สราวุฒิ บุญมา หนุ่มใหญ่น้ำใจงาม เก็บบิลค่าน้ำและจ่ายแทนเจ้าของให้เรียบร้อย (คลิป)

สราวุฒิ บุญมา หนุ่มใหญ่น้ำใจงาม เก็บบิลค่าน้ำและจ่ายแทนเจ้าของให้เรียบร้อย (คลิป) มีคนทำบิลค่าน้ำพร้อมเงินที่เตรียมมาจ่ายตกไว้หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขา 6985 จอมเทียน ซอย 7  ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แต่ หนุ่มใหญ่น้ำใจงาม คุณสราวุฒิ บุญมา เก็บไว้ได้ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เจ้าของเฟซบุ๊กชื่อว่า ” สราวุฒิ บุญมา ” โพสต์คลิปและรูปถ่าย โดยในคลิปมีความว่า “มีคนทำตังค์ตกไว้หน้าเซเว่น ซอย 7 จอมเทียน น่าจะเอามาจ่ายค่าน้ำ เก้าพ้นกว่าบาท เดี๋ยวผมคงเอาเข้าไปจ่ายให้เขาละกัน”   Posted by สราวุฒิ บุญมา on Tuesday, December 11, 2018   ซอยเจ็ดจอมเทียน ไม่ใช่ซอยห้าครับ 555 Posted by สราวุฒิ […]

คริสตินา ซีนาโต เธอคือหมอฟันที่ฉลามรัก!

หมอฟันขวัญใจของเหล่าฉลามที่ว่านี้คือ คริสตินา ซีนาโต (Christina Zenato) นักดำน้ำมือโปร เธอเกิดในอิตาลี เติบโตในคองโก แอฟริกา พออายุ 22 เธอก็มาเรียนดำน้ำที่บาฮามาส หลังจากนั้นเธอก็หลงรักการดำน้ำอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ไป ๆ มา ๆ คริสตินาก็กลายเป็นครูสอนดำน้ำ และผู้เชี่ยวชาญในการดำน้ำในถ้ำ นอกจากนั้นเธอยังไปเรียนป้อนอาหารฉลาม ทำให้เธอตกหลุมรักเจ้าปลาชนิดนี้ทันที     คริสตินาเรียนรู้จากมือโปร ในเรื่องพฤติกรรมและสายพันธุ์ของปลาฉลาม ในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้ฝึกสอนการป้อนอาหารฉลาม และเขียนบทความเผยแพร่ความรู้เรื่องฉลามอีกด้วย คริสตินาเดินทางไปหลายสถานที่เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมฉลาม ทำให้เธอได้รู้จักนิสัยใจคอของฉลามหลายสายพันธุ์ แต่ที่เธอเชี่ยวชาญที่สุดคือ Caribbean Reef shark เธอพัฒนาสิ่งที่เธอเรียนรู้ นำมาช่วยดึงเบ็ดออกจากปากฉลาม และเธอยังสอนผู้อื่นอีกด้วย     คริสตินาสามารถทำให้ฉลามสงบนิ่ง และดึงตะขอออกมาจากปากของมันได้แม้บางรายจะฝังอยู่ลึกเข้าไปในกรามด้านใน ทำให้เธอต้องล้วงมือเข้าไปในปาก จนเธอได้รับฉายา “shark whisperer” จากวันนั้นถึงวันนี้เธอช่วยดึงเบ็ดออกมาถึง 250 ชิ้นแล้ว และเธอไม่เคยถูกฉลามกัดเลยสักครั้ง! แถมยังตั้งชื่อให้ฉลามอีกด้วย     “ฉลามตัวแรกที่ฉันช่วยไว้คือ ฟ็อกกี้อาย ตอนแรกมันก็ไม่ชอบให้ถูกตัวแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันก็ยอมให้ฉันนำเบ็ดที่ฝังอยู่ในปากออกมาได้ […]

กะเพรายักษ์ใหญ่ใจดี จานละ 20 บาท ไม่มีเงิน กินฟรี!

กะเพรายักษ์ใหญ่ใจดี จานละ 20 บาท ไม่มีเงิน กินฟรี! ร้านกะเพรายักษ์ใหญ่ใจดี แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่พุทธมณฑลสายสอง เป็นร้านขายข้าวราดกะเพราหมูสับล้วน ไม่ใส่ผักอื่นปะปน เรียกว่าอิ่มท้องสบายเกินราคาซึ่งขายเพียงจานละ 20 บาทเท่านั้น! นอกจากใจดีให้ปริมาณเยอะแล้ว ยังใจดีกับลูกค้าที่ไม่มีเงินจ่าย โดยสามารถหยิบคูปองที่แขวนไว้บนกระดานแผ่นใหญ่หน้าร้าน นำมาแลกข้าวราดกะเพราไปรับประทานได้เลย     เจ้าของไอเดียใจดีนี้คือ คุณรุจน์ สุวรรณเสรีเกษม นักธุรกิจเจ้าของสวนมะพร้าวและโรงงานผลิตน้ำมันมะพร้าวที่จังหวัดชุมพร สาเหตุที่หันมาลงทุนทำร้านอาหารแห่งนี้เพราะเกิดข้อสังเกตว่า ทำไมร้านอาหารริมทางส่วนใหญ่ ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพของทั้งตนเองและผู้บริโภค จึงตั้งโจทย์ขึ้นมาจะทำอย่างไรดี ประกอบกับเคยศึกษาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ว่า ขาดทุนคือกำไร และทำอะไรอย่าไปคิดถึงแต่มูลค่า ให้คิดถึงคุณค่าก่อน เลยนำหลักดังกล่าวมาดำเนินธุรกิจร้านอาหารกะเพรายักษ์ใหญ่ใจดีแห่งนี้ขึ้นมา ภายใต้สโลแกน “พอเพียง พอใจ แบ่งปัน รักษ์โลก”     ความพิเศษของร้านนี้คือ ใช้ข้าวหอมมะลิ 100% อย่างดี ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่  ผักและเนื้อสัตว์ล้างด้วยเครื่องล้างโอโซน  ใช้น้ำมันมะพร้าวในการปรุงอาหาร และไม่ใส่ผงชูรสหรือผงปรุงรสใดๆ  ซึ่งเป็นโมเดลที่คุณรุจน์อยากให้เกิดขึ้นในสังคม คนขายอาหารริมทางต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้อาหารปลอดสารพิษ ไม่ทำลายคน […]

วันที่คนตาบอดมองเห็นวิญญาณ เรื่องจริงของ วิกกี้ อัมมิเปจ

วันที่คนตาบอดมองเห็นวิญญาณ เรื่องจริงของ วิกกี้ อัมมิเปจ ต้นไม้เป็นสีเขียว ก้อนเมฆเป็นสีขาว ท้องทะเลเป็นสีคราม แม้แต่รุ้งก็มีเจ็ดสี… หากลองถามเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่คงตอบได้ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน แม้จะรู้ว่าต้นไม้มีสีเขียว แต่ก็เป็นสีเขียวที่คนอื่นเล่าให้ฟัง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีเขียวเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกิดมาฉันมองเห็นแต่เพียงสีดำเท่านั้น นานมาแล้วแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ฉันเกิดมามีอวัยวะครบ 32 แต่โชคร้ายที่ต้องตาบอด เพราะออกซิเจนในตู้อบเด็กมีปริมาณมากเกินไป ดังนั้นจะพูดว่าฉันตาบอดมาตั้งแต่เกิดก็คงไม่ผิดนัก มันคงเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก ถ้าวันหนึ่งคน “ตาบอด” อย่างฉันจะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ฉันชื่อ วิกกี้ อัมมิเปจ (Vicki Umipeg) ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้จักโลกใบนี้ผ่านการบอกเล่าของคนอื่น ฉันจึงได้แต่จินตนาการถึงลักษณะและสีสันของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นเช่นไร มันจะแตกต่างจาก “สีดำ” มืดมิดของฉันหรือไม่ จนวันนั้นมาถึง วันที่ฉันคิดว่าฉันมองเห็นภาพเป็นครั้งแรก มันคือสีสันแปลกใหม่ที่ทั้งชีวิตของฉันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน… มันคือภาพของห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ผนังห้องทาด้วยสีขาว มีผู้คนแปลกหน้ามากมายอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวทั้งตัว กำลังยืนล้อมรอบร่างหญิงคนหนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกแรกที่เห็นสร้างความตกใจให้กับฉัน ฉันจ้องมองร่างที่นอนอยู่ตรงนั้น สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอันน่าประหลาด… ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือตัวฉันเอง ฉันจำแหวนทองที่ใส่บนนิ้วนางนั้นได้ มันมีดอกส้มที่มุมของแหวนวงนั้นด้วย แต่น่าแปลกตรงภาพที่เห็นนั้นเหมือนฉันกำลังมองลงมาจากด้านบน […]

