรป หรือเมืองใหญ่ ๆ ในเอเชีย จะมีก็เพียง “ตำรวจจราจร” ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุด ทั้งนี้กว่าจะลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้แล้วเสร็จก็ใช้เวลาไปไม่น้อยกว่า 1 – 2 ชั่วโมง “เวลา” จึงมีผลอย่างยิ่งในการชี้เป็นชี้ตายคนเจ็บแต่ละราย ดั่งที่ภาษานักกู้ภัยเรียกกันว่า “ชั่วโมงทอง” เพราะยิ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากเท่าไร โอกาสที่คนเจ็บจะรอดชีวิตหรือรอดพ้นจากภาวะทุพพลภาพก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น […]

สัปเหร่อหญิงใจบุญ ช่วยทำศพ 9 วัด ไม่รับค่าจ้างมานานกว่า 20 ปี

สัปเหร่อหญิงใจบุญ นางสายัณห์ อ่อนละม้าย หรือ “น้ายัณห์” วัย 61 ปี อาสาช่วยชาวบ้านจัดงานศพที่วัดในเขตพื้นที่อำเภอโพธิ์ทอง จ.อ่างทองโดยไม่เคยคิดค่าใช้จ่าย และทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว น้ายัณห์เล่าว่า พ่อเป็นสัปเหร่อมาก่อน เธอได้สืบทอดวิชามาจากพ่อ เวลาพ่อไปช่วยงานศพ ก็จะติดสอยห้อยตามพ่อไปตลอด จนกระทั่งพ่อเสียชีวิต น้ายัณห์จึงสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อ ประกอบกับใจรักในด้านนี้ จึงสานต่อการเป็นสัปเหร่อจากพ่อ โดยไม่ได้คิดว่าเป็นอาชีพ เพราะปกติจะมีอาชีพจักสาน รับสานตะกร้าหวายส่งในตลาดโพธิ์ทอง พอมีงานศพก็จะมีคนมาตามไปช่วย เธอก็ไปทุกงาน ตอนแรกช่วยวัดที่บ้านก่อนคือวัดท่าอิฐ จากนั้นวัดอื่น ๆ ก็ตามมารวม 9 วัด คือ วัดท่าอิฐ วัดน้ำอาบ วัดแม่นาง วัดท่าตลาด วัดโพธิ์เกรียบ วัดศีลขันธาราม วัดสว่าง วัดท่าโขลง และวัดกลางพุฒินิมิต ตั้งแต่ทำมายังไม่เคยเว้นไม่ไปงานไหนเลย ถึงไม่สบายไปไม่ไหวก็จะมีคนมาช่วยพยุงไป แต่พอไปถึงงานเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จากที่เดินไม่ค่อยไหว พอไปถึงกลับมีเรี่ยวมีแรงทำหน้าที่สัปเหร่อจนเสร็จ พอกลับมาบ้านก็ถึงกับล้มนอนต่อ การทำหน้าที่สัปเหร่อไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมากมาย แต่ต้องมีพิธีกรรมท่องคาถาตามที่พ่อสอนมา เมื่อมีคนมาแจ้งข่าวงานศพ เธอจะไปช่วยจัดเตรียมพิธีรดน้ำศพ  มัดตราสังศพลงโลง และจัดเตรียมสถานที่เสร็จเรียบร้อย […]

อานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า

อานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงเวสาลี เพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้นในดินแดนนั้น พุทธานุภาพได้บังเกิดขึ้น ทำให้ชนทั้งหลายที่พบเห็นต่างสงสัยในปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เป็นเพราะอานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่พระองค์สร้างไว้ในอดีตชาติ หลังจากพระพุทธเจ้าได้แสดงรัตนสูตร และโปรดให้พระอานนท์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วกรุงเวสาลี ทำให้อมนุษย์ที่เข้ามาในกรุงเวสาลีพากันหนีออกไปจนหมด ทำให้กรุงเวสาลีกลับมาสงบสุขอีกครั้งด้วยพุทธบารมี ในขณะที่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุบิณฑบาตอยู่ในกรุงเวสาลี ปรากฏว่าเทพพรหมบนท้องฟ้า พญานาคในแม่น้ำคงคาต่างสักการะพระองค์ด้วยดอกไม้ ทิวธง และฉัตรอย่างตระการตา พระราชาทั้งหลายต่างเกลี่ยผืนทรายให้เรียบเสมอกัน และตกแต่งพื้นทรายนั้นด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ชนทั้งหลายคิดว่านี่คือพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์กลับตรัสว่า เป็นอานิสงส์ที่พระองค์ได้ทำไว้ในอดีตชาติ ครั้งอดีตนานมาในเมืองตักกศิลา พระองค์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่งมีชื่อว่า “สังขะ” นิยมเรียกกันว่า “สังขพราหมณ์” มีบุตรชายเป็นหนุ่มรูปงาม มีชื่อนามไพเราะว่า “สุสิมะ” ใครต่างเรียกหนุ่มน้อยคนนี้ว่า “สุสิมมาณพ” เมื่อสุสิมมาณพอายุได้ 16 ปี ก็ขออนุญาตบิดาไปเรียนมนต์ที่กรุงพาราณสี บิดาจึงแนะนำให้บุตรชายไปเรียนกับสหายเก่าของตน จากนั้นหนุ่มน้อยก็ออกเดินทางไปสู่สำนักแห่งสหายของบิดาที่กรุงพาราณสี เจ้าสำนักรับมาณพน้อยไว้ทันทีเพราะเป็นลูกชายของสหายเก่าแก่ เจ้าสำนักถ่ายทอดวิชามนต์จนหมดไส้หมดพุงแก่ แต่หนุ่มน้อยกลับยังอยากเรียนรู้อีก เจ้าสำนักจึงแนะนำให้ไปเรียนกับเหล่าฤษีในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แต่ทว่าในป่าแห่งนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ ชายหนุ่มไม่ทราบจึงฝากตนเป็นศิษย์กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าได้บวชให้กับมาณพ ไม่นานนักมาณพก็ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่อมาก็ดับขันธปรินิพพาน ชาวเมืองพาราณสีนำพระธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ สังขพราหมณ์เห็นว่าบุตรชายหายไปนานมากแล้ว ไม่กลับมาบ้านเลย จึงเดินทางมาตามหากรุงพาราณสี จึงถามผู้คนไปทั่วว่ามีใครรู้จักบุตรของตนบ้างไหม ชาวเมืองรู้จักมาณพน้อยผู้นี้ดี […]

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นเหตุให้ถือว่าเป็นเรา เช่น การหลงใหลในรูปลักษณ์ของตนเอง ดังเช่น เจ้าหญิงอภิรูปนันทา และเจ้าหญิงสุนทรีนันทาที่ทรงหลงใหลในความงามของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐานทำให้เจ้าหญิงทั้งสองทรงสามารถละสักกายทิฏฐิได้ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด ผู้ที่ละจากสักกายทิฏฐิได้นั้นคือพระโสดาบัน และพระอริยบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สักกายทิฏฐิสูตรว่า “ผู้ที่จะละสักกายทิฏฐิได้คือผู้ที่เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์” สอดคล้องกับกรณีของเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์อยู่เหมือนกัน ขัตติยนารีในสมัยพุทธกาลมีหลายพระองค์ที่ทรงหลงในรูปโฉมอันงดงามของพระองค์เอง แต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ปราบพยศลงได้เช่นกัน และส่งเสริมให้พระนางทั้งหลายสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ อาทิเช่น พระนางเขมา พระมเหสีแห่งพระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน ซึ่งเป็นป่าที่มีนางยักษ์ชื่อว่า “เภสกฬา” อาศัยอยู่ เป็นเขตให้อภัยทานของกวาง อยู่ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท นกุลคหบดีได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยไม้เท้า เมื่อมาถึงเบื้องพระพักรตร์แล้วได้นั่งลงและกราบอภิวาทพระองค์อยู่ข้างหนึ่ง นกุลคหบดีผู้นี้เป็นเศรษฐีเฒ่า ครองรักกับภรรยามานานเป็นสิบปี ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งกลับเรียกพระองค์ว่า “ลูก” สร้างความแตกตื่นให้กับพระภิกษุ และประชาชนที่กำลังใส่บาตรพระองค์อยู่  พระพุทธเจ้าได้ตรัสเฉลยว่า นกุลคหบดี และภรรยาเคยเป็นบิดาและมารดาของพระองค์มาหลายร้อยชาติ จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะจดจำพระองค์ในฐานะลูก แต่ที่จริงในภพชาตินี้พระบิดาและพระมารดาที่แท้จริงคือ พระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ผู้อธิษฐานเป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา […]

เด็กหญิงที่ถูกไฟคลอกจนมือข้างขวาพิการ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