เพิ่งรู้ว่า ชีวิตตัวเองมีค่า – เรื่องเล่าจากผู้อ่าน

เพิ่งรู้ว่า ชีวิตตัวเองมีค่า – เรื่องเล่าจากผู้อ่าน โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่คงคิดว่า การเข้าไปนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อมีการเจ็บไข้ แต่สำหรับผมแล้วเป็นประสบการณ์ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เพราะแม้ผมจะมีอายุเกินครึ่งศตวรรษมาตั้ง 8 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเลยแม้เพียงครั้งเดียว แต่ในที่สุดก็ต้องเสียสถิติจนได้ เพราะคืนหนึ่งตอนประมาณตีสี่ เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเหมือนมีตัวเอเลี่ยนดันทะลุออกมา (ดูหนังมาก) จนต้องปลุกลูกสาวและภรรยาให้พาไปโรงพยาบาล เมื่อไปถึงหน้าห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสีขาวเกือบ 10 คนก็กรูกันมาล้อมพร้อมอุปกรณ์ ทั้งเตียงเข็น ช่วยกันประคองลงนั่งรถเข็นอย่างทะนุถนอม แล้วเดินกันเป็นขบวนเข้าห้องฉุกเฉินไป เมื่ออยู่ในห้องฉุกเฉินแล้ว ผมถูกยกขึ้นนอนบนเตียงอย่างเบาหวิวโดยชายฉกรรจ์ 4 คน พยาบาลมาเจาะเลือดที่นิ้วและวัดความดัน แล้วหมอเวรก็เข้ามาถามอาการพร้อมกับกดท้องตรงนั้นตรงนี้ โดยมีหมอหรือพยาบาลอีกอย่างน้อย 3 คนคอยดูอยู่ใกล้ๆ จากนั้นผมก็ได้ยินคำวินิจฉัยลอยมาจากหลายทิศทาง “เรื่องไส้ติ่งตัดไปได้เลย อาจมีปัญหาที่ไตหรือตับอ่อนอักเสบ ดูหน้าซีดมาก ชีพจรก็ช้าผิดปกติอาจเป็นอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ น้ำตาลในเลือดสูง อาจมีเบาหวานด้วย” สิ้นคำวินิจฉัย ภรรยาและลูกของผมก็ถูกกันออกจากห้องด้วยน้ำตานองหน้า พอม่านถูกปิด กองทัพเสื้อขาวก็เริ่มงานทันที ผมพยายามบอกหมอว่า ผมไม่ได้เป็นโรคหัวใจนะ ไม่ได้เป็นโรคไต ปวดท้องอย่างเดียว แต่เหมือนไม่มีใครได้ยิน พอจะพูดอีกก็ถูกปิดปากด้วยปรอท เสียบจมูกด้วยสายออกซิเจน แขนซ้ายถูกล็อกเพื่อเจาะเลือด มือเสียบท่อน้ำเกลือ แขนขวาถูกรัดด้วยเครื่องวัดความดัน ข้อมือคล้องป้ายชื่อ บริเวณหน้าอกและลำตัวถูกแปะติดด้วยสายไฟหลากสี […]

ชื่นชม นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เก็บเงินมอบให้ตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ช่วยตามหาเจ้าของ

ชื่นชม นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เก็บเงินมอบให้ตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ช่วยตามหาเจ้าของ ขอชื่นชม Mr.Carayow นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมเยือนจังหวัดเชียงใหม่ แล้วช่วยเหลือสังคมด้วยการนำเงินที่เจ้าของทำตกไว้ ส่งมอบให้ตำรวจในพื้นที่ช่วยตามหาเจ้าของ     เชียงใหม่นิวส์เสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 (ที่ผ่านมา) นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส อายุราว 40-50 ปี ชื่อว่า ” Mr.Carayow ” เข้ามอบเงินจำนวนหนึ่งที่เจ้าของทำตกไว้ โดยมีธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 8 ใบ ธนบัตร 100 บาท จำนวน 5 ใบ และ ธนบัตร 10 บาท อีกจำนวน 10 ใบ รวมเป็นเงินทั้งหมด 8,600 บาท ทางนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสคนนี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เจอเงินจำนวนนี้ตกอยู่บริเวณถนนพระปกเกล้า หน้าวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงเข้ามาติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมี […]

การเดินทางอันยาวไกลของ เนลสัน มันเดลา

การเดินทางอันยาวไกลของ เนลสัน มันเดลา หากเราเกิดเป็นคนผิวดำในประเทศแอฟริกาใต้ในช่วงปี ค.ศ 1948 – 1992 ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราจะได้พบ เราจะไม่สามารถใช้บริการในร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ชายหาด ห้องน้ำ หรือแม้แต่ม้านั่งในสวนสาธารณะ ฯลฯ ในเขตเมือง เพราะจะมีป้ายของทางราชการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “สถานที่และสาธารณูปโภคเหล่านี้สงวนไว้สำหรับคนขาวเท่านั้น” เราไม่อาจอยู่ในบ้านหลังเดิมของเราได้ หากทางราชการประกาศว่าบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยของคนผิวขาว หากเป็นเด็ก ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า เราจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้แรงงาน เพราะมีเด็กผิวดำเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่จะเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ คนผิวดำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้ต้องจำใจยอมรับสภาพอันแสนกดขี่เช่นนี้ เนื่องจากรัฐบาลที่นำโดยพรรค National Party ได้นำนโยบายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) มาเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ เพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของพลเมืองผิวขาวที่มีจำนวนน้อยกว่า จนนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบและการทำร้ายจิตใจพลเมืองผิวดำอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรมและน่าประหวั่นพรั่นพรึงเป็นที่สุด ที่สำคัญ การกระทำดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องเสียด้วย! เนลสัน มันเดลา (Nelson Mandela) คือผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกับความอยุติธรรมเหล่านี้ และสามารถทำได้สำเร็จ แม้จะต้องสละความสุขส่วนตัวเกือบทั้งชีวิต ปัจจุบันชาวแอฟริกันจึงเรียกขานมันเดลาอย่างให้เกียรติว่า มาดิบา (Madiba) เนลสัน มันเดลา มีชื่อจริงว่า […]

มีวันนี้ได้ เพราะคุณพ่อ เรื่องราวความประทับใจของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่มีต่อคุณพ่อ เรื่องดี ๆ ที่เราอยากแชร์

มีวันนี้ได้ เพราะคุณพ่อ เรื่องราวความประทับใจของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่มีต่อคุณพ่อ เรื่องราวดี ๆ ในวันนี้ที่ซีเคร็ตอยากแชร์ เป็นเรื่องราวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อคุณพ่อในวัยเด็ก ความทุ่มเทและความรักของคุณพ่อที่ทำให้ท่านมีวันนี้ได้ เรื่องราวความรักของคุณพ่อที่มีต่อลูกชาย  ได้ถูกโพสต์ใน เพจ  สุรเชษฐ์ หักพาล ดังนี้   “เรื่องเล่าของพ่อผม”พ่อของผม “ดาบตำรวจไสว หักพาล” ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของผม… Posted by สุรเชษฐ์ หักพาล on Wednesday, December 5, 2018   “เรื่องเล่าของพ่อผม” พ่อของผม “ดาบตำรวจไสว หักพาล” ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของผม ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวเราเป็นชาวบ้านฐานะธรรมดา ๆ ทั่วไป ใช้ชีวิตง่าย ๆ ในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดสงขลา แต่ความไม่ธรรมดาของพ่อผม ก็คือ “คำสั่งสอน การปลูกฝัง […]

ฮิโรโกะ ยามากิชิ สาวญี่ปุ่นหัวใจไทย รักงานจิตอาสา

ฮิโรโกะ ยามากิชิ สาวญี่ปุ่นหัวใจไทย รักงานจิตอาสา อะไรคือสิ่งที่ทำให้สาวแดนอาทิตย์อุทัยคนนี้มาอยู่เมืองไทย และอะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอ ฮิโรโกะ ยามากิชิ สาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังจากโฆษณาอายิโนะโมะโต๊ะเพียงแค่คำว่า “อูมามิ” “อร่อยกลมกล่อม” สนใจและรักในงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคมขนาดนี้ มารู้จักเรื่องราวของเธอรวมถึงเส้นทางชีวิตของ สาวญี่ปุ่นหัวใจไทย คนนี้กัน ตอนแรกคิดมาเมืองไทยเพราะอยากทำอะไรที่มันจริงจังให้กับชีวิตเพื่อหาประสบการณ์ จึงเลือกทำงานเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิบ้านร่มไทร จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กติดเชื้อ HIV และเด็กกำพร้า เหตุผลที่เลือกทำงานในมูลนิธินี้ เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นทางโรงเรียนเชิญพยาบาลคนหนึ่งมาบรรยายถึงประสบการณ์ตอนเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิบ้านร่มไทร เราจึงได้รู้จักมูลนิธิและวิธีการทำงาน รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของน้อง ๆ ในมูลนิธิด้วย เราเริ่มเก็บเงินหนึ่งก้อนสำหรับเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายให้พออยู่เมืองไทยได้สักระยะ เราเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว จึงบอกครอบครัวว่าเราจะไปเมืองไทย พอคุณพ่อทราบก็ไม่พอใจถึงขั้นบอกตัดลูกตัดพ่อ เพราะท่านอยากให้เราเข้ามหาวิทยาลัยก่อนจึงค่อยไปเมืองไทย เราก็ยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จ สุดท้ายก็ได้มาเมืองไทยตามที่ฝันไว้     เด็กที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ทางมูลนิธิรับมาจากสถานรับเลี้ยงของรัฐบาล มีเด็กติดเชื้อ HIV ด้วย น้อง ๆ ที่นั่นน่ารักกันทุกคนเลย ถึงฮิโรโกะตั้งใจมาเป็นอาสาสมัครที่นี่เพื่อดูแลน้อง ๆ แต่ก็ไม่ได้ดูแลน้อง ๆ โดยตรง เพราะที่นั่นเขามีแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงไว้คอยดูแล เราจึงใช้ความสามารถที่มีสอนให้น้อง ๆ คือ สอนว่ายน้ำ และทำกิจกรรมร่วมกับน้อง ๆ […]

แล้วเราก็ได้พบกันอีก… การกลับมาของแมวที่จากไป

แล้วเราก็ได้พบกันอีก… การกลับมาของแมวที่จากไป ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ตึกแถวในซอยเล็กๆ ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ เป็นบ้านของสมาชิก 6 คน คือ พ่อ แม่ ดิฉัน น้องสาว 2 คน น้องชายคนเล็ก และแมวอีก 8 ตัว ปูเป้ เป็นแมวตัวที่ 3 ของบ้านที่น้องสาวช่วยไว้จากฝูงสุนัขตอนไปรับประทานอาหารนอกบ้าน สภาพตอนแรกเจอนั้น ปูเป้เป็นลูกแมวตัวผอมมาก เนื้อตัวมีแต่กระดูก ไม่ค่อยมีแรง ด้วยความสงสารดิฉันจึงพากลับมาบ้านด้วย ช่วงที่มาอยู่ใหม่ ๆ ปูเป้ยังกินอาหารแมวไม่เป็น กินได้แต่แมลงสาบ เราจึงเข้าใจว่า ลูกแมวคงไม่เคยกินอาหารอื่นเลย แต่หลังจากที่ดูแลอยู่พักใหญ่ ปูเป้ก็กลายเป็นลูกแมวสีเหลืองลายเสือ รูปร่างอ้วนท้วน น่ารัก ร่าเริง เป็นมิตรกับแมวเจ้าถิ่น 2 ตัวที่อยู่มาก่อน จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องรักของพี่ ๆ แมว ขนาดตอนนอนก็ยังต้องนอนกอดกัน หลายปีผ่านไปบ้านเรามีแมวเพิ่มขึ้นจนถึงตัวที่ 8 ซึ่งสาเหตุที่ต้องเก็บลูกแมวตัวหลังสุดมาเลี้ยงก็เพราะแม่แมวจรที่ดิฉันให้อาหารประจำถูกรถทับตาย ลูกของมันกลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านนับแต่นั้น โดยเราตั้งชื่อให้เข้ากับปูเป้ว่า โป๊ป เนื่องจากเป็นตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่ โป๊ปเป็นแมวดุ เข้ากับใครไม่ได้เลย แต่กลับรักปูเป้มาก […]

รำลึกถึงบิ๊ก D2B ผ่านบทสัมภาษณ์แดน-บีม บิ๊กยังอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป

รำลึกถึง บิ๊ก D2B ผ่านบทสัมภาษณ์แดน-บีม บิ๊กยังอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป 1 ย้อนไปในปี พ.ศ. 2544 สามหนุ่มต่างบุคลิก แดน-วรเวช ดานุวงศ์ บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ (หรือ บิ๊ก D2B ) และ บีม-กวี ตันจรารักษ์ สร้างปรากฏการณ์บอยแบนด์ฟีเวอร์ในนามของวงดีทูบี (D2B) ซึ่งโด่งดังอย่างมากในขณะนั้น แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกผันในอีกสองปีต่อมาเมื่อบิ๊กประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ก่อนจากไปในปี 2550 2 เดือนนี้ครบรอบ 11 ปีในการจากไปของบิ๊กและดีทูบีเหลือเพียงตํานาน แดนกลายเป็นศิลปิน นักแสดงและผู้กํากับ เช่นเดียวกับบีมที่มีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง แม้ความสูญเสีย ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเรียนรู้ แต่ความทรงจําและมิตรภาพกลับไม่เคยเลือนหายไปตามเวลา 3 5 บิ๊กในความทรงจําเป็นอย่างไรคะ 4 แดน : ผมคิดถึงความเฟรนด์ลี่ของพี่บิ๊กครับ เขาคุยกับคนง่าย เรามักเห็นพี่บิ๊กคุยกับคนนั้นคนนี้ แล้วก็ เป็นเพื่อนกับเขาไปแล้ว ส่วนเราสองคนคุยกับคนอื่นยากมาก 5 บีม : ใช่ ๆ ความเฟรนด์ลี่ของบิ๊กทําให้วงขับเคลื่อนไปได้ […]

ปิดบัญชีแล้วจ้า พี่หมื่นใจบุญ โป๊ป – ธนวรรธน์ หาทุนช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน

ปิดบัญชีแล้วจ้า พี่หมื่นใจบุญ โป๊ป – ธนวรรธน์ หาทุนช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน โป๊ป – ธนวรรธน์ หรือ พี่หมื่นใจบุญ ขวัญใจมหาชน มีงานการกุศลออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่นานมานี้เปิดรับเงินทุนบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน ตอนนี้ปิดบัญชีแล้วจ้า ขออนุโมทนากับทุกท่านค่ะ เมื่อราววันที่ 8 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา พี่หมื่นใจบุญ โป๊ป-ธนวรรธน์ โพสต์รูปลงในอินสตาแกรมส่วนตัว popezaap พร้อมข้อความว่า “ปิดบัญชีแล้วครับ อนุโมทนากับทุก ๆ คนที่ร่วมบุญกันนะครับ #ก่อการดี” View this post on Instagram ปิดบัญชีแล้วครับ อนุโมทนากับทุกๆคนที่ร่วมบุญกันนะครับ #ก่อการดี A post shared by Thanavat Vatthanaputi (@popezaap) on Dec 7, 2018 at 12:37am PST ด้วยเมื่อวันที่ 9 […]