เด็กหญิงที่ถูก ไฟคลอก จนมือข้างขวาพิการ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว เป็นอีกหนึ่งข่าวที่ทำให้เห็นถึงน้ำใจของมหาชนที่ต้องการช่วยเหลือ เด็กหญิงปิยะพร เด็กหญิงผู้ถูก ไฟคลอก จนมือข้างขวาของเธอพิการ ดอยอมก๋อยที่กำลังเหน็บหนาวกลับอบอุ่นขึ้นมาทันทีเพราะน้ำใจจากประชาชนคนไทยด้วยกัน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กชื่อว่า “บ้านติดป่า ฮาติดดอย” ได้โพสต์รูปถ่ายเด็กหญิงที่มือข้างขวาพิการ พร้อมกับข้อความว่า “เห็นน้องแล้วรู้สึก “สะเทือนใจ” ยังไงไม่รู้ ทั้งพิการ ทั้งยากจน แม่น้องเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนพ่อก็แต่งงานใหม่ น้องอายุ 6 ขวบจึงต้องมาอยู่กับยายชรา ยากจน เอารูปให้ดู เผื่อคุณจะได้รู้ว่าตัวเอง โชคดีมากแค่ไหนแล้ว ที่มีมือ มีเท้าครบทั้งสองข้าง ผู้มีจิตเมตตาสามารถส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ ให้แก่น้องได้ที่….ครู ธัญสุดา หยกภู (ฝากให้ ด.ญ ปิยะพร หลวงแก้ว ) 81 หมู่ 4 ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ เชียงใหม่ 50310 (0955757598 […]

จากเด็กจรจัดกลายเป็นเศรษฐีหนุ่ม ในวัยเพียงแค่ 21 ปี เขาทำได้อย่างไร 

จากเด็กจรจัดกลายเป็น เศรษฐีหนุ่ม ในวัยเพียงแค่ 21 ปี เขาทำได้อย่างไร ทุกความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรืออยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้นมาเอง อยากให้ลองทำความรู้จักกับชายหนุ่มคนนี้ที่กลายเป็น เศรษฐีหนุ่ม ตอนอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น เขาทำได้อย่างไร และทำไมเขาถึงสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อย่างมหาศาลในวัยแค่นี้     “Harry Sanders ” นักธุรกิจชาวออสเตรเลียที่อายุแค่ยี่สิบต้น ๆ เท่านั้นเอง แต่ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ จนธุรกิจของเขามีมูลค่าถึง 1.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือเทียบเป็นเงินไทยประมาณ 31 ล้านบาท โดยที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางสายธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น     ธุรกิจที่เขาทำเรียกว่า “Search Engine Optimization” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “SEO” (เอส.อี.โอ.) ซึ่งเขาเริ่มสนใจและศึกษาธุรกิจนี้อย่างจริงจังตอนอายุ 16 ปี  ธุรกิจนี้คือการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google เพื่อให้ผู้เสิร์ชค้นเจอเว็บนั้นก่อนเว็บอื่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเว็บนั้นว่าจะมีคนให้ความสนใจและเข้ามาสู่เว็บเป็นจำนวนมาก เด็กหนุ่มวัย 16 ปีจึงเริ่มค่อย ๆ […]