จิมมี ชู แบรนด์รองเท้าสุดหรูที่ก่อกำเนิดจากเงินเกษียณอายุของแม่

จิมมี ชู (Jimmy Choo) เป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าสุดหรูที่ครองใจผู้หญิงทั่วโลก ผู้ที่เป็นแฟนเหนียวแน่นของจิมมี ชู มีทั้งเป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่าง เจ้าหญิงไดอานา, แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์, เจ้าหญิงเบียทริซ ซุปเปอร์สตาร์ระดับเอ-ลิสต์ของฮอลลีวูดอย่าง จูเลีย โรเบิร์ตส, แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์, เรเน่ เซลเวเกอร์, ฮิลลารี สแวงก์ นี่ยังไม่นับรวมแวดวงไฮโซสังคมชั้นสูงอีกด้วย ชู หรือ Jimmy Choo Yeang Keat เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เกิดที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 1948 ในครอบครัวช่างทำรองเท้า จริง ๆ แล้วนามสกุลของเขาคือ Chow แต่ในสูติบัตรสะกดผิดเป็น Choo พ่อของเขาคือ ชู คี ยิน (Choo Kee Yin) เป็นช่างทำรองเท้าที่มีฝีมือและทำรองเท้าด้วยมือทั้งหมด พ่อสอนชูทำรองเท้าด้วย ทุกวันหลังเลิกเรียน ชูจะขลุกอยู่ในห้องทำงานของพ่อ ดูพ่อทำรองเท้าทั้งรองเท้าผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กอย่างมีความสุข ทำให้ชูหลงรักการทำรองเท้า […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1) สุรางคณา สุนทรพนาเวศ กล่าวว่า ในทางโลก การได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงสุด…รวยที่สุด เก่งที่สุด สวยที่สุด หล่อที่สุด อาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่สำหรับบางคน การเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะละทิ้งจากการยึดมั่นถือมั่น ข้าวของเงินทองก็เป็นของชั่วคราว ความสวยงามก็ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ยิ่งทำให้ตัวตนเข้าใกล้คำว่า “ศูนย์” มากเท่าไหร่ ดูเหมือน “ความสุข” ในชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่คือแนวคิดในการใช้ชีวิตของ คุณตา-สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ผู้หญิงที่เคยได้ชื่อว่าสวยในลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตำแหน่งอดีตรองนางสาวไทยและอดีตรองสาวแพรวการันตี เธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกรไปร่ำเรียนมาแล้วหลายประเทศ มีดีกรีปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ภาพลักษณ์ภายนอกที่พูดจาฉะฉานหัวเราะเสียงดัง ร่าเริงสดใส อาจทำให้หลายคนคิดไม่ถึงว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนสนใจใฝ่ในธรรมมากว่า 20 ปีแล้ว ชีวิตที่เป็นศูนย์ในวันนี้ ทำให้เธอเป็นสุขได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องราวของเธอด้วยกัน   เติบโตมากับยายที่จังหวัดสุรินทร์ ตอนเด็ก ๆ ตามีชีวิตที่สนุกสนานแก่น ซน ฉลาดแกมโกงมาก แล้วก็เคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เฉียดใกล้ความตายหลายครั้ง พ่อของตาเป็นวิศวกรจากชลบุรีที่มาพบรักกับแม่ซึ่งเป็นคนสุรินทร์ แต่หลังจากแม่คลอดตาได้ไม่นานพ่อก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ  แม่จึงหอบลูกเข้ามาเรียนและหางานทำที่กรุงเทพฯ แม่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วยและทำงานเป็นพนักงานบัญชีในร้านคาเฟ่แถวประตูน้ำไปด้วย ชีวิตของแม่ตอนนั้นลำบากมาก วันหนึ่งเมื่อยายมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจขโมยตาที่อายุได้เพียง 3 ขวบไปเลี้ยงที่จังหวัดสุรินทร์ ยายเป็นคนจีนกวางตุ้งที่มีญาติพี่น้องมากมาย แต่ละคนก็ทำธุรกิจใหญ่โต แต่ครอบครัวของยายมีฐานะแค่พออยู่พอกิน จังหวัดสุรินทร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองช้าง ตาอาศัยอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ได้เห็นช้างเดินเล่นมาตั้งแต่เด็ก ตาเป็นเด็กช่างพูดช่างคุยและกล้าแสดงออกเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน ถ้าอยากได้ตังค์ไปซื้อทอฟฟี่ก็จะเต้นให้ญาติ ๆ ดู นอกจากนั้นยังชอบเล่นเหมือนเด็กผู้ชายชอบชวนเพื่อนจับกลุ่มกันปั่นจักรยานไปขโมยมะม่วงบ้านคนอื่น และเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ เวลาเล่นขายของก็จะตัดกระดาษทำเป็นเงินไว้เล่นกับเพื่อน ส่วนเงินเหรียญก็ทำจากฝาเบียร์ที่นำไปวางให้รถไฟทับจนเรียบแบน แถมยังเป็นเด็กฉลาดแกมโกง วันหนึ่งยายใช้ให้เดินไปซื้อโอเลี้ยง ตาก็เดินไปซื้อ แต่ขากลับแอบดูดจนเกือบหมด ยายถามว่าโอเลี้ยงไปไหนหมด ตาก็ตอบว่า “มันหนัก เลยเดินดูดมาระหว่างทางจ้ะ” บางวันตาไปชวนเพื่อนเล่น แต่เพื่อนออกมาเล่นไม่ได้เพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย ตาก็จะช่วยเพื่อนทำทั้งเม็ดขนุน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถือเป็นความโชคดีที่ทำให้เราเรียนรู้การทำงานมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะทำเพราะอยากเล่นซนก็ตาม   เกือบตายเพราะ… ทุกครั้งที่มีเหตุเภทภัยหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นกับตา แม้แม่จะทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็มักจะมีสัมผัสพิเศษบางอย่างที่ทำให้แม่รู้สึกร้อนรุ่มใจจนต้องมาเยี่ยมลูกที่สุรินทร์เสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนอายุได้สามขวบ ตาเกือบถูกรถชนตาย เรื่องของเรื่องก็เพราะความซนของตานั่นเอง  คือที่ริมถนนหน้าบ้านของยายจะปูลาดด้วยหินกรวด พอฝนตกก็จะมีน้ำขังเฉอะแฉะ ตาก็จะเอาเชือกผูกกับกระป๋องนมทำเป็นเบ็ดตกปลา เหวี่ยงลงไปในน้ำแล้วพยายามครูดหินให้ติดเข้ามาในกระป๋อง จินตนาการว่ามีปลาติดเบ็ด วันนั้นเล่น ๆ อยู่ดี ๆ กระป๋องนมเกิดไปติดแหง็กอยู่กับหินก้อนใหญ่ ตาก็เลยจะเดินไปแกะกระป๋องให้หลุด จังหวะนั้นเองรถสิบล้อที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็ผ่านมาพอดี ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ แม่ที่กลับมาจากซื้อส้มตำได้ยินคนแถวบ้านร้องบอกว่า “ไอ้ไก่! ลูกเอ็งโดนรถสิบล้อเหยียบ”เท่านั้นเองแม่ก็ทิ้งส้มตำที่อยู่ในมือ วิ่งไปดูลูกทันที ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ตานั่งนิ่ง ๆ ตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ส่วนคนขับก็หยุดรถแล้วเดินลงมาดู ในใจก็คิดว่าคงเหยียบเด็กตายคาที่แน่แล้ว แต่โชคดีที่ครั้งนั้นตาตัวเล็กเมื่อนั่งยอง ๆ ทำให้สามารถลอดท้องรถไปได้จึงรอดตายอย่างเหลือเชื่อ! อีกครั้งหนึ่งเพื่อน ๆ ชวนกันไปเล่นน้ำที่สระน้ำข้างวัด แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตาก็ไปกับเขาด้วย  และด้วยความซนเลยไปเล่นอยู่ริมตลิ่ง เล่นไปเล่นมาเท้าเกิดพลาดตกลงไปในน้ำแล้วจมลงไปทั้งตัว เพื่อนที่ไปด้วยนึกว่าตกน้ำตายไปแล้ว โชคดีมีขอนไม้ลอยมา ตาเลยคว้าไว้ทัน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ นอกจากนั้นตาเคยเป็นไข้เลือดออกด้วย  แต่ที่หนักหนามากคือครั้งที่ป่วยเป็นโรคไวรัสขึ้นสมอง ถ้ารักษาไม่ทันก็อาจตายได้ โชคดีที่ตอนนั้นมีคุณหมอจบใหม่จากจุฬาฯไปประจำที่จังหวัด คุณหมอก็เลยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด นั่งเฝ้าทั้งคืน เพราะเท่าที่ทราบ โรคนี้ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปก็อาจทำให้ปัญญาอ่อน แต่ถ้าให้น้อยเกินไปก็อาจตายได้ ตารอดมาครั้งนั้นถือว่าเป็นบุญมาก และยังรู้สึกขอบคุณคุณหมอมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตของตามีหลายเรื่องมากที่เหลือเชื่อด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้วัดบูรพาราม ทำให้มีโอกาสได้วิ่งเล่นในวัดช่วงที่ หลวงปู่ดูลย์อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ ครั้งนั้นท่านยังเคยพูดกับตาที่เป็นแค่เพียงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ แสนซนด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า… (โปรดติดตามตอนต่อไป)   ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต เรื่อง : สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ภาพ : www.sanook.com   บทความน่าสนใจ Room to Read : เยาวชนได้อ่านหนังสือดี ๆ ฟรีคือความสุขของเรา 6 สิ่งที่ควรเลิกก่อนกลายเป็น […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2) ชีวิตของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ) อยู่ใกล้วัดใกล้วามาตั้งแต่เด็กเพราะวิ่งเล่นอยู่ในวัดบูรพารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทำให้มีโอกาสได้เจอหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น กว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้นเราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่…เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเอง แต่จงเรียนเพื่อคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาเป็นเด็กที่ซนมาก ชอบเที่ยวเล่นไม่เคยรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ต้องสำรวมระวัง ไปวัดก็ไปวิ่งเล่นโป้งแปะกับเพื่อน จำได้ว่าที่วัดบูรพารามมีต้นหูกวางเยอะและมีกุฏิพระอยู่โดยรอบ วันนั้นตาก็ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเหมือนทุกวัน ขณะที่วิ่งไล่กันอยู่นั้น ตาก็วิ่งหนีไปจับชายผ้าเหลืองของพระรูปหนึ่งที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าท่านคือหลวงปู่ดูลย์ พระภิกษุผู้มีปฏิปทาสูงเป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลทั่วไป แต่หลวงปู่ดูลย์มีเมตตาสูงมาก ท่านพูดกับเด็กหญิงตาในวันนั้นว่า“เป็นผู้หญิงจับจีวรพระไม่ได้นะ” เมื่อโตขึ้น เล่าให้ใครฟังมีแต่คนบอกว่าเป็นบุญของตา และนั่นก็คงเป็นความจริง ตาคงเคยทำบุญมาบ้าง เพราะหลังจากนั้นต่อให้ชีวิตพลิกผันไปอย่างไร ตาก็ได้ประสบแต่สิ่งที่ดี มีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชูเสมอมา   บ้านนอกเข้ากรุง ตอนเด็ก ๆ ตาอยู่กับยายที่จังหวัดสุรินทร์ พอเริ่มเข้าเรียน ป.3 แม่ก็รับมาอยู่ที่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่อยู่กับแม่ได้ไม่นาน ผู้จัดการร้านคอฟฟี่ช็อปที่แม่ทำงานอยู่ก็ขอตาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตาก็กลายเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจ ที่เคยกล้าพูด กล้าเล่นก็กลายเป็นเด็กขี้อาย ร้องไห้เก่ง และไม่กล้าพูด จำได้ว่า สมัยเด็ก ๆ ตาเกลียดวิชาภาษาอังกฤษมาก เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก เขียนได้แค่เอบีซี แต่วันแรกที่เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครูสั่งให้เขียนชื่อวันทั้งเจ็ดเป็นภาษาอังกฤษ ตาเขียนไม่ได้เลยถูกทำโทษ พอกลับบ้านไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็เลยช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ พอถึงชั้น ป.6 จากเด็กเรียบร้อยที่โดนเพื่อนผู้ชายแกล้งเป็นประจำ ตาก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการเลือกเรียนวิชาเนตรนารี และสมัครเป็นสารวัตรนักเรียน เป็นจราจรโรงเรียน คอยดูแลให้คนข้ามถนน  ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้ นอกจากนั้นว่าง ๆ ยังไปเตะบอลกับเพื่อนผู้ชายด้วยเพราะไม่อยากให้เขามาแกล้งเราอีก หลังจากจบ ป.6 ตาก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง อยู่แถวสุขุมวิท 22 สมัยก่อนสุขุมวิทไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ สองข้างทางยังเป็นทุ่งนาเล้าหมู เวลาจะไปเรียนก็ต้องนั่งรถสองแถวจากปากซอยเข้าไป ชีวิตวัยเรียนของตาค่อนข้างสนุกสนานตาเป็นคนเรียนระดับปานกลาง แต่ชอบทำกิจกรรม เป็นทั้งนักวิ่ง นักยิมนาสติกแต่พอขึ้น ม.4 ชีวิตก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง       ตามสูตรสู่ดวงดาว  วันหนึ่งตาไปเดินเล่นแถวสยามฯแล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ตามสูตรของการเป็นดารายุคนั้นเป๊ะ หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายแบบถ่ายโฆษณาตามมามากมาย งานแรกได้ถ่ายโฆษณาน้ำอัดลม ตามด้วยโฆษณาฟิล์มถ่ายรูป และด้วยความที่มือสวย ฟันสวย ตาก็ได้งานโฆษณาแบบที่ใช้มือของเราไปจับหน้าคนอื่น ได้ถ่ายโฆษณายาสีฟันที่เป็นภาพยิ้มเห็นฟันอยู่ข้างกล่อง เมื่อเข้าวงการก็เริ่มมีเงินจ่ายค่าเทอมของตัวเอง งานแรกได้เงินถึง 20,000 บาท หลังจากนั้นเมื่ออายุ 18 ปีก็ได้รับเลือกให้เป็นอิมเมจเกิร์ลของผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องจากประเทศฝรั่งเศสยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ เวลามีการแข่งรถต้องไปยืนถือร่มที่สนามแข่ง เซ็นสัญญาทำงานหนึ่งปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท นอกจากนั้นตอนอยู่ ม.6 บังเอิญมีพี่เลี้ยงนางงามชวนไปประกวดนางนพมาศที่สมุทรปราการ พอได้ตำแหน่งก็ไปประกวดนางสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นงานประกวดนางสงกรานต์ที่ดังมาก แล้วไปจบด้วยการประกวดนางสาวไทย ความจริงตามีแววด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆเพราะตาชอบถือไม้กวาดอยู่หน้ากระจกแล้วพูดว่า “สุรางคณา คัมฟรอมไทยแลนด์” ตอนอายุ 14 กลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดสุรินทร์ท่านก็ให้เป็นนางเทียน ใส่ชุดไทยนั่งบนรถแห่เทียนพรรษาของวัด เรียกว่าก่อนประกวดนางสาวไทยตาผ่านมาหลายเวทีมาก แม้กระทั่งสาวแพรวก็เคยประกวดมาแล้ว เป็นรุ่นเดียวกับ คุณหน่อย - บุษกร วงศ์พัวพันธ์ปีนั้นพี่หน่อยได้ตำแหน่ง ส่วนตาได้เป็นรองสาวแพรว แม้ว่าจะทำกิจกรรมมากมาย แต่ตาก็ยังเป็นคนที่รักเรียน จบ ม.6 แล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สมความตั้งใจและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็ให้อะไรตามากมายจนถึงทุกวันนี้     คำสอนของธรรมศาสตร์  สมัยก่อนการประกวดนางสาวไทยได้รับความสนใจมาก แต่แทบจะไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยปิดเข้าประกวดเพราะต้องใส่ชุดว่ายน้ำ จึงเสี่ยงกับการถูกไล่ออก ตาน่าจะเป็นผู้เข้าประกวดที่มาจากมหาวิทยาลัยปิดยุคแรก ๆ ก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ตาไม่มีอะไรทำเลยลองเข้าประกวดดูเล่น ๆ แอบไปโดยไม่บอกเพื่อน ไม่บอกแฟน กะว่าถ้าตกรอบจะได้ไม่ต้องอายใคร แล้วสมัยก่อนคนเข้าประกวดนางงามต้องทำผมทรงฟาร์ราห์แต่ตากลับตัดผมสั้น โอกาสเข้ารอบน้อยมาก เรียกว่าเป็นม้ามืดเลยทีเดียว ยิ่งรอบที่ให้แสดงความสามารถพิเศษ ตาก็ไม่มีอะไรไปโชว์เลยสักอย่าง คนอื่นรำไทย เล่นเปียโน เต้นบัลเลต์ ตาทำได้อยู่อย่างเดียวคือ พูดเก่ง เลยขอเป็นพิธีกรคู่กับเพื่อนอีกคนในเวทีประกวดนางสาวไทย ผลปรากฏว่า ปีนั้น คุณยลดา รองหานาม ได้เป็นนางสาวไทย และตาได้เป็นรองนางสาวไทยอันดับ 4 แบบที่ไม่มีใครคาดหมาย เพราะเป็นรองนางสาวไทยที่ตัดผมสั้น คุยเก่ง ไม่ได้มีบุคลิกเรียบร้อยอย่างรุ่นก่อน ๆ เลยแม้แต่น้อย พอได้รับตำแหน่งก็กลายเป็นที่รู้จักของเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่ตาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ได้แบ่งรวยจน ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้หมด ตาได้รับคำสอนดี ๆ จากธรรมศาสตร์ที่นำมาใช้ในทุกวันนี้หลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะการทำอะไรเพื่อคนอื่น เทอมแรกของการเรียน รุ่นพี่พาตาและเพื่อน ๆ ไปทำกิจกรรม “รับเพื่อนใหม่”ที่หาดแม่รำพึง การรับน้องที่นี่ไม่โหด เราเน้นทำกิจกรรมที่สนุกสนานและผูกสัมพันธ์มากกว่า จำได้ว่า เย็นวันนั้นหลังจากที่พี่ ๆ แกล้งให้น้องทำนั่นทำนี่จนเหนื่อยแล้ว พวกเขาก็มานอนเรียงคว่ำหน้าอยู่บนชายหาดแล้วให้น้องเดินเหยียบหลังข้ามไป พี่ ๆถามพวกเราว่า รู้ไหม ทำไมถึงให้ทำอย่างนี้ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า เพราะพี่ ๆ อยากบอกว่าธรรมศาสตร์สอนให้เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ พี่ที่เป็นหัวหน้าบอกกับพวกเราว่ากว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้น เราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่ หนึ่งต่อหนึ่งพันคน หนึ่งต่อหนึ่งหมื่นคน มีลูกตาสีตาสาลูกชาวไร่ชาวนาอีกมากมายที่เขาอยากมาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีโอกาส แล้วเงินที่เราใช้เรียนก็มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเองแต่จงเรียนเพื่อคนอื่น ๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาประทับใจคำสอนของธรรมศาสตร์มาก และใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากประกวดนางสาวไทยแล้วตาก็เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นพิธีกร เล่นละคร และที่ดังเป็นพลุแตกก็ตอนรับบทเป็นผู้หญิงขายตัวในละครเรื่อง คุณหญิงนอกทำเนียบ ที่มี นุสบา ปุณณกันต์เป็นนางเอก คุณแดง - สุรางค์ เปรมปรีดิ์จับพลิกบทบาทแบบสุดขั้ว จากนางงามมาเป็นนางร้ายปากจัดจนคนอินกันทั่วบ้านทั่วเมือง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3) หลังเรียนจบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ ตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )  มีชื่อเสียงโด่งดังแบบสุดๆ มีงานเยอะไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น ตาเป็นคนที่คิดอะไร ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยดีมาก เลยคิดว่าน่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะคิดว่าชาวต่างชาติคนอื่นที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เราจะได้สู้คนอื่นได้ ก่อนไปหลายคนอาจไม่ทราบว่าตาเกือบจะได้เป็นนักร้อง เพราะไปซุ่มร้องเพลงอยู่ในค่ายมูเซอของ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ แต่สอบติดที่ญี่ปุ่นก่อนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต เลยตัดสินใจทิ้งงานแสดงและนักร้องไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ตอนนั้นพี่จิกเพิ่งเปิดบริษัทเวิร์คพอยท์กับพี่ตา - ปัญญา นิรันดร์กุล ตามีโอกาสได้ไปช่วยร้องเพลงช่วงคำถามในรายการว่า“ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า…ยังจำได้ไหมจำได้หรือเปล่า” ช่วงแรก ๆ เป็นเสียงร้องของตา ก่อนที่จะมีผู้หญิงสองคนออกมาร้องและเต้นอย่างปัจจุบัน เมื่อสอบเข้าเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตาก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อสอบได้แล้ว เราก็ต้องคว้าเอาไว้   ชีวิตนักศึกษาในญี่ปุ่น ปีแรกของการไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล (Tokyo International University) ตาต้องจ่ายค่าเทอมเอง