“กรรมชั่ว” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร

“ กรรมชั่ว ” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร พระพุทธองค์ตรัสเรื่องกรรมไว้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม เช่น จิตที่คิดเบียดเบียน คิดทำร้าย เพราะด้วยเจตนานี้กรรมจึงได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรารู้ผลที่จะตามมา จะไม่มีใครกล้าทำ กรรมชั่ว เลย ในอดีตกาลมีพราหมณ์คนหนึ่ง จะจับแพะเพื่อบูชายัญ เขาก็ไปเจอแพะตัวหนึ่ง ก็เลยให้ลูกน้องรุมจับ หมายที่จะจับแพะไปเชือดเพื่อบูชายัญ แพะมันก็หัวเราะดีใจ โลดเต้นขึ้นมา จากนั้นมันก็ร้องไห้เสียใจ พราหมณ์ก็งงว่า แพะมันเป็นอะไร ถูกจับจนบ้าแล้วหรือ อยู่ดี ๆ ก็ดีใจโลดเต้น แล้วเดี๋ยวก็ร้องไห้ สมัยนั้นมนุษย์กับสัตว์สามารถสื่อสารพูดคุยกันได้ มันมียุคสมัยที่ทำแบบนี้ได้อยู่ แพะเลยบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะดีใจโลดเต้นเพราะว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วที่ข้าพเจ้าจะถูกตัดคอ ข้าพเจ้าเลยดีใจว่าจะได้พ้นจากวิบากกรรมนี้เสียกที แต่ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเพราะเสียใจแทนท่าน ท่านจะต้องได้รับผลกรรมแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้าโดน เมื่อในอดีตกาลนานมาข้าพเจ้าเคยจับแพะมาบูชายัญ ผลจากการเชือดไปหนึ่งตัว ส่งให้ข้าพเจ้าต้องตกอบายภูมิ เสวยความเผ็ดร้อนอยู่ในนรกอย่างแสนสาหัสเป็นเวลายาวนาน สิ่งที่เราทำครั้งหนึ่งกลับส่งผลสืบต่ออย่างยาวนาน หลังจากแพะตัวนั้นชดใช้กรรมในนรกแล้วขึ้นมาเป็นเปรตเพราะยังมีเศษกรรมหลงเหลืออยู่ จากนั้นมาเกิดเป็นแพะและถูกเขาตัดคอ เสวยความทุกข์ทรมานอย่างนี้มา 499 ชาติ และชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่จะถูกตัดคอ จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที กรรมที่เราได้ทำไว้ จะดีหรือไม่ดีก็ตาม มันส่งผลเผ็ดร้อนสืบต่ออย่างยาวนาน  ถ้าเรารู้อดีตชาติของตัวเองแล้ว […]

โมโมฟุกุ อันโดะ บิดาแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

“”โลกย่อมมีสันติสุข เมื่อผู้คนมีอาหารกินเพียงพอ”” โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้กล่าวประโยคนี้สิ้นชีวิตไปในขณะมีอายุได้ 96 ปี เขาเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยของไต้หวัน สมัยที่ไต้หวันยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของร้านขายผ้า พออายุ 22 เขาจึงทำกิจการโรงงานทอผ้าของตนเองที่กรุงไทเป อีกหนึ่งปีต่อมาก็ขยายสาขาไปที่เมืองโอซะกะในญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันโดะย้ายไปอยู่ญี่ปุ่น เปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่น และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น พร้อม ๆ กับทำธุรกิจโรงงานทอผ้าไปด้วย เขาถูกจับเข้าคุกไปสองปีด้วยข้อหาเลี่ยงภาษี ซึ่งเขายืนยันว่าที่เขาทำก็แค่จัดสรรเงินให้เป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ออกจากคุก เขาล้มลุกคลุกคลานกับธุรกิจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเริ่มตั้งบริษัทนิสชินเพื่อผลิตเกลือสู่ตลาด ขณะนั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง หลังสงครามโลก รัฐบาลออกมาสนับสนุนให้ประชาชนกินขนมปังที่ทำจากแป้งสาลีจากสหรัฐฯ อันโดะผู้ชอบกินบะหมี่เป็นชีวิตจิตใจเกิดความสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น คำตอบของรัฐคือโรงงานทำบะหมี่เล็กเกินกว่าจะผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ อันโดะจึงตัดสินใจจะพัฒนาโรงงานผลิตบะหมี่ด้วยตนเอง แต่สาเหตุที่เกิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้น ก็เพราะคืนอันหนาวเย็นคืนหนึ่งที่เขาต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อบะหมี่น้ำจากรถเข็น เขาเกิดความคิดเฉียบคมขึ้นว่าต้องหาวิธีทำบะหมี่ที่เกือบสุก ปรุงรสแล้ว เพื่อคนที่ซื้อไปแค่เติมน้ำร้อนก็จะได้ซดบะหมี่ร้อนคล่องคอโดยไม่ต้องเดือดร้อนรอนาน หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ขณะมีอายุ 48 ปี อันโดะก็ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่ออกวางขายในตลาดญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งกลายเป็นอาหารหรูเพราะราคาแพงกว่าบะหมี่น้ำตามร้านถึงหกเท่า จนปีต่อมาสินค้าของเขาจึงเริ่มเป็นที่นิยม ผลิตได้มากขึ้น ทำให้ราคาลดลงเหลือแค่หนึ่งในสามของราคาบะหมี่น้ำตามร้านค้า หลังจากนั้นก็เกิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติต่าง ๆ ตามออกมา […]

keyboard_arrow_up