แต่พอเข้าปีที่สองตาก็สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้  แถมยังสอบได้ถึงสองทุน คือ ทุนโรตารีและทุนมอนบูโช (Monbusho) แต่ตาเลือกทุนมอนบูโชเพราะให้ทุนการศึกษามากกว่า ด้วยความที่เป็นคนคุยเก่งและตั้งใจเรียน ทำให้ตาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว สามารถข้ามชั้นของการเรียนภาษาไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ครึ่งปีแรกของการเรียน ตาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ครึ่งปีหลังตาต้องนั่งท่องคำศัพท์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องใช้ในการเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่น และเขียนวิทยานิพนธ์ 3 ปีในญี่ปุ่นให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก สอนให้ตารู้จักมีระเบียบวินัยและรู้คุณค่าของเวลา ที่ญี่ปุ่นมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่น ๆ ในโลกก็จริงแต่คนที่นี่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก เมื่อก่อนตาเป็นคนเรื่อย ๆ กินข้าวช้า เดินช้า พอไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ต้องปรับให้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสังเกตว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเห็นคนญี่ปุ่นมีหนังสือติดมือตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่รถไฟแน่น ๆ มือหนึ่งโหนรถอีกมือก็อ่านหนังสือได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญ คนที่นี่ยังรักษาประเพณีที่ดีงามไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี สาว ๆ สามารถใส่ชุดกิโมโนปั่นจักรยานไปไหนมาไหนได้เป็นเรื่องปกติ ตาเห็นแล้วก็ชื่นชม และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความละเอียดอ่อนและใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ ช่วงแรกของการเรียนที่นี่ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์ นอกจากจะยากเพราะต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น ตายังทะเลาะกับโปรเฟสเซอร์ ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่อยากเรียนต่อให้จบ แต่โชคดีที่โทร.คุยระบายกับเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์มาด้วยกัน เขาพูดกับตาว่า “จำได้ไหมว่าเราเรียนเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีโอกาส คนไทยสักกี่คนที่จะได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ให้คิดถึงคนอื่นด้วย” ตาได้ฟังเพื่อนพูดแล้วก็ฮึดสู้จนเรียนจบในที่สุด เป็นการเรียนที่ต้องใช้ใจต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยกลับมีคนนินทาว่าตาไปขายตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปเรียนอย่างที่บอกใคร ๆ  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นแบบนั้นเยอะมาก แต่เมื่อหลายคนได้เห็นใบปริญญาบัตรของตา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกต่อไป หลังจากเรียนจบใหม่ ๆ ตาก็ลองสอบเข้าทำงานที่บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เพราะอยากวัดความรู้ความสามารถของตัวเองปรากฏว่า สอบได้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตจอแอลซีดี แต่ทำได้แค่เดือนเดียวก็ลาออกเพราะอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ตอนแรกก็ไปเรียนภาษาที่ UCL College ก่อนหลังจากนั้นก็สมัครเรียนต่อที่ London School of Economics (LSE) แต่ยังไม่ได้เข้าเรียน ปรากฏว่าประเทศไทยประสบกับภาวะต้มยำกุ้งเสียก่อน  ตาเลยตัดสินใจกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ รายการต่าง ๆ เชิญไปเป็นแขกรับเชิญเยอะมาก เพราะแทบจะไม่มีดาราคนไหนที่เป็นรองนางสาวไทยแล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังได้รับงานพิธีกรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ทั้งพิธีกรเปิดโรงงาน พิธีกรฉลองครบรอบ10 ปี ฯลฯ  เรียกว่างานเข้าเยอะมาก     ความเจ็บป่วยทำให้รู้จักธรรมะ ตาอยู่วงการบันเทิงก็ใช้ชีวิตเหมือนคนในวงการทั่วไป เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบแต่ตาชอบเล่นกีฬามาก  ทั้งตีกอล์ฟ ดำน้ำจนถึงขั้นเปิดร้านสอนดำน้ำด้วยตัวเอง ฟิตขนาดนี้ตาเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแม้แต่น้อย จนวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอพบว่า ท่อน้ำดีโตกว่าปกติ ท่อน้ำดีของคนอื่นอาจจะกว้างแค่ 3 มิลลิเมตร แต่ของตากว้างถึง 6 เซนติเมตร…ใหญ่มากจนคุณหมอตกใจ ต้องขอตัดมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ โรคท่อน้ำดีโตผิดปกติเป็นโรคที่พบน้อยมาก มันจะโตตามวัยของเราไปเรื่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ตาคิดว่าตัวเองอาจเป็นโรคบิดเพราะมักจะปวดท้อง อาเจียนมีน้ำเหลือง ๆขม ๆ ออกมา แต่ความจริงมันคืออาการของโรคนี้นั่นเอง โชคดีว่าชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจ คุณหมอไม่พบว่าเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านแนะนำว่าถ้าทิ้งไว้อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง ตาเลยตัดสินใจตัดออก ความเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตารู้ซึ้งกับคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” มาก จากที่เมื่อก่อนรู้สึกต่อต้านกับคำสอนภาษาบาลี  ไม่เข้าใจว่าต้องพูดคำยาก ๆ ทำไม เพื่อนเคยให้หนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านตอนอกหักก็หันไปด่าเพื่อนว่า  “มึงเห็นกูไม่เป็นมนุษย์เหรอ” แต่ในวันที่เจ็บป่วย ตาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง จากคนที่เคยร่างกายแข็งแรง บ้าพลังทำงานวันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัด คุณหมอให้นอนพักผ่อนสิบกว่าวัน นอกจากจะรู้สึกเบื่อมากแล้ว เวลาหายใจเข้าก็จะรู้สึกปวดแผลมาก เพราะแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่ พอยาชาหมดฤทธิ์ ตาปวดเหมือนจะตายให้ได้ รู้สึกเลยว่าหายใจออกเหมือนสวรรค์หายใจเข้าเหมือนนรกสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญญาเห็นธรรม“เออหนอ…ร่างกายนี้เป็นทุกข์” เวลาร่างนี้เป็นทุกข์ พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถมาทุกข์แทนเราได้ “ฉันเจ็บก็เจ็บคนเดียว ฉันทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว ฉันตายก็ตายคนเดียว”เมื่อเห็นอย่างนี้ตาเลยเกิดความคิดว่า เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว คิดว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์มีแต่ทุกข์ มีหนทางไหนที่เราจะพ้นทุกข์บ้างไหม ในวันนั้นตาหยิบหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ตาเริ่มด้วยการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเอง และใช้ชีวิตด้วยการทำงานครึ่งเดือน ไปศึกษาธรรมะที่วัดอีกครึ่งเดือน แรก ๆ ก็ไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ตอนหนึ่งทุ่มทุกเย็นตั้งจิตอธิษฐานว่า “ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะมาสวดมนต์ให้ได้ทุกวันให้ครบ 3 เดือน” และแค่การไปสวดมนต์อย่างเดียวก็ทำให้ตารู้ว่า ตัวเองได้ปฏิบัติบารมีหลายข้อมาก ทั้งวิริยะบารมีขันติบารมี สัจจะบารมี และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตาเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพราะเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการต่อสู้กับกิเลส หลังจากนั้นตาก็เริ่มฟังธรรมมากขึ้นและครั้งหนึ่งก็เคยไปบวชชีที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี ได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ได้เรียนพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในวงการไม่ค่อยมีใครรู้เพราะสมัยก่อนการปฏิบัติธรรมยังอยู่ในวงจำกัด แต่บวชได้ 15 วันตาก็กลับมาใส่วิกเล่นละครต่อ  ในช่วงเวลานี้เองที่ตาเริ่มได้เป็นพิธีกรงานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้ช่วยเหลืองานของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้มีโอกาสพบเจอกับพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมาย  รวมถึงได้รับโอกาสให้ไปบรรยายธรรมในทัณฑสถานหญิง ซึ่งทำให้ตาได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยประกวดนางงามมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้เป็นคนสวย แถมยังนิสัยดี แต่เมื่อมองที่ข้อเท้า ตาก็ถึงกับตะลึง!…  (โปรดติดตามตอนต่อไป) […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ) “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินมาช้านาน  แต่เป็นจริงทุกยุคสมัย ในภาษาธรรมเราเรียกเพื่อนที่ชักนำไปในทางที่ดีงามและทางที่เจริญว่า “กัลยาณมิตร” แต่น่าเสียดายที่กว่าเพื่อนคนหนึ่งของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )จะซึ้งใจในคำกล่าวนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยความที่ตาสนใจธรรมะ พากเพียรเรียนจนจบนักธรรมเอก ก็เลยได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายธรรมในเรือนจำกลางคลองเปรมให้นักโทษหญิงฟัง  ครั้งแรกที่ไปเห็นว่านักโทษที่นี่ต้องอยู่กันอย่างแออัดต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรงแคบ ๆ แม้กระทั่งห้องสมุดก็ยังเป็นกรง กว่าตาจะเข้าไปถึงชั้นในได้ต้องผ่านประตูถึง 3 ชั้น …ตาเข้าไปแล้วยังเดินออกมาได้ แต่ผู้หญิงอีกหลายคนที่เข้าไปอยู่ในนั้น บางคนต้องโทษประหารชีวิต บางคนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกอีกเลย…   บรรยายธรรมในเรือนจำ วันที่ตาไปบรรยาย มีนักโทษหญิงราว 100 คนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมานั่งฟัง บางคนเป็นยายแก่ ๆ หน้าตาไม่น่าจะเป็นนักโทษเลยสักนิด วันนั้นหลังบรรยายธรรมเสร็จแล้ว ตาก็แจกขนมให้นักโทษหญิงเหล่านั้น แจกไปเรื่อย ๆ จนมาถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตา เห็นหน้าแล้วก็รู้สึกเอะใจว่า “ทำไมหน้าตาคล้ายเพื่อนเราจัง แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเพื่อนเราทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งเก่ง เรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอก ไม่น่าจะมาอยู่ในนี้” เมื่อคิดอย่างนั้น ตาก็เลยเดินผ่านเธอไป แต่ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ ตาย้อนกลับมายืนดูเขาอีกครั้งจากทางด้านหลัง คิดในใจว่า “ถ้าคนนี้ใช่เพื่อนเรา เธอจะต้องมีรอยสักที่ข้อเท้าซ้าย” และแล้วตาก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีรอยสักที่ข้อเท้าลายเดียวกับเพื่อนของตาจริง ๆ ยิ่งเมื่อเรียกชื่อแล้วเธอหันมา ตาก็ยิ่งสลดหดหู่กับความจริงที่ได้เจอ เพื่อนวิ่งเข้ามากอดตาแล้วร้องไห้คาดว่าเธอคงรู้ว่าวันนี้ตาจะมาบรรยาย แต่ด้วยความอายจึงไม่อยากให้ตาเห็น ความจริงเพื่อนคนนี้เป็นคนดี ตอนที่ประเทศไทยเกิดสึนามิ เราเคยขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปเก็บศพ ไปสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยด้วยกันแต่หลายปีหลังจากนั้นตาก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย เพื่อนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า ถ้าก่อนหน้านี้ได้มาเดินบนเส้นทางธรรมเหมือนตา ชีวิตก็คงไม่ต้องมาพบเจอกับเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้ แต่นี่เธอกลับไปคบเพื่อนที่เสพยา ค้ายา สุดท้ายตัวเธอเองก็ถูกจับที่คอนโดพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ทำให้ถูกตัดสินจำคุกถึง 50 ปี ชีวิตของเพื่อนเป็นอุทาหรณ์อย่างดีที่ตามักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า  กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต การคบเพื่อนไม่ดีแม้เพียงแค่คนเดียว ก็อาจทำให้ชีวิตพบกับหายนะโดยที่เราคาดไม่ถึง แต่การคบเพื่อนดีแม้มีน้อย แต่คอยชักนำเราไปในทางที่ดี ช่วยกันยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ชีวิตของเราก็จะพบเจอแต่คนดี ๆ เรื่องราวดี ๆ และแม้มีเหตุเภทภัยอะไร  เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเราเสมอ       “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่น หลังจากเรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น ตาก็มีโอกาสได้เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ตามด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีก1 ปี ช่วงนี้ตามีโอกาสปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์มากมาย ทั้งจากหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ทุกวันอาทิตย์ตาก็จะนำของไปถวายพระ ไปฟังธรรมะจากท่าน ซึ่งก่อนหน้านั้นตาก็ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางต่าง ๆ เช่น แนว ท่านโกเอ็นก้า ตามศูนย์ต่าง ๆ รวมถึงคุณแม่สิริ กรินชัยที่วัดผาณิตาราม พระอภิเชษฐ์ที่จังหวัดลำปาง พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช, อดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก รวมถึงพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ  ฯลฯ ตาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ทำแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด และไม่หวั่นเกรงกับอะไรหลายคนอาจบอกว่า นักแสดงปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะอาชีพนี้มีแต่สร้างกิเลสปรุงแต่ง การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่นได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่างๆเป็นพี่ เป็นแม่ เป็นภรรยาได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอการจากลา การพลัดพราก จิตให้หัวเราะ ร้องไห้ไปตามอารมณ์ แต่สำหรับตากลับค้นพบว่า การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่น ได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่าง ๆ เป็นพี่  เป็นแม่  เป็นภรรยา ได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอ การจากลา การพลัดพราก เห็นชัดมากจนทำให้รู้สึกเบื่อกับการเวียนว่ายตายเกิด นอกจากนั้นการเป็นนักแสดงยังทำให้ตา “สั่งคัต” ตัวเองจากอารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ในละคร ผู้ชายคนนี้อาจเป็นสามีของเรา แต่พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ เขาก็กลายเป็นคนอื่น ในชีวิตจริงตาคิดว่า ถ้าเรารู้จัก “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้ตายังไม่มีครอบครัว  แต่ก็ไม่คิดว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไม่มีครอบครัว คิดว่าแล้วแต่ธรรมะจัดสรร ถ้าวันหนึ่งจะมีก็มี ถ้าไม่มีก็มีความสุขกับการเป็นโสด เพราะเห็นว่าตัวเองยังทำประโยชน์ให้สังคมได้โดยไม่มีภาระ ตาเชื่อว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะใครแต่ทุกข์เพราะตัวเองนั่นแหละ กายนี้ ใจนี้คือทุกข์ มีกายนี้ก็ต้องหิว ต้องป่วย พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ทุกข์ ไม่ต้องไปโทษใครอื่น เราทั้งนั้นที่ทำตัวเอง น้ำตาไหลเมื่อได้ไปสักการะสังเวชนียสถาน ก่อนจะไปเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal  Nehru University) ประเทศอินเดีย ตาเคยไปสักการะสังเวชนียสถานมาแล้ว 8 ครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่น้ำตาไม่ไหล ก่อนไปได้ยินมาว่าเพื่อนบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ตาคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน  เพราะ “ฉันเป็นดารา ฉันสั่งตัวเองให้ร้องไห้หรือหยุดร้องไห้ได้” แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม และมีเรื่องราวอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ไปถึง ตอนนั้นตาเชื่อว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดี แต่ไม่แน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ตามประสาคนเชื่อยากชอบพิสูจน์ เมื่อไปถึงอินเดียครั้งแรกและได้นั่งใต้ต้นโพธิ์ที่วัดพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าชาตินี้จะมีโอกาสได้เผยแผ่ธรรมะ ก็ขอให้ใบโพธิ์ซึ่งตอนนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้นร่วงลงมา อธิษฐานยังไม่ทันขาดคำ ใบโพธิ์ก็ร่วงลงมากลางมือ ตาน้ำตาร่วง ขนลุกซู่ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้น “สิ้นสงสัยแล้ว” ยิ่งเมื่อเดินทางไปยังกุสินาราวิหารปรินิพพานซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ตาก็น้ำตาร่วงเผาะ ๆ เป็นสายหยุดไม่ได้ เกิดความรู้สึกปีติระคนกับความสลดโศกาว่า “พระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ไปนานแล้ว แต่เรายังว่ายวนอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่…” ตาร้องไห้แบบไม่หยุดทุกครั้งที่ไปยังสถานที่แห่งนี้  ยิ่งเมื่อสวดมนต์บทสวดสรภัญญะ  “องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน…” ไปด้วย น้ำตาก็จะไหลเหมือนท่อน้ำตาแตก  สั่งให้หยุดก็ไม่ได้ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ตาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมผัสได้เฉพาะตน อาจไม่เกิดกับคนอื่นแต่เกิดขึ้นกับตาแล้วจริง ๆ และทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาของตามีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ตาจึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ได้ฝึกตัวเองในหลายเรื่อง ก่อนไปเรียนตาขายรถขายบ้าน ทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นนักศึกษาธรรมดา ๆ อีกครั้ง  ไปอยู่ที่โน่นได้ใช้ชีวิตในหอพัก เป็นหอรวม ห้องน้ำรวม ต้องซักผ้าด้วยตัวเอง กินข้าวหอกินโรตีจาปาตีแทนข้าว  ถ้าเบื่อก็กินมาม่าชีวิตในแต่ละวันเหมือนได้ปฏิบัติธรรม ได้เห็นตัวเองชัด ๆ อีกครั้งว่า “ตา - สุรางคณา”ที่ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จัก สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ตาเชื่อว่ายิ่งเราไม่สะสม ตัวเราก็จะยิ่งเบา ทุกวันนี้ตามีแค่กระเป๋าใบเดียวแต่ไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีอะไรต้องกังวล  ตาคิดว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ “เรียนรู้ตัวเอง”สร้างประโยชน์ให้ตนเอง  สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น…   ถ้าทำได้  ถึงจะอยู่ที่ไหน  เราก็สุขใจแน่นอนค่ะ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ […]

มรสุมชีวิต หมู-ดิลก ทองวัฒนา จากพระเอกดาวรุ่งสู่วันที่ไม่เหลืออะไร

มรสุมชีวิต หมู-ดิลก ทองวัฒนา จากพระเอกดาวรุ่งสู่วันที่ไม่เหลืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน มีขึ้นแล้วก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา ในวันที่ท้องฟ้าสดใสอยู่ ๆ กลับกลายเป็นวันที่มืดมนด้วยเมฆฝน ชีวิตของมนุษย์ธรรมดากับการพบพานกับความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ สิ่งนี้เรียกว่า “โลกธรรม 8” มรสุมชีวิต ไม่ต่างจากพายุร้ายที่โถมกระหน่ำเข้าหา เรื่องที่เราอยากแชร์ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจ และกำลังใจในการต่อสู้กับมรสุมชีวิตในวันนี้ มาจากการเล่าสู่กันฟังของคุณหมู ดิลก ทองวัฒนา ดารารุ่นใหญ่ที่แสดงบทบาทคุณพ่อได้เยี่ยมจนหาใครเทียมได้ยาก จนมีฉายาว่า “พ่อทุกสถาบัน” ผ่านรายการ คุยแซ่บ Show     ก่อนที่คุณหมู-ดิลกจะมาเป็นนักแสดง เขาอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ไม่เคยมีบ้านเป็นของตนเอง จนกระทั่งได้เป็นนักแสดงจึงพอเก็บเงินซื้อบ้านได้ แล้วกลายมาเป็นเรือนหอหลังจากแต่งงานครั้งแรก เมื่อเป็นพระเอกได้สัก 4-5 ปี และแต่งงานได้ 7 ปี ชีวิตคู่ก็มาถึงทางตัน ทั้งสองตัดสินใจหย่าร้างกัน สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อะไรติดตัวมาเลยแม้นของที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะคุณหมูยกทรัพย์สินให้เป็นสินเดิมไม่ได้ยกให้เป็นสินสมรส     ตอนเป็นพระเอกอะไรก็ดีไปหมด มีชื่อเสียงและคนรู้จัก แล้วมีความสุขดีและเงินในกระเป๋าใช้ แต่เมื่อชีวิตขาดความสมดุลโดยเฉพาะเรื่องเงิน นับว่าชีวิตช่วงนั้นมีปัญหามาก เป็นมรสุมชีวิตเลยก็ว่าได้ ความรักพัง การงานแย่ […]

keyboard_arrow_up